การลงทุนของรัฐบาล

แม้การประชุมใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 1 ชั่วโมง และยุติลงแบบไร้ข้อสรุป เมื่อเจ้ากระทรวงไม่อยู่ โปรเจ็กต์ต่าง ๆ ที่ “กรมทางหลวง” และ “กรมทางหลวงชนบท” เสนอเพิ่ม จึงยังไม่สามารถบรรจุในสารบบบัญชีได้ถึงการประชุมจบไปแล้ว แต่ยังมีเสียงวิพากษ์ถึงการมาของ “วราเทพ” มีนัยสำคัญซ่อนเร้น จะมาช่วยสแกนจุดอ่อนจุดแข็งของโครงการให้จบโดยเร็ว หรือมีจุดเป้าหมายอื่น

หลังก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาเป็นระยะว่า งานถนนที่ยังไม่ตกผลึก เพราะยังมีคลื่นแทรกของคนกันเอง

ขณะที่บรรยากาศในที่ประชุม ยังมีโครงการถนนที่ 2 อธิบดีจาก “กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท” พยายามเสนอขอใช้เงินลงทุนจาก 2 ล้านล้านบาท

“มีโครงการถนนทั้งทางหลวงและทางหลวงชนบทเสนอกลับเข้าสู่ที่ประชุมอีก หลังรอบที่แล้วถูกตัดเงินลงทุนไป แต่ยังไม่ได้อนุมัติและวงเงินก็ยังไม่สรุป รอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมาพิจารณาก่อน” แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวและว่า

สำหรับแผนงานที่ “กรมทางหลวง” เสนอเพิ่มมี 2 รายการ มูลค่าลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท หลังถูกตัดโครงการไปเหลือ 180,230 ล้านบาท (ณ วันที่ 4 ก.พ.)

โดยโครงการใหม่ที่เสนอ ประกอบด้วย โครงการขยายถนน 4 ช่องจราจร จำนวน 15 สายทาง วงเงิน 13,200 ล้านบาท ในพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ 11 สายทาง มีจังหวัดพังงา สุราษฎร์ธานี สงขลา ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม และเมืองระดับรอง 4 สายทาง ในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ลำพูน ลพบุรี และนครศรีธรรมราช และโครงการก่อสร้างสะพานกลับรถบนถนนสายหลัก จำนวน 9 แห่ง ประมาณ 2,000 ล้านบาท

อีกเป้าหมายเพื่อติดตามบัญชีรายชื่อโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทของ “คมนาคม” ที่ยังไม่ลงล็อก โดยเฉพาะแผนโครงการถนนของ 2 หน่วยอย่าง “กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท” ที่มีเทศกาล “ชักเข้า-ชักออก” อยู่ตลอดเวลา ด้วยผู้คุมหน่วยก็ไม่อยากตัดโครงการของตัวเองออก

เพราะต่างก็รู้กัน ดีว่า “งบฯถนน” เป็นสิ่งที่ “ส.ส.” อยากดึงไปลงพื้นที่ตัวเองให้มากที่สุด เนื่องจากจับต้องง่ายและเกิดได้เร็ว จึงไม่แปลกที่แผนลงทุนถนนจึงยังไม่นิ่ง เพราะยังมีคลื่นใต้น้ำตีกระเพื่อม “จัดสรรเงิน-จัดสรรพื้นที่” ลงทุน

แต่ ที่ยิ่งแปลกไปกว่านั้น เมื่อ “วราเทพ รัตนากร” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เด็กในคาถา “เจ๊ ด.” แห่งวังบัวบาน จู่ ๆ ก็มาปรากฏตัวที่ “คมนาคม” และทำหน้าที่ประธานที่ประชุมแทน”ชัชชาติ” ทันทีที่มีภารกิจด่วนอยู่ที่ทำเนียบ

“หลังโครงการใหญ่อย่างมอเตอร์เวย์ 2 สาย ทั้งสายบางปะอิน-โคราช และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่กรมทางหลวงพยายามจะขอค่าก่อสร้างด้วย แต่ได้เฉพาะค่าเวนคืนที่ดิน จึงหาโครงการอื่นมาแทน แต่ยังไม่สรุป” แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับในส่วนของ “กรมทางหลวงชนบท” ขอเพิ่มอีก 8,000 ล้านบาท จากเดิมที่ถูกตัดเหลือ 48,731 ล้านบาท สำหรับค่าเวนคืนที่ดินก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อม “อ.พระสมุทรเจดีย์ กับ อ.มหาชัย” ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและสมุทรสาคร จากเดิมถูกตัดออกไปแล้ว เนื่องจากใช้เงินก่อสร้างค่อนข้างสูงถึง 49,000 ล้านบาท

ขณะที่บทบาทของ “รองนายกฯวราเทพ” ในที่ประชุมวันนั้น กำชับให้แต่ละหน่วยพิจารณาโครงการเป็นภาพรวมตามยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจหลักในภูมิภาค และใช้เงินลงทุนในงบประมาณปกติไม่ได้

แต่ไม่ลืมโฟกัสไปที่ “โครงการถนน” ซึ่งระบุว่าต้องเป็นเส้นทางโครงการใหญ่ที่พร้อมดำเนินการ ช่วยเสริมศักยภาพของการเป็น “ฮับ” หรือศูนย์กลางทั้ง “เมืองหลัก-เมืองรอง” ครอบคลุมทุกภูมิภาคและรองรับประตูการค้าชายแดนทั้ง9 แห่ง ประกอบด้วย ด่านเชียงของ แม่สาย แม่สอด หนองคาย มุกดาหาร นครพนม อรัญประเทศ สะเดา และปาดังเบซาร์ เช่น ขยายถนนสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร เชื่อมระหว่างเส้นทางเศรษฐกิจการค้า

ซึ่ง “ภาคเหนือ” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ส่วนเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “ลำปาง แม่ฮ่องสอน ลำพูน กำแพงเพชร สุโขทัย พิจิตร และเพชรบูรณ์” มีประตูการค้าอยู่ที่ “เชียงราย-ตาก”

“ภาคอีสาน” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย นครราชสีมา อุบลราชธานี ซึ่งเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “เลย-กาฬสินธุ์-ชัยภูมิ-ร้อยเอ็ด-บุรีรัมย์ และสุรินทร์” ส่วนประตูการค้าอยู่ที่ “มุกดาหารและนครพนม”

ขณะที่ “ภาคกลาง” มีกรุงเทพฯและเมืองปริมณฑลเป็นเมืองศูนย์กลาง และมีจังหวัด “สระบุรีและลพบุรี” เป็นเมืองระดับรอง

“ภาคตะวันตก” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่ “ประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี” มี “ราชบุรีและสมุทรสงคราม” เป็นเมืองระดับรอง มีจังหวัดกาญจนบุรีเป็นประตูการค้า

“ภาคตะวันออก” มีจังหวัด “ชลบุรีและระยอง” เป็นเมืองศูนย์กลาง ส่วนเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “ฉะเชิงเทรา จันทบุรี”

คิวทีซี แจงปันผลดีเป็นลำดับ

 

“ผลประกอบการไตรมาส 4/2555 บริษัทฯ มีรายได้  420.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 298.64 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ  90.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน” นายพูลพิพัฒน์กล่าว

 

นอกจากนี้ นายพูลพิพัฒน์ ยังได้กล่าวถึง แผนการขยายการลงทุนกับ พันธมิตรในประเทศลาว ว่าคาดว่าจะมีความชัดเจนประมาณกลางปีนี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแผน การร่วมทุนกับโรงงานผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าในประเทศดังกล่าวอยู่ และหากแผนการร่วมลงทุนสำเร็จ จะเพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งในตลาดต่างประเทศมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทฯมีแผนที่จะบุกตลาด แถบเอเซีย เนื่องจากมองว่าตลาดในประเทศดังกล่าว เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง และยังเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นเดียว กัน

 

พร้อมกันนี้ บริษัทฯมีแผนที่จะลงทุนในโคงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า 10 เมกกะวัตต์ ร่วมกับ 3 พันธมิตรใหญ่ อย่าง บมจ.ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์แอนด์ เคมิคัลส์ (UAC), บมจ.เอเชียกรีนเอนเนอจี(AGE) และ บมจ.ไฮโดรเท็ค(HYDRO) ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในช่วงกลางปีนี้

 

“นอก จากบริษัทฯจะขยายการลงทุนในต่างประเทศแล้ว บริษัทฯก็ยังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในประเทศ อย่าง  บริษัท ชไนเดอร์ (ประเทศไทย) ในการเป็นตัวแทนผลิตและขายหม้อแปลงไฟฟ้าแบบแห้ง (Dry Type)ด้วยเช่นกัน  ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ ส่งทำให้ บริษัทฯสามารถ แย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ ไม่ต่ำกว่า 20% ภายในปีนี้  ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในปีนี้ เป็นปีที่บริษัทฯมีแผนที่จะขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งขององค์กร“

 

อย่างไร ก็ตาม สำหรับประมาณการรายได้ในปีนี้ นายพูลพิพัฒน์กล่าวว่า บริษัทฯคาดว่าจะมีอัตราการเติบโต เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า10% โดยแบ่งสัดส่วนในประเทศ 80% ต่างประเทศ 20% ขณะเดียวกันบริษัทฯ เตรียมเข้าประมูลงานของหน่วยงานภาครัฐ และงานเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดอยู่ระหว่างการเข้าประมูลงาน มูลค่ารวม กว่า 4,000 ล้านบาท จากปัจจุบันบริษัทฯมีงานในมือ (Backlog) กว่า 200 ล้านบาท และคาดว่าภายในปีนี้บริษัทฯจะได้รับงานใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง

นายพูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด(มหาชน) หรือ QTC ผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้า เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2555 ว่าบริษัทฯมีกำไรสุทธิ 118.88 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 84.61 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 41.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการทำกำไรสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รายได้อยู่ ที่ 959.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.29% ทั้งนี้ สาเหตุที่ผลประกอบการปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากในไตรมาส 4/2555 มีการส่งมอบงาน เป็นจำนวนมาก จนส่งผลให้ภาพรวมกำไรมีการเติบโตในทิศทางเดียวกับรายได้

 

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานที่ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติจ่ายเงินปันผล สำหรับผลประกอบการปี 2555 ในอัตรา0.31 ต่อหุ้น ซึ่งมากกว่าปี 2554 ที่มีการจ่ายปันผลในอัตรา 0.19 บาทต่อหุ้น ซึ่งการจ่ายปันผลดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของบริษัทฯที่จะจ่ายเงินปันผลไม่ ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ โดยบริษัทฯกำหนดวันปิดสมุดทะเบียน ในวันที่ 11 มี.ค.2556 และกำหนดจ่ายปันผล วันที่  15 พ.ค.2556

 

 

แนะนำหุ้นเด็ด ประจำวันที่ 19/02/13

– อีกหุ้นร้อน บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) พบว่าในช่วง 1 เดือน ราคาพุ่งขึ้นจาก 12.50 บาท ไปปิดที่ 15.60 บาท หรือ 24.8% มีการปรับตัวขึ้นที่ค่อนข้างน่าสนใจตามคาดการณ์ผลประกอบการที่มีแนวโน้มจะ ออกมาดี โดยบทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัสได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 16.50 บาท จาก 12.90 บาท เนื่องจากมีการปรับประมาณการกำไรปีนี้ขึ้นอีก 8% สะท้อนยอดขายมือถือ สมาร์ทโฟนที่ดีกว่าคาดการณ์ สำหรับกำไรในไตรมาส 4/55 คาดว่าจะลดลง 18% เมื่อเทียบไตรมาส 3/55 แต่เพิ่มขึ้น 56% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขึ้นมามีกำไรเป็น 233 ล้านบาท

หุ้นร้อนแรงในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา วิ่งปรู๊ดปร๊าดกันหลายตัว แม้แต่น้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเทรดวันแรกเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 56 บมจ.พรีเมียร์ โพรดักส์ (PPP) พุ่งกระฉูดจากราคาจองที่ 5 บาท ไปปิดที่ 12.30 บาท โกยกำไรไปถึง 146% ตามสูตรหุ้นน้องใหม่ที่มักได้รับเสียงตอบรับดีจากนักลงทุน โดยบริษัทคาดว่าในช่วงไตรมาส 1/56 จะล้างขาดทุนสะสมได้หมด ด้วยการนำกำไรจากผลประกอบการในปีཱི มาล้างขาดทุนสะสมประมาณ 60-70% ของยอดขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 90 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2555 ส่วนที่เหลืออีก 30% จะใช้เงินจากการขายหุ้นไอพีโอมาหักขาดทุนสะสม

– มาที่ บมจ.สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ (SF) ราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 56 หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานว่า CAPITAL RESEARCH AND MANAGEMENT COMPANY เข้ามาซื้อหุ้นอีก 0.26% ทำให้มีหุ้นในมือรวม 5.08% ทั้งนี้ช่วง 1 เดือน ราคา SF ปรับขึ้นจาก 7.50 บาท มาอยู่ที่ 9 บาท หรือเพิ่มขึ้น 20% ด้าน บล.ทิสโก้วิเคราะห์ว่า SF มีศักยภาพเพียงพอลงทุนในโครงการใหญ่ ซึ่งบริษัทจะใช้แหล่งเงินจากการกู้ยืมและเพิ่มทุน สำหรับสร้าง IKEA 2 พร้อมทั้งเห็นว่า SF ไม่มีความจำเป็นในการเพิ่มทุน เนื่องจากบริษัทมีเงินสดในมือสูงและสามารถนำเงินปันผลมาใช้ได้ โดยหันมาออกหุ้นปันผลให้กับนักลงทุนแทนเงินสด จึงยังแนะนำ “ซื้อ” SF มูลค่าที่เหมาะสม 9.60 บาทต่อหุ้น

เศรษฐกิจยุโรปยังซบต่อเนื่อง

ด้านเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป เศรษฐกิจหดตัวลง 0.6% ซึ่งสูงที่สุดตั้งแต่เกิดปัญหาการเงินในยูโรโซนเมื่อปี 2009 เนื่องจากมูลค่าการค้ากับต่างชาติลดลง ขณะที่ฝรั่งเศสซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับสอง เติบโตลดลง 0.3% ทำให้รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศสเริ่มพิจารณาการปรับลดตัวเลขคาดการณ์เติบโตใน ปี 2013 ซึ่งคาดไว้ที่ 0.8%

 

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนจะเติบโตอีกครั้งในปี 2013 แต่ไม่มากนัก อันเป็นผลมาจากผลกระทบที่เกิดจากการหดตัวในครั้งนี้ ส่วนการหดตัวของเศรษฐกิจเยอรมนีนั้น จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการชะลอตัวในระยะยาว ขณะที่นายปิแอร์ มอสโกวิชี รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ทางการอาจต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจประจำปีนี้ ที่ตั้งไว้ที่ 0.8% เนื่องจากตัวเลขของปีที่ผ่านมาต่ำกว่าที่คาดไว้

เศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซน หรือกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรทั้ง 17 ชาติ หดตัวลง 0.6% ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว ซึ่งเลวร้ายกว่าที่คาดไว้ ซึ่งนับเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2009 และถือเป็นครั้งแรกที่ทั่วทั้งภูมิภาค เกิดภาวะถดถอยในทุกไตรมาส ในระหว่างปีปฎิทิน

 

ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2012 เศรษฐกิจยูโรโซนปรับตัวลดลง และปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ในไตรมาสที่ 2 แต่ปรับตัวลดลงอีก 0.1% ในไตรมาสที่ 3

 

ไตรมาสสุดท้ายของปี 2012 ประเทศที่มีปัญหาหนี้ท่วมอย่างกรีซ เศรษฐกิจหดตัวลงถึง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2011 ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)โปรตุเกสโตติดลบที่ 1.8%, สเปนติดลบ 0.7% และอิตาลีลบ 0.9%

 

 

แบงค์แจงเหตุเงินแข็ง


นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุมหารือกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ หอการค้าไทยจะเสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการเจรจาเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ไทยกับอียู เพราะหากรัฐบาลยังล่าช้าอาจทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขันในตลาดโลก หลังจากสหรัฐมีนโยบายที่จะเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียู และการเจรจาเอฟทีเอจะแก้ปัญหาเรื่องการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ที่จะเกิดขึ้นใน 1-2 ปีนี้

นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ส่วนประเด็นอื่นจะเน้นการลดอุปสรรค และเพิ่มความร่วมมือ อาทิ การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.ดูแลได้ดี และเอกชนไม่ได้กังวลว่าค่าบาทจะเป็นเท่าไร แต่ไม่ต้องการให้ผันผวนและสอดคล้องกับค่าเงินของประเทศคู่แข่งเป็นสำคัญ

นาย พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ไทยต้องทำควบคู่ 2 ด้าน คือ เปิดเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู และเจรจาขยายกรอบการค้ากับสหรัฐ จากเดิมเป็นความร่วมมือการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ ไปสู่ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี)

นายประสารกล่าวว่า ผลขาดทุนดังกล่าว ธปท.สามารถบริหารจัดการและดูแลตัวเลขได้ ไม่มีผลกระทบทำให้เงินกองทุนของ ธปท.ติดลบ เนื่องจาก ธปท.จะมีรายได้จากการเพิ่มเงินเข้าไปในตลาดการเงินด้วย ซึ่งแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่รายได้ดังกล่าวจะถูกบันทึกในบัญชีฝ่ายออกบัตร ซึ่งปัจจุบันมีกำไร 8 แสนล้านบาท ถ้าหักจากการขาดทุนของฝ่ายการธนาคาร 5 แสนล้านบาทแล้ว ฐานะธนาคารยังมีกำไร 3 แสนล้านบาท ซึ่งในการดูแลฐานะของธนาคารกลางทั่วโลก จะเข้าใจว่าฝ่ายการธนาคารที่เป็นระบบในการดูแลตลาดการเงินสามารถขาดทุนได้

ที่ บอกว่าเราขาดทุนจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าเราจะเจ๊ง หรือไม่สามารถทำหน้าที่ธนาคารกลางได้ เพราะระบบบัญชีเราแยกออกเป็น 2 ฝั่งชัดเจน ในฝั่งที่เป็นสินทรัพย์กับฝั่งที่เป็นหนี้สิน ซึ่งในฝั่งหนี้สินปรับขึ้นลงได้ตลอดเวลา ขึ้นกับแนวโน้มดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ที่ผ่านมาเคยมีแนวคิดที่จะรวมบัญชี แต่เมื่อถูกคัดค้านก็พับไป เพราะในการดูแลฐานะธนาคารกลาง ทั้งที่เป็นฝ่ายลงทุนหรือบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เขาเข้าใจว่า ฐานะธนาคารกลางขาดทุนได้ จนกว่าฐานะธนาคารกลางเริ่มมีปัญหาและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นที่จะซื้อ พันธบัตรของ ธปท. แต่ขณะนี้ยังมีคนสนใจประมูลซื้อตลอดเวลาŽ นายประสารกล่าว

นาย ประสารกล่าวถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่า ขึ้นกับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะประชุมในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และตามข้อตกลง กนง.จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับดอกเบี้ยช่วง 7 วันก่อนการประชุม เพราะในตลาดการเงิน ทั้งดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน มีคนได้และเสียประโยชน์จำนวนมาก เชื่อว่าหลังการประชุม กนง.ไม่ว่าการตัดสินใจจะออกมาทิศทางใด แรงกดดันต่อการทำงานของ ธปท.ก็คงไม่หมดไป เป็นธรรมดาของธนาคารกลางทั่วโลก

นายประสารกล่าวว่า เครื่องมือในการดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนมีหลายอย่าง ดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่จะดึงให้เงินเข้าหรือออกได้ ส่วนการสนับสนุนให้เงินออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในประเทศที่จะไปลงทุนของผู้ประกอบการด้วย ซึ่งปีที่ผ่านมาพบว่ามีเงินไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีเงินเข้ามาลงทุน 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือว่าค่อนข้างสมดุลและช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินได้ระดับหนึ่ง

นาย ประสารกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการแทรกแซงจาก ธปท. แต่ต้องดูไม่ให้มากเกินไป เพราะหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งปีที่ผ่านมาถือว่าแทรกแซงน้อยมาก ดูได้จากปริมาณทุนสำรองทางการระหว่างประเทศค่อนข้างทรงตัว ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดจากการค้าขายสินค้าและ บริการ

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีเรื่องการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่มีตั้งแต่เบาไปหาหนัก ที่เบาก็จะเป็นเรื่องการรายงานการเข้าออกของเงิน การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศก็ต้องแจ้งเหตุผล การกำหนดระยะเวลาการถือครองว่าต้องไม่ต่ำในกี่ปี เช่น หากเงินเข้ามาลงทุนในพันธบัตร ก็ต้องถือไม่น้อยกว่า 1 ปี การกันสำรองทันที เหมือนที่เคยประกาศใช้เมื่อ 5 ปีก่อนแล้วผลกระทบรุนแรงมากหรือที่แรงสุดคือ การเก็บภาษีจากเงินที่เข้ามาลงทุน ซึ่งในเรื่องการควบคุม จะไม่ค่อยประกาศใช้ เพราะมีผล

กระทบต่อการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อ ถือของประเทศ สำหรับอัตราดอกเบี้ยนั้น ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่า มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนมากน้อยเพียงใด เพราะจะมีอิทธิพลในแต่ละประเภทแตกต่างกัน

ด้านนายสมเกียรติ ศิริชาติชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ยมาใช้ดูแลค่าเงินบาทในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อเงินทุนไหลเข้า แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งไม่สามารถใช้มาตรการดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว การลดดอกเบี้ยอาจกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศมากเกินไป และจะทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่ รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อด้วย ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเงินเฟ้อกระทบต่อเศรษฐกิจแล้ว จะมีผลกระทบในวงกว้าง

นายสม เกียรติกล่าวว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ยนั้น ต้องเก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น หากพิจารณาความเห็นทั้งสองด้าน ก็ถูกทั้งคู่ แต่สถานการณ์เรื่องค่าเงินบาทในขณะนี้ สบายใจได้ในระดับหนึ่ง เงินบาทเริ่มนิ่ง ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อาจกระทบต่อเงินเฟ้อ และต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยประมาณการเงินเฟ้อในปีนี้อยู่ที่ 3-3.6% ภายใต้สมมติฐานว่าราคาน้ำมันอยู่ที่ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่การที่ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว อาจเป็นปัจจัยกระทบต่อราคาน้ำมันในระยะต่อไปได้ ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายมีทั้งเข้าและออก ธปท.ดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว หากใช้นโยบายการเงินแก้ปัญหา ต้องใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์จึงจะเห็นผล

นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในการเยือนประเทศเบลเยียม ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ระหว่างวันที่ 6-7 มีนาคมนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายคือไทยและสหภาพยุโรป (อียู) จะประกาศเปิดเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อียู อย่างเป็นทางการ หลังจากที่รัฐบาลไทยนำกรอบการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เสนอต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และได้ให้ความเห็นชอบแล้ว คาดว่าการเจรจาจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี

 

หุ้นพุ่งรับนโยบายน้ำมัน

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในการซื้อ ขายภาคบ่าย ประเมินว่า ดัชนีจะยังยืนทรงตัวได้ในแดนบวกได้ต่อเนื่องจากปัจจัยหนุนเดิมในช่วงเช้า หลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นยืนเหนือระดับ 1,500 จุดอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้นักลงทุนควรระมัดวังแรงขายในหุ้นขนาดกลางและเล็ก โดยย้ายกลับไปลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อหุ้น พื้นฐานดีมีโอกาสปรับประมาณการณ์กำไรขึ้นซึ่งหากเกิดความผิดการลงทุน แล้วสามารถแก้ตัวได้ ได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์คือ KTB,TCAP กลุ่มพลังงานคือ TOP,PTT หุ้นกลุ่ม Turn Around คือ TTA,TRUE,KCE ,MAJOR,CCET และกลุ่มโรงพยาบาลและโรงแรมที่กำไรไตรมาส 4/55-ไตรมาส 1/56 จออกมาดี ประเมินกรอบแนวรับอยู่ที่ 1,500 จุด แนวต้านที่ 1,512 จุด

ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ในการซื้อขายภาคเช้าดัชนีปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงกว่าที่คาดไว้แม้จะยัง ไม่เห็นปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน โดยคาดว่าเป็นการขานรับปัจจัยบวกจากถ้อยแถลงของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ออกมาระบุว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายด้านโดยเฉพาะการมาตรการ เพิ่มค่าแรงให้กับประชาชน อีกทั้งกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ปริมาณการใช้น้ำมันในปี 2556 ของโลกขึ้นอีก 8 หมื่นบาร์เรล/วันหรือเพิ่มอีก 10.5% ถือเป็นการปรับเพิ่มประมาณการณ์ครั้งแรกในรอบหลายปี โดยประเด็นบวกดังกล่าวข้างต้นจึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก ว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวที่ชัดเจนและส่งผลดีดีต่อราคาหุ้นในกลุ่ม พลังงานในวันนี้ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่ผลักกดันภาพรวมดัชนี รวมทั้งยังมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นขนาดใหญ่ได้แก่ ปิโตรเคมี,ธนคารพาณิชย์และสื่อสาร

กองทุนประกาศปันผล

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านทรัพย์สิน และประธานกรรมการ ในคณะกรรมการลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้แถลงผลการดำเนินงานสำหรับปี 2555 ของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้มีมติเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2556 อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 ปี (1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2555) ในอัตราร้อยละ 6.0 สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนประเภท ก. หรือนักลงทุนทั่วไป และนักลงทุนประเภท ข. ในอัตราร้อยละ 3.0 หรือเท่ากับ 0.30 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะทำการจ่ายสำหรับงวดครึ่งปีหลังสำหรับนักลงทุนประเภท ก ในอัตราร้อยละ 3.0 หรือ 0.30 บาทต่อหน่วย และสำหรับนักลงทุนประเภท ข ในอัตราร้อยละ 3.0 หรือเท่ากับ 0.30 บาทต่อหน่วย เนื่องจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิจากการดำเนินงานในปี 2555 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2554 เท่ากับ 16,790.77 ล้านบาท เทียบกับในปี 2554 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 9,336.95 ล้านบาท โดยกองทุนได้รับผลบวกจากสภาวะตลาดตราสารทุน ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย SET Index งวดปี 2555 ปรับเพิ่มขึ้น 35.76% เนื่องจากได้รับผลดีจากการไหลเข้าของเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติ อันเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีอัตราการเติบโตที่ดี อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำทั่วโลก และสภาพคล่องในตลาดที่มีอยู่สูง ในการนี้ การจ่ายเงินปันผลของกองทุนในอัตราร้อยละ 6.0 สำหรับนักลงทุนประเภท ก เป็นผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ที่ประมาณร้อยละ 2.92 และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี (เฉลี่ย 4 ธนาคาร) ที่ประมาณร้อยละ 2.43

โดยตลาดหลักทรัพย์จะประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ จะทำการปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 และผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับเงินปันผลในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556

กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีขนาดมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ 28 ธันวาคม 2555 เท่ากับ 180,367.01 ล้านบาท และมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยลงทุนของนักลงทุนประเภท ก (นักลงทุนทั่วไป) เท่ากับ 11.0240 บาท กองทุนเป็นกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นซึ่งมีนโยบายการลงทุน ทั้งในตราสารแห่งทุนและตราสารแห่งหนี้ โดยปัจจุบันลงทุนในตราสารแห่งทุนประมาณ 85% และ ตราสารแห่งหนี้ประมาณ 15%

ตัวเลขเศรษฐกิจ 7/7/13

ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

กรอบ การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ เบรนท์ 110 -118 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส  92-100 เหรียญฯ โดยวันนี้ติดตามตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมเยอรมนี และยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานสหรัฐฯ รวมทั้งการประชุมธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษ ระหว่างวันที่ 6-7 ก.พ. 56

 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ / ผลประกอบการไตรมาส 4/55 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ได้แก่
วันพฤหัส : การผลิตภาคอุตสาหกรรมเยอรมนี การประชุมธนาคารกลางยุโรปและอังกฤษ ยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานสหรัฐฯ
วันศุกร์ : ดัชนีราคาผู้บริโภคและผู้ผลิตจีน ดุลการค้าสหรัฐฯ ดุลการค้าเยอรมนี การผลิตภาคอุตสาหกรรมอิตาลี

 

– ติดตามปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังอิสราเอลโจมตีรถบรรทุกอาวุธที่คาดว่าจะถูกส่งจากซีเรียไปยังกลุ่มหัว รุนแรงในเลบานอน ประกอบกับต้องติดตามท่าทีของอิหร่านต่อสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากก่อนหน้านี้อิหร่านประกาศสนับสนุนซีเรีย หากมีการแทรกแซงจากอิสราเอลหรือชาติตะวันตกในซีเรีย
– ติดตามสถานการณ์การเจรจาครั้งใหม่ระหว่าง 6 ประเทศมหาอำนาจ (สหรัฐฯ, จีน, รัสเซีย, อังกฤษ, ฝรั่งเศสและเยอรมนี) และอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์หลังจากอิหร่านตอบรับการเจรจากับชาติ ตะวันตกในวันที่ 26 ก.พ. นี้ ที่คาซัคสถานอย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ ออกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่มเติมภายในเดือน ก.พ. ปี 56 อาจส่งผลให้การเจรจาดังกล่าวล้มเหลว
– ติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษในวันที่ 6-7 ก.พ.ว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือจะมีการปรับอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่

 

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังได้รับแรงหนุนจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณดี โดยกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนีเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมของเยอรมันนี ดีดตัวขึ้นสูงเกินคาดที่ 1.7% ในเดือน ธ.ค. จากคาดเพียง 1% จากยอดสั่งซื้อจากประเทศนอกยูโรโซนที่พุ่งขึ้นถึง 12.3% ในขณะที่ความต้องการสินค้าเพื่อการลงทุนปรับตัวขึ้น 2.8% และยอดสั่งซื้อสินค้าเพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้น 1.9% ทั้งนี้ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานที่เพิ่มขึ้นนี้นับเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่า เยอรมนีอาจต้านทานวิกฤตหนี้ที่กำลังรุมเร้าประเทศได้

 

+นอกจากนั้น ผลการสำรวจของสถาบันวิจัย GfFK เผยให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเยอรมนีกำลังปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากชาวเยอรมันมีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ โดยดัชนีเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5.9 จุด ในเดือนก.พ. จากระดับ 5.7 จุดในเดือน ม.ค.ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 เดือนติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเยอรมนีได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ลง เนื่องจากมองว่า การตัดลดงบประมาณรายจ่ายของประเทศต่างๆทั่วทั้งยูโรโซนอาจจะส่งผลกระทบต่อ ความต้องการสินค้าที่ผลิตในเยอรมนี

 

+ธนาคารกลางยุโรปมีการคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 0.75% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน แต่อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายยังคงความกังวลต่อประเด็นการแข็งค่าของค่าเงินยูโร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป

 

-ราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัสปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากความกังวลต่อปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้นเหนือคาด  โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ รายงานว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้น 2.6 ล้านบาร์เรล และปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรล

 

– แม้ว่า ตลาดยังมีความกังวลต่อปริมาณอุปทานน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ ซาอุดิอาราเบียยังคงยืนยันกำลังการผลิตในปริมาณสูงที่ 9.05 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปสงค์ในตลาดที่ตึงตัว เนื่องจากอยู่ในช่วงการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีความต้องการเพิ่มขึ้นจากตะวันออกกลางและแอฟริกา ประกอบกับตลาดยังคงความกังวลต่ออุปทานที่อาจจะตึงตัวในช่วงการปิดซ่อมบำรุง โรงกลั่นในภูมิภาค

 

 

ตลาดทองคำคึกคักรับตรุษจีน

กลุ่ม ลูกค้าที่นิยมมาซื้อมีหลายกลุ่ม ได้แก่ “กลุ่มผู้ให้” ที่ต้องการมอบทองคำให้เป็นของขวัญตามเทศกาล ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุในช่วงวัยกลางคน (30 ขึ้นไป) มักซื้อทั้งในลักษณะการ์ดทองคำ กุหลาบทองคำ เหรียญทองคำชิ้นเล็ก เป็นต้น

“กลุ่ม นักลงทุน” ที่เบื่อกับการออมด้วยการซื้อทองแท่งธรรมดา จึงหันมาซื้อทองคำแบบใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นการสร้างจิตวิทยาทางบวกให้กับตัวเองรูปแบบหนึ่ง เพราะแม้จะอยู่ในช่วงที่ราคาทองคำผันผวนหรือปรับตัวลดลง แต่นักลงทุนกลุ่มนี้ก็ยังจะรู้สึกดีกับทองคำลวดลายสวยงามที่มีอยู่ ต่างจากการซื้อทองคำแท่งไร้ลวดลาย

“กลุ่มนักสะสม” มีเงินทุนสูง ซื้อทองคำตามลวดลายที่ชอบสะสม โดยส่วนหนึ่งในนี้จะเป็นลูกค้าประเภท “พรีเมี่ยม” ที่จะได้รับเชิญจาก “ฮั่วเซ่งเฮง” ทุกไตรมาส เพื่อให้มาชมสินค้าที่ผลิตจากทองคำในรูปแบบพิเศษต่าง ๆ ที่มีความประณีตสูง และมีราคานับตั้งแต่หลัก 1 ล้าน จนถึง 10 ล้านบาท

คุณลักษณะอันโดดเด่นของ “ทองคำฉาบ สี” อยู่ที่ “รูปแบบที่สวยงาม” ซึ่งมาจากการแต่งแต้มสีพาสเทล เช่น ฟ้า ชมพู เขียว น้ำตาล ฯลฯ ลงบนเนื้อทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 96.5% น้ำหนัก 1 บาท และ 2 บาท ด้วยเทคโนโลยีพิเศษที่ไม่ส่งผลเสียต่อเนื้อทอง ทั้งสามารถมาหลอมเป็นทองคำแท่งใหญ่ได้โดยไม่เสียน้ำหนัก เพราะสีจะระเหยไปเองตามกระบวนการผลิต

จุดเด่นยังอยู่ที่การออกแบบให้ มีความหลากหลาย และเข้ากับ “เทศกาล” ที่เป็นวาระสำคัญ เช่น “ตรุษจีน” ก็จะมีทองคำมงคลลายปีนักษัตร อาทิ ลายมังกร ลายงูเล็ก ฯลฯ ส่วนคนที่มองหาของขวัญ “วาเลนไทน์” ก็มีทองคำฉาบสีสวยงามทั้งชมพูและแดงลงบนลายดอกกุหลาบ แทนความรู้สึกดี ๆ ที่ให้กันได้อีกมากมาย

ในโอกาสพิเศษอื่น ๆ เช่น วันแต่งงาน รับขวัญเด็กแรกเกิด วันพ่อ และวันแม่ ก็มี “ทองคำ” ฉาบสีด้วยลวดลายน่ารักเป็นสื่อถึงความยินดีและแสดงความรักให้เลือกหาซื้อได้ ตรงกับวาระที่ต้องการส่งมอบให้กับผู้รับด้วย

“การฉาบสีลงทุนทองแบบ นี้ เราเป็นเจ้าแรกที่ทำในตลาด และมีเพียงเจ้าเดียวที่ผลิตได้ เพราะเป็นเทคโนโลยีเฉพาะ ซึ่งกระแสความนิยมถือว่าดีอย่างมาก และขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วย หลายคนชอบทั้งลักษณะของทองคำ รวมถึงรูปแบบที่เรานำเสนอคือ ติดทองลงบนการ์ดอวยพรที่สวยงาม ทำให้ลูกค้าสามารถถ่ายทอดความรู้สึกลงบนนั้นได้มากขึ้นไปอีก” ธนรัตน์กล่าว

“กลุ่มลูกค้าไฮโซ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจในการผลิตสินค้าให้เรา บางคนซื้อกระเป๋าทองคำใบละล้านบาทจากเราไป บางคนก็มาสั่งเราทำสินค้าเป็นรูปขวดเหล้าที่ชื่นชอบ พอเราเห็นเขาสนุกมีความสุขกับการสะสมแบบนี้ เราเองก็สนุกกับการที่จะทำไปด้วย”

จากความสำเร็จทั้งหมดนี้ จึงทำให้ “ฮั่วเซ่งเฮง” เกิดไอเดียที่จะตั้งร้านสำหรับขายของขวัญล้ำค่าที่มาจากทองคำโดยเฉพาะ เพื่อรองรับลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ ที่จากการสำรวจเบื้องต้นเห็นว่ามีความต้องการค่อนข้างสูง คาดว่าภายในปีนี้จะเริ่มมีความชัดเจน

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลัง มองหาของขวัญล้ำค่าในช่วงเทศกาลพิเศษนี้ ทั้งยังเป็นช่องทางลงทุนได้ด้วยในราคาที่ไม่แพงเกินไปนัก ลองแวะไปที่ “ฮั่วเซ่งเฮง” น่าจะมีคำตอบที่น่าสนใจสำหรับคุณ..

ไทยพาณิชย์ ขยายการลงทุนใน ตปท.

 

 

ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปได้ออกมาตรการ OMT (Outright Monetary Transaction) โดยเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศที่ประสบปัญหาแบบไม่จำกัด ตลอดจนรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายให้ เงินเยนอ่อนค่า และพยายามให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่ระดับเป้าหมาย อีกทั้งอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ระดับต่ำมาก ในขณะที่มูลค่าพื้นฐาน Forward P/E ของตลาดหุ้นทั่วโลกยังน่าสนใจ ยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้นักลงทุนหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น

การกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากมองภาพรวมการลงทุน ในปี 2556 น่าจะเป็นปีที่ดีมากสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น สภาพคล่องทั่วโลกอยู่ในระดับสูง จากการดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของ ธนาคารกลางต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ประกาศมาตรการ QE (Quantitative Easing) เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มวงเงินเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล และ Mortgage-backed securities รวมกันกว่าเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล อิควิตี้ มีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ กองทุน VERITAS GLOBAL FOCUS ชนิดหน่วยลงทุน “A Share Class” ซึ่งลงทุนด้วยสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ และเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) อยู่ภายใต้ UCITS (มาตรฐานเพื่อการซื้อขายกองทุนข้ามประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป : Undertaking for Collective Investments in Transferable Securities) ซึ่งบริหารจัดการโดย Veritas Asset Management มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทคุณภาพชั้นนำที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาด หลักทรัพย์ทั่วโลก และมีรูปแบบการบริหารจัดการการลงทุนแบบเน้นวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้น รายตัว (Value style) เพื่อผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ซึ่งหุ้นแบบ Value มักให้ผลตอบแทนที่ดีภายใต้วัฏจักรเศรษฐกิจที่พ้นจากสภาวะถดถอยเริ่มฟื้นตัว คล้ายกับสภาพตลาดในปัจจุบัน

ทั้งนี้กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล อิควิตี้ จะลงทุนในกองทุนดังกล่าวเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนจะลงทุนหรือมีไว้ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินในสกุล เงินต่างประเทศที่กองทุนถืออยู่เทียบกับสกุลเงินบาท ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนในต่างประเทศ