ตลาดหุ้น ท้ายปี

ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ความไว้วางใจจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้เป็นผู้บริหารจัดการเงินสด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเป็นศูนย์รวมในการบริหารจัดการ เงินสด ทดแทนระบบเดิมที่มีอยู่ นับเป็นการตอกย้ำถึงพันธสัญญาของซิตี้ ในการนำเสนอบริการที่ออกแบบได้ตรงตามทุกความ ต้องการของลูกค้า”

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าวันนี้ ตลาดยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากวานนี้ ตามตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน โดยส่วนใหญ่นักลงทุนยังทยอยเข้ามาซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนผ่านกองทุนระยะยาว LTF ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งนักลงทุนยังมีจิตวิทยาในเชิงบวก ว่าดัชนีอาจแตะระดับสูงสุดของปีนี้ที่ 1,400 จุดได้

ส่วนทิศทางช่วงบ่ายวันนี้ ดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวในทิศทางบวกได้ต่อเนื่อง จากแรงซื้อหุ้นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยคาดว่า จะเห็นดัชนีย่อตัวลงหลังเปิดปีใหม่เป็นต้นไป ส่วนประเด็นที่ต้องติดตาม คือการแก้ไขหน้าผาทางการคลังสหรัฐ และการแก้หนี้ยุโรปว่าจะมีทิศทางอย่างไร

“ตอนนี้มีแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนคาดหวังว่าจะเห็นดัชนี 1,400 จุด ทำให้ช่วงปลายปีนี้ต่างจากปีอื่นๆที่ส่วนใหญ่ดัชนีจะลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศก็มีโมเมนตัมที่ดี ทำให้เป็นตัวผลักดันหุ้นให้ขึ้นต่อได้”

ส่งออกไตรมาสแรกกระทบไทยเล็กน้อย

จากการที่ผู้นำสองพรรคใหญ่สภาคองเกรสยังไม่สามารถเจรจาต่อรองหาข้อยุติ ที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจได้ ล่าสุดประธานาธิบดีโอบามายอมผ่อนปรนท่าทีลง ด้วยการลดเป้าหมายรายได้จากการจัดเก็บภาษีเหลือ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในระยะ 10 ปี ข้างหน้า (จากเป้าเดิมที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ฯ) และหั่นงบประมาณใช้จ่ายลงอีกเพื่อเป็นการชดเชยรายรับจากภาษีที่ลดลง อย่างไรก็ดี แผนดังกล่าวนับว่ายังสูงกว่าข้อเสนอแผนภาษีของพรรครีพับลิกันอยู่ราว 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งพรรครีพับลิกันยังพุ่งเป้าที่ไปการลดค่าใช้จ่ายลงเป็นหลัก และมองว่าข้อเสนอของนายโอบามายังหั่นค่าใช้จ่ายลงไม่เพียงพอ หากโชคร้าย ผู้นำสหรัฐฯ ไม่สามารถตกลงกันจนปล่อยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องตกหน้าผาจริงดังที่หวาดกลัว จะส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ จากประเทศคู่ค้าลดลง ซึ่งส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ คาดว่าจะลดลงร้อยละ 2 หรือคิดเป็นร้อยละ 0.2 ของการส่งออกรวม เนื่องจากสหรัฐฯ มีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 10 ของตลาดส่งออกไทย

ฉาก สุดท้ายของการเจรจาจะลงเอยเช่นไรย่อมยากแก่การคาดเดา หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการปรับเพิ่มภาษีและลดค่าใช้จ่ายลงกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2556 อาจทำให้เศรษฐกิจต้องกลับสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งในปีหน้า ทั้งนี้ สำนักงบประมาณสหรัฐฯ ได้ประเมินผลกระทบในอีกกรณี (Alternative scenario) ด้วยว่า หากผู้นำสหรัฐฯ มีการผ่อนปรนมาตรการขึ้นภาษีและปรับลดค่าใช้จ่ายลงบางส่วน หรือคิดเป็นตัวเงินเพียง 1 ใน 3 ของกรณีหน้าผาการคลังเต็มรูป คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังขยายตัวได้ใกล้เคียงร้อยละ 2 ในปีหน้า  ดังนั้น ไม่ว่าผลการเจรจาจะออกมาเป็นหัวหรือก้อย เศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตในครั้งนี้ได้ แต่ว่าจะเป็นเพียงการตกหน้าผาอันตื้นเขินหรือหุบเหวอันสูงชัน คงต้องมาติดตามดูกันว่าผู้นำสหรัฐฯ ภายใต้การนำอีกครั้งของประธานาธิบดีโอบามาจะสามารถมอบของขวัญชิ้นโตให้แก่ ชาวอเมริกัน ต้อนรับวันคริสมาสต์อย่างที่ตั้งใจไว้ได้หรือไม่

อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์ให้รอบด้านมากขึ้น จำเป็นต้องคำนึงถึง “ผลกระทบทางอ้อม” ประกอบกันด้วย นั่นคือจากภาวะส่งออกที่ชะลอตัวลงจะส่งผลเชื่อมโยงมายังกิจกรรมเศรษฐกิจภาย ในประเทศคู่ค้าเหล่านั้น อาทิ การผลิตและการจ้างงาน ให้แผ่วลงตามไปด้วย ดังนั้น หากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทยด้วยเช่นกันชะลอตัวลง จะทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าส่งออกไทย (อาจเป็นได้ทั้งนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเพื่อนำมาใช้อุปโภคบริโภคในประเทศ และ/หรือ สินค้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปที่ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อส่งออก) ของประเทศคู่ค้ากลุ่มนี้ลดลงตามไปด้วย หรือคิดเป็นผลกระทบเพิ่มเติมอีกร้อยละ 0.8 ของการส่งออกรวม ผลกระทบดังกล่าวแม้ไม่ได้น้อย แต่ก็นับว่าไม่ได้รุนแรงมากดังเช่นที่ประเทศไทยเคยประสบในอดีต ซึ่งมูลค่าส่งออกสินค้าไทยเคยหดตัวระดับสองหลักในปี 2552 หลังต้องเผชิญวิกฤตแฮมเบอเกอร์  ยกตัวอย่างในกรณีของจีน ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากกว่าไทย ผลของหน้าผาการคลังอาจทำให้จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ลดลงร้อยละ 6 และจะทำให้จีนเองมีความต้องการนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าอื่น รวมทั้งไทย น้อยลงตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งจากการประเมินพบว่า จีนจะนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงคิดเป็นร้อยละ 0.18 ของการส่งออกรวมของไทย ดังนั้น หากประเทศคู่ค้าหลักของไทยได้รับผลกระทบจากหน้าผาการคลังด้วยกันทั้งหมด ทำให้เมื่อรวมผลกระทบทั้งหมดเข้าด้วยกันจะพบว่า ส่งออกไทยจะถูกฉุดให้ลดลงร้อยละ 1 จากวิกฤตหน้าผาการคลังในปีหน้า

 

แก้หนี้นอกระบบ


“การ แก้ปัญหา หนี้นอกระบบเป็นส่วนหนึ่งของการอำนวยความยุติธรรมเชิงรุก เน้นสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม ทั้งนี้ จากการทำงานที่ผ่านมาพบปัญหาหนี้นอกระบบมีโครงสร้างปัญหาที่ซับซ้อนและ เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จำเป็นต้องอาศัยภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและภาคประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันหาทางออกวิกฤตหนี้นอกระบบ หาข้อสรุปในการบังคับใช้กฎหมายกับกระบวนการเงินกู้นอกระบบอย่างเด็ดขาด ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะต้องมีการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องไปพึ่งเงินกู้นอก ระบบ” พล.ต.อ.ประชากล่าว

ปัจจุบันปัญหาหนี้นอกระบบรุนแรงและส่งผลต่อคุณภาพ ชีวิตประชาชน ทุกหน่วยงานควรเร่งทบทวนบทบาทหน้าที่การทำงาน พร้อมระดมความคิดเห็นหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างครอบคลุม ทุกมิติ ขณะเดียวกันสภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้ชาวบ้านเกิดหนี้ นอกระบบเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจึงเร่งจัดทำเป็นนโยบายภาครัฐและจัดทำ ให้เป็นวาระยุทธศาสตร์แห่งชาติ โดยการสร้างกระบวนการยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรม มีศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ตั้งแต่ ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน พบว่าปัญหาหนี้นอกระบบมีรูปแบบหลากหลาย ส่วนใหญ่เกิดจากประชาชนขาดความรู้ทางกฎหมาย การเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม เช่น เมื่อถูกฟ้องแล้วไม่ไปศาล ไม่มีทนายความ และจบลงด้วยการยอมความทำให้เสียเปรียบเจ้าหนี้ สาเหตุส่วนใหญ่คือสภาวะเศรษฐกิจ หรือเหตุจำเป็นเร่งด่วนในการใช้เงิน แต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จึงต้องเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบ นอกจากนี้ ยังพบว่าจากภาวะทางสังคมที่ไม่เท่ากัน ทำให้ เจ้าหนี้เอารัดเอาเปรียบด้วยวิธีการต่างๆ ทำให้ ลูกหนี้ต้องอยู่ในภาวะจำยอม และถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ทำสัญญากู้ยืมอย่างไม่เป็นธรรม และยังทำนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินทำให้ลูกหนี้ต้องรับภาระหนี้เกินกว่า ความเป็นจริง เมื่อใดที่ลูกหนี้ผิดนัดจะฟ้องบังคับคดี ทำให้ต้องมีการยึดทรัพย์สินที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเพราะลูกหนี้ไม่มีทาง เลือก

พล.ต.ท. อาจิณ โชติวงศ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า จากสถิติข้อมูลปี 2551-2553 เจ้าหน้าที่ทำสำนวนเกี่ยวกับหนี้นอกระบบรวม 164 สำนวน ส่วนใหญ่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล และมีเพียง 3 รายเท่านั้นที่มีการตัดสินแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นคดีกรรโชกทรัพย์ ข่มขู่ และบุกรุก ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความพยามที่จะขยายผลไปยังเจ้าหนี้รายใหญ่ แต่ยังติดปัญหาในเรื่องของพยานหลักฐาน ส่วนมากพยานจะไม่กล้าให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่เพราะเกรงกลัวว่าจะไม่ได้รับ ความปลอดภัย ทำให้การสืบสวนสอบสวนแต่ละคดีต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ พล.ต.อ. ประชากล่าวเปิดงาน เจ้าหน้าที่ได้ฉายสถิติข้อมูลของกระทรวงการคลังขึ้นสไลด์ ระบุว่า การลงทะเบียนหนี้นอกระบบปี 2552-2553 มีประชาชนมาลงทะเบียนทั้งหมด 1,181,133 ล้านราย มูลหนี้กว่า 122,406 ล้านบาท ธนาคารสามารถอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกหนี้ได้เพียง 448,449 ราย วงเงิน 42,549 ล้านบาท ยังเหลือลูกหนี้ที่ยังไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออีกกว่า 700,000 ราย ขณะที่ผลสำรวจประชาชนระหว่างวันที่ 22-26 มีนาคม 2555 ของศูนย์ พยากรเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ภาระหนี้ครัวเรือนปี 2555 เทียบกับปี 2554 มีความใกล้เคียงกัน แต่มูลหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 5.7% หรือ 168,517 บาท ต่อครัวเรือนต่อปี และสัดส่วนของการกู้หนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นจาก 45.8% เป็น 46.4% ขณะที่ ผลสำรวจหนี้สินโดยรวมของเกษตรกรไทยในปัจจุบันพบว่าเกษตรกรมีหนี้สินเพิ่ม ขึ้น โดยเฉพาะการเป็นหนี้นอกระบบ
“เจ้าหนี้ใช้วิธีการทุก รูปแบบ ทำเป็นกระบวน การในการปล่อยเงินกู้นอกระบบ หรือแก๊งหมวกกันน็อก ซึ่งปล่อยกู้โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เก็บดอกเบี้ยรายวันอัตราร้อยละ 3 ต่อวัน หรือร้อยละ 1,095 ต่อปี ซึ่งตามกฎหมายต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยลอยมากกว่าเงินต้นถึง 10 เท่า หากลูกหนี้ผิดนัดกลุ่มเจ้าหนี้จะใช้อำนาจข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย ขู่เอาทรัพย์สิน บางรายต้องหนีออกจากพื้นที่ บางรายต้องฆ่าตัวตายเพื่อหนีหนี้” นายกิตติพงษ์กล่าว

นางสุวณา สุวรรณจูฑะ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการ ศนธ. กล่าวว่า จากสถิติตั้งแต่ปลายปี 2553 ถึงปัจจุบันมีประชาชนเข้ามาใช้บริการที่ศูนย์มากกว่า 500 ราย บางครั้งในต่างจังหวัดพบว่ามีลูกหนี้นอกระบบกว่า 100 คน แต่มีเจ้าหนี้เพียงคนเดียว โดยทางศูนย์ให้ความช่วยเหลือทั้งในเรื่องกฎหมายและระบบ โดยประสานกับหน่วยงานอื่น เช่น ธนาคาร เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือช่วยไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทในการตกลงชำระหนี้เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนการเอาผิดเจ้าหนี้ที่กระทำผิดกฎหมายจะต้องมีมาตรการลงโทษที่หนักเพื่อ ไม่ให้กระทำผิดซ้ำ โดยจะประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อหา ผู้กระทำความผิด หรือกรณีที่ทำเป็นขบวนการใหญ่ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จะต้องส่งเรื่องมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อดำเนินการจับกุม

 

 

หุ้นไทย แกว่งตัว

ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวออกด้านข้างในแดนบวก สวนตลาดหุ้นยุโรป- สหรัฐฯ-เอเชียติดลบเหตุได้แรงหนุนแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการและการไหล เข้าของกระแสเงินลงทุน คาดช่วงบ่ายแกว่งตัวออกข้างบวกต่อจากปัจจัยเดิม ให้แนวรับ  1,350  จุด แนวต้าน   1,360-1,365 จุด

ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชีย ยุโรปและสหรัฐฯ อยู่ในแดนลบ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ทั้งนี้ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยดัชนีประเมินว่ายังมี ลักษณะของการค่อยๆปรับขึ้น สำหรับช่วงบ่ายคาดว่า ดัชนีตลาดยังคงมีลักษณะของการแกว่งตัวออกด้านข้างและยังคงสามารถยืนในแนวบวก ได้ จากปัจจัยบวกต่อเนื่องเดิมจากช่วงเช้า กลยุทธ์การลงทุน  แนะนำทยอยสะสมเมื่อดัชนีอ่อนตัว  โดยประเมินแนวรับอยู่ที่ 1,350  จุด  แนวต้านอยู่ที่  1,360-1,365 จุด

นาย คมสันต์ ปรมาภูติ รองผู้จัดการฝ่ายนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บัวหลวง  กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 14 ธ.ค.ภาพดัชนีแกว่งตัวในลักษณะออกด้านข้างในแดนบวก แข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ที่ติดลบ ซึ่งระหว่างการซื้อขายการดัชนีปรับฐานลงสลับบ้าง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากแนวโน้มผลประกอบการของของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ มีการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีกระแ สเงินลงทุนที่ยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง  ประกอบกับช่วงปลายปีจะมีเงินเข้ามาซื้อกองทุนต่างๆ เป็นจัยบวกเพิ่มเข้าม โดยประเด็นดังกล่าวทั้งหมดถือเป็นปัจจัยที่สร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อการลง ทุน

บัวหลวงเชื่อปี 56 สินเชื่อโต 6-7%

ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า สินเชื่อปี 2556 ของธนาคารมีแนวโน้มขยายตัว 6-7% บนสมมติฐานของตัวจีดีพีไทยที่ 4-5% บวกอีก 2% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2555 ที่ 6-8% ทั้งนี้ประเมินว่า ธนาคารจะพยายามไม่ให้สินเชื่อเติบโตอย่างร้อนแรงเกินไป เพราะถือเป็นความเสี่ยงต่อภาคการเงิน แต่ถ้าภาพรวมสินเชื่อทั้งระบบจะร้อนแรงในปีหน้าหรือไม่นั้น เชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน จะสามารถเฝ้าระวังได้ สำหรับสินเชื่อบ้าน ซึ่งเป็นสินเชื่อรายย่อยหลัก ธนาคารจะรักษามาตรฐานเดิมไว้ เพราะยังเชื่อมั่นว่า จะขยายตัวได้ดี แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่ของตลาด และคงไม่ผ่อนมาตรฐานลงมา เพื่อให้เติบโตมากขึ้น นายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ในปี 2555 ขยายตัวได้มากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 5-6% เป็น 8% เนื่องจากในช่วงครึ่งปีหลังเป็นจังหวะที่ธุรกิจเอกชนเริ่มเปิดใช้สินเชื่อขยายธุรกิจหรือลงทุนตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งการใช้จ่ายเงินจะต่อเนื่องไปจนถึงปี 2566 อย่างไรก็ดี ประเมินว่า ปีหน้าสินเชื่อรายใหญ่จะขยายตัวได้ประมาณ 5-6% โดยตัวเลขการใช้สินเชื่อหมุนเวียน (Working Cap) จะไม่กลับมา เพราะทิศทางดอกเบี้ยเริ่มคงที่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการเบิกใช้สินเชื่อมีระยะเวลา (Term Loan) มากกว่า โดยจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะส่งให้ธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความชัดเจนของการออกใบอนุญาต 3จี จะทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมมีการลงทุนใหม่ด้วยเช่นกัน

ตลาดทองคำแท่งโน้มวันที่ 13 ธันวาคม 2555

ราคาทองแนวโน้มวันที่ 13 ธันวาคม 2555

กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า ราคาทองคำยังมีการเคลื่อนไหวในกรอบและคาดว่าราคาทองคำเคลื่อนไหวในลักษณะของ การปรับฐานราคา โดยให้เน้นไปที่การเข้าลงทุนระยะสั้น ทั้งนี้สามารถเข้าซื้อบริเวณแนวรับที่ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเมื่อราคามีการปรับตัวสูงขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1,720ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้างเพื่อลดความเสี่ยง แต่หากราคายืนเหนือแนวต้านได้มั่นคงสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้ แนะนำให้ถือต่อเพื่อทำกำไรบริเวณแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,730 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาไม่เป็นไปตามคาดการณ์
 

ความเชื่อมั่นที่ว่าสหรัฐจะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤติการคลังนั้นทำให้นักลง ทุนลดการถือครองทองคำลง หลังจากการคาดการณ์ที่ว่า ทำเนียบขาวและสภาคองเกรสจะบรรลุข้อตกลงลดยอดขาดดุลงบประมาณภายในสิ้นปีนี้ นั้น โดยผลสำรวจพบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะตำหนิพรรครีพับลิกัน ถ้าหากสหรัฐเกิดภาวะ fiscal cliff โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันได้ส่งสัญญาณถึงความเต็มใจที่จะให้มีการปรับขึ้น ภาษีคนรวยและสมาชิกบางคนก็ได้กดดันให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิ กัน ให้บรรลุข้อตกลงในทันที ขณะที่นายจอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐกล่าวว่า ยังคงคาดหวังว่าจะมีการ บรรลุข้อตกลงกันได้ก่อนเส้นตายในช่วงสิ้นปี อย่างไรก็ตามหากมีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ fiscal cliff อาจส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคา ทองคำ อย่างไรก็ตามการอ่อนตัวของราคาทองคำค่อนข้างจำกัดโดยได้รับแรงหนุนจากการ ปรับตัวขึ้นของสกุลเงินยูโรเทียบกับดอลลาร์ หลังจากขณะที่ข้อมูลความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดของเยอรมนี ซึ่งทำให้เกิดความหวังว่า เยอรมนีซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถด ถอยได้ในฤดูหนาวนี้ เบื้องต้นวายแอลจีประเมินว่าราคาทองคำยังคงมีการเคลื่อนไหวของราคาออกมาใน ลักษณะแกว่งตัวในกรอบในรูปแบบของการปรับฐานราคา โดยกรอบบนประเมินราคาทองคำบริเวณแนวต้าน 1,720 หรือ 1,730 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และประเมินกรอบด้านล้างบริเวณแนวรับที่ 1,700 หรือ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์


ทองคำแท่ง (96.50%)

แนวรับ    1,700 (24,640บาท)   1,690 (24,500บาท)   1,680 (24,420บาท)
แนวต้าน  1,720 (24,930บาท)   1,730 (25,070บาท)   1,744 (25,280บาท)

 

GOLD FUTURES (GFZ12)
แนวรับ    1,700 (24,820บาท)   1,690 (24,680บาท)    1,680 (24,600บาท)
แนวต้าน  1,720 (25,110บาท)   1,730 (25,250บาท)    1,744 (25,460บาท)

SILVER FUTURES (SVZ12)
แนวรับ      32.70 (1,004บาท)    32.50 (998บาท)     32.25 (990บาท)

แนวต้าน    33.40 (1,026บาท)    33.70 (1,035บาท)  34.00 (1,044บาท)

ตลาดทองคำ 7 ธันวาคม 2555

ราคาทองกลยุทธ์การลงทุน ทาง วายแอลจีมีมุมมองว่า หากราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณที่ 1,712 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1,722 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้าง หรือถ้าราคาสามารถผ่านไปได้ให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้แนะนำให้ถือ ต่อไป เพื่อไปขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไป และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมา ไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถเก็งกำไร โดยเน้นไปที่การลงทุนระยะสั้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,685 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,672 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งนักลงทุนควรตั้งจุดตัดขาดทุนเพื่อควบคุมความเสี่ยง

ตลาดวันที่ 7 ธันวาคม 2555 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,699.40 – 1,703.55 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่โกลด์ฟิวเจอร์ส GFZ12 อยู่ที่ 24,860 บาท โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 90 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 24,770 บาท ขณะที่ซิวเวอร์ฟิวเจอร์ SVZ12 อยู่ที่ 1,013 บาท โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 7 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 1,006 บาท

 

(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 16.13 น.ของวันที่ 7/12/12)

 

แนวโน้มวันที่ 11 ธันวาคม 2555

 

ประธานธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจยูโรโซนว่าจะหดตัว 0.5% ในปีนี้ ส่วนในปี 2556 นั้น คาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวลง 0.3% ซึ่งเป็นการปรับลงจากก่อนหน้านี้ที่คาดไว้ แต่คาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งก็ในช่วงปลายปี 2556 และในปี 2557 เศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัวราว 0.2-2.2% ขณะที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของอีซีบีมีมติตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.75% อย่างไรก็ตาม อีซีบีไม่ได้ประกาศใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมในการประชุมครั้ง นี้ โดยมีเป้าหมายที่จะประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและรอดูโอกาสที่เหมาะสมก่อนที่จะ เดินหน้าโครงการซื้อพันธบัตรครั้งใหม่ ส่งผลให้สกุลเงินยูโรร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่การเคลื่อนไหวของราคาทองคำนั้นไม่ได้อิงกับเงินสกุลยูโรในช่วงเวลานี้ สังเกตุได้จากการทิศทางของราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นหลังจานักลงทุนเข้ามา ช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากราคาทองคำอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับโดยค่าเงินสกุลเงินยูโรปที่ปรับตัวลง ซึ่งกระแสข่าวและปัจจัยพื้นฐานที่เข้ามาชี้นำราคาทองคำในช่วงนี้จะลดความ สำคัญลง ส่งผลให้ทิศทางของราคาทองคำยังคงมีความผันผวนและยากต่อการคาดการณ์ เบื้องต้นวายแอลจีแนะนำให้นักลงทุนเน้นการลงทุนระยะสั้นเช่นเดิม โดยคาดว่าราคาทองคำพยายามรักษาระดับไว้ น่าจะพอทำให้ในระยะสั้นนี้ราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบ แนะนำนักลงทุนหาจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาขึ้นมาทดสอบแนวต้านที่ 1,712 หรือ 1,722 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้าราคาไม่ผ่านแนวต้าน นักลงทุนอาจต้องระวังแรงขาย โดยหากราคามีการย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,685 หรือ 1,672 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็เป็นจุดที่เข้าซื้อเก็งกำไรอีกครั้ง

 

ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ     1,685 (24,470บาท)   1,672 (24,280บาท)   1,660 (24,110บาท)
แนวต้าน   1,712 (24,870บาท)   1,722 (25,010บาท)   1,735 (25,200บาท)

GOLD FUTURES (GFZ12)
แนวรับ     1,685 (24,650บาท)    1,672 (24,460บาท)    1,660 (24,280บาท)
แนวต้าน   1,712 (25,050บาท)    1,722 (25,190บาท)    1,735 (25,380บาท)

SILVER FUTURES (SVZ12)
แนวรับ      32.50 (998บาท)      32.20 (989บาท)     31.80 (977บาท)
แนวต้าน    33.65 (1,034บาท)    34.05 (1,046บาท)   34.40 (1,057บาท)

ตลาดหุ้นไทยเดือนธ.ค.

การเงินกูรูเอ็กซ์เรย์ตลาดหุ้นไทยยังใสปิ้ง ยังปัจจัยบวกหนุนตลาดเพียบ พบเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันการลงทุนผ่าน LTF-RMF เชื่อมีโอกาสเห็นหุ้นไทยไต่ระดับสูงสุดใหม่ที่ 1360 จุด ไม่หวั่นวันนี้หุ้นไทยลงสวนต่างชาติ เชื่อนักลงทุนปรับความเสี่ยงก่อนวันหยุดยาว 3 วันทำการ

นายอภิชาติ  ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 ธ.ค. แกว่งตัวผันผวน โดยดัชนีปรับตัวลดลงในช่วงเช้าของการซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนมีการป้องกันความเสี่ยงโดยการชะลอการลงทุนจากวัดหยุดยาว 3 วันทำการ  ขณะที่ประเด็นการยื่นอุทรณ์ กรณี 3 จี ต่อศาลปกครองสูงสุดก็ยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับนักลงทุน ทำให้กระทบต่อจิตวิทยาในการลงทุนในกลุ่มกลุ่มสื่อสารในระยะนี้ได้

อย่างไรก็ตามหากดูภาพรวมแล้ว ตลาดหุ้นไทย ยังถือว่ามีปัจจัยบวกสนับสนุน จากสภาพคล่องที่ยังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งนับตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. มาจนถึงขณะนี้ มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนถึง 4.4 พันล้านบาท   นอกจากนี้เชื่อว่า ภายในเดือนนี้จะมีเม็ดเงินจากกองทุน LTF และ RMF เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีในเดือนธ.ค.มีโอกาสแตะระดับจุดสูงสุดใหม่ได้ที่ 1360 จุด

“สำหรับปัจจัยนอกประเทศ  ตัวเลขเศรษฐกิจของอเมริกาเมื่อคืนนี้(6 ธ.ค.)  ออกมาดีเกินคาด โดยจำนวนของสัดส่วนการว่างงานลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้  ส่งผลให้ราคาหุ้นต่างประเทศเป็นบวก แต่ที่หุ้นไทยไม่บวกอาจติดอุปสรรคเรื่องวันหยุดยาว 3 วันทำการทำให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการลงทุนได้ แต่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังดี”

กลยุทธ์แนะนำนักลงทุน หาจังหวะสะสมในช่วงที่ดัชนีอ่อนตัวลงระหว่างวัน ประเมินแนวรับอยู่ที่ 1,333-1,335  จุด และแนวต้านอยู่ที่  1,345-1,350 จุด

การเสียภาษี

การเงิน“Taxmageddon” จะมา 1 มกราคม 2013 หมายความว่าอะไร? ดีเรา (ผู้เสียภาษีสหรัฐ) สามารถคาดหวังการเพิ่มภาษีที่มีขนาดใหญ่ Romina Boccia เจมส์ Sherk และเคธี่ Tubb จากไข่สถาบันที่มูลนิธิเฮอริเทกล่าวว่า

“ประเทศชาติอยู่ในขณะนี้ได้อย่างมั่นคงบนเส้นทางที่จะไปมากกว่าหน้าผาการคลังในมกราคม 2013 เว้นแต่วอชิงตันใช้เวลาดำเนินการไม่แน่นอนที่นำไปสู่หน้าผาการคลัง -. Taxmageddon โดยเฉพาะอย่างยิ่ง – มีอยู่แล้วทำร้ายเศรษฐกิจวันนี้และตามประมาณการโดยสำนักงบประมาณรัฐสภา สามารถส่งกลับประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2013. “

ดังนั้นเพียงแค่สิ่งที่เป็น “Taxmageddon?” มันเป็นภาษีที่เพิ่มขึ้นมหาศาลของ $ 494,000,000,000 กว่าสิ่งที่เรามีอยู่แล้วจ่ายภาษีที่เพิ่มขึ้นใหญ่ที่สุดที่เคย! และที่ด้านบนของ $ 502,000,000,000 ภาษี ObamaCare, เอ้อ, อาณัติเอ้อภาษีมามากกว่าสิบปีถัดไปของใช้ในครัวเรือนโดยเฉลี่ยในสหรัฐอเมริกาจะเห็นการเพิ่มขึ้นของภาษีของ $ 3,800 ในปี 2013 คนเดียวกับที่สูงขึ้นกัดภาษีในปีต่อ ๆ มา ฉันไม่เคยจะเข้าใจวิธีการที่มีการใช้จ่ายน้อยจะมีผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯไม่มี แต่, เฮ้, ทีมเศรษฐกิจของโอบามาสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (CEA) ของเขาได้เป็นที่รู้จักในสิ่งที่ดีที่สุดในแม้ถูกผิดทุกครั้ง ตามที่รายงาน CEA ล่าสุด:

“… เศรษฐกิจไตรมาสโพสต์ตรงที่สิบสามของการเจริญเติบโตในเชิงบวกเป็นจริงทางเศรษฐกิจ (จำนวนของสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศ) ขยายตัว 2.0 ที่อัตราประจำปีในไตรมาสที่สามของปีนี้ตาม ‘ประมาณการล่วงหน้าปล่อยโดยสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ. กว่าไตรมาสสามที่ผ่านมาเศรษฐกิจมีการขยายตัวร้อยละ 7.2 โดยรวม, …. “

การเติบโต” และ “ขยาย” ไม่ได้ในสิ่งเดียวกัน อื่น ๆ กว่าที่จะทำให้ประธานาธิบดี (สำหรับชีวิต?) บารักโอบามาของฮุสเซนนโยบายเศรษฐกิจดูดีทั้งสองทำไม (ที่แตกต่างกันอย่างสมบูรณ์) แนวคิดรวม? นอกจากนี้ไม่มีที่ไหนในรายงาน CEA ฉันสามารถหาคำอธิบายของสิ่ง “ประมาณการล่วงหน้า” คือหรือว่าประมาณการล่วงหน้าจะมีการปรับลดลงเป็นปกติข้อมูลที่สมบูรณ์จะกลายเป็นใช้ได้

ปัญหาระหว่างปาเลสไตน์

เป็นน่าสังเกตว่าการลงคะแนนเสียงในการอัพเกรดปาเลสไตน์จาก “นิติบุคคล” เพื่อ “รัฐที่ไม่ใช่สมาชิก” คืออะไร แต่ปิด หนึ่งร้อยสามสิบแปดสมาชิกของสหประชาชาติคะแนนสำหรับการเปลี่ยนแปลงในสถานะ; เพียงเก้ารวมทั้งสหรัฐอเมริกาโหวตกับ ความไม่สมดุลนี้จะช่วยให้เราเกิดความกังวล

ความแตกต่างอยู่ในสถานะระหว่างรัฐอาหรับและยิวได้รับไม่เป็นที่พอใจปัญหาสำหรับบาง 65 ปี ในปี 1947, แผนก็เสนอว่าให้ความคืบหน้าบางในการปกป้องสิทธิทางเศรษฐกิจและทางศาสนา แต่มันก็ถูกปฏิเสธโดยผู้นำของชุมชนมุสลิม ตามข้อเสนอดังกล่าวและปฏิเสธสงครามมีการต่อสู้และแผนไม่เคยมาเต็มที่ ในปี 2011 ประธานาธิบดีปาเลสไตน์มาห์มุดอับบาระบุความเชื่อที่ว่าปฏิเสธเป็นความผิดพลาดและอาจมีการแก้ไข

สหรัฐอเมริกาได้รับเหตุผลในการไม่โหวต แต่พวกเขาดูเหมือนแก้ตัวมากกว่าเหตุผล เลขานุการ ของรัฐ Hillary Clinton บอก Brookings สถาบันว่ามติจะ “ทำอะไรเพื่อความก้าวหน้าของความสงบสุขและโซลูชั่นสองรัฐที่เราทุกคนต้องการ ที่จะเห็น.”

สหรัฐอเมริกาชอบธรรมยืนอยู่ในทุกกรณีอย่างแข็งขันหลังชุมชนชาวยิว ชาวยิวเป็นผู้นำของหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้องมากที่สุดของโลกสมัยใหม่ของเรา โดยไม่ต้องชุมชนชาวยิว, ภาพเคลื่อนไหววงการโทรทัศน์, สื่อ, ละคร – วัฒนธรรมใหญ่ของโลกสมัยใหม่ของเราจะไกลน้อยกว่าที่เป็นอยู่ พวกเขานำไม่เล็กน้อย แต่อย่างมีนัยสำคัญ

แต่เราอาจจะได้เรียนรู้จากชุมชนทางปัญญาว่าอารมณ์บิดเบือนก็ไม่ได้ชี้แจง การตัดสินใจควรจะทำจากรากฐานของเหตุผลและความเที่ยงธรรม ถ้าเราปฏิเสธสิทธิของชาวปาเลสไตน์ออกจากความผูกพันทางอารมณ์กับชุมชนชาวยิวพวกเราจะได้ไม่ละเลยศีลมากที่พวกเขาล่วงหน้า?

ผู้สังเกตการณ์บอกว่าชาวปาเลสไตน์ที่เหลือของเวลาก่อนหน้านี้; วิทยาการเพื่อไม่ให้ดำเนินการอย่างจริงจัง พวกเขาสามารถถูกละเว้นและ maltreated ลงคอ ไม่ทราบเมืองที่ทันสมัยของพวกเขา, มหาวิทยาลัย, ปรัชญา ความคิดดังกล่าวไม่สอดคล้องกับบทบาทของอเมริกามุ่งมั่นเพื่อในโลก

ผมไม่ได้เดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็มและฉันมีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้กว่าจะชื่นชอบฉลาดหลาย ผมมีบทความนี้ใน “มีผมว่ามัน” และฉันอาจจะผิด; ออกจากความลึกของฉัน ถ้าเป็นเช่นนั้นฉันหวังว่าจะเห็นที่อาจมาจากที่ใด