นโยบายด้านการเงิน

ข่าวเศรษฐกิจความท้าทายที่สองอยู่ที่การดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มี ความผันผวนมากขึ้น จึงต้องติดตามและประเมินผลกระทบของค่าเงินบาทต่อภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งแบงก์ชาติได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ (policy option) โดยพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม พร้อมกับการวางโครงการและเตรียมความพร้อมแก่ภาคเอกชน

เป้าหมายหลักของการดำเนินนโยบายการเงินคือ การดูแลให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ ในปีนี้ความท้าทายแรกจะอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน เพราะหากต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นต้นทุนในการกู้ยืมไว้ในระดับต่ำนานเกิน ไปอาจจูงใจให้ภาคเอกชนก่อหนี้สินมากเกินควร หรือกระตุ้นให้ผู้ฝากเงินหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า มากขึ้น และอาจนำไปสู่การสะสมความไม่สมดุลในระบบการเงินหรือภาวะฟองสบู่ได้ในอนาคต การดำเนินนโยบายการเงินในปัจจุบันจึงต้องทำควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของ ระบบการเงิน

โดย หวังว่าความร่วมมือและการประสานเชิงนโยบายของทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิดมากขึ้นจะ ช่วยส่งเสริมการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เป็นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ ไม่ถือ “ฉัน” ถือ “เธอ” แต่ถือ “เรา” เป็นที่ตั้ง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของประชาชนไทยอย่างแท้จริง

อาทิ มาตรการรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายด้วยการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ด้าน เงินทุนขาออกตามแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศตั้งแต่ปลายปี 2555, การสนับสนุนให้คนไทยลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้อง ถิ่นชำระค่าสินค้า โดยเริ่มจากการใช้เงินหยวนนำร่อง, การลดอุปสรรคระเบียบหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมืออัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

ผลักดันไมโครไฟแนนซ์

ด้าน นโยบายสถาบันการเงิน ที่แม้สถาบันการเงินไทยจะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและมีส่วนสนับสนุนกิจกรรม ทางเศรษฐกิจอย่างดีมาตลอด แต่ยังมีอีกหลายจุดที่ต้องผลักดันต่อเนื่อง ในแง่ความทั่วถึงของการให้บริการทางการเงิน ได้หารือกับแบงก์พาณิชย์และน็อนแบงก์ให้บริการไมโครไฟแนนซ์ในรูปแบบธุรกิจ ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย

ส่วนในแง่ความเข้ม แข็งมั่นคงของสถาบันการเงิน จำเป็นต้องเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินที่สามารถรองรับความ เสี่ยงต่าง ๆ ได้ในทุกสถานการณ์ โดยดูแลให้สถาบันการเงินมีกองทุนที่แข็งแกร่งและมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ รัดกุม

อีกทั้งในปีนี้ได้กำหนดกรอบการให้ใบอนุญาตแก่แบงก์พาณิชย์ ต่างประเทศที่จะเข้ามาดำเนินการในไทย ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2 พร้อมกับกำหนดกรอบเจรจาเพื่อเอื้อให้แบงก์พาณิชย์ไทยขยายธุรกิจตามการเปิด เสรี Qualified ASEAN Bank ภายใต้เออีซี และทั้งหมดนี้นำไปสู่ความท้าทายของการรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพ เสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน

ใช้ ICAS หมุนเงินในประเทศ

สุด ท้ายด้านนโยบายการชำระเงิน ปีนี้แบงก์ชาติตั้งเป้าที่ขยายระบบ ICAS ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียกเก็บเช็คข้ามจังหวัด จากปัจจุบันที่ต้องใช้เวลา 3-5 วันทำการในการเรียกเก็บ ต่อไปนี้จะเหลือเพียง 1 วันทำการ เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเร็วขึ้น ต้นทุนลดลง และส่งเสริมให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายในประเทศ ยกระดับการชำระเงินไทยให้เอื้อต่อการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศให้มี ประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น

แล้วในฐานะแบงก์ชาติเป็นหนึ่งในหน่วย งานที่ดูแลระบบเศรษฐกิจการเงินไทยจึงมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายด้าน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างทันกาลและเหมาะสม พร้อมจับมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

เงินบาทเริ่มอ่อนค่า

ข่าวเศรษฐกิจเงินบาทอ่อนค่าเทียบกับสกุลดอลลาร์ นอกจากนี้วันศุกร์ที่ผ่านมาทางสหรัฐได้เปิดเผยตัวเลขยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) ซึ่งปรับตัวลดลงจากระดับ 398,000 ยูนิต ในเดือนพฤศจิกายน มาอยู่ที่ระดับ 369,000 ยูนิต ในเดือนธันวาคม ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับลดลงในช่วงวันศุกร์ (25/1) จากราคาระดับ 1668.65/69.66 ดอลลาร์/ออนซ์ มาสู่ระดับ 1661.06/55 ดอลลาร์/ออนซ์ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าเทียบกับสกุลดอลลาร์ ในช่วงสัปดาห์นี้ตลาดจับตามองคือการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐ ในวันอังคารและพุธ (29-30/01 นี้ ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 29.91-29.99 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ 29.98/30.00 บาท/ดอลลาร์

 

สำหรับค่าเงินเยนนั้นเปิดตลาดที่ 91.01/03 เยน/ดอลลาร์ โดยปรับตัวอ่อนค่าจากเมื่อวันศุกร์ (25/1) ที่ระดับ 90.83/84 เยน/ดอลลาร์ โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์นั้น เนื่องจากนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น นายชินโซ อาเบะ ยังคงแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาเงินฝืดระหว่าง การประชุม Word Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม อยู่ที่ระดับ -0.1% ซึ่งดีขึ้นกว่าเดือนพฤศจิกายน ที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ -0.2% ระหว่างวันค่าเงินเยนมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 90.57-91.25 เยน/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 90.71/74 เยน/ดอลลาร์

 

ในส่วนค่าเงินยูโรได้ เปิดที่ระดับที่ 1.3463/64 ดอลลาร์/ยูโร โดยค่าเงินได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (25/1) 1.3446/48 ดอลลาร์/ยูโร โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นนั้นมาจากตัวเลข ดัชนี IFO Business Climate ของประเทศเยอรมนี ที่ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 102.4 ในเดือนธันวาคม มาอยู่ที่ระดับ 104.2 ในเดือนมกราคม ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 103 โดยการเปิดเผยข้อมูลของดัชนี IFO ได้สอดคล้องกับรายงานของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป ZEW ที่ได้ให้มุมมองที่เป็นบวกกับทางเศรษฐกิจของเยอรมัน นอกจากนี้ทางธนาคารกลางของยุโรป (ECB) ได้ประกาศยอดชำระหนี้จากธนาคารพาณิชย์ 278 แห่ง มากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ที่ทาง ECB ได้ปรกาศเป็นจำนวน 137.2 พันล้านยูโร ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 84 พันล้านยูโร ในระหว่างวันค่าเงินยูโรมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1.3426-1.3471 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.3446/48 ดอลลาร์/ยูโร

 

 

ในสัปดาห์นี้ตลาดรอดีดตามการเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขสินค้าคงทน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร อัตราว่างงานและ ISM ภาคการผลิตของสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีตัวเลข PMI ภาคการผลิตของจีน

อัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) 1 เดือนในประทเศอยู่ที่ +5.6/5.8 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +4.0/5.0 สตางค์/ดอลลาร์

 

เงินบาทยังคงผันผวน

 

ข่าวเศรษฐกิจ

ส่วนค่าเงินสกุลหลักอื่น ๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อาทิ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.3307/09 ดอลลาร์/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ (23/1) ที่ระดับ 1.3326/29 ดอลลาร์/ยูโร ทั้งนี้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงในช่วงต้นเป็นผลมาจากคำสั่งขายอัตโนมัติในช่วง ค่ำคืน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่าค่าเงินยูโรจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.3300-1.3330 ในช่วงนี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันมีการเผยตัวเลขข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีรวมผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตและภาคบริการของเยอรมนีประจำเดือนมกราคมอยู่ที่ 53.6 ซึ่งมากกว่าตัวเลขประจำเดือนธันวาคมซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.3 ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจของเยอรมนีได้ฟื้นตัวขึ้นในปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับความเห็นของนายดรากีที่กล่าวว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกฯเริ่มต้นได้ดีในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินยูโรขยับแข็งค่าเล็กน้อย แต่การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินสกุลนี้ยังคงมีประเด็นหลังจากที่กองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปยังคงประสบสภาวะซบเซาในปีนี้ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ/ .3285-1.3346 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1.3322/24 ดอลลาร์/ยูโร

 

ส่วนค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 88.54/57 เยน/ดอลลาร์ โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าเป็นวันแรกหลังจากที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องในช่วงต้น สัปดาห์ ทั้งนี้เป็นผลมาจากตัวเลขภาคการส่งออกของญี่ปุ่นลดลงเกินคาด โดยตัวเลขภาคการส่งออกประจำเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ -5.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ -4.2% ประกอบกับความเห็นของนายยาซูโตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่กล่าวว่า การที่ค่าเงินเยนจะอ่อนค่าจนถึงระดับ 100 เยน/ดอลลาร์นั้นยังคงเป็นไปได้ และระดับดังกล่าวจะไม่ส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแต่อย่างใด ซึ่งความเห็นดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ยังคงประสบปัญหาภาวะเงินฝืด ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบ 88.40-89.64 เยน/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 89.52/54 เยน/ดอลลาร์

เงินบาทยังคงผันผวนหลังมีข่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าแทรกแซง หากค่าเงินบาทแข็งค่ามากจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้ส่งออก ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงยืนยันว่าเฟดยังคงจะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ (QE) ต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งนี้นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนว่า อัตราการว่างงานในเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้นยังคงไม่เป็นที่พอใจ ในขณะเดียวกันค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐ มีนโยบายระงับเพดานหนี้ไว้ชั่วคราวเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่รัฐบาลจะต้องลด ค่าใช้จ่ายภาครัฐ ส่งผลให้งบฯกู้ยืมของภาครัฐยังคงมีวงเงินอยู่ที่ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 ทั้งนี้ การตัดสินใจดำเนินนโยบายดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนให้ความสนใจที่จะลงทุนใน สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงค่าเงินสกุลอื่น ๆ ที่ให้ค่าตอบแทนสูงมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามระหว่างวันค่าเงินบาทมีความเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 29.79-29.85 บาท/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 29.77/79 บาท/ดอลลาร์

 

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ทางธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ (HSBC) ได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของจีน ซึ่งพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยดัชนีดังกล่าวพุ่งสู่ระดับ 51.9 ในเดือนมกราคม ซึ่งจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2554 ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลก กำลังฟื้นตัวขึ้นและอาจส่งผลบวกให้กับเศรษฐกิจประเทศอื่น ๆ ด้วย

 

ในสัปดาห์นี้ตลาดจับตาการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขผู้เข้าขอรับสวัสดิการการว่างงานของสหรัฐ (Initial Jobless Claims) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะมีผู้เข้าขอรับสวัสนดิการดังกล่าว 355,000 ราย ในช่วงค่ำวันนี้ (24/1) และยอดการขายบ้านใหม่ของสหรัฐฯในวันพรุ่งนี้ (25/1)

 

อัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +6.0/6.2 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +4.5/5.0 สตางค์/ดอลลาร์

ราคาทองวันนี้

ราคาทอง
กลยุทธ์การลงทุน ทาง วายแอลจีมีมุมมองว่า หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,682 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเมื่อ ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้าง สำหรับการทำกำไรให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านได้หรือไม่ ถ้าสามารถผ่านไปได้ให้แนะนำให้ถือต่อเพื่อไปขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไปบริเวณ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,658 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์

นักลงทุนลด ความเชื่อมั่นในทองคำลงหลังจากธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่าทางธนาคารได้ปรับลดการลงทุนในทองคำลงครึ่งหนึ่งและหันไปใช้พันธบัตร รัฐบาลสหรัฐที่ได้รับการ คุ้มครองจากภาวะเงินเฟ้อ (TIPS) เป็นเครื่องมือในการทำประกันความเสี่ยงจากภาวะ เงินเฟ้อแทน ประกอบกับ ราคาทองชะลอตัวหลังจากเผชิญกับแนวต้านที่ แข็งแกร่งระหว่างระดับ 1,695-1,697 ดอลลาร์ โดยราคาทองไม่สามารถพุ่งขึ้นเหนือ ระดับดังกล่าว และได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงิน อื่นๆขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรรายสัปดาห์ที่ลดลงและดัชนี ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นในภาคการผลิตของสหรัฐขยายตัวขึ้น  อย่างไรแล้วเมื่อราคาอ่อนตัวลงยังคงมีแรงช้อนซื้อเก็งกำไรระยะ สั้น ประกอบกับ รองประธานธนาคารกลางรัสเซียเปิดเผยว่า ธนาคารกลางรัสเซียจะยังคงซื้อทองคำต่อไป ขณะที่ธนาคารกำลังพิจารณาการกระจายทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศออกจาก สินทรัพย์ประเภท paper asset ที่มองว่ามีความเสี่ยง โดยธนาคารกลางรัสเซียมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก มีมูลค่า 5.30 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งแนวโน้มของราคาทองคำยังคงปรับตัวผันผวน อย่างไรก็ตาม แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์ทางฝั่งสหรัฐอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจในสหรัฐยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของ ราคาทองคำ ซึ่งวายแอลจีแนะนำให้ดูการสร้างฐานของราคาทองคำบริเวณแนวรับ 1,658 หรือ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถตั้งฐานได้อย่างแข็งแกร่ง ยังมีโอกาสเห็นการดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,682 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับ จะโดนแรงขายออกมาอีกครั้ง ประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,642 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ     1,658 (23,450บาท)  1,650 (23,340บาท)    1,642 (23,220บาท)
แนวต้าน   1,682 (23,790บาท)   1,690 (23,900บาท)    1,705(24,120บาท)

 

GOLD FUTURES (GFG13)
แนวรับ     1,658 (23,660บาท)   1,650 (23,540บาท)    1,642 (23,430บาท)
แนวต้าน   1,682 (24,000บาท)    1,690 (24,110บาท)   1,705(24,320บาท)

SILVER FUTURES (SVG13)
แนวรับ      31.45 (938บาท)    31.15 (930บาท)     30.85 (921บาท)
แนวต้าน    32.00 (955บาท)    32.40 (967บาท)     32.75 (978บาท)

ตัวเลขเศรษฐกิจ

การเงินดัชนีภาคการผลิตและภาคการบริการ (Composite PMI) ยูโรโซนในเดือน ม.ค. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 48.2 จาก 47.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีภาคการผลิตในเดือน ม.ค. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 47.5 จาก 46.1 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีภาคการบริการในเดือน ม.ค.ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 48.3 จาก 47.8 ในเดือนก่อนหน้า ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจยุโรปส่อสัญญาณดีขึ้นแม้ว่ายังว่าดัชนีทั้งภาคการผลิต และภาคการบริการยังคงอยู่ในภาวะหดตัวอยู่
+ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดคาดว่าท่อขนส่งน้ำมันดิบ Seaway Pipeline ที่ส่งน้ำมันจากบริเวณคุชชิ่งไปยังโรงกลั่นในรัฐเท็กซัส จะกลับมาเพิ่มกำลังการขนส่งที่ระดับ 400,000 บาร์เรลต่อวัน ภายในหนึ่งสัปดาห์ จากระดับ 170,000 บาร์เรลต่อวัน

– จับตาการอนุมัติแผนเพิ่มเพดานหนี้ชั่วคราวระยะเวลา 3 เดือน ของสหรัฐฯ ที่จะช่วยให้สหรัฐฯ ไม่ต้องผิดนัดชำระหนี้และไม่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง รวมถึงเพื่อเพิ่มเวลาให้สภาฯ คองเกรสได้เจรจาการปรับลดงบประมาณในระยะยาวได้สำเร็จ
– ติดตามความพยายามจัดตั้งรัฐบาลผสมของนายเนทันยาฮูหลังจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้รับชัยชนะอย่างฉิวเฉียดในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 ม.ค. รวมทั้งแนวนโยบายต่างประเทศต่อปาเลสไตน์และอิหร่าน หลังล่าสุดการเจรจาระหว่าง IAEAและอิหร่านยังไม่คืบหน้า โดย IAEA กับอิหร่านจะมีการเจรจากันอีกครั้งในวันที่ 12 ก.พ.
– ติดตามว่าท่อขนส่งน้ำมันดิบ Seaway Pipeline ของสหรัฐฯจะสามารถกลับมาเพิ่มกำลังการขนส่งน้ำมันมาสู่ระดับ 400,000 บาร์เรลต่อวัน ได้ในสัปดาห์หน้าหรือไม่ หลังลดกำลังการขนส่งเหลือเพียง 170,000 บ์เรลต่อวัน จากปัญหาถังน้ำมันปลายทางที่รัฐเท็กซัสเต็ม
– สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) รายงานว่าปริมาณดิบคงคลังสหรัฐฯ สิ้นสุด ณ วันที่ 18 ม.ค. 56 ปรับเพิ่มขึ้น 2.81 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล โดยปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังปรับเพิ่มขึ้น 0.6 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำมันดิบที่คุชชิ่งปรับตัวลดลง 0.5 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ 51.4 ล้านบาร์เรลสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีความต้องการนำเข้าจากมาเลเซีย จากการที่โรงกลั่นในประเทศมีแผนจะปิดซ่อมบำรุงนานขึ้น

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีความต้องการจากปากีสถาน จอร์แดน เยเมน เลบานอน และประเทศในแถบแอฟริกาค่อนข้างสูง

 

ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์หน้า เบรนท์ 108 -115 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส 90 – 97 เหรียญฯ คืนนี้ติดตามตัวเลขยอดขายบ้านใหม่สหรัฐฯ ดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจเยอรมนี (Ifo)

 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่
วันศุกร์ : ยอดขายบ้านใหม่สหรัฐฯ ดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจเยอรมนี (Ifo)
ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์หน้า / ผลประกอบการไตรมาส 4/55 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ได้แก่
วันจันทร์ : ยอดขายปลีกเยอรมนี ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนและยอดสัญญาซื้อขายบ้านรอปิดการขายสหรัฐฯ /แคทเทอร์พิลาร์
วันอังคาร : ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจเยอรมนี (GfK)  ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ / ฟอร์ด มอเตอร์ /ไฟเซอร์ /วาเลโร เอนเนอยี
วันพุธ : จีดีพีไตรมาส 4  การจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ แถลงผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ /โบว์อิ้ง
วันพฤหัส : ยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงาน รายจ่ายและรายได้ส่วนบุคคลสหรัฐฯ ดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซน ดัชนีชี้วัดภาคการผลิตของเมืองชิคาโก ดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมนี
วันศุกร์ : อัตราการว่างงาน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ดัชนีภาคการผลิตและตัวเลขการใช้จ่ายภาคการก่อสร้าง สหรัฐฯ ดัชนีภาคการผลิตและอัตราการว่างงานยูโรโซน ดัชนีชี้วัดภาคการผลิตโดยทางการจีนและHSBC /เมอร์ค

 

– ติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 29-30 ม.ค. 2556 ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีมุมมองอย่างไรต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และประเด็นเรื่องเพดานหนี้ที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ รวมทั้งมุมมองต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันโดยเฉพาะ QE4 หลังในบันทึกการประชุมครั้งก่อนเปิดเผยว่าแสดงให้เห็นว่ามีสมาชิกบางคนไม่ เห็นด้วยกับ QE4 และอยากให้ยกเลิกก่อนสิ้นปีนี้

 

สถานะการณ์ค่าเงินบาทวันนี้

กระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าหารือและติดตามสถานการณ์อัตราค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วที่ ทำเนียบรัฐบาล โดยขณะนี้อัตราค่าเงินบาทมีความผันผวนอยู่ระหว่าง 29.70-29.95 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งหามาตรการรับมือความผันผวนของค่าเงินบาทไม่ให้สูงขึ้นไปมากกว่านี้ เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทยที่ต้องประสบปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จะทำให้รายได้ส่งออกหายไปประมาณ 1-1.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ

 

โดยขณะนี้มีผู้ส่งออกได้รับผลกระทบแล้ว ทั้งจากปัจจัยตลาดคู่ค้าชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงจากการทุ่มตลาดของสินค้าบางประเภท ประกอบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 10 จากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ ทั้งนี้ ต้องจับตาว่าภายหลังการหารือแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีมาตรการดูแลผลกระทบให้กับผู้ส่งออกอย่างไร โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เช่น มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อลดส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยของไทยกับต่างประเทศ และชะลอการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ

พนักงาน ธนาคารกรุงเทพขอขึ้นค่าแรง

มีรายงานข่าวแจ้งว่า กลุ่มสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพประมาณ 100 คน นำโดย นายชัยวัฒน์ มาคำจันทร์ ประธานสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ นัดชุมนุมบริเวณหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ ถนนสีลม เพื่อเรียกร้องต่อผู้บริหารเรื่องเงินโบนัส และ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในข้อต่างๆ ดังนี้

 

– ขอคืนโบนัสที่อัตรา 4 เดือนเหมือนในอดีต เพราะปัจจุบันธนาคารจ่าย 2 เดือน
– ขอคืนเงินประทังชีวิตหลังเกษียณจากอัตราปัจจุบัน 3 แสนบาทต่อราย เป็น 4.5 แสนบาทต่อราย

– ขอคืนอัตราขึ้นเงินเดือนที่ 6% เท่ากันทั้งธนาคาร หลังจากที่ปรับให้พนักงานประจำ 3% การตลาดฝ่ายขาย 6%

– แก้ไขการจ่ายคืนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จากปัจจุบันคิดเป็นอันดับขั้น ให้คิดเป็น 7% เท่ากันทั้งธนาคาร

โดยในวันที่ 24 ม.ค. กลุ่มสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ จะเดินทางไปที่กระทรวงแรงงาน เพื่อไกล่เกลี่ยกับผู้บริหาร ซึ่งหากยังไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จะยกระดับความรุนแรงในการเคลื่อนไหวมากขึ้น โดยจะดึงกลุ่มสหพันธ์แรงงานธนาคารและการเงินแห่งประเทศไทย ที่รวบรวมสหภาพแรงงานของธนาคารอื่นๆ เข้ามาร่วมชุมนุม แต่ถ้ายังไม่มีการตอบรับจากฝ่ายบริหาร พนักงานก็จะยกระดับยื่นเรื่องขอหยุดงาน

ภาวะเศรษฐกิจขยายตัว

นายสมชัยฯกล่าวเพิ่มเติมว่า “ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริโภคและการลงทุนประกอบกับการดำเนินมาตรการสนับสนุนการเติบโตทาง เศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจว่าในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายที่ 2.1 ล้านล้านบาท” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

1.เดือนธันวาคม 2555 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 183,688 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 41,985 ล้านบาท หรือร้อยละ 29.6 (สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 45.0) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญได้แก่ (1) ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 6,002 ล้านบาท หรือร้อยละ 57.0 เป็นผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก และ (2) ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 4,569 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.7 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผู้เสียภาษีใช้สิทธิยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.51 ทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งได้รับการขยายเวลาจากเดือนพฤศจิกายนสูงกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ ส่วนราชการอื่นนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 31,182 ล้านบาท หรือร้อยละ 780.5 โดยเป็นรายได้นำส่งจากการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3จี งวดแรกจำนวน 20,843 ล้านบาท 1/ และการส่งคืนเงินกันเพื่อชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับผู้ส่งออก 8,227 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นผลจากการส่งออกในปีงบประมาณที่ผ่านมาชะลอตัวลง ประกอบกับมีการนำพิกัดฮาร์โมไนซ์อาเซียนมาใช้ ทำให้กระบวนการจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในช่วงแรกชะลอลง

 

2.ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม – ธันวาคม 2555)รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 504,582 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 66,910 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.3 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 26.6) เป็นผลจากการจัดเก็บที่สูงกว่าเป้าหมายของ 3 กรมภาษีสังกัดกระทรวงการคลังและส่วนราชการอื่นจำนวน 43,768 และ 36,074 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่การคืนภาษีของกรมสรรพากรสูงกว่าเป้าหมาย 9,622 ล้านบาท ผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้

 

2.1 กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวม 346,196 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 25,917 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.1 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 24.2) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ (1) ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 10,408 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 22.1) บ่งชี้ถึงอุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าสูงกว่า เป้าหมาย 5,729 ล้านบาท และ 4,679 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.6 และ 5.8 ตามลำดับ (2) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5,641 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 14.9) สะท้อนรายได้ภาคครัวเรือนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และ (3) ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5,232 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.1 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 32.2) เนื่องจากผลประกอบการของภาคธุรกิจที่ฟื้นตัว หลังจากได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปีงบประมาณที่ผ่านมา

 

2.2 กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 119,070 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 17,179 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 43.1) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิตรถยนต์จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 16,615 ล้านบาท หรือร้อยละ 53.5 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 180.3) เป็นผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นสำคัญ สำหรับภาษียาสูบและภาษีเบียร์จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 2,621 ล้านบาท และ 2,541 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 และ 14.1 ตามลำดับ ส่วนหนี่งเป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบเมื่อเดือนสิงหาคม 2555

 

2.3 กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 30,922 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 672 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 13.6) โดยอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ572 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 13.5) เป็นผลจากมูลค่าการนำเข้า โดยเฉพาะหมวดรถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง สืบเนื่องจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินบาทในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2555) ขยายตัวร้อยละ 23.0 และร้อยละ 23.5 ตามลำดับ

 

2.4 รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 21,196 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 3,642 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.7 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 40.0)

 

2.5 หน่วยงานอื่น จัดเก็บรายได้รวม 62,979 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 37,557 ล้านบาท หรือร้อยละ 147.7 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 131.1) โดยมีรายได้จัดเก็บที่สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ (1) รายได้จากค่าใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3จี งวดที่ 1 จำนวน 20,843 ล้านบาท (2) การส่งคืนเงินที่กันไว้เพื่อชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับผู้ส่งออกสินค้าจำนวน 8,227 ล้านบาท (3) รายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 2,161 ล้านบาท สาเหตุมาจากมูลค่าการขายปิโตรเลียมที่สูงขึ้นและ (4) เงินชำระหนี้ค่าข้าวจากโครงการขายข้าวรัฐบาลรัสเซียจำนวน 1,118 ล้านบาท

 

2.6 การคืนภาษีของกรมสรรพากร จำนวน 68,073 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 9,622 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.5 ประกอบด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 62,169 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 11,900 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.7 และการคืนภาษีอื่นๆ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์) จำนวน 5,904 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,278 ล้านบาท หรือร้อยละ 27.8

หุ้นไทยแกว่งเล็กน้อย

การเงินนายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นวันที่ 17 มกราคม ดัชนีแกว่งตัวเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบแคบๆ โดยช่วงเช้าดัชนีแกว่งตัวในแดนลบจากแรงเทขายทำกำไร หลังจากจบข่าวการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของสหรัฐออกมาดี เกินคาด ประกอบกับมีแรงเทขายจากกองทุนออกมา ส่วนในช่วงบ่ายดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในกรอบแคบทางเทคนิคตลาดหุ้นไทยเคลื่อน ไหวผันผวนในกรอบแคบๆ โดนแรงขายนักลงทุนหลังจบข่าวดีบจ.สหรัฐฯประกาศงบดีกว่าคาด พรุ่งนี้คาดหุ้นบวกรอบแคบตลท.ออกโรงเตือนให้ดูแลหุ้นร้อนให้แนวรับ1,410 จุด  แนวต้าน1,425-1,430 จุด

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยใน วันพรุ่งนี้(18 ม.ค.) ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในกรอบแคบๆ หลังตลาดหลักทรัพย์ออกมาเตือนให้โบรกเกอร์ กำกับการดูแลซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีการเก็งกำไรสูง ซึ่งน่าจะทำให้ความร้อนแรงของการเก็งกำไรลดลงได้บ้าง โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม คือการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนของไทยและสหรัฐฯ รวมถึงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศโดยแนะนำขายเมื่อดัชนีปรับเพิ่ม ขึ้น ประเมินแนวรับที่ 1,410 จุด  ประเมินแนวต้านที่ 1,425-1,430 จุด

ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า

 

-/+ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซนในเดือน พ.ย.ปรับลดลง 0.3% จากเดือนก่อนหน้าและเป็นการปรับลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 สวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีตัวเลขการผลิตเครื่องจักรต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มปรับตัวดี ขึ้นในอนาคตเนื่องจากเครื่องจักรต่างๆ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างผลผลิตในอนาคต

– เจ้าหน้าที่ระดับสูงของซาอุดิอาระเบียออกมาปฏิเสธว่าซาอุฯ ไม่ได้ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาเพื่อต้องการหนุนราคาน้ำมันดิบ ตามที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่าระดับราคาน้ำมันดิบที่เหมาะสม ต้องอยู่เหนือ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่เป็นเพราะความต้องการที่ปรับลดน้อยลงตามฤดูกาล

 

– นักลงทุนยังลังเลที่จะลงทุนในตลาดน้ำมันรวมถึงตลาดหุ้นเนื่องจากถูกกดดันจาก ความกังวลเรื่องเพดานหนี้ในสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเป็นประเด็นกดดันตลาดในช่วงกลางเดือน ก.พ.โดยวานนี้ประธานาธิบดีโอบามาออกมาเรียกร้องให้พรรครีพับลิกันยอมขยาย เพดานหนี้ แต่ล่าสุดทางพรรครีพับลิกันยังคงมีจุดยืนให้โอมาบาแสดงแผนปรับลดรายจ่ายที่ เข้มข้นกว่านี้ถึงจะยอมพิจารณาเรื่องการขยายเพดานหนี้

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มมากขึ้นทั้งจากภายในภูมิภาคโดยเฉพาะเอเชียเหนือ รวมทั้งปริมาณนำเข้าที่มาจากสหรัฐฯ เนื่องจากอุปสงค์ที่ค่อนข้างต่ำเป็นปัจจัยกดดันราคา แม้ว่าจะมีปริมาณนำเข้าจากออสเตรเลียอย่างต่อเนื่องในช่วงหน้าร้อนสำหรับการ เดินทางท่องเที่ยวทางรถ

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบ ขณะที่ความต้องการภายในภูมิภาคค่อนข้างทรงตัว ล่าสุดฟิลิปปินส์ออกมานำเข้าน้ำมันดีเซลจำนวน 250,000 บาร์เรล

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าเทียบกับค่าเงินยูโรโดยไปแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 11 เดือนวานนี้หลังประธานธนาคารกลางยุโรปให้สัมภาษณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะยัง ไม่ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในตอนนี้ รวมทั้งมองว่าเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจของกลุ่มยุโรปดีขึ้นและมีแนว โน้มที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2013 นอกจากนี้มีสัญญาณว่าภาคธนาคารในสเปนกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางยุโรปลดน้อยลง ในเดือน ธ.ค.

 

+/- นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปรับ เพิ่มขึ้นมากวานนี้ จากข่าวที่โรงกลั่นน้ำมันหลายโรงในสหรัฐฯ จะทยอยปิดซ่อมบำรุงโดยเฉพาะในแถบมิดเวสต์และอ่าวเม็กซิโกหลังจากเลื่อนมา ตั้งแต่ปี 2012 อย่างไรก็ดีในระยะถัดไปการที่โรงกลั่นปิดซ่อมบำรุงหลายโรงน่าจะส่งผลด้านลบ ต่อความต้องการใช้น้ำมันดิบรวมถึงราคาน้ำมันดิบมากกว่า

 

ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ เบรนท์ 108 -115 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส 88 – 95 เหรียญฯ คืนนี้ติดตามยอดค้าปลีกและดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐฯ ผลสำรวจดัชนีภาคอุตสาหกรรมของรัฐนิวยอร์ค ดุลการค้ายูโรโซนและดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมนี

 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ / ผลประกอบการไตรมาส 4/55 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ได้แก่

วันอังคาร : ยอดค้าปลีกและดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐฯ ผลสำรวจดัชนีภาคอุตสาหกรรมของรัฐนิวยอร์ค ดุลการค้ายูโรโซนและดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมนี
วันพุธ : ดัชนีราคาผู้บริโภคและการผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซน /อีเบย์/โกลด์แมน แซคส์/เจพี มอร์แกน เชส
วันพฤหัส : ยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานและยอดการขอสร้างบ้านใหม่สหรัฐฯ ผลสำรวจดัชนีภาคอุตสาหกรรมของธนาคารกลางฟิลาเดลเฟีย  การผลิตภาคอุตสาหกรรมยอดค้าปลีกและจีดีพีไตรมาส 4 ของจีน รายงานภาวะเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป /อเมริกัน เอ็กซ์เพรส/แบงค์ อ๊อฟ อเมริกา/ซิตี้กรุ๊ป/อินเทล
วันศุกร์ : ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ(ม.มิชิแกน) /เจนเนอร์รัล อิเลคทริค มอร์แกน สแตนลีย์

 

– ติดตามผลการเจรจาครั้งใหม่ระหว่าง IAEA และอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ในวันที่ 16 ม.ค.56 อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางการอิหร่านมีท่าทีว่าจะไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ IAEA เข้าตรวจในบริเวณฐานทัพพาร์ชิน
– ติดตามรายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมันประจำเดือน ม.ค.ของ OPEC และ IEA ในวันที่ 16 และ 18 ม.ค. ตามลำดับว่าจะมีมุมมองอย่างไรต่อคาดการณ์ปริมาณผลิตและปริมาณความต้องการใช้ น้ำมันของโลกปี 56 หลัง EIA รายงานในสัปดาห์ที่แล้วคาดว่าอุปทานส่วนเพิ่มจะมากกว่าอุปสงค์ทำให้กลุ่มโอ เปคต้องพิจารณาลดกำลังผลิต
– จับตาผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ WTI จากการเปิดใช้ส่วนต่อขยายของท่อส่งน้ำมัน Seaway Pipeline ในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ที่จะทำให้กำลังการขนส่งรวมเพิ่มเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน จาก 150,000 บาร์เรลต่อวัน ในปัจจุบัน และจะทำให้การขนส่งน้ำมันออกจากจุดส่งมอบน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสบริเวณคุ ชชิ่ง โอกลาโฮมาไปยังโรงกลั่นในบริเวณรัฐเท็กซัสเพิ่มมากขึ้น
– นอกจากนี้ติดตามว่าโรงกลั่น Motiva ที่เท็กซัส สหรัฐฯ จะกลับมาดำเนินการผลิตของหน่วยกลั่นขนาดกำลังการผลิต 325,000 บาร์เรลต่อวันอีกครั้งเมื่อไรหลังความพยายามครั้งล่าสุดล้มเหลวเนื่องจาก เกิดการรั่วไหล