จับตาตลาดอสังหาริมทรัพย์

ตึก ระฟ้าจะมี ที่อยู่อาศัยที่ กว้างขวาง เริ่มต้นที่ 2,360 ตารางฟุต และ จะรวมถึงการ เพ้นท์เฮาส์ สอง ชั้น เต็มรูปแบบ ครอบคลุม กว่า 5,800 ตารางฟุต ห้า ห้องนอนและ 4 1/2 ห้องอาบน้ำ

” จากจุด การแสดงละคร ในมุมมองของ มันจะ เป็นเรื่องยาก ที่จะนำขึ้น : สูง อาคาร แคบกับบิด และ cantilevers , ” มาโลนี กล่าวว่า

มา โลนี กล่าวว่า โอ้ ได้รับการติดต่อ เพื่อ ร่วมทุน โครงการ พัฒนาร่วม S2 พัฒนา Aventura ซึ่ง ควบคุม ที่ดิน พัฒนา S2 เป็นหัวหน้าโดย ซีอีโอ เจ เคลาดิโอ และประธาน Stivelman Marc D. Schmulian

มาโลนีtriathlete สูงและ ยัน ได้เปิดเผย ชอบ สูง อาคาร ยัน ใน เมษายน 2013 , PMG ประกาศแผน Echo Brickell , คอนโดมิเนียมหรูที่ 1451 Brickell Ave ที่ จะเพิ่มขึ้น ประมาณ 60 เรื่องราว เขา ทำข่าว ใน แมนฮัตตัน มีแผนจะ สร้างสูง ตึกระฟ้า บาง ที่ 107 W. 57 เซนต์ ไป อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่สำคัญ ถนน ทางทิศตะวันออก ตะวันตก ใจกลางเมือง แมนฮัตตัน

Muse คาดว่าจะเริ่ม การ จอง เร็ว ๆ นี้และ จะทำลายพื้น ในเดือนมิถุนายน

ราคา ผสม หน่วยจะได้รับ $ 1,300 ตารางฟุต มี ชั้นล่าง ค่าเฉลี่ย น้อยกว่า $ 1,000 ตารางฟุต และ ชั้นบน ถึง $ 2,000ตารางฟุต นัก พัฒนาจะต้องมี เงินฝาก ร้อยละ 50 จากผู้ซื้อ ที่มีร้อยละ 20 เนื่องจาก ที่ลงนาม สัญญา 10 เปอร์เซ็นต์ ที่ แหวกแนว และร้อยละ 20 ในขณะที่ อาคารที่ ราด

“เขา จะไปทำ ศิลปะ ใน ทุก พาร์ทเมนท์ และรอบ ๆ บริเวณ และล็อบบี้ ” เควิน มาโลนี ผู้ก่อตั้งและ ซีอีโอของ นิวยอร์ก ตาม ตลาด กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการ เปิดตัว โครงการที่มีการ พัฒนาร่วม S2 พัฒนา Aventuraกล่าวว่า

อาคาร 649 ฟุต สูง – ซึ่ง จะตรงกับ ความสูงของ การออกแบบ ของปอร์เช่ และ ทาวเวอร์ แมนชั่น ที่ Acqualinaสอง โครงการ หรูอื่น ๆ ใน ซันนีไอเอล บีช – จะยืด ไปสูงสุด ที่ได้รับอนุญาต ในพื้นที่ จากสำนักงานคณะกรรมการ การบินแห่งชาติ

กับ ผืน ทะเล หายไป ทั้งหมด แต่ ที่ พิเศษเงา 47 ชั้น , 68 หน่วย หอคอย จะ shoehorned ลงในเว็บไซต์ น้อยกว่า หนึ่งเอเคอร์ กับ 100 ฟุต ของ ทะเล ที่ 17141 Collins Ave ด้วย ความพ่ายแพ้ อาคารที่ จะเป็นเพียง 60 ฟุตกว้าง หันหน้าไปทาง ทะเล

หยก มหาสมุทร ทันที ใต้ และ มหาสมุทร 4 เป็นเพียง ทางทิศเหนือของ โครงการซึ่ง ได้รับการออกแบบ โดยสถาปนิก แนวคิด อุรุกวัย คาร์ลอ จับไต๋ และ โป่งพอง ออก โดย บริษัท ไมอามี่ ตาม Sieger Suarez หุ้นส่วน ทางสถาปัตยกรรม

ชั้น ส่วนใหญ่จะมี สองหน่วย หนึ่ง อยู่ทางทิศตะวันออก ที่มี การสนับสนุน หลักหนา และหนึ่งใน ทางทิศตะวันตก ” เมื่อคุณไป สูงคุณ จะจบลงด้วยแกน หนา ผนัง เฉือน หนัก เพื่อรองรับ อาคาร ” มาโลนี กล่าวว่า

กิล Dezer ,นักพัฒนา ที่สำคัญใน ซันนีไอเอล บีช ที่ได้รับโปรโมชั่น แรกที่จะสร้าง ความสูง 649 ฟุต ที่มีการออกแบบ ของปอร์เช่ ทาวเวอร์
new.html # storylink = คัดลอก
ในการซื้อขาย เที่ยง วันอังคาร S & P 500 เพิ่มขึ้น เก้าจุด หรือร้อยละ 0.5 1,836

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 106 จุดหรือ ร้อยละ 0.6 16,532 Nasdaq ปิด เพิ่มขึ้น 33 จุดหรือ ร้อยละ 0.8 ที่ 4147

หุ้น การดูแลสุขภาพ และเทคโนโลยีที่ เพิ่มขึ้น มากที่สุด

ไมครอนเทคโนโลยี เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ผู้ผลิตชิปซึ่งเป็นหนึ่งในgainers ที่ใหญ่ที่สุดในS & P 500 เมื่อปีที่แล้ว รายงาน ผลประกอบการ หลังจาก ระฆัง ปิด

ราคาพันธบัตร ปรับตัวเพิ่มขึ้น อัตราผลตอบแทน ที่10 ปี ทราบ ธนารักษ์ลดลง ร้อยละ 2.95

สินเชื่อพุ่งจนน่าห่วง

 

ส่วนปัจจัยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย พบว่าในปี 2555 มีอัตราอยู่ที่ 2.3% ลดลงจากปี 2554 ที่มีเอ็นพีแอลอยู่ที่อัตรา 2.4% ขณะที่สถาบันการเงินมีการกลั่นกรองลูกค้าอย่างดี จึงยังไม่เห็นการกู้ยืมเงินเพื่อเก็งกำไร ปัจจัยสุดท้าย บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยังมีส่วนของทุนสูง สามารถรองรับปัญหาและสภาพคล่องได้ดีกว่า

 

นายชาติชายกล่าวเพิ่มเติมถึง หนี้เอ็นพีแอลของสินเชื่อประเภทอื่นว่า สินเชื่อรถมีเอ็นพีแอล 1.4% สินเชื่อบัตรเครดิตมีเอ็นพีแอล 1.9% และสินเชื่อส่วนบุคคลมีสัดส่วน 3%


“ปีที่แล้ว ยอดสินเชื่อบ้านเติบโตประมาณ 11% หรือประมาณ 2.26ล้านล้านบาท แต่ปีนี้ธนาคารคาดว่าตลาดรวมสินเชื่อบ้านจะโตลดลงอยู่ที่ 8.5% หรืออยู่ที่ประมาณ 2.45 ล้านล้านบาท ขณะที่ปีที่แล้วสินเชื่อบ้านโต 11% หรืออยู่ที่ 2.26 ล้านล้านบาท จากที่ธนาคารได้ประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด โดยภาพรวมพบว่ายังไม่มีสัญญาณฟองสบู่ที่ชัดเจน”

นายชาติชาย กล่าวว่า ธนาคารได้ประเมินสถานการณ์ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่พบปัญหาของด้านอุปทานที่อยู่อาศัยที่มีมากเกินความต้องการ ส่วนราคาขายที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาที่ดินในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีการปรับเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 10.5% ส่งผลให้ดีเวลอปเปอร์ซื้อที่ดินมาในราคาสูง

 

การปรับลดดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินทุน

 

ใน สถานการณ์เช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อการดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและการขยายตัว ทางเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง จำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งในเชิงนโยบาย และออกมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยปัจจุบันข้อถกเถียง

ระหว่างความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องของ การปรับลดดอกเบี้ย ได้กลายมาเป็นประเด็นที่สร้างความสับสนและลดความมั่นใจของนักลงทุนในตลาด ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (RP 1 Day)

จะสามารถช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนได้หรือไม่นั้น อาจแยกวิเคราะห์ได้เป็น 4 เหตุผลดังนี้

1.ดอกเบี้ยนโยบายของไทย ถือเป็นดอกเบี้ยระยะสั้นสำหรับการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินในระยะเวลา 1 วัน (RP 1 Day)

และสถิติที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแสดงให้เห็นว่า การปรับลด RP อาจจะทำให้ผลตอบแทน (Yield) ของตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัว

โดย สุชาติ ธนฐิติพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

เป็นที่ชัดเจนว่า กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยในขณะนี้ เป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่ามาตรการเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

โดยในส่วน ของประเทศสหรัฐ Fed พร้อมจะยกเลิกมาตรการดังกล่าวหากตัวเลขการจ้างงานรวมถึงดัชนีชี้วัดอื่น ๆ ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งนักลงทุนในตลาดรวมถึงนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2556-2557

ขณะที่มาตรการอัดฉีดของประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในเดือน เม.ย. 2556 มีกำหนดการที่จะสิ้นสุดลงในอีก 2 ปีข้างหน้า

ดัง นั้น หากภาวะพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แล้ว คาดว่าในช่วงระยะเวลาอย่างน้อยอีก 1 ปีนับจากนี้ไป ประเทศไทยจะยังต้องเผชิญกับสถานการณ์เงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการเข้ามาลงทุนทางตรง (FDI) และการเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (Portfolio Investment) ซึ่งจะมีผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลด ลงตามไปด้วย แต่ไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวลดลงด้วยเสมอไป (ลดลงในบางครั้ง) ขณะที่กระแสเงินที่เข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา เป็นการเข้าซื้อในพันธบัตรระยะยาวเป็นหลัก

การปรับลด RP อาจจะไม่ช่วยลดความน่าดึงดูดใจต่อการเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้มากเท่าที่ควร

2.อย่างไรก็ตาม หากการลด RP มีผลทำให้ Yield ของตราสารหนี้ระยะยาวปรับตัวลดลงตามไปด้วยแล้ว จะกลายเป็น

แรงกระตุ้นให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตราสารหนี้ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากราคาของตราสารหนี้ระยะยาวที่ถือครองอยู่

ใน ช่วงก่อนหน้านี้จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น (ถ้า Yield ปรับตัวลดลง) กำไรที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงสั้น ๆ อาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายและเกิดการไหลออกของเงินทุน และอาจนำไปสู่ความผันผวนของค่าเงินได้ในที่สุด

3.นอกจากนี้แล้ว RP ยังเป็นดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินในประเทศใช้อ้างอิงในการกำหนดดอกเบี้ยเงิน ฝาก-เงินกู้ การลด RP จะมีผลทำให้ผู้ฝากเงินนำเงินออกไปใช้จ่ายหรือไปลงทุนในช่องทางอื่น ๆ มากขึ้น

(เพราะฝากเงินแล้วได้ผลตอบแทนต่ำ) ขณะที่ผู้ต้องการเงินจะกู้ยืมมากขึ้น (เพราะต้นทุนของการกู้เงินถูกลง) ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างก็พึ่งพิงสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็น หลัก

4.ท้ายที่สุดแล้ว หากมีความจำเป็นต้องปรับลด RP จริง จะต้องปรับลดเท่าไรจึงจะช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เนื่องจากส่วนต่างของผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรไทย

เทียบ กับการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐและญี่ปุ่น มีค่าอยู่ในช่วงประมาณ 2-2.5% ขณะที่ RP ของไทยอยู่ที่ 2.75% การปรับลด RP เพียง 0.25-0.5% อาจไม่ช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้แล้วดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

การ ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนจึงเป็นประเด็นที่ต้อง พิจารณาถึงความเหมาะสมในแง่ของประสิทธิภาพ และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาอย่างถี่ถ้วน

หุ้นไทยเหวี่ยงตัวในช่วงแคบ

สำหรับแนวโน้ม ตลาดหุ้นไทยในการซื้อขายภาคบ่าย ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งตัวผันผวนในลักษณะผันผวนต่อเนื่อง เนื่องจากยังขาดปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุน โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ  รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆ ในต่างประเทศ ได้แก่ การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมี.ค.ของเยอรมนี และการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษซึ่งจะเริ่มประชุมในวันพรุ่งนี้ ให้แนวรับแรก 1,580 จุด แนวรับถัดไปที่  1,572 จุด และประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,596 จุด

โดย กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยเลือกหุ้นเข้าซื้อเก็งกำไรในช่วงดัชนีอ่อนตัวลงในหุ้นที่ผลการ ดำเนินงานยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ทั้งนี้ประเมินแนวรับแรกที่ 1,580 จุด แนวรับถัดไปที่  1,572 จุด และประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,596 จุด

ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน ทั้งในแดนบวกและลบเหตุขาดปัจจัยใหม่กระตุ้นการลงทุน ทำหุ้นบ่ายแกว่งผันผวนต่อ จับตาการเมืองในประเทศ ตัวเลขเศรษฐกิจในต่างประเทศ ผลประชุมแบงก์ชาติเมืองผู้ดีพรุ่งนี้ ให้แนวรับแรก 1,580 จุด แนวรับถัดไป  1,572 จุดแนวต้านแรกที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดที่ 1,596 จุด

นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส  กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 7 พฤษภาคม ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้ามีการเคลื่อนไหวผันผวนสลับกันทั้งในแดนนบ วกและลบ เนื่องตลาดดหุ้นยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆที่มีผลต่อการลงทุน ทั้งปัจจัยสนับสนุนการลงทุนและปัจจัยกดดันการลงทุน

 

เศรษฐกิจการคลัง​ ขยายตัวต่อเนื่อง

นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “เครื่องชี้ด้านการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอลง เช่น ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่า เพิ่ม ณ ราคาคงที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขยายตัวร้อยละ 3.2 ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 16.9 ขณะที่การบริโภคสินค้าคงทน สะท้อนได้จากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขยายตัวได้ดีที่ร้อยละ 92.1 เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะการลงทุนในหมวด ก่อสร้าง สะท้อนจากภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวร้อยละ 25.9 ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 65.2 เนื่องจากมีการเร่งทำธุรกรรมไปแล้วในช่วงก่อนหน้า

 

นอกจากนี้ ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขยายตัวร้อยละ 14.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกหดตัวร้อยละ -5.8 โดยได้รับผลกระทบจากปัจจัยฐานสูงของปีก่อนหน้าที่เป็นช่วงการฟื้นตัวจาก วิกฤติอุทกภัยจึงมีการเร่งการส่งออก สำหรับภาคการผลิตพบว่า ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ -1.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรหดตัวร้อยละ -0.2 จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 0.7 ตามการหดตัวของผลผลิตในหมวดพืชผล เช่น ข้าวและข้าวโพด เป็นสำคัญ ขณะที่ภาคบริการสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศพบว่ายังคงขยายตัวได้ ดีที่ร้อยละ 25.6 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.3 ล้านคน ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์”

 

เศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีสัญญาณชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายภายในประเทศสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทน ขณะที่การส่งออกหดตัวลง โดยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยฐานสูงหลังจากการฟื้นตัวจากวิกฤติอุทกภัยในช่วง เดียวกันของปีก่อน สำหรับการผลิตมีสัญญาณชะลอตัวจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ขณะที่ภาคบริการสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงขยายตัวได้ดี

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า “ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องแม้ว่าจะมีสัญญาณชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากปัจจัยฐานสูงในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 หลังจากการฟื้นตัวจากวิกฤติอุทกภัย ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ยังคงได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทน ขณะที่การส่งออกมีการหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับจากเดือนสิงหาคม 2554 สำหรับ เศรษฐกิจในด้านการผลิตพบว่า มีสัญญาณชะลอตัวเช่นกัน โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร ขณะที่ภาคบริการสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ยังคงขยายตัวได้ ดี”

 

ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวสรุปว่า “เครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 บ่งชี้เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีสัญญาณแผ่วลงในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ได้รับผลกระทบจากปัจจัยฐานที่สูง (Base Effect) จากผลของช่วงเทศกาลตรุษจีนในช่วงเดือนมกราคม -กุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในเดือนมีนาคม 2556 ต่อไป”

ติดตามกระแสหุ้น เตรียมขึ้นอีกระลอก

นาย ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า แม้สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนค่อนข้างมาก แต่มีแนวโน้มที่จะลดน้อยลง ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังมีทิศทางที่เติบโตขึ้นตามปัจจัยของกำไรบริษัทจด ทะเบียน (บจ.) เป็นหลัก โดยในปีที่ผ่านมา บจ.มีกำไรรวมกันทั้งหมดกว่า 7.2 แสนล้านบาท เติบโตกว่า 12-13% และในอนาคต 3 ปีจากนี้ การเติบโตของกำไรจะอยู่ที่อัตรา 15% ต่อปี

นายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีแกว่งตัวในแดนลบตลอดทั้งวัน และมีแรงเทขายทำกำไรมาเป็นระยะ ไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากดดันตลาด จะเป็นเพียงปัจจัยต่างประเทศเท่านั้นที่มากระทบบ้าง ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมสภาเรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งหากผ่านการพิจารณาจะสร้างความคึกคัก และอาจจะทำให้บริษัทหลักทรัพย์ต้องปรับประมาณการใหม่

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ในระยะยาวดัชนีหุ้นไทยยังสามารถเติบโตได้อีก การปรับฐานในครั้งที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 7-8% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น้อย ถ้าเทียบในอดีตที่ปรับฐานในระดับ 10-15% ในระยะยาวตลาดหุ้นจะปรับขึ้นโดยปัจจัยของกำไรบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก

ตลาดหุ้นร่วงหนัก

ส่วนความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้น นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์รายหนึ่งเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 เปิดตลาดที่ระดับ 29.16 – 29.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากวันก่อนที่ปิดตลาดในระดับ 29.32 – 29.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าตลอดทั้งวันทำสถิติแข็งค่าสุดในวันนี้ที่ 29.08 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 29.10– 29.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 16 ปี ทั้งนี้ระหว่างวันธปท.พยายามเข้ามาพยุงเป็นบางจังหวะแต่ค่าเงินก็ยังคงแข็ง ค่า เพราะกระแสเงินทุนไหลเข้ายังมีมาต่อเนื่อง รวมทั้งมีแรงเทขายจากกลุ่มผู้ส่งออกค่อนข้างมาก ซึ่งคาดว่าในวันพรุ่งนี้ค่าเงินบาทอาจจะปรับตัวแข็งค่าได้อีก โดยมองว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 29.00 -29.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

 

ทาง ด้านฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันที่ 20 มีนาคม 2556 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 29.27/29 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (19/3) ที่ 29.33/34 บาท/ดอลลาร์ สกุลเงินบาทนั้นแข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าที่ผ่านมาและแตะที่ระดับ 29.14 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันนี้ได้รับแรงหนุนจากเงิน ทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทยต่อเนื่องจากวานนี้ (19/3) อีกทั้งวันนี้นักลงทุนได้ขายดอลลาร์เพิ่มเติมเพื่อตัดขาดทุนหลังจากเงินบาท แข็งค่าอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในช่วงบ่ายของวัน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล) ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อค่าเงินบาทไทยที่ดูจะแข็งค่ามากและเร็วเกินไป ทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมาเล็กน้อยในช่วงเวลาสั้น ๆ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันนี้(20มี.ค.) ดัชนีSET เคลื่อนไหวในแดนลบตลอดการซื้อขายทั้งวัน หลังตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาเงินทุนไหลเข้า และค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป ซึ่งจะกระทบไปถึงภาคการส่งออก รวมถึงปัญหาเรื่องหนี้ในไซปรัส โดยการซื้อขายระหว่างวัน ดัชนีลงไปต่ำสุดที่ระดับ 1,534.27จุด ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ1,543.67จุด หรือลดลง1.57% มีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 83,656.86ล้านบาท โดยมีหลักทรัพย์ราคาปรับเพิ่มขึ้น156หลักทรัพย์ ไม่เปลี่ยนแปลง83หลักทรัพย์ และลดลงถึง 556 หลักทรัพย์

 

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย 1.PTTปิดที่ 333.00บาท -5.00 (-1.48%)2.CK ปิดที่ 25.50บาท -2.75 (-9.73%) 3.BTS ปิดที่ 9.35บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 4.TRUE ปิดที่ 7.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 5. ITD ปิดที่ 7.60บาท -1.30 (-14.61%)

 

ส่วนพฤติกรรมการการซื้อขายแยกกลุ่มนักลงทุนในวันนี้ ตลาดหลักทรัพย์รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติ ขายออกสุทธิ 3,203.58 ล้านบาท นักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ 965.24 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์(โบรกเกอร์)ซื้อสุทธิ 923.62 ล้านบาท และ นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 1,314.73 ล้านบาท
นาย ชัย จิรเสวีนุปพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเช้า ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลงค่อนข้างแรง โดยเป็นผลมาจากความกังวลของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และมีความกังวลว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจยุโรป ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงแรงในช่วงเช้า ก่อนที่ช่วงบ่าย ตลาดจะคลายกังวลจากปัจจัยดังกล่าว และปรับตัวติดลบน้อยลง

 

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนและตกลงแรงมากในช่วงเช้านั้น ปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยค่าเงินบาทมีกระทบกับตลาดหุ้นไทยน้อยมาก แต่สาเหตุที่แท้จริงมีกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เทขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร และหวังว่าจะทุบราคาหุ้นเพื่อเข้าไปเก็บหุ้นในราคาที่ต่ำ ภาวะการณืดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วบริษัทจดทะเบียนไทยไม่ได้แข็งแกร่งจริงๆ

 

ขณะที่ช่วงเช้า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังจะไม่มีการออกมาตรการพิเศษใดๆ เพื่อดูแลการแข็งค่าของ เงินบาทในช่วงนี้ เพราะอาจทำให้ตลาดตกใจ และขาดความเชืี่อมั่นได้

“จะไม่ออกมาตรการพิเศษ เพื่อดูแลเงินบาท เพราะมาตรการพิเศษ ถือเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ และยิ่งจะทำให้ตลาดตกใจ และขาดความเชื่อมั่น” นายกิตติรัตน์ กล่าวกับผู้สื่อข่าว

 

เขายืนยันว่า หน้าที่ในการดูแลค่าเงินบาท ยังเป็นของธนาคารแห่ง ประเทศไทย(ธปท.) แต่ในฐานะของ รมว.คลัง ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เช่นกัน

เช่นเดียวกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท.ก็ยงคงยืนยันว่าจะยังไม่มีการออกมาตรการสกัดค่าเงินบาทแข็งค่า ในช่วงนี้ แม้จะยอมรับว่าเงินบาทในวันนี้แข็งค่าเร็วเกินไปก็ตาม

อย่างไรก็ตาม คืนนี้ (ตามเวลาประเทศไทย) ตลาดทั่วโลกจับตาดูการแถลงข่าวครั้งแรกในรอบปีของนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะส่งสัญญาณใดต่อมาตรการและนโยบายทางการเงินในปัจจุบัน โดยตลอดทั้งวันค่าเงินบาทมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 29.14-29 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 29.14/16 บาท/ดอลลาร์

วอลท์ดิสนีย์เด้ง CEO คนเก่าออกแล้ว

ในรายงานให้รอยเตอร์, แก้ว, ลูอิสบอกว่ามันเชื่อว่า “vesting คนเดียวกับทั้งสองเป็นผู้นำผู้บริหารและคณะกรรมการกำกับดูแลที่มุ่งเน้นมาก เกินไปในคนเดียวและยับยั้งการกำกับดูแลที่เป็นอิสระตั้งใจที่จะให้โดยคณะ กรรมการในนามของผู้ถือหุ้น.”

เพียงปีของดิสนีย์คณะกรรมการครั้งแรกเพิ่มชื่อประธานเพื่อกลับมา Iger ของในหน้าของการคัดค้านจากสถานีอวกาศนานาชาติและอื่น ๆ

หุ้น ของดิสนีย์จุ่มลงไป 0.23% $ 56.35 บ่ายวันพุธหลังจากที่ก่อนหน้ากดปุ่มสูง 52 สัปดาห์ของ $ 56.84 สต็อกได้รวบรวมประมาณ 13% เพื่อให้ห่างไกลในปี 2013

 

วอลท์ดิสนีย์ผู้ถือหุ้น (DIS) ปฏิเสธข้อเสนอเมื่อวันพุธว่าจะได้แยกบทบาทซีอีโอและประธานที่สื่อและความบันเทิง behemoth ใน 2016

ตามผลการศึกษาเบื้องต้นน้อยกว่า 50% ของผู้ถือหุ้นสนับสนุนข้อเสนอจากรัฐคอนเนตทิเหรัญญิก Denise Nappier ที่จะได้แยกตำแหน่ง C-Suite ชั้นหลังจากสัญญาซีอีโอบ๊อบ Iger หมดอายุในปี 2016

ในขณะที่ผู้ถือหุ้นปฏิเสธดิสนีย์ตัวชี้วัดที่ประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงวันพุธประจำปีในฟินิกซ์พวกเขาโหวตเลือกตั้ง Iger และเก้าสมาชิกในคณะกรรมการอื่น ๆ รวมทั้ง Facebook (FB) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Sheryl Sandberg

นักลงทุนดิสนีย์ยังสนับสนุนการโหวตของ บริษัท ที่ปรึกษาเมื่อค่าตอบแทนผู้บริหาร

เบอร์แบงก์, Calif ตามดิสนีย์ได้กระตุ้นให้ผู้ถือหุ้นออกเสียงลงคะแนนไปตามข้อเสนอที่จะแยกซีอีโอและประธานชื่อกล่าวในหนังสือมอบฉันทะมกราคมมาตรการ “พยายามที่จะแทนที่ในปัจจุบันมาตรฐานที่ชัดเจนและใช้การได้สำหรับการเลือกตั้งประธานกับคลุมเครือและ มาตรฐานทำไม่ได้. ”

แต่การเสนอราคาที่จะแยกชื่อได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนที่มีอิทธิพลเช่น CalSTERS รวมทั้งจากพร็อกซี่ที่ปรึกษาบริการสถานีอวกาศนานาชาติและแก้วลูอิส

 

หุ้นบลูชิพยังคงได้รับความนิยม

 

ใน ข่าวสารขององค์กร, Time Warner (TWX) กล่าวว่ามันจะหมุนออกเวลา, Inc ซึ่งเป็นหนึ่งใน บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดสำนักพิมพ์อเมริกันเป็น บริษัท ที่สาธารณชนซื้อขายของตัวเอง รอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ (RBS) กล่าวว่าบริการธนาคารที่ได้รับการ “หยุดชะงัก” ข้ามคืน แต่การแก้ไขโดยวันพฤหัสบดีเช้าเวลานิวยอร์ก

ราคาน้ำมันปรับ ตัวขึ้นในวัน สัญญามาตรฐานปีนขึ้นไปสหรัฐ $ 1.13, 1.3% ปิดที่ 91.56 $ บาร์เรล น้ำมันเบนซินใหม่ขายส่ง York Harbor ลดลง 0.04% เป็น 3.123 $ แกลลอน ปีนขึ้นไปทอง 20 เซนต์หรือ 0.01% ปิดที่ $ 1,575 ทรอยออนซ์

ตลาดต่างประเทศ

ยูโร STOXX 50 ขึ้นไป 0.41% 2691, อังกฤษดัชนี FTSE 100 เพิ่มขึ้น 0.18% เป็น 6439 และเยอรมัน DAX inched ขึ้น 0.26% เป็น 7940

ในเอเชียญี่ปุ่น Nikkei 225 ขยับขึ้น 0.3% เป็น 11,968 และจีนฮั่งเส็งลดลง 0.03% เป็น 11,968

ดาวโจนส์ผลักที่สูงขึ้นสำหรับวันที่ห้าในแถวปีนลึกเข้าไปในดินแดนไม่จดที่แผนที่เป็นผู้ค้าย่อยกำมือของการพาดหัวขององค์กรและเศรษฐกิจ

ตลาดวันนี้

ใน ฐานะของ 15:18 ET, ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 39 จุดหรือ 0.27% ปิดที่ 14,335, ดัชนี S & P 500 เพิ่มขึ้น 3.4 จุดหรือ 0.22% ปิดที่ 1,545 และ Nasdaq ปิดรับ 8.8 จุดหรือ 0.28%, 3231 .

เฉลี่ยสีน้ำเงินชิปได้ปีนขึ้นไปทั้งหมดคิดฟุ้งซ่านเวลาสองช่วงในแถวที่วอลล์สตรีทยังคงฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน ตลาดที่กว้างขึ้นได้ทำให้การเคลื่อนไหวสูงเช่นกันแม้ว่ากว้าง S & P 500 พยายามที่จะรับโมเมนตัมในวันพุธที่ มันก็ยังคงมีการซื้อขายที่สูงห้าปี แต่ยังคงมี 1.5% ไปก่อนกดปุ่มบันทึกของ

คดีของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นอย่างเต็มรูปแบบในวันพฤหัสบดีที่พบด้วยรุ่นที่ข้อมูลหลายและการตัดสินใจของธนาคารกลาง ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ kicked off วันโดยถืออัตราดอกเบี้ยและขนาดของโปรแกรมมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณคงที่ของตนตามที่คาดไว้ ธนาคารกลางยุโรปยังถืออัตราคงที่หลัก

ECB ได้รับหนึ่งในสถาบันของรัฐชั้นนำมีวัตถุประสงค์เพื่อหมองคล้ำวิกฤตหนี้ยูโร โซนของโดยถืออัตราดอกเบี้ยต่ำและการใช้โปรแกรมการให้กู้ยืมหลายพิเศษเพื่อ ช่วยให้ธนาคารทั่วหมู่ 17 สกุลเงินสมาชิก

บนด้านหน้าของสหรัฐสหรัฐขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นเป็น $ 44500000000 ในเดือนมกราคมจาก 38100000000 $ ในเดือนธันวาคม นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะทำให้เกิดช่องว่างที่เพิ่มขึ้นถึง $ 42600000000 ตัวเลขช่องว่างทางการค้าโดยตรงในการคำนวณของผลิตภัณฑ์ในประเทศไตรมาสแรกกำไรขั้นต้น – ขนาดใหญ่การขาดดุลมากขึ้นก็ลากลงการเจริญเติบโต แน่นอน, Barclays สับลดประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกจุด 0.2 เปอร์เซ็นต์ถึง 1.6% อยู่กับข้อมูล

ใน ขณะเดียวกันการให้คำปรึกษาทั่วโลก outplacement ชาเลนเจอร์สีเทา & คริสต์มาสกล่าวว่านายจ้างตัด 55,356 งานในเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 37% จาก 40,430 ในเดือนมกราคม ลดงานวางแผนเพิ่มขึ้น 7% จากเดือนเดียวกันในปี 2012 กรมแรงงานรายงานผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลง 7,000 ถึง 340,000 ลดลงเป็นสัปดาห์ที่สองตรง นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะอ้างว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 355,000 การเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเป็น 3,094,000 จาก 3,091,000 สัปดาห์ก่อน

รายงานการจ้างงานที่สำคัญทั้งหมดรายเดือนสำหรับเดือนกุมภาพันธ์มีกำหนดจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันศุกร์ที่

ในช่วงบ่ายที่ Federal Reserve เผยแพร่ภาพของเงื่อนไขเครดิตของผู้บริโภค

 

แรงงานใน USA เฮอนาคตสดใส

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์หน้าเบรนท์ 108-115 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส  88-95 เหรียญ วันนี้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ได้แก่ การผลิตภาคอุตสาหกรรมเยอรมนี การจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานสหรัฐฯ
ส่วนสัปดาห์หน้าติดตามการอนุมัติงบประมาณของสหรัฐฯ โดยวุฒิสภา และการจัดตั้งรัฐบาลของอิตาลี

 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่
วันศุกร์ :การผลิตภาคอุตสาหกรรมเยอรมนี การจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานสหรัฐฯ
วันเสาร์ : การผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีราคาผู้บริโภคและยอดขายปลีกจีน
ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์หน้า ได้แก่
วันจันทร์ : ดุลการค้าเยอรมนี การผลิตภาคอุตสาหกรรมฝรั่งเศส
วันอังคาร : ดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมนี การผลิตภาคอุตสาหกรรมอังกฤษ
วันพุธ : ยอดขายปลีกสหรัฐฯ การผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซน
วันพฤหัส : ดุลบัญชีเดินสะพัดสหรัฐฯ ตัวเลขการจ้างงานยูโรโซน ยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานสหรัฐฯ รายงานธนาคารกลางยุโรป
วันศุกร์ : การผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐฯและยูโรโซน ดัชนีภาคอุตสาหกรรมของรัฐนิวยอร์ค  ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ม.มิชิแกน)

 

- ติดตามความคืบหน้าในการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการยุติการให้บริการของรัฐบาลต่อประชาชน ซึ่งจะมีผลให้วันที่ 27 มี.ค. โดยล่าสุดสภาล่างซึ่งนำโดยพรรครีพับริกันได้ผ่านร่างกฎหมายมูลค่า 9.82 แสนล้านเหรียญฯ เพื่อให้รัฐบาลสามารถปฏิบัติงานได้จนถึงสิ้นปีงบประมาณในเดือน ก.ย. อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าวต้องผ่านการอนุมัติจากสภาสูงที่นำโดยพรรคดีโม เครต โดยคาดว่าจะมีการลงมติในสัปดาห์หน้า

 

- ติดตามการจัดตั้งรัฐบาลของอิตาลี หลังไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากในสภาสูงและสภาล่าง โดยจะมีการประชุมสภาในวันที่ 15 มี.ค. ซึ่งถ้าหากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จประธานาธิบดีอาจจัดตั้งรัฐบาล ชั่วคราวหรืออาจจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการแก้ปัญหาหนี้ของอิตาลี

 

- ติดตามการเลือกตั้งในเวเนซุเอลาที่จะจัดขึ้นภายใน 30 วันภายหลังการอสัญกรรมของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ว่านายนิโกลัส มาดูโร รองประธานาธิบดีผู้ซึ่งนายชาเวซตั้งใจจะให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งจะได้รับ เลือกตั้งหรือไม่ โดยปัจจุบันเวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากเป็นอันดับ 1 ของโลก ราว 297,000 ล้านบาร์เรล

 

+ ยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานสหรัฐฯ ปรับลดลง 7,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 340,000 ราย สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 355,000 ราย ส่วนยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานเฉลี่ย 4 สัปดาห์ ปรับลดลง 7,000 ราย แตะระดับ 348,750 ราย ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค.51

 

+ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโรแข็งค่า หลังจากธนาคารกลางยุโรปตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดที่ 0.75% ตามคาด ประกอบกับประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรรัฐบาล

 

- ท่อขนส่งน้ำมันดิบในทะเลเหนือ ซึ่งมีกำลังการส่ง 80,000 บาร์เรลต่อวัน ได้เกลับมาดำเนินการผลิตตามปกติ หลังพบการรั่วไหลของน้ำมันและก๊าซบริเวณแท่นขุดเจาะ ทำให้ต้องปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือน

 

-/+ นอกจากนี้คาดว่ากำลังการผลิตของ Forties ในแถบทะเลเหนือ เดือน เม.ย. จะเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 บาร์เรลต่อ จาก 368,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน มี.ค. อย่างไรก็ดี คาดว่ากำลังการผลิตรวมในแถบทะเลเหนือเดือน เม.ย.ยังคงปรับลดลงเป็น 820,000 บาร์เรลต่อวัน จาก 871,000 บาร์เรลต่อวัน  ในเดือน มี.ค.

 

- ยอดคำสั่งซื้อของโรงงานเยอรมนี เดือน ม.ค. ปรับลดลง 1.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 0.6% นอกจากนี้ยอดคำสั่งซื้อยังปรับลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจเยอรมนียังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจยูโรโซนที่ ยังคงยืดเยื้อ

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ แม้ว่าโรงกลั่นในเกาหลีใต้จะปิดซ่อมบำรุงกะทันหันและความต้องการจากเวียดนาม ยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม

 

ราคาน้ำมันมันดีเซล ปรับลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากโรงกลั่นทางเกาหลีใต้ได้มีการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการส่งออกจากเกาหลีใต้ลดลง ประกอบกับปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังที่สิงคโปร์ก็ปรับลดลง
ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง