แนวคิดการบริหารที่ได้จากหนัง

ซื้อ สินค้าเหล่านี้ ช่วยให้ ไอทีวี สตูดิโอ เพิ่มรายได้ โดย 20% ถึง £ 857m ไอทีวี กล่าวว่า ถึงแม้ว่า บางส่วนของ การเจริญเติบโต ที่ ไม่ได้เกิดจาก การเข้าซื้อกิจการ . ส่วนที่ ตัดค่าใช้จ่าย ของการวางแผนการ ตอบสนอง จะถูกตั้งค่า เพื่อดำเนินการต่อ แม้ว่า อัตราที่ชะลอลง กับอีก ตัด ของ £ 10m ดินสอ ใน ปี 2014 หลังจากที่ £ 28m ใน ปีที่ผ่านมา ลด

แต่ การประกาศจ่ายเงินปันผล พิเศษ £ 161mสั้นลง ของความคาดหวัง ของตลาดที่ ก่อให้เกิดการ ขายหุ้น ไอทีวี ที่จะเลื่อน 3.5 % ถึง 199P มี นักวิเคราะห์บางคน คาดหวังว่า การจ่ายเงิน ไม่น้อยกว่า 200 ปอนด์

คี ธ โบว์แมน ที่ stockbrokers Lansdown ฮาร์กรีฟ กล่าวว่า การวางแผน การเปลี่ยนแปลง Crozier เป็น ” อย่างชัดเจน บาน ” . แต่เขา เตือนว่า ไอทีวี ต้องเผชิญกับ แรงกดดัน อย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับ รายได้ ด้วยการ ขายโฆษณา มีแนวโน้มที่จะ เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ ความผันผวนของ ความต้องการ ช่อง สำหรับกิจกรรมที่ บริษัท ทีวีอยู่ กับผู้ชม รับประกัน

Crozier กล่าวว่า ไอทีวี ซึ่งเป็น ออกอากาศ ในปีนี้ การแข่งขันฟุตบอลโลก จากบราซิล จะ ” สนใจ ” ใน สิทธิของ การเล่นกีฬา ในอนาคต แม้จะมี การสูญเสียแฟรนไชส์ ที่ออกอากาศ เปียนส์ลีก ที่จะ BT

ผู้ บริหารระดับสูง ของอดัม Crozier ยกย่อง “ก้าวสำคัญ ” สำหรับการ ไอทีวี ซึ่งได้ พยายามที่จะ หา เท้าของมัน เพราะมัน ถูกสร้างขึ้นโดย การควบรวมกิจการ ของเครือข่าย วืด กรานาดา และ คาร์ลตัน ในปี 2004 . Crozier ที่ถูก เผ่าพันธุ์ จากรอยัลเมล์ ในปี 2010 ที่จะ ช่วยเหลือ ธุรกิจ กล่าวว่า ” ทุกส่วนของ ธุรกิจที่ มีความก้าวหน้า เป็นอย่างดี ในขณะที่เรา ยังคง ปรับสมดุล ไอทีวี . ”

เพิ่มขึ้นสูงชัน ในผลกำไร คาดการณ์ เอาชนะ ซิตี้ ยืนยันว่า ไอทีวี ได้ หนีปัญหา รุมเร้า ของ ทิ้ง รายได้โฆษณา และตราสารหนี้ มหาศาลที่ เผชิญหน้า Crozier เมื่อ ครั้งแรกที่เขา มาถึง

ภายใต้การนำ ของเขา ไอทีวี ได้ กลับ ลดลง ในการเขียนโปรแกรม ในประเทศ ด้วยการชนะ ผู้ชมและ ผู้โฆษณาที่มี ตลาดมวล รวมทั้ง ฮิต เต้นรำบนน้ำแข็ง และฉัน เป็นผู้มีชื่อเสียง พาฉันออกไป จาก ที่นี่

ในขณะเดียวกัน ทอน วัด และ Broadchurch มีการเรียกคืน ชื่อเสียงของ ละคร ที่ได้รับการ บดบังด้วย ความสำเร็จของ รูปแบบ ความบันเทิง เช่นปัจจัยและฉัน เป็นผู้มีชื่อเสียง

Crozier กล่าวว่า ไอทีวี ออกอากาศ ช่องทาง มีความสุข ปีที่ดีที่สุด ของพวกเขา ในการดู ในขณะที่ ช่อง ไอทีวี หลัก ได้เห็น Emmerdale แข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ชม กับบีบีซี อีสท์

กลยุทธ์ ของรูปแบบ การส่งออกยัง มีการจ่ายเงิน ออกไป กับนาย ซุปเปอร์มาร์เก็ต มาร์เปิ้ล และ นรกครัว สหรัฐอเมริกา ขายไปกว่า 150 ประเทศ ในขณะที่ แปด ของรูปแบบ ที่ได้รับการ ขายให้กับ หลายประเทศ รวมทั้ง ฉัน เป็นผู้มีชื่อเสียง และ เต้นรำบนน้ำแข็ง . เกือบ 60% ของ เนื้อหาที่ ไอทีวี จะทำโดย ไอทีวี สตูดิโอ

Crozier ตัดออก ประมูล ช่อง 5ว่า ข้อเสนอที่จะ ดึงดูด การพิจารณากฎระเบียบ ที่ได้รับ พลังงานรวม ของทั้งสอง ช่องทางในการ ตลาดการโฆษณา. การเสนอราคา รอบแรก สำหรับ ช่อง 5 ซึ่งเป็นเจ้าของโดย วันด่วน เจ้าของ ริชาร์ด เดสมอนด์ เป็น เนื่องจาก ในวันพฤหัสบดี กับ BSkyB และเราตาม การค้นพบ การสื่อสาร คาดว่าจะทำให้การเสนอราคา ร่วมกัน

แต่ Crozier กล่าวว่า ไอทีวี จะยังคง มองไปที่ การเข้าซื้อกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสหรัฐอเมริกาและ สหราชอาณาจักร . ไอทีวี เป็น ปี กว่าสาม และครึ่ง เป็น แผนฟื้นฟู ห้าปี ซึ่งรวมถึง การตัด ค่าใช้จ่ายและ ซื้อ บริษัท ผลิต เป็น มันพยายาม เพื่อป้องกัน ธุรกิจ จากตลาด ที่ทวีความรุนแรง ในการโฆษณา ฟรี เพื่อ อากาศ

ใน การซื้อ ความสนุกสนาน 12 เดือน , ไอทีวี สตูดิโอ ที่ได้มา สี่ บริษัท ผลิต . จะ ได้ซื้อการ์เด้น และบิ๊ก คุย ใน สหราชอาณาจักร ในข้อเสนอที่ มุ่งเป้าไปที่ การส่งเสริม ความบันเทิงและ ตลก รูปแบบ ของ จริง เช่นเดียวกับที่ Thinkfactory สื่อ และ เที่ยง บันเทิง ในสหรัฐอเมริกา .

กลุ่มแบงค์ฟันกำไรท้ายปี

แม้จะขยายสินเชื่อได้เข้าเป้าหมายแล้ว แต่ช่วงท้ายปีธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ก็จะยังเดินหน้าขยายพอร์ตสินเชื่อบ้านต่อเนื่อง โดยอาศัยกลยุทธ์จับมือกับดีเวลอปเปอร์เพื่อปล่อยกู้ทั้งพรีไฟแนนซ์และโพสต์ ไฟแนนซ์ แต่คงพิจารณาคัดเลือกเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อยที่อาจจะต้องเลือกกลุ่มที่มีรายได้สูงเป็นหลักเพื่อ คุมคุณภาพสินเชื่อ ท่ามกลางการแข่งขันที่ยังรุนแรงอยู่ เห็นจากบางแคมเปญในปัจจุบันให้ดอกเบี้ย 0% นาน 1-2 ปี และช่วงปลายปีก็เป็นจังหวะที่ดีเวลอปเปอร์ต้องเร่งปิดงบฯ จะเริ่มเห็นโปรโมชั่นส่งท้ายอีกเช่นกัน

นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กล่าวว่า ในจังหวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเพิ่มความเข้มงวดด้านมาตรฐานสินเชื่อบ้านให้เทียบเท่าระดับสากล โดยเสนอให้ลดสัดส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value-LTV) ลงมาอยู่ที่ 80% เท่ากันทุกกลุ่ม หรือเท่ากับดาวน์อย่างน้อย 20% จากปัจจุบัน LTV อยู่ที่ 90% สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยแนวราบ และ 95% สำหรับที่อยู่อาศัยแนวดิ่ง (คอนโดมิเนียม)

“ตอนเศรษฐกิจดี ปล่อยสินเชื่อในวงเงินสูงก็ไม่มีปัญหา แต่ตอนที่เศรษฐกิจแย่หรือชะลอตัว ปล่อยสินเชื่อในวงเงินสูงเกินไปจะทำให้เอ็นพีแอลเร่งตัวได้ ตอนนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณการเร่งตัวขึ้นบ้างแล้ว แม้จะไม่ได้เป็นปัญหาที่น่าเป็นกังวล แต่ส่วนตัวแล้วไม่อยากให้แบงก์เข้มงวดเป็นช่วง ๆ เท่านั้น ส่วนยอดสินเชื่อบ้านที่เติบโตค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมาเป็นอานิสงส์จากต้น ปีและปีก่อนหน้าที่ขยายตัวดี” นายกิตติกล่าว

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เป้าหมายสินเชื่อบ้านที่ปีนี้ธนาคารคาดว่าจะเติบโต 8% หรือมีมูลค่าสินเชื่อคงค้าง 2.3 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้ทำได้เกิน

เป้าหมายแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกค้าที่เคยจ่ายเกินค่างวดเยอะเริ่มหันมาจ่ายปกติหรือจ่ายเกินวงเงินเล็กน้อย สอดคล้องกับภาพรวมของตลาดช่วง 9 เดือนแรกที่สินเชื่อคงค้างขยายตัวได้ราว 7-9% แล้ว ทำให้มูลค่าสินเชื่อบ้านทั้งระบบขยับมาอยู่ที่ 2.35-2.4 ล้านล้านบาทแล้ว จากปลายปีที่แล้วอยู่ที่ 2.2 ล้านล้านบาท

“เป้าหมายช่วงปลายปีนี้ เรายังคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่อีก 1.4 หมื่นล้านบาท ฉะนั้นน่าจะต้องมีพอร์ตบางส่วนราว 5 พันล้านบาท ที่จะขายไปให้กับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เพื่อทำให้ธนาคารขยายสินเชื่อใหม่ได้เพิ่มขึ้นดังกล่าว” นายชาติชายกล่าว

ส่วนนางสาวดุษณี เกลียวปฏินนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านผลิตภัณฑ์เพื่อรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ขณะนื้ธนาคารขยายสินเชื่อได้ตามเป้าหมายทั้งปีแล้ว เนื่องจากความต้องการซื้อในช่วงที่ผ่านมาเติบโตค่อนข้างมาก สวนทางกับการบริโภคในประเทศที่ชะลอลง บวกกับดีเวลอปเปอร์ก็พัฒนาโครงการออกมาทำโปรโมชั่นร่วมกับธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีเช่นกัน

เงินบาทอ่อนหนักน่าจับตามอง

ด้านการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (19/8) ที่ระดับ 97.43/44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวันศุกร์ (16/8) ที่ระดับ 97.41/43 เยน/ดอลลาร์ อย่างไรก็ดี หลังจากเปิดตลาดไม่นานค่าเงินเยนได้ปรับตัวอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่นได้ออกมาเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นมียอดขาดดุลการค้าในเดือนกรกฎรคมทั้งสิ้น 1.024 ล้านล้านเยน ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในอเชีย และหันกลับไปถือครองดอลลาร์หลังจากรับข่าวผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ โดยตลอดช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินเยนมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 97.0-99.13 เยน/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 98.83-98.85 เยน/ดอลลาร์

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้น ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (19/8) ที่ระดับ 31.30/32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/8) ที่ระดับ 31.28/30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องตลอดต้นสัปดาห์ ท่ามกลางปริมาณเงินทุนไหลออกของต่างชาติจำนวนมาก หลังจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาส 2/2556 ซึ่งประกาศในวันจันทร์ (19/8) ขยายตัวเพิ่ม 2.8% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 3.3% รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2556 ลง เหลือเติบโต 3.8-4.3% จากเดิมคาดไว้ในช่วง 4.2-5.2% ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่ตลาด รับข่าวผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐในรอบที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าต่อเนื่องจนกระทั่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี ที่ระดับ 32.12 บาท/ดอลลาร์ ในวันพฤหัสดบี (22/8) ก่อนที่จะกลับมาแข็งค่าอีกครั้งในวันศุกร์ (23/8) เนื่องจาก ธปท.ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะดูแลค่าเงินบาทหากมีการเคลื่อนไหวอ่อนค่าเร็วเกิน ไป รวมทั้งตลาดรับข่าวตัวเลข PMI ภาคการผลิตของจีนซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน ส่งผลให้มีเงินลงทุนไหลกลับเข้ามาในเอเชียบางส่วน ทั้งนี้ตลอดทั้งปลายสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบที่ระดับ 31.28-32.15 บาท/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดในวันศุกร์ (23/8) ที่ 31.97/99 บาท/ดอลลาร์

นอกจากนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้มีการประกาศจำนวนผู้ขอสวัสดิการการ ว่างงานประจำสัปดาห์ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 13,000 ตำแหน่ง โดยอยู่ที่ระดับ 336,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 330,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าลงในวันศุกร์อีกครั้ง อย่างไรก็ดี แม้ว่าจำนวนผู้ว่างงานจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาคแรงงานสหรัฐกำลังฟื้นตัว ทั้งนี้นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนสิงหาคม ของสหรัฐที่จะมีการรายงานออกมาในวันที่ 6 กันยายน เพื่อตัดสินใจว่าตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นเพียงพอที่จะสนับสนุนการลดมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจลงหรือไม่ นอกจากนี้ตลาดยังรอผลการประชุมใหญ่ประจำปีที่แจ็คสัน โฮล รัฐไวโอมิ่งของสหรัฐที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคมนี้ โดยคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ต่อจากนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2557 ในขณะที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กำลังพิจารณาตัวเลือกดังกล่าว นอกจากนี้คาดว่าประเด็นที่ผู้เข้าร่วมประชุมจะหารือกันอย่างจริงจังก็คือแนว ทางและช่วงเวลาที่เฟดจะชะลอมาตรการซื้อพันธบัตรวงเงิน 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในวันจันทร์ (19/8) ที่ระดับ 1.3336/37 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/8) ที่ระดับ 1.3338/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เนื่องจากไม่มีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยูโรโซนในช่วงต้นสัปดาห์ อย่างไรก็ตามค่าเงินยูโรเริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในวันอังคาร (20/8) หลังจากที่ธนาคารกลางเยอรมนี หรือบุนเดสแบงก์ระบุในรายงานประจำเดือนว่า หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีความรุนแรงขึ้น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อาจมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง อย่างไรก็ดี ค่าเงินยูโรได้กลับมาอ่อนค่าอีกครั้งในวันพฤหัสบดี (22/8) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มลดปริมาณเงินในการเข้าซื้อ พันธบัตรในเร็ว ๆ นี้ ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเทียบกับทุกสกุล ก่อนจะกลับมาแข็งค่าหลังจากมีการประกาศดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคธุรกิจ ของเยอรมันในเดือนสิงหาคมออกมาดีเกินคาด โดยค่าดัชนีออกมาที่ระดับ 52 เพิ่มขึ้นจากระดับ 50.7 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม นอกจากนี้ กิจกรรมทางธุรกิจทั่วยูโรโซนในเดือนสิงหาคมยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่า ระดับคาดการณ์ของตลาด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 51.3 จากระดับ 50.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยตลอดสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.3297-1.3427 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนที่จะปิดตลาดในวันศุกร์ (23/8) ที่ระดับ 1.3349/51 ดอลลาร์/ยูโร

ผู้ว่าธนาคารเร่งหาทางออกการเงินแล้ว

ด้านสถาบันการเงิน สถาบันการเงินที่แข็งแรงต้องมีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับต่างประเทศได้ ดําเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ไม่สร้างความเปราะบางให้กับเศรษฐกิจเหมือนวิกฤตการเงินปี 2540 หรือวิกฤตการเงินหลาย ๆ ครั้งในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ช่วยส่งเสริมการเติบโตของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจได้ดี

สุดท้าย คือต้องการเห็นคนไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่มีความแตกต่างด้านรายได้เกินไป ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และมีสุขภาพดี 3

ในส่วนของผู้ทํานโยบาย ในฐานะของแบงก์ชาติ นับจากวิกฤตการเงินปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ธปท.ได้เปลี่ยนแนวทางการดําเนินนโยบายการเงินมาเป็น inflation targeting และดําเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น รวมถึงได้ยกระดับมาตรฐานการกํากับดูแลสถาบันการเงิน ทําให้แบงก์ชาติมีความสามารถในการรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจและการเงินมากขึ้น

ดังนั้น ก็ถือได้ว่าเศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันในการรับมือกับความผันผวนต่าง ๆ ดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุกในการแข่งขันกับต่างประเทศ จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ

ล่าสุดในปี 2556 พบว่า ในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง ไทยยังตามหลังสิงคโปร์ และมาเลเซียค่อนข้างมาก ซึ่งจุดอ่อนสําคัญที่ถ่วงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือ การ

พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผลิตภาพแรงงาน รวมถึงการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสําคัญในการชี้วัดศักยภาพของเศรษฐกิจ และเป็นตัวกําหนดความสามารถของเศรษฐกิจที่จะเติบโตได้ในระยะยาว

รัฐต้องส่งเสริมภาคเอกชนไม่ใช่อุ้มชู

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวในงานประชุมเอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคอาเซียนเรื่อง “สถานะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไทย” โดยยอมรับว่าโลกเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เมื่อ 3-4 เดือนก่อน หลายคนกังวลเรื่องเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากเวลานั้นเศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมั่นดีขึ้นมา ทำให้กระแสเงินจากต่างประเทศไหลบ่าเข้ามายังตลาดเงินในภูมิภาคเอเชีย

แต่ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐเริ่มออกมาให้สัญญาณว่าอาจจะทยอยถอน มาตรการ QE ภายในปีนี้ ตลาดเงินก็ได้เปลี่ยนไปคนละด้าน ความเชื่อมั่นในตลาดลดลง กระแสเงินทุนกลับทิศทาง ไหลออกจากภูมิภาคเอเชียอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนลงต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจจีนก็มีสัญญาณเสี่ยงในภาคธนาคารมากขึ้น เนื่องจากการปล่อยกู้ในระบบ Shadow banking (การปล่อยสินเชื่อที่ไม่ได้อยู่ในระบบธนาคาร) ขณะที่ภาคเศรษฐกิจจริงของจีนมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัว ตามการส่งออกและการลงทุน ก่อให้เกิดความกังวลในตลาดเงินโลกยิ่งขึ้น ดังนั้นภายใต้ความผันผวนต่าง ๆ สิ่งที่ดีที่สุด คือ ทําตัวเราให้แข็งแรงพอที่จะรับมือกับความผันผวนได้ และแข็งแรงพอที่จะฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจในสภาพแวดล้อมโลกที่กําลังเปลี่ยนแปลง ไป

โดยการสร้างความคุ้มกัน 4 ด้าน ให้แข็งแรง ด้านแรก ต้องการเห็นผู้ประกอบการไทยเก่ง และต้องการเห็น SMEs ไทยมีศักยภาพด้วย เพราะประเทศจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่งจริง ต้องเดินหน้าไปด้วยกันผู้ประกอบการต้องมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงมากพอ ที่จะสามารถออกไปแข่งขันในต่างประเทศได

ถัดมาคือ ด้านภาครัฐ ภาครัฐที่แข็งแรงต้องมีวินัยทางการเงินดี สามารถทําหน้าที่ดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพ และลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะการทำให้ไทยเป็น hub เศรษฐกิจสําคัญของภูมิภาค

สิ่งที่ภาครัฐต้องทำคือต้องส่งเสริมภาคเอกชนแต่ไม่อุ้มชู นโยบายการเงินและการคลัง ถือว่ามีบทบาทสําคัญในการรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวและเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ทําหน้าที่คล้ายกับการเหยียบหรือผ่อนคันเร่งให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วย ความเร็วที่เหมาะสม

สําหรับนโยบายการคลัง มีบทบาทโดยตรงในการเพิ่มศักยภาพของประเทศ จึงควรให้ความสําคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาวควบคู่กันไป ที่ผ่านมาเราเห็นนโยบายภาครัฐมุ่งเน้นแต่การเพิ่มรายได้กระตุ้นรายจ่ายของครัวเรือน แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นลักษณะนี้มีข้อจํากัด คือ 1) ไม่ยั่งยืน 2) เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ 3) บิดเบือนกลไกตลาดและไม่จูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนาตัวเอง

“เหมือนคนที่ถูกอุ้มชูอาจจะได้ความสุขสบายแต่ขณะเดียวกันก็จะอ่อนแอลง เพราะไม่ได้ยืนด้วยกําลังของตัวเอง โดยธรรมชาติร่างกายและสติปัญญาของคนจะแข็งแรงขึ้นเมื่อได้ใช้งาน การทํานโยบายแบบอุ้มชูจะทําให้ศักยภาพภาคเอกชนล้าหลังในระยะยาว”นายประสารกล่าว

อย่างไรก็ตาม นโยบายภาครัฐที่ดีสําหรับประเทศไทยเวลานี้ควรเน้นที่ด้าน supply โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งระบบการขนส่งและด้านตลาดแรงงาน รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่จูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่

สินเชื่อพุ่งจนน่าห่วง

 

ส่วนปัจจัยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย พบว่าในปี 2555 มีอัตราอยู่ที่ 2.3% ลดลงจากปี 2554 ที่มีเอ็นพีแอลอยู่ที่อัตรา 2.4% ขณะที่สถาบันการเงินมีการกลั่นกรองลูกค้าอย่างดี จึงยังไม่เห็นการกู้ยืมเงินเพื่อเก็งกำไร ปัจจัยสุดท้าย บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยังมีส่วนของทุนสูง สามารถรองรับปัญหาและสภาพคล่องได้ดีกว่า

 

นายชาติชายกล่าวเพิ่มเติมถึง หนี้เอ็นพีแอลของสินเชื่อประเภทอื่นว่า สินเชื่อรถมีเอ็นพีแอล 1.4% สินเชื่อบัตรเครดิตมีเอ็นพีแอล 1.9% และสินเชื่อส่วนบุคคลมีสัดส่วน 3%


“ปีที่แล้ว ยอดสินเชื่อบ้านเติบโตประมาณ 11% หรือประมาณ 2.26ล้านล้านบาท แต่ปีนี้ธนาคารคาดว่าตลาดรวมสินเชื่อบ้านจะโตลดลงอยู่ที่ 8.5% หรืออยู่ที่ประมาณ 2.45 ล้านล้านบาท ขณะที่ปีที่แล้วสินเชื่อบ้านโต 11% หรืออยู่ที่ 2.26 ล้านล้านบาท จากที่ธนาคารได้ประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด โดยภาพรวมพบว่ายังไม่มีสัญญาณฟองสบู่ที่ชัดเจน”

นายชาติชาย กล่าวว่า ธนาคารได้ประเมินสถานการณ์ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่พบปัญหาของด้านอุปทานที่อยู่อาศัยที่มีมากเกินความต้องการ ส่วนราคาขายที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาที่ดินในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีการปรับเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 10.5% ส่งผลให้ดีเวลอปเปอร์ซื้อที่ดินมาในราคาสูง

 

หุ้นดิ่งอาทิตย์เดียวกว่าร้อยจุด

สำหรับแนว โน้มตลาดหุ้นในภาคบ่าย ประเมินว่า ยังมีโอกาสปรับตัวได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยเดิมในช่วงเช้า โดยปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือการเคลื่อนชุมนุมทางการเมืองซึ่งในวันนี้ผู้ชุมนุมจะมีการยกระดับการ ชุมนุมขึ้นโดยเคลื่อนไหวไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญซึ่งหากมีความรุนแรงอาจเป็น ปัจจัยกดดันการลงทุน

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อเป็นหุ้นรายตัว ได้แก่พลังงาน คือ PTTEP กลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ BAY อสังหาริมทรัพย์ คือ QH,SENA และ มีเดียคือ BEC ประเมินแนวรับที่ 1,600 จุด แนวต้านที่ 1,620 และแนวต้านถัดไปที่ 1,630 จุด

 

ตลาดหุ้นไทยแรงดีไม่ตกได้แรงหนุนหุ้นต่างประเทศนำนำร่อง หลังนักลงทุนมั่นใจหลังตัวเลขศก.ตปท.ออกมาดีกว่าคาด ส่งหุ้นบ่ายบวกได้ต่อสั่งจับตาการชุมนุมการเมืองในประเทศหลังยกระดับเคลื่อนไหวกดดันศาล รธน. ให้แนวรับ 1,600 จุด แนวต้าน1,620 จุด แนวต้านถัดไป 1,630 จุด

นางสาวธัญญา สุทวีปราโมชานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 8 พฤษภาคม ดัชนีปรับตัวเพิ่มได้ดีสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ที่เคลื่อนในแดนบวก เนื่องจานักลงทุนมีความมั่นใจการลงทุนมากขึ้น หลังการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างประเทศออกมูดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ประกอบด้วยสหรัฐฯ ที่ประกาศตัวเลขจ้างเติบโตขึ้นมีตัวเลขว่างงานต่ำสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่เยอรมันมีตัวเลขยอดคำสั่งซื้อสินค้าภาคอุตสาหกกรรมขยายตัวดี และจีนยังมียอดการส่งอออกปละนำเข้าที่เติบโตดี

 

การแก้ปัญหาเงินบาทแข็ง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้แจงในคราวเดียวกันว่า ปัจจุบันหนี้ต่างประเทศของทั้งรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งในสถานการณ์บาทแข็งค่า กระทรวงการคลังก็ได้พยายามผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ชำระหนี้ให้เร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถคืนหนี้ได้เร็วทั้งหมด เนื่องจากติดสัญญาโดยเฉพาะสัญญาเงินกู้ระยะยาวมักจะชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ไม่ได้

“ปัจจุบันกระทรวงการคลังใช้โอกาสที่บาทแข็ง คืนหนี้ต่างประเทศให้เร็วขึ้น โดยเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ได้จ่ายคืนหนี้ไจก้าไป 13,000 ล้านบาท และมีแผนจะจ่ายคืนหนี้รัฐบาลในปีนี้ทั้งหมด 22,000 ล้านบาท ส่วนของรัฐวิสาหกิจก็ต้องไปจูงใจเขาต่อไป” นายเอกนิติกล่าว

ด้าน แหล่งข่าวจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2556 นี้คลังมีแผนชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ของรัฐวิสาหกิจกับเจ้าของแหล่งเงิน คือ องค์กรการเงินระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) เป็นวงเงินรวมกว่า 2.48 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 1.21 หมื่นล้านบาท

การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กว่า 3.78 พันล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กว่า 5.6 พันล้านบาท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) อีกกว่า 2.27 พันล้านบาท

ทั้งนี้ จะใช้วิธีกู้เงินบาทไปชำระหนี้เงินเยนดังกล่าว เพื่อปิดความเสี่ยงที่จะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยผ่อนคลายแรงกดดันสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าในขณะนี้ด้วย

 

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องความคืบหน้าการแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นการตอบคำถามของกรรมาธิการฯถึงเรื่องการใช้หนี้ต่างประเทศในเวลาที่ เงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นวิธีบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายวิธีหนึ่งว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ประสานกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และรัฐวิสาหกิจที่ต้องการชำระคืนหนี้ต่างประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการชำระหนี้ล่วงหน้าหรือชำระหนี้ตามกำหนด โดยหน่วยงานเหล่านี้จะแจ้งมาให้ ธปท.จัดซื้อดอลลาร์ให้อยู่เป็นระยะ ๆ

“แม้ ในเวลานี้จะยังไม่มีหนี้ก้อนใหญ่ที่มีการชำระ เนื่องจากบางหน่วยงานต้องรอหาเงินบาทมาแลกซื้อดอลลาร์ แต่เมื่อเขาหาเงินบาทมาได้แล้วก็จะแจ้งมาที่ ธปท.ให้จัดการซื้อดอลลาร์ให้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำอยู่เป็นระยะ ๆ และข้อมูลเหล่านี้เป็นที่ทราบกันอยู่ระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นอีกข้อมูลที่ใช้ในการบริหารจัดการเงินไหลเข้า-ไหลออก” นางจันทวรรณกล่าว

ทั้งนี้ การชำระหนี้ต่างประเทศเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำดอลลาร์เข้ามาและเป็นการ ปฏิบัติตามปกติ แต่การบริหารตลาดเงินให้มีความสมดุลระหว่างเงินบาทกับเงินดอลลาร์ยังจำเป็น ต้องอาศัยส่วนอื่น ๆ ประกอบด้วย อาทิ การกระตุ้นให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งนำเข้าสินค้าทุนและ วัตถุดิบ

 

นอก จากนี้ยังกล่าวด้วยว่า ล่าสุด ณ วันที่ 3 เม.ย. ทาง รฟม.ได้ชำระหนี้ล่วงหน้า (Pre-paymant) เงินกู้สกุลเยนไป 2 สัญญา วงเงินรวม 30,400 ล้านเยน หรือประมาณ 9,230 ล้านบาท

“การชำระคืนหนี้ต่าง ประเทศล่วงหน้านั้นมีการดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2556 หรือปลายปี 2555 โดยในส่วนหนี้ของรัฐบาลที่เป็นเงินกู้จากไจก้ามีการชำระล่วงหน้าไป 13 สัญญา วงเงินประมาณ 10,280 ล้านเยน ทำให้ประหยัดภาระดอกเบี้ยไปได้ 1,082 ล้านบาท ตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ย. 2555″ แหล่งข่าวกล่าว

การปรับลดดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินทุน

 

ใน สถานการณ์เช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อการดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและการขยายตัว ทางเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง จำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งในเชิงนโยบาย และออกมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยปัจจุบันข้อถกเถียง

ระหว่างความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องของ การปรับลดดอกเบี้ย ได้กลายมาเป็นประเด็นที่สร้างความสับสนและลดความมั่นใจของนักลงทุนในตลาด ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (RP 1 Day)

จะสามารถช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนได้หรือไม่นั้น อาจแยกวิเคราะห์ได้เป็น 4 เหตุผลดังนี้

1.ดอกเบี้ยนโยบายของไทย ถือเป็นดอกเบี้ยระยะสั้นสำหรับการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินในระยะเวลา 1 วัน (RP 1 Day)

และสถิติที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแสดงให้เห็นว่า การปรับลด RP อาจจะทำให้ผลตอบแทน (Yield) ของตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัว

โดย สุชาติ ธนฐิติพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

เป็นที่ชัดเจนว่า กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยในขณะนี้ เป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่ามาตรการเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

โดยในส่วน ของประเทศสหรัฐ Fed พร้อมจะยกเลิกมาตรการดังกล่าวหากตัวเลขการจ้างงานรวมถึงดัชนีชี้วัดอื่น ๆ ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งนักลงทุนในตลาดรวมถึงนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2556-2557

ขณะที่มาตรการอัดฉีดของประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในเดือน เม.ย. 2556 มีกำหนดการที่จะสิ้นสุดลงในอีก 2 ปีข้างหน้า

ดัง นั้น หากภาวะพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แล้ว คาดว่าในช่วงระยะเวลาอย่างน้อยอีก 1 ปีนับจากนี้ไป ประเทศไทยจะยังต้องเผชิญกับสถานการณ์เงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการเข้ามาลงทุนทางตรง (FDI) และการเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (Portfolio Investment) ซึ่งจะมีผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลด ลงตามไปด้วย แต่ไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวลดลงด้วยเสมอไป (ลดลงในบางครั้ง) ขณะที่กระแสเงินที่เข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา เป็นการเข้าซื้อในพันธบัตรระยะยาวเป็นหลัก

การปรับลด RP อาจจะไม่ช่วยลดความน่าดึงดูดใจต่อการเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้มากเท่าที่ควร

2.อย่างไรก็ตาม หากการลด RP มีผลทำให้ Yield ของตราสารหนี้ระยะยาวปรับตัวลดลงตามไปด้วยแล้ว จะกลายเป็น

แรงกระตุ้นให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตราสารหนี้ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากราคาของตราสารหนี้ระยะยาวที่ถือครองอยู่

ใน ช่วงก่อนหน้านี้จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น (ถ้า Yield ปรับตัวลดลง) กำไรที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงสั้น ๆ อาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายและเกิดการไหลออกของเงินทุน และอาจนำไปสู่ความผันผวนของค่าเงินได้ในที่สุด

3.นอกจากนี้แล้ว RP ยังเป็นดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินในประเทศใช้อ้างอิงในการกำหนดดอกเบี้ยเงิน ฝาก-เงินกู้ การลด RP จะมีผลทำให้ผู้ฝากเงินนำเงินออกไปใช้จ่ายหรือไปลงทุนในช่องทางอื่น ๆ มากขึ้น

(เพราะฝากเงินแล้วได้ผลตอบแทนต่ำ) ขณะที่ผู้ต้องการเงินจะกู้ยืมมากขึ้น (เพราะต้นทุนของการกู้เงินถูกลง) ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างก็พึ่งพิงสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็น หลัก

4.ท้ายที่สุดแล้ว หากมีความจำเป็นต้องปรับลด RP จริง จะต้องปรับลดเท่าไรจึงจะช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เนื่องจากส่วนต่างของผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรไทย

เทียบ กับการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐและญี่ปุ่น มีค่าอยู่ในช่วงประมาณ 2-2.5% ขณะที่ RP ของไทยอยู่ที่ 2.75% การปรับลด RP เพียง 0.25-0.5% อาจไม่ช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้แล้วดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

การ ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนจึงเป็นประเด็นที่ต้อง พิจารณาถึงความเหมาะสมในแง่ของประสิทธิภาพ และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาอย่างถี่ถ้วน

สินเชื่อโตทะลุ สามหมื่นล้าน

 

ด้านนางสาวสุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจสินเชื่อบุคคล บมจ.บัตรกรุงไทย (เคทีซี) กล่าวว่า ต้นเดือน มิ.ย.นี้ เคทีซีก็มีแผนจะออกแคมเปญใหม่มาเพิ่มเติมสำหรับสินเชื่อวงเงินหมุนเวียน KTC Cash Revolve ซึ่งรับช่วงต่อกับแคมเปญ “เคลียร์หนี้ ซีซั่น 2″ ที่กำลังจะหมดลงในกลางเดือน พ.ค. ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่ประสบความสำเร็จมากตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกใน ปลายปีที่แล้ว และต้องขยายเป็นซีซั่น 2 ที่เพิ่มการจับรางวัลเคลียร์หนี้ให้เป็น 3 รอบ ตอบโจทย์ทั้งในแง่พฤติกรรมลูกค้าและคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น

นางสาวสุดาพร กล่าวถึงการขยายตลาดปีนี้ว่า เคทีซีตั้งเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 6% จากมูลค่าพอร์ตสินเชื่อประมาณ 1.34 หมื่นล้านบาท และเน้นขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 1 แสนราย จากปัจจุบัน 6.4 แสนราย เน้นลูกค้ากลุ่มระดับกลางขึ้นไป มีรายได้ประจำตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ซึ่งที่ผ่านมาก็พิจารณาสินเชื่อค่อนข้างเข้มงวด อัตราการอนุมัติประมาณ 35% เท่านั้น ส่วนลูกค้าเองก็จะเน้นใช้ในส่วนที่จำเป็น อัตราการเบิกใช้วงเงินประมาณ 50% ของวงเงินที่อนุมัติไป จึงถือว่าโดยรวมแล้วไม่ได้เสี่ยงมากนัก

บัตรกดเงินสดระอุ แบงก์ใหญ่อัดโฆษณา-แคมเปญ ปูพรมตลาดไตรมาส 2 เจาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน มีวงเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ตั้งเป้าโตกระฉูด ย้ำคัดเข้มคุณภาพลูกค้า คุมภาระหนี้-วงเงิน-เสริมโปรโมชั่นสร้างวินัยลูกค้า

นางสาวอารยา ภู่พานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารเพิ่งออกภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่เพื่อโปรโมตสินเชื่อบัตรกดเงินสด Speedy Cash เน้นขยายตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นที่ต้องการวงเงินสินเชื่อเผื่อความจำเป็นใช้ฉุกเฉิน เน้นกลุ่มที่มีรายได้ตั้งแต่ 15,000-30,000 บาท/เดือน ซึ่งสามารถอนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 1 วัน และโอนเงินวันถัดไป หรือออกบัตรกดเงินสดให้ลูกค้าได้ภายใน 3 วัน ตอบโจทย์การใช้งานได้รวดเร็ว

“สินเชื่อกลุ่มนี้เราทำตลาดมาพอสมควร ที่ผ่านมาใช้ช่องทางสาขาและเทเลมาร์เก็ตติ้งเป็นหลัก ซึ่งเราก็อยากได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัดที่ยังไม่ค่อยทราบว่าธนาคารมีสินเชื่อแบบไม่ต้องมีหลักประกัน ก็ต้องสร้างการรับรู้เพิ่มขึ้น รวมถึงมีแคมเปญดอกเบี้ย 0% ช่วง 2 เดือนแรกให้แก่ลูกค้าด้วย”

พร้อมกับยอมรับว่าการอนุมัติสินเชื่อนี้เข้มงวดพอสมควร โดยจะพิจารณาจากรายได้ ความสามารถและพฤติกรรมการชำระหนี้จากฐานข้อมูลของเครดิตบูโร ที่ผ่านมาอัตราการอนุมัติสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 30% เท่านั้น และคุมคุณภาพหนี้ด้วยการให้วงเงินที่เหมาะสม ไม่สูงเกินไป ทำให้เอ็นพีแอลอยู่ที่ประมาณ 2% จึงถือว่าดีมาก ส่วนโอกาสที่จะขยายสินเชื่อนี้ก็ยังมีค่อนข้างมาก เพราะพอร์ตยังเล็ก โดยตั้งเป้าหมายขยายฐานลูกค้าปีนี้ให้เป็น 9 แสนราย และพอร์ตสินเชื่อคงค้างน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เติบโต 30%

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ล่าสุดธนาคารเพิ่งออกแคมเปญพิเศษ “มีวินัย จ่ายคืนดี ลดดอกเบี้ยสูงสุด 12% ต่อปี” เพื่อมาขยายฐานลูกค้าใหม่ที่สมัครบัตรกดเงินสด K-Express Cash ซึ่งจะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยลงเดือนละ 1% ทุกเดือน เป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 12 รอบบัญชี หรือเท่ากับลดดอกเบี้ยลงไปสูงสุด 12% ต่อปีจากปกติ ทั้งนี้ ลูกค้าจะต้องมียอดคงค้าง ณ วันตัดรอบบัญชีไม่น้อยกว่า 50% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ และชำระตรงเวลาด้วย

“เราพยายามสนับสนุนในแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เป็นห่วงเรื่องภาระหนี้ครัวเรือน แคมเปญที่ออกมาก็พยายามส่งเสริมให้ลูกค้ามีวินัย และไม่กระตุ้นให้สร้างหนี้โดยไม่จำเป็น แต่เน้นเป็นวงเงินเผื่อฉุกเฉิน ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าราว 8 แสนราย มูลค่าพอร์ตสินเชื่อคงค้างประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท และธนาคารก็ยังมองว่าตลาดนี้มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยตั้งเป้าหมายขยายฐานสินเชื่อในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 47%” นายชาติชายกล่าว

 

หุ้นเช้าเหวี่ยงเบาๆคาดบ่ายขึ้นต่อ

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในวันพรุ่งนี้(8 พ.ค.) ประเมินว่า ดัชนียังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนยังเข้ามาเก็งกำไรต่อจากประเด็นบวกเดิมต่อจากวันนี้ที่คาด ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/56 ที่คาดว่าจะออกมาในทิศทางที่ดี  ทั้งนี้ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามในวันพรุ่งนี้กรณีการชุมนุมทางการเมืองว่า สถานการณ์จะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำรอจังซื้อ เมื่อราคาอ่อนตัวในหุ้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและแนวโน้มผลประกอบดี ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ คือ BBL,กลุ่มพลังงาน คือ PTTGC และกลุ่มสื่อสารคือ JAS ให้แนวรับที่ 1,580 จุด แนวต้านที่ 1,616 จุด

ตลาดหุ้นช่วงเช้าแกว่งผันผวน  ส่วนภาคบ่ายเริ่มยืนทรงตัวดีขึ้น หลังได้แรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มหลักนำดัชนีวิ่ง  พรุ่งนี้ลุ้นหุ้นทะยานต่อรับปัจจัยบวกเดิม ให้แนวรับ 1,580 จุด แนวต้าน1,616 จุด

นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 พฤษภาคม ภาพรวมการซื้อขายดัชนีในภาคเช้าค่อนข้างมีความผันผวน หลังจากนั้นในการซื้อขายภาคบ่ายดัชนีเริ่มยืนตรงตัวดีขึ้น จากแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มหลักทั้งกลุ่มพลังงาน,ธนาคารพาณิชย์และสื่อสาร ที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 1/56 จะออกมาดี รวมถึงยังมีอิทธิพลจากตลาดหุ้นต่างประเทศ ทั้งในภูมิภาค,ยุโรปและสหรัฐฯ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่6