หุ้นไทยยังไปได้

 

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในการซื้อขายภาคบ่าย ประเมินว่าดัชนีจะยังเคลื่อนในกรอบแคบ ๆ โดยยังควมชัดเจนถึงผลการหารือร่วมของหน่วย 3 แห่ง ซึ่งหากมีการส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น แต่ยังคงมีสัญญาณว่าจะไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงคาดว่าตลาดหุ้นจะสามารถปรับตัว เพิ่มในระดับปกติจากปัจจัยหนุนต่างประเทศ เพราะตลาดหุ้นรับรู้ล่วงหน้าไปแล้ว

 

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว ประเมินแนวรับอยู่ที่ 1,573 จุด และแนวต้านที่ 1,580 จุด

นายณาศิส ประเสริฐสกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 26 เมษายน ภาพดัชนีดัชนีหวี่ยงตัวในกรอบแคบ ๆ ในแดนบวก เทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคที่บวกในอัตราที่มากกว่าจากความคาดหวังเชิงบวกถึง ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แต่ยังปัจจัยในประเทศซึ่งนักลงทุนยังรอจับตาผลการหารือร่วมกันในช่วงบ่ายของ หน่วยงาน 3 แห่ง ระหว่างรัฐบาล, กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงประเด็นการดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้

 

เงินคงคลังหนุนการเงิน

นายสมชัยสรุปว่า “ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ได้สูงกว่าเป้าหมายและสูงกว่าปีก่อน ภายใต้การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วกว่าร้อยละ 50 ของวงเงินงบประมาณ ในขณะที่ฐานะการคลังยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็งมาก โดยระดับเงินคงคลังสูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วกว่าแสนล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าฐานะการคลังตลอดปีงบประมาณจะสามารถรองรับการดำเนินการของ รัฐบาลในปีงบประมาณ 2556 ได้อย่างต่อเนื่อง”

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงข่าวฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วงครึ่งแรกของปีงบ ประมาณ 2556 (ตุลาคม 2555–มีนาคม 2556) ว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 957,192 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 145,045 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.9 ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงเศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง และผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ในขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 1,371,578 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 102,260 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.1 ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 414,386 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 115,556 ล้านบาท (สาเหตุหลักจากการไถ่ถอนตั๋วเงินคลัง 102,135 ล้านบาท) ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 529,942 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 163,758 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 366,184 ล้านบาท และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2556 มีจำนวนทั้งสิ้น 194,153 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 160.5

 

 

หุ้นไทยร่วงบรรกาศยังไม่น่าลงทุน

“ตลาดหุ้นไทยวันนี้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ คือค่อนข้างผันผวนในแดนลบ เนื่องจากยังถูกปัจจัยรบกวนจากต่างประเทศกดดันจิตวิทยาการลงทุน ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยหนุนเข้ามาช่วย จึงทำให้ดัชนียังไปไหนไม่ได้” นายปริญทร์กล่าว

 

สำหรับการซื้อขายในช่วงบ่ายวันนี้ ประเมินว่ากรอบการแกว่งตัวน่าจะมีแนวรับที่ราว 1,507 จุด และแนวต้านที่ 1,520 จุด ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนเลือกกลุ่มที่มีรายได้จากในประเทศเป็นหลัก (โดเมสติก) ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดต่างประเทศได้

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความคึกคักดังกล่าวก็ต้องถูกเบรกด้วยมาตรการสกัดความร้อนแรงของตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกอบกับปัจจัยภายในภายนอกต่าง ๆ ทำให้นักลงทุนแห่เทขายหุ้นกันออกมากดให้ดัชนีร่วงกว่า 100 จุด และเมื่อ 29 มี.ค. 56 ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,561.06 จุด ด้วยมูลค่าตลาดรวม 13.29 ล้านล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันดัชนีก็แกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 1,400-1,500 จุด

ทั้งนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมข้อมูลความมั่งคั่งของ 10 อันดับเศรษฐีหุ้นไทย จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตรวจสอบจากรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ประเภทบุคคลธรรมดา ที่มียอดถือครอง ณ วันปิดสมุดทะเบียนล่าสุด (ณ วันที่ 10 เม.ย.) กับราคาปิดวันที่ 29 มี.ค. ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของไตรมาส 1 โดยเป็นการเปรียบเทียบข้อมูลจากความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้น ณ 30 ก.ย. 2555 ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,299.71 จุด

หมอเสริฐ ขึ้นแชมป์เศรษฐีหุ้น

ผลสำรวจพบว่า “น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” หรือ “หมอเสริฐ” ได้กระโดดขึ้นมาเป็นผู้นำของกลุ่มเศรษฐีหุ้นทันที จากปีก่อนหน้าอยู่อันดับ 4 โดยพอร์ตของ “หมอเสริฐ” มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 47,741.88 บาท จากปี 2555 ที่มีเงินจากการลงทุนหุ้นมูลค่า 21,123.49 ล้านบาท (จากการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ 30 กันยายน 2555)

โดยสาเหตุที่ทำให้ “หมอเสริฐ” ขึ้นมานั่งแท่นแชมป์ เพราะมีการทยอยสะสมหุ้น บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เป็นจำนวนถึง 290,201,434 หุ้น คิดเป็น 18.78% รวมเป็นมูลค่า 47,738.14 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ที่ถือเพียง 12.7% ประกอบกับราคาหุ้น BGH ที่พุ่งขึ้นจากต้นปี 2556 อยู่ที่ 113 บาท ไปเป็นหุ้นละ 164.50 บาท ก็ส่งเสริมความมั่งคั่งของ “หมอเสริฐ” แบบทวีคูณ นอกจากนี้ “หมอเสริฐ” ยังถือ บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) จำนวน 125,800 หุ้น คิดเป็น 0.79% ราคา 29.75 บาท รวม 3.74 ล้านบาท เพื่อต่อยอดธุรกิจด้วย ทำให้พอร์ต “หมอเสริฐ” มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นในไตรมาส 1 “47,741.88 บาท” เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเงินลงทุนหุ้น 21,123.49 ล้านบาท

ทองมา ร่วงแชมป์ 3 ปีซ้อน

ส่วนอันดับ 2 “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์” หล่นจากเก้าอี้แชมป์หุ้น 3 ปีซ้อน (2553-2555) เนื่องจากปิดไตรมาส 1 “ทองมา” มีเพียงยอดการถือครองหุ้น บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) จำนวน 1,305,300,000 หุ้น 58.76% ราคา 30 บาท “รวมเป็นมูลค่า 39,159 ล้านบาท” ซึ่งแม้จะสูงกว่าปีก่อนที่มีมูลค่าพอร์ตอยู่ที่ 23,497.78 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะครองแชมป์ได้

ทั้งนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ “ทองมา” ต้องก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำ อาจเป็นผลมาจากการ “ลดสัดส่วนถือครองหุ้น” เนื่องจากในวันปิดสมุดทะเบียนล่าสุด พบว่า

“ทองมา” ไม่มีรายชื่อติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) และ บมจ.ซีฟโก้ (SEAFCO) เหมือนเช่นในปีก่อนแล้ว

สำหรับเศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ตกเป็นของ “คีรี กาญจนพาสน์” ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) ร่วงลงจากปีก่อนที่อยู่อันดับ 2 โดยการสำรวจครั้งนี้พบว่า “คีรี” ถือหุ้น BTS 3,964,048,573 หุ้น 36.01% ราคา 9.40 บาท รวมมูลค่า 37,262.06 ล้านบาท บมจ.บางกอกแลนด์ (BLAND) จำนวน 121,401,065 หุ้น คิดเป็น 0.68% ราคา 1.97 บาท รวมเป็นมูลค่า 239.16 ล้านบาท บมจ.วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) 5,885,090 หุ้น 1.96% ราคา 131.50 บาท รวม 773.89 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้คิดเป็นมูลค่าความมั่งคั่งจากการลงทุนหุ้นไตรมาส 1 ทั้งสิ้น “38,275.11 ล้านบาท” เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่า 23,456.07 ล้านบาท

 

 

มุมมองการแข็งค่าของเงินบาท

ในมุมมองของ นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยไทย เห็นว่า การแข็งค่าของเงินบาทเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการกำหนดราคาขายสินค้า และกำหนดราคาเปิดรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า

สิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามา ช่วยเหลือคือ เร่งเข้ามาดูแลและช่วยเหลือผู้ประกอบการในเรื่องส่วนต่างซื้อประกันความ เสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เพื่อทำให้การเจรจาการค้าไม่สะดุดกระทบกับคำสั่งซื้อไตรมาสสอง

ให้ ภาครัฐช่วยเพราะเอสเอ็มอีสายป่านสั้น แตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบน้อยเพราะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ โดยการซื้อประกันความเสี่ยงล่วงหน้า

ทั้งหมดคือ มองต่างมุมเรื่องบาท-อ่อนแข็ง มีทั้งฝ่ายได้และเสียประโยชน์ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ส่งออกทั้งรายเล็ก-กลาง-ใหญ่ ต้องมีการปรับตัวหันมาเน้นประสิทธิภาพการผลิตในลักษณะสินค้าเพิ่มมูลค่า รับเสรีการค้าตามข้อผูกพันที่กำลังจะเกิดขึ้นหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเสรีการค้าไทย-อียู ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี

ต้อง ปรับตัวเพราะการค้ากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคนโยบายการกำกับดูแลให้ เงินบาทอ่อนค่า เพื่อส่งเสริม เอื้อประโยชน์ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกไปในตลาดการค้าโลก มาเป็นการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกอย่างแท้จริง

หลายสำนักทั้งนักวิชาการ สำนักที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเศรษฐกิจ ประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับเดียวกับก่อนเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 จนทำให้ประเทศไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด

จริงอยู่เมื่อ บาทแข็งค่า ส่งออกในรูปดอลลาร์นำกลับเข้ามาแลกเป็นบาทได้เงินน้อยลงย่อมส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึงร้อยละ 60 ของจีดีพี

ส่งออกคือ หนึ่งในสี่ เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลงทุนภาครัฐ การใช้จ่ายในประเทศ และการลงทุนทางตรงจากนักลงทุนต่างชาติ

…ทว่า อีกด้านยังมีอีกมุมของเหรียญในมิติของผู้นำเข้า!!

ห้วง บาทแข็งค่าเป็นเวลาที่ดีสุดในการนำเข้าเครื่องจักรมาปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี การผลิตให้ทันสมัย และผู้นำเข้าประเภทสินค้าแบรนด์เนม ยังได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทจากต้นทุนนำเข้าในรูปดอลลาร์ที่ถูกลง

ซีพีแนะส่งออกปรับตัวผลิตสินค้า′มูลค่าเพิ่ม′

ราย แรก ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ปีก่อนหน้ามีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นร้อย 60% หรือส่งออกข้าวไปต่างประเทศ 6 แสนตัน ขายในประเทศ 4 แสนตัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจึงมีผลอย่างยิ่งกับการส่งออกของ ซี.พี อินเตอร์เทรด

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ สายธุรกิจข้าวและอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี เห็นว่า หากค่าเงินแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ 28 บาทต่อดอลลาร์ ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ แต่หากแข็งค่าขึ้นไปมากกว่านั้น จนไปแตะที่ระดับ 26-27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะส่งผลกระทบกับการส่งออกได้

สุเมธให้ข้อมูล เพิ่มเติมว่า ทุกๆ การแข็งค่าของเงินบาทจะทำให้ไทยสูญเสียเงินตราต่างประเทศ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี เทียบเคียงจากปีก่อนหน้าไทยมีการส่งออก 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยต่อเดือน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

สุเมธเห็นว่าเอกชนจึงควร ปรับตัวโดยการหันไปส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับที่ ซี.พี. อินเตอร์เทรด พยายามปรับเพิ่มมูลค่าโดยหันไปส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม ทั้งเส้น แป้ง และเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ในการเพาะปลูกข้าวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น

นอก เหนือจากการปรับตัว ปรับระบบการผลิตเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มแล้ว ช่วงบาทแข็งค่าสุเมธเห็นว่า ยังเป็นโอกาสดีในการนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งการมองหาโอกาสในการลงทุนต่างประเทศ ในประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าเงินอ่อนกว่าบาทและค่าแรงถูกกว่า ไทย เช่น เวียดนาม พม่า เป็นมาตรการเดียวกับที่ญี่ปุ่นนำมาใช้ช่วงการแข็งค่าของเงินเยนจาก 100 เยน เป็น 70 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อหลายปีก่อนหน้า

เมื่อพลวัตเศรษฐกิจ หลายด้านกำลังเปลี่ยนไป หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนและช่วยเหลือผู้ส่งออกอย่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ควรปรับบทบาทตามเช่นกัน

สิ่งที่ผู้ส่งออกรายใหญ่อย่าง ซี.พี. อินเตอร์เทรดอยากเห็นคือ การส่งเสริมให้เอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการค่าเงิน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ต่างชาติมาลงทุนในไทย และกฎเกณฑ์ในการปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ควรมีความยืดหยุ่นให้มากขึ้น

แบรนด์เนมยิ้มต้นทุนลด30%

มอง ในมุมผู้เสียประโยชน์จากผู้ส่งออกแล้ว มาดูเหรียญอีกด้านในมุมของผู้นำเข้ารายหลักที่นำสินค้าแบรนด์เนมทั้งเสื้อ ผ้า เครื่องหนัง จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง หรือซีเอ็มจี รวมทั้งผู้นำเข้าแบรนด์เนมที่ขายในสยามเซ็นเตอร์ สยามพารากอน และสยามดิสคัฟเวอรี่ เห็นว่าผู้นำเข้าจะได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าถูกลง และจะส่งต่อผลประโยชน์นี้ไปให้กับผู้บริโภคอีกต่อหนึ่งในเรื่องราคาสินค้า

ใน มุมมองของนายชาญชัย เชิดชูวงศ์ธนากร รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม สเปเชียล ลิตี้ จำกัด ผู้นำเข้าสินค้าลอฟท์จากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน อเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง จีน เห็นว่าการแข็งค่าของเงินบาทผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์ในแง่ต้นทุนนำเข้าถูกลง หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐตามที่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายได้ประเมินไว้ต้นทุนนำเข้าจะ ถูกลงถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงค่าเงิน 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ใน ส่วนนโยบายราคาของลอฟท์เอง ปล่อยยืดหยุ่นตามค่าเงินบาท หากเงินถูกต้นทุนต่ำราคาต่ำลง เช่นเดียวกับช่วงบาทอ่อนค่าต้นทุนนำเข้าแพง ราคาก็จะปรับเพิ่มตาม แต่เมื่อมีการหักลบ นำราคาช่วงบาทแข็งกับอ่อนมาถัวเฉลี่ยกันแล้ว ช่องว่างกำไรยังเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะสินค้านำเข้ายังมีต้นทุนในเรื่องภาษีที่ต้องจ่ายอีก เฉลี่ยประมาณ 30% ของนำเข้าหากขายแพง จะมีภาษีนำเข้าอีกรอบหากทำกำไรเยอะขายของไม่ได้ ปกตินำเข้ามาจะเสียภาษีประมาณ 30%

ประโยชน์เรื่องที่สอง ชาญชัยมองว่า ต้นทุนที่ถูกลง ยังเอื้อให้ผู้นำเข้าสามารถมองหาสินค้ารายการใหม่ เข้ามาทำตลาด เป็นทางเลือกของผู้บริโภค และจากนี้ไปโอกาสทางธุรกิจของญี่ปุ่นในไทยก็จะมีมากขึ้นเช่นเดียวกันเพราะ ไทยถือเป็นประเทศเป้าหมายในการขยายธุรกิจแบรนด์เนมหลังภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่น อยู่ในภาวะถดถอยและพยายามปรับแนวทางด้วยการไปลงทุนต่างประเทศ

ในมุม มองของชาญชัยยังเห็นว่า ต้นทุนนำเข้าที่ถูกลงจากบาทแข็งค่ายังช่วยเอื้อกับการท่องเที่ยว ราคาสินค้าที่ถูกลงเมื่อเทียบกับราคาของลอฟท์ในประเทศใกล้เคียงทำให้นักท่อง เที่ยวตัดสินใจซื้อสินค้าในเมืองไทยได้ง่ายขึ้น

เอสเอ็มอีวอนรัฐช่วยลดต้นทุนสู้บาทแข็ง

ถึง จะมีทั้งมุมได้เสีย ทว่า ในความเป็นจริงต้องเลือกในฝั่งที่เอื้อประโยชน์สูงสุด เรื่องแข็ง-อ่อนของบาทเช่นเดียวกัน เมื่อนำเรื่องจีดีพีเป็นตัวตั้งและส่งออกเป็นภาคหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยไปควบคู่กับอีก 3 เครื่องยนต์หลักข้างต้น ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกรายเล็ก สายป่านสั้นอย่างกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีคือธุรกิจรากฐานที่จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มีผลกับการ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยในอนาคต

คอนโดโตเร็วน่าลงทุน

นาย เกริกกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ธนาคารพาณิชย์แจงต้นทุนดอกเบี้ยแท้จริง และอาจเสียเปรียบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้น มองว่ากลุ่มลูกค้าเป็นคนละกลุ่มกัน ซึ่งกลุ่มลูกค้าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้นเป็นกลุ่มตลาดต่ำกว่าของ ธนาคารพาณิชย์ เป็น กลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริง จึงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก

นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายความเสี่ยง ธปท. กล่าวถึงกรณีที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยืนยันว่าภาวะตลาดไม่มีฟองสบู่ อย่างที่หลายฝ่ายกังวลว่าต้องฟังเสียงของผู้ประกอบการและทาง ธปท.เองไม่ได้มองแง่ร้ายไปทุกอย่าง เพราะการที่ผู้ประกอบการออกมายืนยัน แสดงว่าต้องมีข้อมูลที่ดี หรือต้องการสร้างบรรยากาศที่ดีแก่ธุรกิจ ซึ่งทาง ธปท.ก็ต้องฟังแบบมีน้ำหนักและเหตุผลประกอบ

นายสมบูรณ์กล่าวว่า ด้านแนวโน้มการซื้ออาคารชุดมาปล่อยเช่าต่อหรือเก็งกำไรเพิ่ม ขึ้นนั้น มองว่านักลงทุนอาจจะมีความชำนาญในเรื่องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์พอสมควร และต้องทราบถึงความรู้สึกของตลาด ซึ่งคนที่จะซื้อเพื่อเก็งกำไร ต้องมีเงินสำรองพอสมควร หากกู้มาเพื่อเก็งกำไร คงไม่คุ้มค่า โดย ธปท.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลในเรื่องนี้ เพื่อให้ได้สถานการณ์ที่แท้จริง

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่มีแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อบ้านหลังที่ 2 ว่า ขณะนี้ทาง ธปท.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลอยู่ ซึ่งยังไม่ดำเนินมาตรการใดจนกว่าข้อมูลจะเสร็จเรียบร้อย โดย ธปท.ย้ำให้ธนาคารพาณิชย์ควบคุมมาตรฐานในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย และแสดงความเป็นเรื่องการแข่งขันดอกเบี้ยบ้าน 0% เนื่องจากจะทำให้ลูกค้าไม่รู้ภาระดอกเบี้ยที่แท้จริง

“การออกมาแข่ง ขันดอกเบี้ย 0% สะท้อนว่าธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันปล่อยสินเชื่อมากจนไม่สามารถลดดอกเบี้ย ให้ต่ำกว่านี้ได้ ในการทำโปรโมชั่น จะมีเส้นแบ่งว่า ตลอดอายุโครงการปล่อยดอกเบี้ยต้องเป็นเท่าไหร่ โดยคิดจากค่าเฉลี่ย แล้วลดตรงนี้ เพิ่มตรงนั้น ในที่สุดแบงก์ก็จะได้ดอกเบี้ยที่ต้องการ และทำให้ลูกค้าไม่เห็นต้นทุนดอกเบี้ยที่แท้จริงและเข้าใจผิดคิดว่าดอกเบี้ย สินเชื่อบ้านที่ตัวเองได้รับ เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในตลาด” นายเกริกกล่าว

 

 

ยิ่งลักษณ์สั่งฟื้นฟูค่าเงินบาท

นาย บุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปลัดกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่าได้มีการนัดประชุมภาคเอกชนในวันที่ 17 เมษายนนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร้องเรียนปัญหาและเสนอแนะแนวทางที่ต้องการให้ กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลช่วยเหลือ แต่อย่างไรก็ตามจะยังไม่หารือถึงการทบทวนเป้าหมายการส่งออกที่ตั้งไว้ 8-9% นอกจากนั้นจะมีการรายงานการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนของไทยกับประเทศใน อาเซียน ซึ่งพบว่าเงินสกุลอื่นของประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ก็แข็งค่าเหมือนกัน และภาวะการส่งออกก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้แตกต่างกัน แม้ในแง่มูลค่าอาจได้รับผลกระทบจากค่าบาทแข็ง แต่ในแง่ปริมาณยังไม่ได้รับผลกระทบ

น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค บริษัท ศูนย์กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมากกว่า 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แม้จะเป็นการแข็งค่าที่เร็วแต่ยังอยู่ในพื้นฐานที่สามารถอธิบายได้ ทั้งเรื่องของเงินทุนไหลเข้า หรือการทำมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของทางธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือเงินทุนที่ไหลเข้ามาชำระค่ากองทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของค่าเงินบาทยังไปในทิศทางที่แข็งค่าได้ต่อเนื่อง และโอกาสที่จะกลับขึ้นมาอยู่เหนือ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐอาจจะเป็นไปได้ยากขึ้น
ปัญหา การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องลงมาแตะระดับ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ กระทั่งมีการคาดกันว่าอาจแข็งไปถึงระดับ 25-26 ต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนว ทางรับมือ โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปหารูปแบบการช่วยเหลือ

โดย เมื่อวันที่ 11 เมษายน นายสมชัย สัจจพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้มีประเทศต่างๆ ใช้นโยบายการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ เพื่อดูแลเศรษฐกิจมากขึ้น หากไม่มีแหล่งลงทุนอื่นที่จูงใจให้เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นเข้าไปลงทุน เพื่อผลตอบแทนที่ดีได้ เงินเหล่านั้นย่อมไหลเข้ามาลงทุนในไทย หากไม่มีการปรับสมดุลระหว่างเงินไหลเข้าและออก เงินที่เข้ามาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ย่อมเกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจ อีกทั้งยังจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ

นาย สมชัยกล่าวว่า การที่ประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 25-26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ต้องขึ้นกับขนาดของเงินทุนที่ไหลเข้ามา รวมถึงระยะเวลาด้วย ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะไปถึงหรือไม่ เพราะยังมีสมมติฐานน้อยเกินไป อย่างไรก็ตาม เงินบาทก็อาจแข็งค่าไปถึง 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ แต่ต้องใช้เวลายาวนานกว่านี้มาก ขณะเดียวกันก็มีเครื่องมือทางการเงินจะชะลอการไหลเข้าของเงินทุนได้ ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมีช่องทางดำเนินการได้ เพราะขณะนี้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ใช่ประเด็นหลัก ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็ไม่ได้น่ากลัว ภาวะฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จึงไม่ใช่ข้อจำกัดในการผ่อนปรนนโยบายการเงินอีกต่อไป ขณะที่กระทรวงการคลังก็จะทำภายใต้ข้อจำกัดที่มีเช่นกัน

นายสมชัยยัง กล่าวถึงการร่วมประชุมกับนายกฯเมื่อวันที่ 10 เมษายน ว่า นายกฯได้สั่งการให้ สศค.ศึกษาแนวทางการตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Ventur Capital) เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ด้วยการฟื้นกองทุนรวมลงทุนที่มีในปัจจุบันหลายกองทุน แต่ยังทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ นำมาปรับปรุงใหม่ โดยจะเร่งศึกษาแนวทางการร่วมลงทุนของกองทุนว่าควรมีขนาดกองทุนจำนวนเท่าใด การร่วมลงทุนทั้งของรัฐและเอกชน การศึกษาดูแนวทางการช่วยเหลือผ่านกองทุนของต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป เพื่อเข้าไปช่วยเหลือการก่อตั้งกิจการ การหาแหล่งเงินทุน และขยายกิจการจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อช่วยเหลือให้ครบวงจร โดยจะเร่งศึกษาให้ได้ข้อสรุปหลังเทศกาลสงกรานต์ เพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้

“นายกฯ แสดงความเป็นห่วงแนวโน้มค่าเงินบาทต่อเนื่อง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ยืนยันต่อที่ประชุมว่ายังสามารถดูแลค่าเงินบาท โดยจะทยอยปรับมาตรการดูแลจากระดับปานกลางไปจนถึงระดับเข้มข้น แต่คงไม่ถึงขั้นการใช้มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าโดยใช้มาตรการภาษี เพื่อไม่ให้ตลาดตื่นตระหนกมากจนเกินไป และเป็นการดูแลความเชื่อมั่นของตลาด” นายสมชัยกล่าว

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในวันที่ 19 เมษายน กระทรวงพาณิชย์จะเปิดตัวโครงการเอสเอ็มอีโปรเอ็กทีฟ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังประสบปัญหาแบกรับต้นทุนไม่ไหวผลกระทบจากค่าบาทแข็ง และขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำ หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนงานและอนุมัติการใช้งบประมาณปีละ 100 ล้านบาทต่อเนื่อง 3 ปี เพื่อผลักดันเอสเอ็มอีให้แข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ

นางศรีรัตน์ กล่าวว่า ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนโดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้เข้าไปดูแลเพราะมีผลต่อ ราคาสินค้าที่สูงขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการเจรจาขายสินค้าล่วงหน้า ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็กำลังประสบปัญหากรณีประเทศนำเข้าเพิ่มมาตรการกีด ดันการนำเข้า และประเทศที่ 3 เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าของไทยกับประเทศต่างๆ

“ในช่วงนี้ยังมีโอกาสเห็น ค่าเงินบาทแกว่งตัวอ่อนค่ากว่า 29.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเล็กน้อย เพราะอยู่ในช่วงที่บริษัทจดทะเบียนจ่ายเงินปันผลทำให้มีแรงซื้อดอลลาร์เข้า มามากขึ้น” น.ส.กาญจนากล่าว

น.ส.กาญจนากล่าวว่า การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทนับว่าแข็งค่ากว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งค่าเงินบาทที่แตะระดับ 29.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เท่ากับแข็งค่าขึ้น 5.4% จากปลายปีก่อน นับว่าแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคหากเทียบกับค่าเงินริงกิตมาเลเซียแข็งค่า ขึ้น 0.8% ค่าเงินรูเปียอินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 1.1% ขณะที่ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าไปแล้ว 12.9% ค่าเงินวอนเกาหลีใต้อ่อนค่าไป 5.8%

นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์ราย หนึ่งเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในวันที่ 11 เมษายน 2556 เปิดตลาดที่ระดับ 29.00-29.04 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทรงตัวจากวันก่อนที่ปิดตลาดในระดับ 29.01-29.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอยู่ในกรอบแคบๆ แต่มีการอ่อนค่าลงมาบ้างจากแรงซื้อดอลลาร์ของผู้ลงทุนทองคำ ขณะเดียวกันเงินดอลลาร์เริ่มแข็งค่าขึ้นจากแรงหนุนของที่ประชุมธนาคารกลาง สหรัฐ (เฟด) ที่อาจลดปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรหรือลดการทำคิวอีลงในช่วงต่อไป โดยค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 29.03-29.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแนวโน้มยังแข็งค่าต่อไปอีก

ปลัดกระทรวงการคลังเตรียมดูแลค่าเงินบาท

ในขณะที่กระทรวงการคลังจะเข้าไปดูแลในลักษณะการไหลเวียนของเงินทุน เช่น กรณีที่รัฐวิสาหกิจที่จะมีการกู้เงินต่างประเทศก็จะมีการลดการกู้เงินต่าง ประเทศ รวมถึงการรีไฟแนนซ์เงินกู้ต่างประเทศก่อนกำหนด โดยอาศัยจังหวะเงินบาทแข็งค่า ซึ่งปีนี้มีรัฐวิสาหกิจที่จะต้องชำระค่านำเข้าสินค้าต่างประเทศ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ก็จะมีการเร่งรัดในเรื่องนี้ รวมทั้ง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และ พ.ร.บ.การบริหารจัดการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทก็จะเป็นการกู้ในประเทศเป็นหลัก ขณะเดียวกันการออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังจะเน้นให้ประชาชนเข้าถึง พันธบัตรให้มากขึ้นเพื่อเป็นการดึงเงินออมให้มากขึ้น

ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการประชุมร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่ง ธปท.ได้มีการเตรียมมาตรการต่าง ๆ ไว้เพื่อดูแลแล้วหากเงินบาทแข็งค่ามากกว่านี้ไปจนถึงระดับหนึ่ง

 

“ถ้าเงินบาทแข็งค่า ณ จุดใดจุดหนึ่ง ก็จะมีการดำเนินการตามมาตรการที่มี ซึ่ง ธปท.ได้มีการเตรียมการไว้แล้ว” ปลัดกระทรวงการคลังกล่าว

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากและรวดเร็วเกินไปในระยะนี้ มีสาเหตุจากธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศมาตราการผ่อนคลายทางการเงินเหนือความคาด หมายของตลาด ทำให้มีปริมาณเงินไหลเข้ามามาก โดยผู้ว่าการ ธปท.รายงานว่ามีเงินไหลจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรและเป็นเงิน ลงทุนระยะยาว แต่ยอมรับว่าหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่านี้ ธปท.ก็พร้อมจะใช้มาตรการตามกระบวนการของ ธปท.ในการเข้าดูแล

 

 

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์เผยตัวเลขดัชนี

สำหรับ ด้านตลาดหุ้น นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยถึง ผลสำรวจความเห็นแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ของนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ รวม 17 แห่ง ครั้งที่ 1/56 ว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯในปีนี้อยู่ที่เฉลี่ย 1,704 จุด สูงสุดนับจากวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยมีนักวิเคราะห์ให้ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ระดับ 1,850 จุด และสิ้นปีนี้จะอยู่ที่เฉลี่ย 1,625 จุด

โดยปัจจัยบวกที่หนุนการลงทุน ได้แก่ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาท, การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 20% จากปัจจัยการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่งและการลงทุนภาคเอกชนและรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับการปรับการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขึ้นมาอยู่ที่ 4.9% พร้อมทั้งคาดปีนี้นักลงทุนต่างชาติจะซื้อสุทธิต่อเนื่องเฉลี่ย 2.7 หมื่นล้านบาท เป็นผลจากธนาคารกลางหลายประเทศอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินทั่วโลก

ปัจจัย เสี่ยงต่อการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หากดัชนีปรับขึ้น 1,700 จุด ค่าพี/อีของตลาดหุ้นปรับขึ้น 16 เท่า, ความเสี่ยงวิกฤตยูโรโซน และการเมืองไทย อาทิ ประเด็น พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทที่อาจล่าช้าหรือการตรวจสอบนายกรัฐมนตรี

นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 1/56 มูลค่าการซื้อขาย (วอลุ่ม) ตราสารหนี้ในตลาดรองอยู่ที่ 6.02 ล้านล้านบาท โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ยังเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น พันธบัตร ธปท. แต่มีนักลงทุนสนใจซื้อขายตราสารหนี้ (บอนด์) ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามคาดการณ์ของตลาดที่มองทิศทางอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศมีโอกาสปรับตัวลดลง ส่งผลให้มูลค่าซื้อขายตราสารหนี้ระยะยาวในตลาดรองมีมูลค่าวันละ 34,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนยอดถือครองตราสารหนี้รวมอยู่ที่ 8.64 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากสิ้นปีก่อน

ขณะที่การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไตรมาสแรกนี้ ยังมียอดซื้อสุทธิกว่า 2.81 แสนล้านบาท และ ณ สิ้น มี.ค.นี้ มียอดถือครองตราสารหนี้อยู่ที่กว่า 8.5 แสนล้านบาท เติบโต 20% จากสิ้นปีก่อนหน้าโดยการถือครองตราสารหนี้โดยต่างชาติ 73% เป็นตราสารหนี้ระยะยาว ส่วนความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ยังอยู่ในกรอบแคบ

“แนวโน้ม 3 ไตรมาสที่เหลือ น่าจะมีหุ้นกู้ใหม่ออก 3 แสนล้านบาท ถ้าไม่มี QE3 เงินต่างชาติยังไหลเข้ามาเรื่อยๆ และถ้าดอกเบี้ยคงที่ จะหนุนออกหุ้นกู้เพิ่มได้อีก 1-1.2 แสนล้านบาท”นายนิวัฒน์ กล่าว

ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ลดลง ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม 3 เม.ย.นี้ และยังมีแนวโน้มที่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยในระยะต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศจะร้อนแรงเพิ่มขึ้น

สำหรับคำแนะนำลงทุนหุ้นหรือกองทุนหุ้น ควรลดสัดส่วนเหลือ 40% ของมูลค่าพอร์ตลงทุน และเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นหรือกองหุ้นในต่างประเทศเป็น 12% โดยรอจังหวะตลาดปรับฐานลงและเลือกหุ้นพื้นฐานดีและมีผลตอบแทนเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ โดยกลุ่มหุ้นที่มีกำไรเติบโตดี 3 อันดับแรก คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เติบโตเฉลี่ย 37.41%, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์โตเฉลี่ย 33.42% และ 3.กลุ่มธนาคารพาณิชย์โต 24.84%