แบงค์แจงเหตุเงินแข็ง


นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุมหารือกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ หอการค้าไทยจะเสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการเจรจาเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ไทยกับอียู เพราะหากรัฐบาลยังล่าช้าอาจทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขันในตลาดโลก หลังจากสหรัฐมีนโยบายที่จะเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียู และการเจรจาเอฟทีเอจะแก้ปัญหาเรื่องการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ที่จะเกิดขึ้นใน 1-2 ปีนี้

นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ส่วนประเด็นอื่นจะเน้นการลดอุปสรรค และเพิ่มความร่วมมือ อาทิ การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.ดูแลได้ดี และเอกชนไม่ได้กังวลว่าค่าบาทจะเป็นเท่าไร แต่ไม่ต้องการให้ผันผวนและสอดคล้องกับค่าเงินของประเทศคู่แข่งเป็นสำคัญ

นาย พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ไทยต้องทำควบคู่ 2 ด้าน คือ เปิดเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู และเจรจาขยายกรอบการค้ากับสหรัฐ จากเดิมเป็นความร่วมมือการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ ไปสู่ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี)

นายประสารกล่าวว่า ผลขาดทุนดังกล่าว ธปท.สามารถบริหารจัดการและดูแลตัวเลขได้ ไม่มีผลกระทบทำให้เงินกองทุนของ ธปท.ติดลบ เนื่องจาก ธปท.จะมีรายได้จากการเพิ่มเงินเข้าไปในตลาดการเงินด้วย ซึ่งแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่รายได้ดังกล่าวจะถูกบันทึกในบัญชีฝ่ายออกบัตร ซึ่งปัจจุบันมีกำไร 8 แสนล้านบาท ถ้าหักจากการขาดทุนของฝ่ายการธนาคาร 5 แสนล้านบาทแล้ว ฐานะธนาคารยังมีกำไร 3 แสนล้านบาท ซึ่งในการดูแลฐานะของธนาคารกลางทั่วโลก จะเข้าใจว่าฝ่ายการธนาคารที่เป็นระบบในการดูแลตลาดการเงินสามารถขาดทุนได้

ที่ บอกว่าเราขาดทุนจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าเราจะเจ๊ง หรือไม่สามารถทำหน้าที่ธนาคารกลางได้ เพราะระบบบัญชีเราแยกออกเป็น 2 ฝั่งชัดเจน ในฝั่งที่เป็นสินทรัพย์กับฝั่งที่เป็นหนี้สิน ซึ่งในฝั่งหนี้สินปรับขึ้นลงได้ตลอดเวลา ขึ้นกับแนวโน้มดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ที่ผ่านมาเคยมีแนวคิดที่จะรวมบัญชี แต่เมื่อถูกคัดค้านก็พับไป เพราะในการดูแลฐานะธนาคารกลาง ทั้งที่เป็นฝ่ายลงทุนหรือบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เขาเข้าใจว่า ฐานะธนาคารกลางขาดทุนได้ จนกว่าฐานะธนาคารกลางเริ่มมีปัญหาและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นที่จะซื้อ พันธบัตรของ ธปท. แต่ขณะนี้ยังมีคนสนใจประมูลซื้อตลอดเวลาŽ นายประสารกล่าว

นาย ประสารกล่าวถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่า ขึ้นกับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะประชุมในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และตามข้อตกลง กนง.จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับดอกเบี้ยช่วง 7 วันก่อนการประชุม เพราะในตลาดการเงิน ทั้งดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน มีคนได้และเสียประโยชน์จำนวนมาก เชื่อว่าหลังการประชุม กนง.ไม่ว่าการตัดสินใจจะออกมาทิศทางใด แรงกดดันต่อการทำงานของ ธปท.ก็คงไม่หมดไป เป็นธรรมดาของธนาคารกลางทั่วโลก

นายประสารกล่าวว่า เครื่องมือในการดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนมีหลายอย่าง ดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่จะดึงให้เงินเข้าหรือออกได้ ส่วนการสนับสนุนให้เงินออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในประเทศที่จะไปลงทุนของผู้ประกอบการด้วย ซึ่งปีที่ผ่านมาพบว่ามีเงินไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีเงินเข้ามาลงทุน 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือว่าค่อนข้างสมดุลและช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินได้ระดับหนึ่ง

นาย ประสารกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการแทรกแซงจาก ธปท. แต่ต้องดูไม่ให้มากเกินไป เพราะหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งปีที่ผ่านมาถือว่าแทรกแซงน้อยมาก ดูได้จากปริมาณทุนสำรองทางการระหว่างประเทศค่อนข้างทรงตัว ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดจากการค้าขายสินค้าและ บริการ

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีเรื่องการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่มีตั้งแต่เบาไปหาหนัก ที่เบาก็จะเป็นเรื่องการรายงานการเข้าออกของเงิน การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศก็ต้องแจ้งเหตุผล การกำหนดระยะเวลาการถือครองว่าต้องไม่ต่ำในกี่ปี เช่น หากเงินเข้ามาลงทุนในพันธบัตร ก็ต้องถือไม่น้อยกว่า 1 ปี การกันสำรองทันที เหมือนที่เคยประกาศใช้เมื่อ 5 ปีก่อนแล้วผลกระทบรุนแรงมากหรือที่แรงสุดคือ การเก็บภาษีจากเงินที่เข้ามาลงทุน ซึ่งในเรื่องการควบคุม จะไม่ค่อยประกาศใช้ เพราะมีผล

กระทบต่อการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อ ถือของประเทศ สำหรับอัตราดอกเบี้ยนั้น ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่า มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนมากน้อยเพียงใด เพราะจะมีอิทธิพลในแต่ละประเภทแตกต่างกัน

ด้านนายสมเกียรติ ศิริชาติชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ยมาใช้ดูแลค่าเงินบาทในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อเงินทุนไหลเข้า แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งไม่สามารถใช้มาตรการดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว การลดดอกเบี้ยอาจกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศมากเกินไป และจะทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่ รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อด้วย ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเงินเฟ้อกระทบต่อเศรษฐกิจแล้ว จะมีผลกระทบในวงกว้าง

นายสม เกียรติกล่าวว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ยนั้น ต้องเก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น หากพิจารณาความเห็นทั้งสองด้าน ก็ถูกทั้งคู่ แต่สถานการณ์เรื่องค่าเงินบาทในขณะนี้ สบายใจได้ในระดับหนึ่ง เงินบาทเริ่มนิ่ง ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อาจกระทบต่อเงินเฟ้อ และต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยประมาณการเงินเฟ้อในปีนี้อยู่ที่ 3-3.6% ภายใต้สมมติฐานว่าราคาน้ำมันอยู่ที่ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่การที่ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว อาจเป็นปัจจัยกระทบต่อราคาน้ำมันในระยะต่อไปได้ ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายมีทั้งเข้าและออก ธปท.ดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว หากใช้นโยบายการเงินแก้ปัญหา ต้องใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์จึงจะเห็นผล

นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในการเยือนประเทศเบลเยียม ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ระหว่างวันที่ 6-7 มีนาคมนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายคือไทยและสหภาพยุโรป (อียู) จะประกาศเปิดเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อียู อย่างเป็นทางการ หลังจากที่รัฐบาลไทยนำกรอบการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เสนอต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และได้ให้ความเห็นชอบแล้ว คาดว่าการเจรจาจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี