ราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นสูงจากแรงหนุนของบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นที่ นักลงทุนคึกคักเป็นพิเศษในวันสุดท้ายก่อนกำหนดเส้นใต้ชี้ชะตาศึกการเลือก ตั้งผู้นำสหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนีอุตสหกรรมดาวโจนส์ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 133.24 จุด ปิดที่ 13245.68 จุด

โดยราคาหุ้นกลุ่มยุทโธปกรณ์และกลุ่มพลังงานปรับเพิ่มขึ้นล่วงหน้า จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่า นายมิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกันมีโอกาสได้รับชัยชนะ ซึ่งนั้นหมายถึงการดำเนินนโยบายที่เน้นการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และเป็นผลให้มีแรงซื้อเข้ามาในตลาดน้ำมันมากขึ้น อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ลงความเห็นว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในรูปแบบใด ก็จะส่งผลดีต่อตลาด เนื่องจากทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯจะมีความชัดเจนมากขึ้น

 

- การปิดซ่อมบำรุงรหน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดที่มีกำลังการผลิต 3.37 แสนบาร์เรลต่อวัน ของโรงกลั่นบีพี (BP) ที่อินเดียนา และการหยุดการผลิตของโรงกลั่นเบย์เวย์ขนาด 2.38 แสนบาร์เรลต่อวันจากผลกระทบของเฮอร์ริเคนแซนดี้ คาดว่าจะทำให้ปริมาณน้ำมันดิบที่จุดส่งมอบคุชชิ่งเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุให้ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัสถ่างกันมาก ขึ้น และช่วยหนุนราคาน้ำมันเบนซินในตลาดสหรัฐฯ ให้ปรับเพิ่มขึ้น

 

- ดัชนีภาคการบริการของสหภาพยุโรป (PMI) ประจำเดือนต.ค.ปรับลดลงเหลือ 45.7 จาก 46.1 ในเดือน ก.ย. นับเป็นเดือนที่ 9 ต่อเนื่องที่ดัชนีอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 หรือหมายถึงการหดตัวของภาคบริการ โดยกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์คาดว่ามีโอกาสอย่างมากที่ธนาคารกลางยุโรปจะลดอัตรา ดอกเบี้ยลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 0.5% ในช่วงต้นปีหน้า

 

- ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อสินค้าโรงงานของเยอรมนีเดือนต.ค.ลดลงเช่นกัน จากยอดคำสั่งซื้อต่างประเทศที่เติบโตติดลบ 4.5% และภายในประเทศลดลง 1.8%

 

- หลังปิดตลาดสถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานสหรัฐฯ (API) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ณ วันที่ 2 พ.ย. 55 ปรับตัวลดลง 27,000 บาร์เรล  สวนทางกับผลสำรวจรอยเตอร์ที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับลดลง 1.0 ล้านบาร์เรล และน้ำมันดีเซลปรับลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดูไบ จากแรงหนุนของสถานการณ์อุปทานตึงตัวในสหรัฐฯ ประกอบกับมีความต้องการนำเข้าจากอินโดนีเชีย

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบดูไบ อย่างไรก็ตามมีปริมาณน้ำมันดีเซลเข้ามาในตลาดเพิ่มมากขึ้น ขณะที่อุปสงค์ยังมีไม่มากนัก

 

ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ เบรนท์ 105 – 113 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส 82 – 90 เหรียญฯ ติดตามสถานการณ์หนี้สเปนและกรีซ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและผลกระทบของพายุเฮอริเคนแซนดี้ พร้อมทั้งการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ของจีน และการประชุมธนาคารกลางยุโรปในสัปดาห์นี้ สำหรับวันนี้จับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะทราบอย่างเป็นทางการ

 

- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามสัปดาห์นี้ ได้แก่
วันพุธ : การผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนี
วันพฤหัสฯ : ยอดผู้ขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงาน รวมถึงยอดการนำเข้า-ส่งออกของเยอรมนี และอัตราการว่างงานของกรีซ
วันศุกร์ : ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการผลิตภาคอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส อัตราเงินเฟ้อ การผลิตภาคอุตสาหกรรม และยอดขายปลีกของจีน
วันเสาร์ : ยอดการนำเข้า-ส่งออกของจีน

 

- จับตาว่าจีนจะมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากที่จะมีการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ในวันที่ 8 พ.ย.นี้
- การประชุมธนาคารกลางสหภาพยุโรปในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ที่ตลาดคาดว่าธนาคารน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจ สหภาพยุโรปจะฟื้นตัว
- การตัดสินใจขอเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปของสเปนซึ่งจะนำไปสู่การเริ่มเข้า ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสเปนโดยธนาคารกลางยุโรปซึ่งคาดว่าจะเป็นเดือน พ.ย.
- การตัดสินใจให้เงินช่วยเหลืองวดถัดไปแก่กรีซจาก EC/ECB/IMF ขึ้นกับผลการตรวจสอบสถานะการเงินของกรีซที่จะรายงานในช่วงสัปดาห์นี้
- ผลกระทบของพายุเฮอริเคนแซนดี้ที่พัดถล่มหลายรัฐทางชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจและการความต้องการใช้น้ำมันซึ่งในช่วงสั้นคาดว่าจะปรับลดลง แต่จะฟื้นกลับมาอีกครั้งเนื่องจากความต้องการเพื่อซ่อมแซมความเสียหายที่ เกิดขึ้น
- ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตกในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ และความตึงเครียดบริเวณชายแดนระหว่างซีเรียและตุรกี ที่สร้างความกังวลในเรื่องอุปทานตึงตัว