รีวิวหุ้นแบงค์ที่มีอนาคตเติบโต

ภาย ใต้ข้อตกลง จ่าย ปัจจุบันของพวกเขา ผู้บังคับบัญชา ธนาคาร มีศักยภาพในการ สร้างรายได้ มากที่สุดเท่าที่ 700 % ของ เงินเดือนของพวกเขา ใน โบนัสและ นายจ้าง ของพวกเขาได้รับการ scrambling เพื่อ หาวิธีที่จะ ให้ ข้อเสนอ จ่ายเงิน ที่มีศักยภาพ ของพวกเขา ในระดับ ดังกล่าว ต่อไปนี้ การแนะนำของ หมวกวันที่ 1 มกราคม ในปีนี้

รัฐบาล จะ ตรงข้ามกับการ จำกัด โบนัสและผู้ว่าราชการจังหวัด มาร์ค มวล ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ได้ กล่าวว่าเขาไม่ กลับ”หมวก โบนัส ดิบ ” แอนดรู เบลีย์ หัวหน้าของ ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ของ พรูเด็นเชีย ระเบียบ ผู้มีอำนาจ ได้เตือน ว่ามัน อาจนำไปสู่ การเพิ่มขึ้น £ 500m ใน ค่าใช้จ่าย เงินเดือนประจำ ที่ ธนาคารขนาดใหญ่

รางวัล ที่ได้รับ ส่วนแบ่ง เป็น ทางเลือกในการ เพิ่มขึ้น ของเงินเดือน ตรงไปตรงมาแต่อาจ ต้องเผชิญกับ การตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยการธนาคาร แห่ง ยุโรป ที่สร้าง แนวทาง สำหรับวิธีการที่ ระบอบการปกครองใหม่จะทำงานเมื่อมันมา มีผลบังคับใช้ สำหรับโบนัส ที่จ่าย ใน เวลาปี ตรวจสอบคาดว่าใน ช่วงครึ่งหลังของ 2014

ข้อ จำกัด ในการ ส่งผลกระทบต่อ โบนัสบุคคลที่ ถือได้ว่าเป็น การ และการจัดการ ความเสี่ยงและ ตาม EBAทุกคนที่ มีรายได้ มากกว่า 750,000 € ( £ 620,000 ) ในปีอาจจะรวม

การชำระเงิน ใหม่ จะอยู่ใน นอกเหนือจากการ เป็นผู้นำ ของธนาคาร จ่าย ขั้นพื้นฐาน เพราะ สหภาพยุโรป ที่มีการ จำกัด โบนัส 100% ของเงินเดือน – หรือ 200 % หาก ผู้ถือหุ้น อนุมัติ การชำระเงิน ขนาดใหญ่

ใหญ่ สี่ ธนาคารถนน สูงจะ ให้คำปรึกษา ของผู้ถือหุ้น เกี่ยวกับโบนัส สำหรับผู้บริหาร หัวหน้า ที่ตีวงเงิน 200 % พร้อมกับ การอภิปรายเกี่ยวกับ การชำระเงิน ส่วนแบ่ง เพิ่มเติมเพื่อ ว่าจะไม่มีการประชุมคณะกรรมการ ธนาคาร ในระดับ ชนชั้นสูง จะ แย่ลง เป็นผลมาจาก ฝาครอบ

ความคิดริเริ่มที่ ขู่ว่าจะ นำ ไป ดูถูก ทางการเมือง และประชาชน เกี่ยวกับการ อุตสาหกรรม ที่ ได้รับความเดือดร้อน อีก เป่า ชื่อเสียง ในเดือนนี้ เพิ่มขึ้น เมื่อ บาร์เคล โบนัส ของ พนักงาน โดย 10% ถึง £ 2.4bn แม้จะมี การรายงาน32% การลดลง ของผลกำไร

ความพยายามที่จะ รุก การ จำกัด การจ่ายเงิน มาเป็น พัน ของพนักงาน ธนาคาร ต้องเผชิญกับ การคุกคามของ ความซ้ำซ้อน

ของ สหราชอาณาจักร ที่ใหญ่ที่สุดของ ธนาคาร HSBC ในวันจันทร์ที่ จะกลายเป็น ผู้เล่นที่ ถนนสูง เป็นครั้งแรก ที่จะเปิดเผยรายละเอียดของ วิธีการที่จะ มีการจ่ายเงิน 200,000 พนักงาน โดยการ เผยแพร่รายงานประจำปี 500 หน้า ซึ่งมี จำนวนเงิน ที่แม่นยำ ที่จ่ายให้แก่ ผู้บริหารระดับสูง ของ จวร์ต กัลลิเวอร์ และผู้บริหาร ชั้นนำอื่น ๆ

HSBC คาดว่าจะ สรุป วิธีการ ที่จะ สวมหมวก โบนัสท่ามกลาง การเก็งกำไร ที่ กัลลิเวอร์ ยืน ที่จะได้รับ รางวัล ร่วมกัน ที่ด้านบน ของเงินเดือน ของเขา £ 1.2m

คู่ ของเขาที่ บาร์เคล , แอนโทนี เจนกินส์ และผู้บริหาร หัวหน้า เพื่อน ที่ ประกันตัว ออก ธนาคารลอยด์ กลุ่ม António Horta – Osório และ รอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ , รอสส์ แม็กอีแวน นอกจากนี้ยังมี แนวโน้มที่จะ ได้รับ ห่อ ของหุ้น ควบคู่ไปกับ เงินเดือนของพวกเขา ในช่วงหลายเดือน ที่ผ่านมา

ราย ละเอียดยังคงถูก ตอก ออก กับผู้ถือหุ้น แต่มัน เป็นความคิดที่ ธนาคารจะต้อง ยึดมั่นใน หุ้น เป็นเวลาอย่างน้อย สามปี – หรือห้า ในกรณี ของ บาร์เคลย์ – ก่อนที่พวกเขา สามารถขายได้ แผนการที่จะถูกนำไป ลงทุน ในการประชุม สามัญประจำปี ในฤดูใบไม้ผลิ

ท่ามกลาง ความคิดที่ ถูกกล่าว มี การชำระเงิน รายเดือน หรือรายไตรมาส ในหุ้น แต่ นักลงทุน ที่คาดว่าจะ เรียกร้องให้กำลังการผลิต รายได้ รวมของ ธนาคาร ด้านบน จะลดลง ในทางกลับกัน สำหรับ การชำระเงินเพิ่มเติม

โบนัสสำหรับ ปี 2013 จะไม่ได้ รับผลกระทบจาก หมวกและ RBS เป็น สัปดาห์หน้า คาดว่าจะจ่าย ออก โบนัส ของ ประมาณ£ 500m แม้จะมี การรายงาน ความสูญเสีย ของ £ 8BN และการปรับโครงสร้าง ขนาดใหญ่ ของการดำเนินงาน ของ บริษัท ซึ่งเป็น 81% เป็นของ ผู้เสียภาษีอากร

หมวก โบนัสจะบังคับให้ การแก้ไข จากเดิมอย่างสิ้นเชิง กับวิธีการ จ่ายเงิน ข้อเสนอ มีโครงสร้าง ที่ ย้ายออกจากโครงสร้าง ที่ซับซ้อน สามง่าม ของ เงินเดือนโบนัส ประจำปีและ แผนระยะยาว แรงจูงใจในการ โครงการ ที่คาดว่าจะ ประกอบด้วย เงินเดือน ค่า หุ้น และโบนัส

การควบรวมแรงงาน

แรงงานที่ ผิดปกติ มากที่สุดในอเมริกา ในวันนี้คือ รัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา นี่ คือวิธี ที่ดีที่ จะมี : สภาคองเกรส ชื่อ แต้ม Radel จาก ฟลอริด้าได้รับการสนับสนุน เงินในสภาคองเกรส ไปยังผู้รับ การทดสอบ ยาเสพติด ของ แสตมป์อาหาร หากคุณกำลัง ใช้ยาเสพติด ที่จะ ตัดสิทธิ์ท่าน จากการรับประทานอาหาร จุดประสงค์ของการ เรียกเก็บเงินที่จะ – ฉัน ไม่ทราบว่า จุดประสงค์ของการ เรียกเก็บเงินเป็น สิ่ง ที่ฉันต้องการ จะชี้ให้เห็น ว่านี่คือ Radel เป็น ตัวเอง ติดยาเสพติด (เขา ไป บำบัด ; ผู้ใช้ สาเหตุ ไม่ได้มักจะ ต้องมีการฟื้นฟู ยาเสพติด ) มี มากกว่า ประชด ที่นี่ คือ ที่ผมเห็น ความเจ้าเล่ห์ การหลอกลวง และ การขโมย ที่ซุ่มซ่อน อยู่ในหัวใจ ของ คนขาว ที่ นวลละออง จาก ฟลอริด้า ที่มี การรับรู้ของ ผู้รับ SNAPจะบิดเบี้ยว ลึกลับถ้าคุณ รู้ว่าสิ่งที่ ผมหมายถึง

ผมเคยเห็น ชนิดของ ความเจ้าเล่ห์ นี้ ในเวลาอื่น ๆ ในพื้นที่อื่น ๆ : โจมตี สิ่งที่คุณ จะต้อง หลีกเลี่ยง ความสงสัย สองhomophobics เสียง ของประชาชน มากที่สุดในอเมริกา มี คนที่อยู่ ตัวเอง รักร่วมเพศ หนึ่งคือ รอย Cohn ทนายความและ นักสืบ วุฒิสมาชิก โจเซฟ แม็กคาร์ ในระหว่าง การพิจารณา ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ของ ยุค 50 Cohn และ แมคคาร์ ที่กำหนดเป้าหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวนมากและ ตัวเลข ทางวัฒนธรรม ไม่เพียง แต่สำหรับ ผู้ต้องสงสัยว่า ฝักใฝ่ คอมมิวนิสต์ แต่ยังสำหรับ การรักร่วมเพศ ถูกกล่าวหา

อื่น ๆ ที่เป็นหัวหน้าของสำนักงานสืบสวนกลางแห่ง ( เอฟบีไอ )จากต้น จนตาย ของเขาในช่วง ระยะแรก ของ ริชาร์ด นิกสัน เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ เจ ภาพ ว่าตัวเองเป็น คนที่มี จริยธรรม เคร่งครัด เขา จำเป็นต้องมี ตัวแทน ของเขาเพื่อให้ ชีวิตส่วนตัว ของพวกเขา ส่งเสียงดังเอี้ สะอาด และชัดเจนของ หยั่งทราบ ทางเพศกับ ผู้หญิง เขาเก็บไว้ ใน แท็บ เพศ ประธานาธิบดี อเมริกัน หลายคนและ ใช้ ข้อมูล ที่มีอิทธิพลต่อ พวกเขา เขา ถือ การตั้งค่า ทางเพศของเขา เองเพื่อ รักษาอย่างใกล้ชิด ว่า มันไม่ได้จนกว่า หลังจากการตาย ของเขา ว่ามันเป็น มากขึ้นกว่าที่ ส่อเค้าว่า ฮูเวอร์ เป็นเกย์

แต้ม Radel พยายามชั้นเชิง เหนื่อย เก่า : โจมตี สิ่ง ที่คุณมีเพื่อเบี่ยงเบน ความสงสัย ครึ่งหนึ่งของ สมาชิกสภาคองเกรสสามารถ สงสัยว่า การใช้ ยาเสพติด ถ้า คุณตัดสิน จากพฤติกรรม ของพวกเขา มันเป็น เวลาที่พวกเขา จะได้รับ ยาเสพติด ที่ผ่านการทดสอบ ถ้า เรา เข้าแถว ทั้งหมด 535 สมาชิก ผมอยากจะ เริ่มต้นด้วยการ ที่ ส. บ้า ที่ ถูกกล่าวหาว่าเป็น เพื่อนร่วมงาน ของเธอเป็น คอมมิวนิสต์ – ฉันคิดว่า หลายคน จะยอมรับว่า เธอควร จะเป็นคน แรกที่จะ ฉี่ ในถ้วย 535, ฉันเดาว่า เกือบร้อย จะ สกปรก – น้อยกว่า ร้อยละ 15 เช่นเดียวกับใน ประชากรทั่วไป

สภาคองเกรสควรจะ นำ โดยตัวอย่างและ เริ่มต้น ความต้องการนี้ สำหรับตัวเอง หลังจากที่ทุก คน อเมริกัน ส่วนใหญ่จะเป็น ยาเสพติด ที่ผ่านการทดสอบ มัน จะถอนรากผลแอปเปิ้ล ที่ไม่ดีและ ได้รับการอนุมัติ ส่งเสริม ประชาชน นี่คือการ ย้ายใหญ่ หนึ่งที่ สภาคองเกรส สามารถทำได้เพื่อ ชนะกลับ อย่างน้อย การอนุมัติเจียมเนื้อเจียมตัว มันจะ ทุ่น วิญญาณ รัฐสภา และรัฐสภา ต่อไปจะได้รับ ในการทำงาน ฉันทั้งหมดสำหรับ การมีเพศสัมพันธ์ ยาเสพติดฟรี ทำให้ อเมริกา แข็งแกร่ง นักการเมือง ยาเสพติด การทดสอบ – ทั้งหมดของพวกเขา

มีงานจำนวนมาก ที่ คนงาน ยาเสพติดฟรี มีความสำคัญ เป็น ตำรวจ และ หน่วยงานดับเพลิง มา ถึงใจ ทันที แต่ มีคนอื่น ๆ : คนงาน ทางการแพทย์ ครูและ เจ้าหน้าที่ โรงเรียน เชฟ พ่อครัว และ คนงานก่อสร้าง นักบิน เครื่องบิน ที่สนามบิน และบุคลากร ผู้ปฏิบัติงาน ด้านการขนส่ง และอื่น ๆ

ผมเป็น ตัวนำ รถไฟใต้ดิน ที่มี ความรับผิดชอบในการ ชีวิตของหลายร้อย ของผู้โดยสาร งานของฉัน จำเป็นต้องใช้ สภาพแวดล้อมที่ ปราศจากยาเสพติด เมืองหลวงทางพิเศษ พัฒนาทดสอบ ยาเสพติดและ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ได้รับ เป็นระยะ ๆ และ เมื่อใดก็ตามที่ มี การเกิดอุบัติเหตุ โปรแกรม ที่เป็นที่รู้จัก กันทั่วไปว่าเป็น B.A.T. และ คนงานเรียกมันว่า ” เปิด ของคุณ ที่ ค้างคาว . ” เมื่อใดก็ตามที่ มีคำถาม ของความปลอดภัย ของประชาชนเอ็มที ล้าง ตัวเอง ของ ความรับผิด โดย ยาเสพติด การทดสอบ งาน ที่เกี่ยวข้อง หาก การทดสอบ ของคนงานกลับมา ใน ทางที่ไม่ดี กว่า เอ็มทีส่วนหนึ่ง อาจ ให้อภัย ตัวเอง ด้วยการยิง คนงานและ ขยับ ความรับผิดตามกฎหมาย ในการ ปฏิบัติงานที่ ผมทำงาน ในอาชีพ ของฉันทั้งหมด ภายใต้ระบบ ที่และ ออกจาก มันดังนั้น ฉันรู้วิธี การทดสอบดังกล่าว สามารถทำความสะอาด แรงงาน

กลุ่มแบงค์ฟันกำไรท้ายปี

แม้จะขยายสินเชื่อได้เข้าเป้าหมายแล้ว แต่ช่วงท้ายปีธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ก็จะยังเดินหน้าขยายพอร์ตสินเชื่อบ้านต่อเนื่อง โดยอาศัยกลยุทธ์จับมือกับดีเวลอปเปอร์เพื่อปล่อยกู้ทั้งพรีไฟแนนซ์และโพสต์ ไฟแนนซ์ แต่คงพิจารณาคัดเลือกเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อยที่อาจจะต้องเลือกกลุ่มที่มีรายได้สูงเป็นหลักเพื่อ คุมคุณภาพสินเชื่อ ท่ามกลางการแข่งขันที่ยังรุนแรงอยู่ เห็นจากบางแคมเปญในปัจจุบันให้ดอกเบี้ย 0% นาน 1-2 ปี และช่วงปลายปีก็เป็นจังหวะที่ดีเวลอปเปอร์ต้องเร่งปิดงบฯ จะเริ่มเห็นโปรโมชั่นส่งท้ายอีกเช่นกัน

นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กล่าวว่า ในจังหวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเพิ่มความเข้มงวดด้านมาตรฐานสินเชื่อบ้านให้เทียบเท่าระดับสากล โดยเสนอให้ลดสัดส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value-LTV) ลงมาอยู่ที่ 80% เท่ากันทุกกลุ่ม หรือเท่ากับดาวน์อย่างน้อย 20% จากปัจจุบัน LTV อยู่ที่ 90% สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยแนวราบ และ 95% สำหรับที่อยู่อาศัยแนวดิ่ง (คอนโดมิเนียม)

“ตอนเศรษฐกิจดี ปล่อยสินเชื่อในวงเงินสูงก็ไม่มีปัญหา แต่ตอนที่เศรษฐกิจแย่หรือชะลอตัว ปล่อยสินเชื่อในวงเงินสูงเกินไปจะทำให้เอ็นพีแอลเร่งตัวได้ ตอนนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณการเร่งตัวขึ้นบ้างแล้ว แม้จะไม่ได้เป็นปัญหาที่น่าเป็นกังวล แต่ส่วนตัวแล้วไม่อยากให้แบงก์เข้มงวดเป็นช่วง ๆ เท่านั้น ส่วนยอดสินเชื่อบ้านที่เติบโตค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมาเป็นอานิสงส์จากต้น ปีและปีก่อนหน้าที่ขยายตัวดี” นายกิตติกล่าว

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เป้าหมายสินเชื่อบ้านที่ปีนี้ธนาคารคาดว่าจะเติบโต 8% หรือมีมูลค่าสินเชื่อคงค้าง 2.3 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้ทำได้เกิน

เป้าหมายแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกค้าที่เคยจ่ายเกินค่างวดเยอะเริ่มหันมาจ่ายปกติหรือจ่ายเกินวงเงินเล็กน้อย สอดคล้องกับภาพรวมของตลาดช่วง 9 เดือนแรกที่สินเชื่อคงค้างขยายตัวได้ราว 7-9% แล้ว ทำให้มูลค่าสินเชื่อบ้านทั้งระบบขยับมาอยู่ที่ 2.35-2.4 ล้านล้านบาทแล้ว จากปลายปีที่แล้วอยู่ที่ 2.2 ล้านล้านบาท

“เป้าหมายช่วงปลายปีนี้ เรายังคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่อีก 1.4 หมื่นล้านบาท ฉะนั้นน่าจะต้องมีพอร์ตบางส่วนราว 5 พันล้านบาท ที่จะขายไปให้กับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เพื่อทำให้ธนาคารขยายสินเชื่อใหม่ได้เพิ่มขึ้นดังกล่าว” นายชาติชายกล่าว

ส่วนนางสาวดุษณี เกลียวปฏินนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านผลิตภัณฑ์เพื่อรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ขณะนื้ธนาคารขยายสินเชื่อได้ตามเป้าหมายทั้งปีแล้ว เนื่องจากความต้องการซื้อในช่วงที่ผ่านมาเติบโตค่อนข้างมาก สวนทางกับการบริโภคในประเทศที่ชะลอลง บวกกับดีเวลอปเปอร์ก็พัฒนาโครงการออกมาทำโปรโมชั่นร่วมกับธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีเช่นกัน

ทองทรุดแนะขายถือเงินสด

 

“มาตรการคิวอีอาจไม่ชะลอตัวลงในเดือนนี้ แต่อาจเริ่มชะลอตัวลงในเดือนธันวาคมแทน แต่ส่วนตัวคาดว่ามาตรการคิวอีอาจมีโอกาสชะลอตัวในเดือนนี้ เพราะมองว่าสถานการณ์เพดานหนี้จะผ่านพ้นไปได้ ซึ่งหากนโยบายทางการคลังดีขึ้น ความจำเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะซื้อพันธบัตรก็จะน้อยลง และมีโอกาสที่ตลาดทองคำจะร่วงแตะ 1,200-1,180 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนการลงทุนทองคำในช่วงเดือน 1-2 เดือนนี้ แนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ตทองคำเหลือ 10-15% เพื่อกลับไปถือเงินสดหรืออาจจะไปลงทุนในตลาดหุ้นแทน” นายกมลธัญกล่าว

นายกมล ธัญกล่าวว่า จากการรวบรวมตัวอย่างจากผู้ค้าส่งทองคำรายใหญ่ และผู้ประกอบกิจการนายหน้าการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคา ทองคำ จำนวน 11 ตัวอย่าง เชื่อว่า ราคาทองคำในตลาดโลกช่วงเดือนตุลาคม โดยรวมน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,200-1,440 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศจะเคลื่อนไหวระหว่าง 18,200-20,900 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ

ทั้งนี้  การเพิ่มทุนในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นหลัก คือ บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) และกลุ่มเจ้าหนี้สถาบันการเงิน  โดยการเพิ่มทุนในส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 มีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2556  นี้ สำหรับส่วนที่ 3  กำหนดแล้วเสร็จภายในมีนาคม 2557 นายชัยวัฒน์ กล่าว.ฟ

และ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ทั้งในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่กำลังจะเกิดขึ้น ตลอดจนเพื่อเป็นการรองรับโอกาสในการให้บริการการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ซึ่งจะเชื่อมต่อกับสายสีน้ำเงินปัจจุบัน รวมถึงรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ที่จะเปิดประมูลในอนาคต  คณะกรรมการของบริษัทฯ จึงได้มีมติเพิ่มทุน 8,550 ล้านบาท เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2556  โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย  ส่วนที่ 1 เป็นการเสนอขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering) จำนวน  2,000 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 2,000 ล้านบาท ที่อัตราส่วน 5.975 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่  เพื่อใช้สำหรับยกระดับและปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการ   การจัดซื้อระบบรถไฟฟ้า  ตลอดจนดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆ ในธุรกิจ  ส่วนที่ 2 และส่วนที่ 3 เป็นการเสนอขายหุ้นให้บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) คือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) จำนวน 4,200 ล้านหุ้น และเจ้าหนี้สถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย  ทหารไทย กรุงศรีอยุธยา และธนชาต จำนวน 2,350 ล้านหุ้น  ในสัดส่วนราคาหุ้นละ 1 บาท รวมจำนวน 6,550 ล้านบาท เพื่อชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมและดอกเบี้ยค้างชำระ  โดยบริษัทฯ มีกำหนดจัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2556 ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 นี้
 

 

เงินร้อนไหลเข้าไทย

 

ทั้งนี้ “สุธาศินี นิมิตกุล” ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและกำกับการแลกเปลี่ยนเงิน ธปท. ระบุว่า ธปท. ได้เสนอแผนเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อส่งเสริมการออกไปลงทุนต่างประเทศไปให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผ่อนเกณฑ์ให้ไปลงทุนต่างประเทศง่ายขึ้น อาทิ เปิดเสรีสำหรับวงเงินของบุคคลธรรมดาที่ออกไปลงทุนโดยตรง หรือไม่จำกัด จากเดิมกำหนด 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี การเปิดให้รับฝากเงินในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) แบบมีภาระผูกพันได้อย่างเสรี จากเดิมกรณีมีภาระผูกพัน นิติบุคคลมียอดคงค้างที่ 100 ดอลลาร์ และไม่มีภาระผูกพันที่ 5 แสนดอลลาร์

 

ยัง มีการเปิดให้มีการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Unwind Hedging) อย่างเสรี สำหรับธุรกรรมที่มี Underlying กรณีลงทุนโดยตรง และเงินกู้กิจการในเครือ จากเดิมอนุญาตแค่การทำ Unwind เฉพาะค่าสินค้าและบริการ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอการผ่อนคลายคุณสมบัติของธุรกิจและผู้รับอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อ ขายแลกเปลี่ยนเงินตรา (MC/MT) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ผู้ประกอบการ จากเดิมกำหนดรับซื้อเงินตราไม่จำกัด แต่ขายเงินตราได้ไม่เกิน 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง และสุดท้าย การอนุญาตถือเงินสดข้ามแดนประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น เป็น 2 ล้านบาทต่อคน จากเดิมที่กำหนดเพียง 5 แสนบาทต่อคนเท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี การออกมาตรการเหล่านี้ ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือจากฟากกระทรวงการคลังทั้งสิ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

 

ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ยังคงเป็น “หนังยาว” ที่ต้องติดตามว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลังจะเห็นพ้องต้องกันในการออกมาตรการใดมาดูแล ซึ่งในระหว่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ กระแสเงินทุนไหลเข้า (ฟันด์โฟลว์) ก็ยังคงเป็นปมปัญหาสำคัญที่รอการแก้ไข แม้ข่าวลือการออกมาตรการ “สกัดเงินร้อน” จะช่วยสกัด “นักเก็งกำไร” ได้ระดับหนึ่ง จนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจนใกล้ 30 บาทต่อดอลลาร์ จากที่เคยทำสถิติแข็งค่าสูงสุดที่ 28.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.แต่ด้วยความน่าสนใจของเศรษฐกิจภูมิภาคนี้ จึงมีการคาดการณ์กันว่า หากรัฐไม่มีมาตรการใดออกมา เงินบาทก็จะกลับมาแข็งค่ามากขึ้นอีก

 

เช่นเดียวกับ “เกาหลีใต้” ที่ใช้มาตรการเก็บภาษี (Levy) จากหนี้ต่างประเทศภาคธนาคาร โดยมีแนวคิดว่า “ยิ่งกู้สั้นยิ่งเสียภาษีมาก” ซึ่งเก็บแบบขั้นบันได คืออายุสัญญาไม่เกิน 1 ปี จะเก็บ 0.2% ของวงเงินกู้ อายุ 1.3 ปี เก็บ 0.1% อายุ 3-5 ปี เก็บ 0.05% และอายุ 5 ปี เก็บ 0.02% ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงินตราต่างประเทศที่มีอายุสัญญายาวขึ้นให้สอดคล้องกับการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward) ซึ่งมาตรการนี้ IMF วิเคราะห์ว่า มีผลไม่มากเพราะเก็บภาษีค่อนข้างต่ำ แต่การกู้ยืมเงินต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ลดลงอย่างชัดเจน และการกำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศต้องลงทะเบียนเพื่อลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ก็ช่วยให้สามารถติดตามพฤติกรรมการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ด้าน “อินเดีย” มีการออกมาตรการกำกับดูแลการลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติคล้ายกับเกาหลีใต้ แต่เข้มงวดกว่า คือกำหนดให้ต้องลงทะเบียนก่อนลงทุน พร้อมกำหนดโควตาเงินลงทุนต่างชาติสำหรับนักลงทุนสถาบันให้ลงทุนตราสารรัฐบาลได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และต่อมากำหนดให้ลงทุนได้ไม่เกิน 25 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงลงทุนในตราสารเอกชนได้ไม่เกิน 51 พันล้านดอลลาร์

แม้ว่า ณ เวลานี้ ธปท.จะส่งมาตรการไปถึงมือ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังแล้ว แต่ก็ดูเหมือนยังไม่เป็นที่ “ถูกใจ” ของขุนคลังนัก แต่ฟาก ธปท.เองก็พยายามหยิบยกมาตรการต่าง ๆ มานำเสนอ อย่างล่าสุด มีการออกรายงานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลดแรงกดดันอัตราแลกเปลี่ยน สกัดเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ (Capital Control) โดยเป็นการหยิบยกตัวอย่างจากต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.มองว่าเป็นมาตรการที่เคย “ใช้ได้ผลเป็นที่ยอมรับ” และไทยยังไม่เคยนำมาใช้

“มาตรการ Capital Control เพื่อสกัด “เงินร้อน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็น “ตลาดเกิดใหม่” มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีการหยิบยกมาตรการดังกล่าวออกมาพูด เพราะ IMF มองว่าเป็นมาตรการที่ได้ผล และเป็นทางเลือกหนึ่งของแต่ละประเทศในการดูแลเงินทุนไหลเข้าออกประเทศ โดยจะใช้มาตรการดังกล่าว ก็ต่อเมื่อนโยบายการเงินการคลังตามปกติ ไม่สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินได้”

ตัวอย่างแรก กรณีประเทศ “อินโดนีเซีย” ที่เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศอย่างหนักเมื่อปี 2552 จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีและดอกเบี้ยนโยบายที่สูงถึง 6.5% จึงจูงใจนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารกลางอย่างมาก และมีการเทขายทำกำไรเป็นระยะ ค่าเงินรูเปียห์จึงผันผวนมาก ในเดือน มิ.ย.2553 ทางการจึงประกาศใช้มาตรการกำหนดระยะเวลาการถือตราสารหนี้ขั้นต่ำ ให้ผู้ลงทุนต้องถือตราสารอย่างน้อย 1 เดือน จึงจะขายได้ (และต่อมาเพิ่มเป็น 6 เดือน)

 

สินเชื่อพุ่งจนน่าห่วง

 

ส่วนปัจจัยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย พบว่าในปี 2555 มีอัตราอยู่ที่ 2.3% ลดลงจากปี 2554 ที่มีเอ็นพีแอลอยู่ที่อัตรา 2.4% ขณะที่สถาบันการเงินมีการกลั่นกรองลูกค้าอย่างดี จึงยังไม่เห็นการกู้ยืมเงินเพื่อเก็งกำไร ปัจจัยสุดท้าย บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยังมีส่วนของทุนสูง สามารถรองรับปัญหาและสภาพคล่องได้ดีกว่า

 

นายชาติชายกล่าวเพิ่มเติมถึง หนี้เอ็นพีแอลของสินเชื่อประเภทอื่นว่า สินเชื่อรถมีเอ็นพีแอล 1.4% สินเชื่อบัตรเครดิตมีเอ็นพีแอล 1.9% และสินเชื่อส่วนบุคคลมีสัดส่วน 3%


“ปีที่แล้ว ยอดสินเชื่อบ้านเติบโตประมาณ 11% หรือประมาณ 2.26ล้านล้านบาท แต่ปีนี้ธนาคารคาดว่าตลาดรวมสินเชื่อบ้านจะโตลดลงอยู่ที่ 8.5% หรืออยู่ที่ประมาณ 2.45 ล้านล้านบาท ขณะที่ปีที่แล้วสินเชื่อบ้านโต 11% หรืออยู่ที่ 2.26 ล้านล้านบาท จากที่ธนาคารได้ประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด โดยภาพรวมพบว่ายังไม่มีสัญญาณฟองสบู่ที่ชัดเจน”

นายชาติชาย กล่าวว่า ธนาคารได้ประเมินสถานการณ์ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่พบปัญหาของด้านอุปทานที่อยู่อาศัยที่มีมากเกินความต้องการ ส่วนราคาขายที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาที่ดินในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีการปรับเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 10.5% ส่งผลให้ดีเวลอปเปอร์ซื้อที่ดินมาในราคาสูง

 

การแก้ปัญหาเงินบาทแข็ง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้แจงในคราวเดียวกันว่า ปัจจุบันหนี้ต่างประเทศของทั้งรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งในสถานการณ์บาทแข็งค่า กระทรวงการคลังก็ได้พยายามผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ชำระหนี้ให้เร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถคืนหนี้ได้เร็วทั้งหมด เนื่องจากติดสัญญาโดยเฉพาะสัญญาเงินกู้ระยะยาวมักจะชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ไม่ได้

“ปัจจุบันกระทรวงการคลังใช้โอกาสที่บาทแข็ง คืนหนี้ต่างประเทศให้เร็วขึ้น โดยเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ได้จ่ายคืนหนี้ไจก้าไป 13,000 ล้านบาท และมีแผนจะจ่ายคืนหนี้รัฐบาลในปีนี้ทั้งหมด 22,000 ล้านบาท ส่วนของรัฐวิสาหกิจก็ต้องไปจูงใจเขาต่อไป” นายเอกนิติกล่าว

ด้าน แหล่งข่าวจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2556 นี้คลังมีแผนชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ของรัฐวิสาหกิจกับเจ้าของแหล่งเงิน คือ องค์กรการเงินระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) เป็นวงเงินรวมกว่า 2.48 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 1.21 หมื่นล้านบาท

การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กว่า 3.78 พันล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กว่า 5.6 พันล้านบาท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) อีกกว่า 2.27 พันล้านบาท

ทั้งนี้ จะใช้วิธีกู้เงินบาทไปชำระหนี้เงินเยนดังกล่าว เพื่อปิดความเสี่ยงที่จะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยผ่อนคลายแรงกดดันสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าในขณะนี้ด้วย

 

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องความคืบหน้าการแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นการตอบคำถามของกรรมาธิการฯถึงเรื่องการใช้หนี้ต่างประเทศในเวลาที่ เงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นวิธีบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายวิธีหนึ่งว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ประสานกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และรัฐวิสาหกิจที่ต้องการชำระคืนหนี้ต่างประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการชำระหนี้ล่วงหน้าหรือชำระหนี้ตามกำหนด โดยหน่วยงานเหล่านี้จะแจ้งมาให้ ธปท.จัดซื้อดอลลาร์ให้อยู่เป็นระยะ ๆ

“แม้ ในเวลานี้จะยังไม่มีหนี้ก้อนใหญ่ที่มีการชำระ เนื่องจากบางหน่วยงานต้องรอหาเงินบาทมาแลกซื้อดอลลาร์ แต่เมื่อเขาหาเงินบาทมาได้แล้วก็จะแจ้งมาที่ ธปท.ให้จัดการซื้อดอลลาร์ให้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำอยู่เป็นระยะ ๆ และข้อมูลเหล่านี้เป็นที่ทราบกันอยู่ระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นอีกข้อมูลที่ใช้ในการบริหารจัดการเงินไหลเข้า-ไหลออก” นางจันทวรรณกล่าว

ทั้งนี้ การชำระหนี้ต่างประเทศเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำดอลลาร์เข้ามาและเป็นการ ปฏิบัติตามปกติ แต่การบริหารตลาดเงินให้มีความสมดุลระหว่างเงินบาทกับเงินดอลลาร์ยังจำเป็น ต้องอาศัยส่วนอื่น ๆ ประกอบด้วย อาทิ การกระตุ้นให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งนำเข้าสินค้าทุนและ วัตถุดิบ

 

นอก จากนี้ยังกล่าวด้วยว่า ล่าสุด ณ วันที่ 3 เม.ย. ทาง รฟม.ได้ชำระหนี้ล่วงหน้า (Pre-paymant) เงินกู้สกุลเยนไป 2 สัญญา วงเงินรวม 30,400 ล้านเยน หรือประมาณ 9,230 ล้านบาท

“การชำระคืนหนี้ต่าง ประเทศล่วงหน้านั้นมีการดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2556 หรือปลายปี 2555 โดยในส่วนหนี้ของรัฐบาลที่เป็นเงินกู้จากไจก้ามีการชำระล่วงหน้าไป 13 สัญญา วงเงินประมาณ 10,280 ล้านเยน ทำให้ประหยัดภาระดอกเบี้ยไปได้ 1,082 ล้านบาท ตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ย. 2555″ แหล่งข่าวกล่าว

สินเชื่อโตทะลุ สามหมื่นล้าน

 

ด้านนางสาวสุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจสินเชื่อบุคคล บมจ.บัตรกรุงไทย (เคทีซี) กล่าวว่า ต้นเดือน มิ.ย.นี้ เคทีซีก็มีแผนจะออกแคมเปญใหม่มาเพิ่มเติมสำหรับสินเชื่อวงเงินหมุนเวียน KTC Cash Revolve ซึ่งรับช่วงต่อกับแคมเปญ “เคลียร์หนี้ ซีซั่น 2″ ที่กำลังจะหมดลงในกลางเดือน พ.ค. ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่ประสบความสำเร็จมากตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกใน ปลายปีที่แล้ว และต้องขยายเป็นซีซั่น 2 ที่เพิ่มการจับรางวัลเคลียร์หนี้ให้เป็น 3 รอบ ตอบโจทย์ทั้งในแง่พฤติกรรมลูกค้าและคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น

นางสาวสุดาพร กล่าวถึงการขยายตลาดปีนี้ว่า เคทีซีตั้งเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 6% จากมูลค่าพอร์ตสินเชื่อประมาณ 1.34 หมื่นล้านบาท และเน้นขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 1 แสนราย จากปัจจุบัน 6.4 แสนราย เน้นลูกค้ากลุ่มระดับกลางขึ้นไป มีรายได้ประจำตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ซึ่งที่ผ่านมาก็พิจารณาสินเชื่อค่อนข้างเข้มงวด อัตราการอนุมัติประมาณ 35% เท่านั้น ส่วนลูกค้าเองก็จะเน้นใช้ในส่วนที่จำเป็น อัตราการเบิกใช้วงเงินประมาณ 50% ของวงเงินที่อนุมัติไป จึงถือว่าโดยรวมแล้วไม่ได้เสี่ยงมากนัก

บัตรกดเงินสดระอุ แบงก์ใหญ่อัดโฆษณา-แคมเปญ ปูพรมตลาดไตรมาส 2 เจาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน มีวงเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ตั้งเป้าโตกระฉูด ย้ำคัดเข้มคุณภาพลูกค้า คุมภาระหนี้-วงเงิน-เสริมโปรโมชั่นสร้างวินัยลูกค้า

นางสาวอารยา ภู่พานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารเพิ่งออกภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่เพื่อโปรโมตสินเชื่อบัตรกดเงินสด Speedy Cash เน้นขยายตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นที่ต้องการวงเงินสินเชื่อเผื่อความจำเป็นใช้ฉุกเฉิน เน้นกลุ่มที่มีรายได้ตั้งแต่ 15,000-30,000 บาท/เดือน ซึ่งสามารถอนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 1 วัน และโอนเงินวันถัดไป หรือออกบัตรกดเงินสดให้ลูกค้าได้ภายใน 3 วัน ตอบโจทย์การใช้งานได้รวดเร็ว

“สินเชื่อกลุ่มนี้เราทำตลาดมาพอสมควร ที่ผ่านมาใช้ช่องทางสาขาและเทเลมาร์เก็ตติ้งเป็นหลัก ซึ่งเราก็อยากได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัดที่ยังไม่ค่อยทราบว่าธนาคารมีสินเชื่อแบบไม่ต้องมีหลักประกัน ก็ต้องสร้างการรับรู้เพิ่มขึ้น รวมถึงมีแคมเปญดอกเบี้ย 0% ช่วง 2 เดือนแรกให้แก่ลูกค้าด้วย”

พร้อมกับยอมรับว่าการอนุมัติสินเชื่อนี้เข้มงวดพอสมควร โดยจะพิจารณาจากรายได้ ความสามารถและพฤติกรรมการชำระหนี้จากฐานข้อมูลของเครดิตบูโร ที่ผ่านมาอัตราการอนุมัติสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 30% เท่านั้น และคุมคุณภาพหนี้ด้วยการให้วงเงินที่เหมาะสม ไม่สูงเกินไป ทำให้เอ็นพีแอลอยู่ที่ประมาณ 2% จึงถือว่าดีมาก ส่วนโอกาสที่จะขยายสินเชื่อนี้ก็ยังมีค่อนข้างมาก เพราะพอร์ตยังเล็ก โดยตั้งเป้าหมายขยายฐานลูกค้าปีนี้ให้เป็น 9 แสนราย และพอร์ตสินเชื่อคงค้างน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เติบโต 30%

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ล่าสุดธนาคารเพิ่งออกแคมเปญพิเศษ “มีวินัย จ่ายคืนดี ลดดอกเบี้ยสูงสุด 12% ต่อปี” เพื่อมาขยายฐานลูกค้าใหม่ที่สมัครบัตรกดเงินสด K-Express Cash ซึ่งจะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยลงเดือนละ 1% ทุกเดือน เป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 12 รอบบัญชี หรือเท่ากับลดดอกเบี้ยลงไปสูงสุด 12% ต่อปีจากปกติ ทั้งนี้ ลูกค้าจะต้องมียอดคงค้าง ณ วันตัดรอบบัญชีไม่น้อยกว่า 50% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ และชำระตรงเวลาด้วย

“เราพยายามสนับสนุนในแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เป็นห่วงเรื่องภาระหนี้ครัวเรือน แคมเปญที่ออกมาก็พยายามส่งเสริมให้ลูกค้ามีวินัย และไม่กระตุ้นให้สร้างหนี้โดยไม่จำเป็น แต่เน้นเป็นวงเงินเผื่อฉุกเฉิน ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าราว 8 แสนราย มูลค่าพอร์ตสินเชื่อคงค้างประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท และธนาคารก็ยังมองว่าตลาดนี้มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยตั้งเป้าหมายขยายฐานสินเชื่อในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 47%” นายชาติชายกล่าว

 

ไทยพาณิชย์ จ่ายปันผล เพิ่มขึ้น

สำหรับภาวะการลงทุนในครึ่งปีหลังของปี 2556 คาดว่าตลาดหุ้นไทยโดยรวมยังคงมีทิศทางเป็นขาขึ้น โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ และการกระจายความเจริญสู่ต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้งการเป็นศูนย์กลางการขยายการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ความคืบหน้าของการลงทุนจากภาครัฐซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านบาทจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น จึงทำให้หลายบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าวมีอัตราการเติบโตของ ผลกำไรในระดับสูงได้ต่อเนื่อง    เมื่อประกอบกับสภาพคล่องทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง  และความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวดีขึ้น จากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว คาดว่าการลงทุนในหุ้นยังจะได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ

 

อย่างไร ก็ตาม การลงทุนในตลาดทุนมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด  ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและประเทศจีนที่อาจจะไม่เป็นไปตามคาด  ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศแถบยุโรปที่ปัญหาหนี้สาธารณะสูงยังไม่ได้รับการแก้ไข อย่างเบ็ดเสร็จ  การเมืองภายในประเทศ     และความกังวลเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ สำหรับป้องกันการแข็งค่าของเงินบาท   ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะการลงทุนมีความผันผวนเป็นระยะ

 

นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทฯ เตรียมจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยที่ลงทุนในกองทุนหุ้นจำนวน 1 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนปันผล (SCBDV) สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2555  ถึง 26 เมษายน 2556 ในอัตราหน่วยละ 2 บาท สำหรับการจ่ายเงินปันผลในครั้งนี้คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 12.30% เมื่อเทียบกับมูลค่าหน่วยลงทุน ณ วันที่ 26 เมษายน 2556 ซึ่งอยู่ที่ 16.28บาท/หน่วย โดยจะจ่ายให้กับผู้ถือหน่วยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 รวมเป็นเงินประมาณ  372 ล้านบาท

 

นางโชติกา กล่าวว่า กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนปันผล จะคัดเลือกลงทุนหุ้นที่มีอัตราการเติบโตในระดับปานกลาง-สูง  ฐานะการเงินแข็งแรง สามารถจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ทั้งนี้กองทุนดังกล่าวมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน อยู่ที่ 15.08% (เดือน ก.พ.-เม.ย. 56)   และจ่ายเงินปันผลรวมนับแต่ก่อตั้งในปี 2546 ไปแล้วถึง 12.93 บาท/หน่วย

 

 

มุมมองการแข็งค่าของเงินบาท

ในมุมมองของ นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยไทย เห็นว่า การแข็งค่าของเงินบาทเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการกำหนดราคาขายสินค้า และกำหนดราคาเปิดรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า

สิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามา ช่วยเหลือคือ เร่งเข้ามาดูแลและช่วยเหลือผู้ประกอบการในเรื่องส่วนต่างซื้อประกันความ เสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เพื่อทำให้การเจรจาการค้าไม่สะดุดกระทบกับคำสั่งซื้อไตรมาสสอง

ให้ ภาครัฐช่วยเพราะเอสเอ็มอีสายป่านสั้น แตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบน้อยเพราะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ โดยการซื้อประกันความเสี่ยงล่วงหน้า

ทั้งหมดคือ มองต่างมุมเรื่องบาท-อ่อนแข็ง มีทั้งฝ่ายได้และเสียประโยชน์ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ส่งออกทั้งรายเล็ก-กลาง-ใหญ่ ต้องมีการปรับตัวหันมาเน้นประสิทธิภาพการผลิตในลักษณะสินค้าเพิ่มมูลค่า รับเสรีการค้าตามข้อผูกพันที่กำลังจะเกิดขึ้นหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเสรีการค้าไทย-อียู ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี

ต้อง ปรับตัวเพราะการค้ากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคนโยบายการกำกับดูแลให้ เงินบาทอ่อนค่า เพื่อส่งเสริม เอื้อประโยชน์ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกไปในตลาดการค้าโลก มาเป็นการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกอย่างแท้จริง

หลายสำนักทั้งนักวิชาการ สำนักที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเศรษฐกิจ ประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับเดียวกับก่อนเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 จนทำให้ประเทศไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด

จริงอยู่เมื่อ บาทแข็งค่า ส่งออกในรูปดอลลาร์นำกลับเข้ามาแลกเป็นบาทได้เงินน้อยลงย่อมส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึงร้อยละ 60 ของจีดีพี

ส่งออกคือ หนึ่งในสี่ เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลงทุนภาครัฐ การใช้จ่ายในประเทศ และการลงทุนทางตรงจากนักลงทุนต่างชาติ

…ทว่า อีกด้านยังมีอีกมุมของเหรียญในมิติของผู้นำเข้า!!

ห้วง บาทแข็งค่าเป็นเวลาที่ดีสุดในการนำเข้าเครื่องจักรมาปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี การผลิตให้ทันสมัย และผู้นำเข้าประเภทสินค้าแบรนด์เนม ยังได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทจากต้นทุนนำเข้าในรูปดอลลาร์ที่ถูกลง

ซีพีแนะส่งออกปรับตัวผลิตสินค้า′มูลค่าเพิ่ม′

ราย แรก ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ปีก่อนหน้ามีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นร้อย 60% หรือส่งออกข้าวไปต่างประเทศ 6 แสนตัน ขายในประเทศ 4 แสนตัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจึงมีผลอย่างยิ่งกับการส่งออกของ ซี.พี อินเตอร์เทรด

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ สายธุรกิจข้าวและอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี เห็นว่า หากค่าเงินแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ 28 บาทต่อดอลลาร์ ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ แต่หากแข็งค่าขึ้นไปมากกว่านั้น จนไปแตะที่ระดับ 26-27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะส่งผลกระทบกับการส่งออกได้

สุเมธให้ข้อมูล เพิ่มเติมว่า ทุกๆ การแข็งค่าของเงินบาทจะทำให้ไทยสูญเสียเงินตราต่างประเทศ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี เทียบเคียงจากปีก่อนหน้าไทยมีการส่งออก 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยต่อเดือน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

สุเมธเห็นว่าเอกชนจึงควร ปรับตัวโดยการหันไปส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับที่ ซี.พี. อินเตอร์เทรด พยายามปรับเพิ่มมูลค่าโดยหันไปส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม ทั้งเส้น แป้ง และเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ในการเพาะปลูกข้าวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น

นอก เหนือจากการปรับตัว ปรับระบบการผลิตเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มแล้ว ช่วงบาทแข็งค่าสุเมธเห็นว่า ยังเป็นโอกาสดีในการนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งการมองหาโอกาสในการลงทุนต่างประเทศ ในประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าเงินอ่อนกว่าบาทและค่าแรงถูกกว่า ไทย เช่น เวียดนาม พม่า เป็นมาตรการเดียวกับที่ญี่ปุ่นนำมาใช้ช่วงการแข็งค่าของเงินเยนจาก 100 เยน เป็น 70 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อหลายปีก่อนหน้า

เมื่อพลวัตเศรษฐกิจ หลายด้านกำลังเปลี่ยนไป หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนและช่วยเหลือผู้ส่งออกอย่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ควรปรับบทบาทตามเช่นกัน

สิ่งที่ผู้ส่งออกรายใหญ่อย่าง ซี.พี. อินเตอร์เทรดอยากเห็นคือ การส่งเสริมให้เอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการค่าเงิน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ต่างชาติมาลงทุนในไทย และกฎเกณฑ์ในการปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ควรมีความยืดหยุ่นให้มากขึ้น

แบรนด์เนมยิ้มต้นทุนลด30%

มอง ในมุมผู้เสียประโยชน์จากผู้ส่งออกแล้ว มาดูเหรียญอีกด้านในมุมของผู้นำเข้ารายหลักที่นำสินค้าแบรนด์เนมทั้งเสื้อ ผ้า เครื่องหนัง จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง หรือซีเอ็มจี รวมทั้งผู้นำเข้าแบรนด์เนมที่ขายในสยามเซ็นเตอร์ สยามพารากอน และสยามดิสคัฟเวอรี่ เห็นว่าผู้นำเข้าจะได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าถูกลง และจะส่งต่อผลประโยชน์นี้ไปให้กับผู้บริโภคอีกต่อหนึ่งในเรื่องราคาสินค้า

ใน มุมมองของนายชาญชัย เชิดชูวงศ์ธนากร รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม สเปเชียล ลิตี้ จำกัด ผู้นำเข้าสินค้าลอฟท์จากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน อเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง จีน เห็นว่าการแข็งค่าของเงินบาทผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์ในแง่ต้นทุนนำเข้าถูกลง หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐตามที่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายได้ประเมินไว้ต้นทุนนำเข้าจะ ถูกลงถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงค่าเงิน 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ใน ส่วนนโยบายราคาของลอฟท์เอง ปล่อยยืดหยุ่นตามค่าเงินบาท หากเงินถูกต้นทุนต่ำราคาต่ำลง เช่นเดียวกับช่วงบาทอ่อนค่าต้นทุนนำเข้าแพง ราคาก็จะปรับเพิ่มตาม แต่เมื่อมีการหักลบ นำราคาช่วงบาทแข็งกับอ่อนมาถัวเฉลี่ยกันแล้ว ช่องว่างกำไรยังเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะสินค้านำเข้ายังมีต้นทุนในเรื่องภาษีที่ต้องจ่ายอีก เฉลี่ยประมาณ 30% ของนำเข้าหากขายแพง จะมีภาษีนำเข้าอีกรอบหากทำกำไรเยอะขายของไม่ได้ ปกตินำเข้ามาจะเสียภาษีประมาณ 30%

ประโยชน์เรื่องที่สอง ชาญชัยมองว่า ต้นทุนที่ถูกลง ยังเอื้อให้ผู้นำเข้าสามารถมองหาสินค้ารายการใหม่ เข้ามาทำตลาด เป็นทางเลือกของผู้บริโภค และจากนี้ไปโอกาสทางธุรกิจของญี่ปุ่นในไทยก็จะมีมากขึ้นเช่นเดียวกันเพราะ ไทยถือเป็นประเทศเป้าหมายในการขยายธุรกิจแบรนด์เนมหลังภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่น อยู่ในภาวะถดถอยและพยายามปรับแนวทางด้วยการไปลงทุนต่างประเทศ

ในมุม มองของชาญชัยยังเห็นว่า ต้นทุนนำเข้าที่ถูกลงจากบาทแข็งค่ายังช่วยเอื้อกับการท่องเที่ยว ราคาสินค้าที่ถูกลงเมื่อเทียบกับราคาของลอฟท์ในประเทศใกล้เคียงทำให้นักท่อง เที่ยวตัดสินใจซื้อสินค้าในเมืองไทยได้ง่ายขึ้น

เอสเอ็มอีวอนรัฐช่วยลดต้นทุนสู้บาทแข็ง

ถึง จะมีทั้งมุมได้เสีย ทว่า ในความเป็นจริงต้องเลือกในฝั่งที่เอื้อประโยชน์สูงสุด เรื่องแข็ง-อ่อนของบาทเช่นเดียวกัน เมื่อนำเรื่องจีดีพีเป็นตัวตั้งและส่งออกเป็นภาคหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยไปควบคู่กับอีก 3 เครื่องยนต์หลักข้างต้น ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกรายเล็ก สายป่านสั้นอย่างกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีคือธุรกิจรากฐานที่จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มีผลกับการ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยในอนาคต