การปรับลดดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินทุน

 

ใน สถานการณ์เช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อการดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและการขยายตัว ทางเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง จำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งในเชิงนโยบาย และออกมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยปัจจุบันข้อถกเถียง

ระหว่างความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องของ การปรับลดดอกเบี้ย ได้กลายมาเป็นประเด็นที่สร้างความสับสนและลดความมั่นใจของนักลงทุนในตลาด ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (RP 1 Day)

จะสามารถช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนได้หรือไม่นั้น อาจแยกวิเคราะห์ได้เป็น 4 เหตุผลดังนี้

1.ดอกเบี้ยนโยบายของไทย ถือเป็นดอกเบี้ยระยะสั้นสำหรับการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินในระยะเวลา 1 วัน (RP 1 Day)

และสถิติที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแสดงให้เห็นว่า การปรับลด RP อาจจะทำให้ผลตอบแทน (Yield) ของตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัว

โดย สุชาติ ธนฐิติพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

เป็นที่ชัดเจนว่า กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยในขณะนี้ เป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่ามาตรการเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

โดยในส่วน ของประเทศสหรัฐ Fed พร้อมจะยกเลิกมาตรการดังกล่าวหากตัวเลขการจ้างงานรวมถึงดัชนีชี้วัดอื่น ๆ ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งนักลงทุนในตลาดรวมถึงนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2556-2557

ขณะที่มาตรการอัดฉีดของประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในเดือน เม.ย. 2556 มีกำหนดการที่จะสิ้นสุดลงในอีก 2 ปีข้างหน้า

ดัง นั้น หากภาวะพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แล้ว คาดว่าในช่วงระยะเวลาอย่างน้อยอีก 1 ปีนับจากนี้ไป ประเทศไทยจะยังต้องเผชิญกับสถานการณ์เงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการเข้ามาลงทุนทางตรง (FDI) และการเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (Portfolio Investment) ซึ่งจะมีผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลด ลงตามไปด้วย แต่ไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวลดลงด้วยเสมอไป (ลดลงในบางครั้ง) ขณะที่กระแสเงินที่เข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา เป็นการเข้าซื้อในพันธบัตรระยะยาวเป็นหลัก

การปรับลด RP อาจจะไม่ช่วยลดความน่าดึงดูดใจต่อการเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้มากเท่าที่ควร

2.อย่างไรก็ตาม หากการลด RP มีผลทำให้ Yield ของตราสารหนี้ระยะยาวปรับตัวลดลงตามไปด้วยแล้ว จะกลายเป็น

แรงกระตุ้นให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตราสารหนี้ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากราคาของตราสารหนี้ระยะยาวที่ถือครองอยู่

ใน ช่วงก่อนหน้านี้จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น (ถ้า Yield ปรับตัวลดลง) กำไรที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงสั้น ๆ อาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายและเกิดการไหลออกของเงินทุน และอาจนำไปสู่ความผันผวนของค่าเงินได้ในที่สุด

3.นอกจากนี้แล้ว RP ยังเป็นดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินในประเทศใช้อ้างอิงในการกำหนดดอกเบี้ยเงิน ฝาก-เงินกู้ การลด RP จะมีผลทำให้ผู้ฝากเงินนำเงินออกไปใช้จ่ายหรือไปลงทุนในช่องทางอื่น ๆ มากขึ้น

(เพราะฝากเงินแล้วได้ผลตอบแทนต่ำ) ขณะที่ผู้ต้องการเงินจะกู้ยืมมากขึ้น (เพราะต้นทุนของการกู้เงินถูกลง) ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างก็พึ่งพิงสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็น หลัก

4.ท้ายที่สุดแล้ว หากมีความจำเป็นต้องปรับลด RP จริง จะต้องปรับลดเท่าไรจึงจะช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เนื่องจากส่วนต่างของผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรไทย

เทียบ กับการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐและญี่ปุ่น มีค่าอยู่ในช่วงประมาณ 2-2.5% ขณะที่ RP ของไทยอยู่ที่ 2.75% การปรับลด RP เพียง 0.25-0.5% อาจไม่ช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้แล้วดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

การ ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนจึงเป็นประเด็นที่ต้อง พิจารณาถึงความเหมาะสมในแง่ของประสิทธิภาพ และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาอย่างถี่ถ้วน

หุ้นโดนแรงต้านไม่ผ่าน 1600 จุด

 

นายยศพณ แสงนิล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 2 พ.ค. ดัชนีปิดตลาดในแดนลบ หลังจากที่ปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุด 1,603.01 จุดจึงทำให้เกิดแรงขายทางจิตวิทยาออกมา กดดันให้ตลาดปรับตัวลดลง ประกอบกับนังลงทุนยังคงกังวลกับมาตรการที่อาจจะออกมาแทรกแซงค่าเงินบาท จึงทำให้การซื้อขายไม่สดใสนัก

 

“แนวต้านที่ระดับ 1,600 จุด ถือเป็นจุดที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งหากหลังจากนี้ถ้าตลาดจะปรับตัวขึ้นมาในระดับนี้อีก ก็ต้องยืนให้ได้ 3 วัน ถึงจะเรียกได้ว่าผ่านอย่างปลอดภัย” นายยศพณกล่าว

 

สำหรับการซื้อขายวันที่ 3 พ.ค.ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,575 จุด และแนวต้านที่ระดับ 1,595 จุด โดยแนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทนที่ต้านตลาดช่วงขาลงได้ เช่น บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) (DEMCO) บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG) บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (GUNKUL) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BGH) เป็นต้น

มุมมองการแข็งค่าของเงินบาท

ในมุมมองของ นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยไทย เห็นว่า การแข็งค่าของเงินบาทเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการกำหนดราคาขายสินค้า และกำหนดราคาเปิดรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า

สิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามา ช่วยเหลือคือ เร่งเข้ามาดูแลและช่วยเหลือผู้ประกอบการในเรื่องส่วนต่างซื้อประกันความ เสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เพื่อทำให้การเจรจาการค้าไม่สะดุดกระทบกับคำสั่งซื้อไตรมาสสอง

ให้ ภาครัฐช่วยเพราะเอสเอ็มอีสายป่านสั้น แตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบน้อยเพราะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ โดยการซื้อประกันความเสี่ยงล่วงหน้า

ทั้งหมดคือ มองต่างมุมเรื่องบาท-อ่อนแข็ง มีทั้งฝ่ายได้และเสียประโยชน์ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ส่งออกทั้งรายเล็ก-กลาง-ใหญ่ ต้องมีการปรับตัวหันมาเน้นประสิทธิภาพการผลิตในลักษณะสินค้าเพิ่มมูลค่า รับเสรีการค้าตามข้อผูกพันที่กำลังจะเกิดขึ้นหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเสรีการค้าไทย-อียู ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี

ต้อง ปรับตัวเพราะการค้ากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคนโยบายการกำกับดูแลให้ เงินบาทอ่อนค่า เพื่อส่งเสริม เอื้อประโยชน์ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกไปในตลาดการค้าโลก มาเป็นการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกอย่างแท้จริง

หลายสำนักทั้งนักวิชาการ สำนักที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเศรษฐกิจ ประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับเดียวกับก่อนเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 จนทำให้ประเทศไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด

จริงอยู่เมื่อ บาทแข็งค่า ส่งออกในรูปดอลลาร์นำกลับเข้ามาแลกเป็นบาทได้เงินน้อยลงย่อมส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึงร้อยละ 60 ของจีดีพี

ส่งออกคือ หนึ่งในสี่ เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลงทุนภาครัฐ การใช้จ่ายในประเทศ และการลงทุนทางตรงจากนักลงทุนต่างชาติ

…ทว่า อีกด้านยังมีอีกมุมของเหรียญในมิติของผู้นำเข้า!!

ห้วง บาทแข็งค่าเป็นเวลาที่ดีสุดในการนำเข้าเครื่องจักรมาปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี การผลิตให้ทันสมัย และผู้นำเข้าประเภทสินค้าแบรนด์เนม ยังได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทจากต้นทุนนำเข้าในรูปดอลลาร์ที่ถูกลง

ซีพีแนะส่งออกปรับตัวผลิตสินค้า′มูลค่าเพิ่ม′

ราย แรก ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ปีก่อนหน้ามีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นร้อย 60% หรือส่งออกข้าวไปต่างประเทศ 6 แสนตัน ขายในประเทศ 4 แสนตัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจึงมีผลอย่างยิ่งกับการส่งออกของ ซี.พี อินเตอร์เทรด

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ สายธุรกิจข้าวและอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี เห็นว่า หากค่าเงินแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ 28 บาทต่อดอลลาร์ ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ แต่หากแข็งค่าขึ้นไปมากกว่านั้น จนไปแตะที่ระดับ 26-27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะส่งผลกระทบกับการส่งออกได้

สุเมธให้ข้อมูล เพิ่มเติมว่า ทุกๆ การแข็งค่าของเงินบาทจะทำให้ไทยสูญเสียเงินตราต่างประเทศ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี เทียบเคียงจากปีก่อนหน้าไทยมีการส่งออก 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยต่อเดือน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

สุเมธเห็นว่าเอกชนจึงควร ปรับตัวโดยการหันไปส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับที่ ซี.พี. อินเตอร์เทรด พยายามปรับเพิ่มมูลค่าโดยหันไปส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม ทั้งเส้น แป้ง และเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ในการเพาะปลูกข้าวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น

นอก เหนือจากการปรับตัว ปรับระบบการผลิตเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มแล้ว ช่วงบาทแข็งค่าสุเมธเห็นว่า ยังเป็นโอกาสดีในการนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งการมองหาโอกาสในการลงทุนต่างประเทศ ในประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าเงินอ่อนกว่าบาทและค่าแรงถูกกว่า ไทย เช่น เวียดนาม พม่า เป็นมาตรการเดียวกับที่ญี่ปุ่นนำมาใช้ช่วงการแข็งค่าของเงินเยนจาก 100 เยน เป็น 70 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อหลายปีก่อนหน้า

เมื่อพลวัตเศรษฐกิจ หลายด้านกำลังเปลี่ยนไป หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนและช่วยเหลือผู้ส่งออกอย่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ควรปรับบทบาทตามเช่นกัน

สิ่งที่ผู้ส่งออกรายใหญ่อย่าง ซี.พี. อินเตอร์เทรดอยากเห็นคือ การส่งเสริมให้เอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการค่าเงิน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ต่างชาติมาลงทุนในไทย และกฎเกณฑ์ในการปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ควรมีความยืดหยุ่นให้มากขึ้น

แบรนด์เนมยิ้มต้นทุนลด30%

มอง ในมุมผู้เสียประโยชน์จากผู้ส่งออกแล้ว มาดูเหรียญอีกด้านในมุมของผู้นำเข้ารายหลักที่นำสินค้าแบรนด์เนมทั้งเสื้อ ผ้า เครื่องหนัง จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง หรือซีเอ็มจี รวมทั้งผู้นำเข้าแบรนด์เนมที่ขายในสยามเซ็นเตอร์ สยามพารากอน และสยามดิสคัฟเวอรี่ เห็นว่าผู้นำเข้าจะได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าถูกลง และจะส่งต่อผลประโยชน์นี้ไปให้กับผู้บริโภคอีกต่อหนึ่งในเรื่องราคาสินค้า

ใน มุมมองของนายชาญชัย เชิดชูวงศ์ธนากร รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม สเปเชียล ลิตี้ จำกัด ผู้นำเข้าสินค้าลอฟท์จากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน อเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง จีน เห็นว่าการแข็งค่าของเงินบาทผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์ในแง่ต้นทุนนำเข้าถูกลง หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐตามที่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายได้ประเมินไว้ต้นทุนนำเข้าจะ ถูกลงถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงค่าเงิน 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ใน ส่วนนโยบายราคาของลอฟท์เอง ปล่อยยืดหยุ่นตามค่าเงินบาท หากเงินถูกต้นทุนต่ำราคาต่ำลง เช่นเดียวกับช่วงบาทอ่อนค่าต้นทุนนำเข้าแพง ราคาก็จะปรับเพิ่มตาม แต่เมื่อมีการหักลบ นำราคาช่วงบาทแข็งกับอ่อนมาถัวเฉลี่ยกันแล้ว ช่องว่างกำไรยังเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะสินค้านำเข้ายังมีต้นทุนในเรื่องภาษีที่ต้องจ่ายอีก เฉลี่ยประมาณ 30% ของนำเข้าหากขายแพง จะมีภาษีนำเข้าอีกรอบหากทำกำไรเยอะขายของไม่ได้ ปกตินำเข้ามาจะเสียภาษีประมาณ 30%

ประโยชน์เรื่องที่สอง ชาญชัยมองว่า ต้นทุนที่ถูกลง ยังเอื้อให้ผู้นำเข้าสามารถมองหาสินค้ารายการใหม่ เข้ามาทำตลาด เป็นทางเลือกของผู้บริโภค และจากนี้ไปโอกาสทางธุรกิจของญี่ปุ่นในไทยก็จะมีมากขึ้นเช่นเดียวกันเพราะ ไทยถือเป็นประเทศเป้าหมายในการขยายธุรกิจแบรนด์เนมหลังภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่น อยู่ในภาวะถดถอยและพยายามปรับแนวทางด้วยการไปลงทุนต่างประเทศ

ในมุม มองของชาญชัยยังเห็นว่า ต้นทุนนำเข้าที่ถูกลงจากบาทแข็งค่ายังช่วยเอื้อกับการท่องเที่ยว ราคาสินค้าที่ถูกลงเมื่อเทียบกับราคาของลอฟท์ในประเทศใกล้เคียงทำให้นักท่อง เที่ยวตัดสินใจซื้อสินค้าในเมืองไทยได้ง่ายขึ้น

เอสเอ็มอีวอนรัฐช่วยลดต้นทุนสู้บาทแข็ง

ถึง จะมีทั้งมุมได้เสีย ทว่า ในความเป็นจริงต้องเลือกในฝั่งที่เอื้อประโยชน์สูงสุด เรื่องแข็ง-อ่อนของบาทเช่นเดียวกัน เมื่อนำเรื่องจีดีพีเป็นตัวตั้งและส่งออกเป็นภาคหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยไปควบคู่กับอีก 3 เครื่องยนต์หลักข้างต้น ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกรายเล็ก สายป่านสั้นอย่างกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีคือธุรกิจรากฐานที่จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มีผลกับการ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยในอนาคต

เศรษฐกิจการคลัง​ ขยายตัวต่อเนื่อง

นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “เครื่องชี้ด้านการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอลง เช่น ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่า เพิ่ม ณ ราคาคงที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขยายตัวร้อยละ 3.2 ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 16.9 ขณะที่การบริโภคสินค้าคงทน สะท้อนได้จากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขยายตัวได้ดีที่ร้อยละ 92.1 เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะการลงทุนในหมวด ก่อสร้าง สะท้อนจากภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวร้อยละ 25.9 ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 65.2 เนื่องจากมีการเร่งทำธุรกรรมไปแล้วในช่วงก่อนหน้า

 

นอกจากนี้ ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขยายตัวร้อยละ 14.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกหดตัวร้อยละ -5.8 โดยได้รับผลกระทบจากปัจจัยฐานสูงของปีก่อนหน้าที่เป็นช่วงการฟื้นตัวจาก วิกฤติอุทกภัยจึงมีการเร่งการส่งออก สำหรับภาคการผลิตพบว่า ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ -1.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรหดตัวร้อยละ -0.2 จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 0.7 ตามการหดตัวของผลผลิตในหมวดพืชผล เช่น ข้าวและข้าวโพด เป็นสำคัญ ขณะที่ภาคบริการสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศพบว่ายังคงขยายตัวได้ ดีที่ร้อยละ 25.6 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.3 ล้านคน ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์”

 

เศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีสัญญาณชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายภายในประเทศสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทน ขณะที่การส่งออกหดตัวลง โดยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยฐานสูงหลังจากการฟื้นตัวจากวิกฤติอุทกภัยในช่วง เดียวกันของปีก่อน สำหรับการผลิตมีสัญญาณชะลอตัวจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ขณะที่ภาคบริการสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงขยายตัวได้ดี

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า “ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องแม้ว่าจะมีสัญญาณชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากปัจจัยฐานสูงในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 หลังจากการฟื้นตัวจากวิกฤติอุทกภัย ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ยังคงได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทน ขณะที่การส่งออกมีการหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับจากเดือนสิงหาคม 2554 สำหรับ เศรษฐกิจในด้านการผลิตพบว่า มีสัญญาณชะลอตัวเช่นกัน โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร ขณะที่ภาคบริการสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ยังคงขยายตัวได้ ดี”

 

ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวสรุปว่า “เครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 บ่งชี้เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีสัญญาณแผ่วลงในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ได้รับผลกระทบจากปัจจัยฐานที่สูง (Base Effect) จากผลของช่วงเทศกาลตรุษจีนในช่วงเดือนมกราคม -กุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในเดือนมีนาคม 2556 ต่อไป”

ฟังการวิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินบาท

ข่าวเศรษฐกิจ
ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับไซปรัส และการแข็งค่าของเงินบาทสู่ระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี ที่อาจกดดันให้ทางการพิจารณาออกมาตรการดูแลค่าเงิน ขณะที่นักลงทุนขายทำกำไร จากความกังวลต่อความเป็นไปได้ของการดำเนินการตามโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท รวมถึงต่อประเด็นด้านเสถียรภาพของรัฐบาล
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 25-29 มี.ค. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกร ไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสฟื้นตัว โดยต้องติดตามประเด็นเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือไซปรัส สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ จีดีพีไตรมาส 4/2555 (ครั้งสุดท้าย) และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,414 และ 1,393 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,500 และ 1,526 ตามลำดับ

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (25-29 มี.ค. 2556) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.00-29.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาสัญญาณการชะลอตัวของกระแสเงินทุนไหลเข้า และสัญญาณของมาตรการดูแลค่าเงินบาท (แม้ทางการไทยยังไม่ส่งสัญญาณ ณ ขณะนี้) รวมถึงทางออกสำหรับวิกฤตการณ์ในไซปรัสที่ถูกขีดเส้นตายไว้ในวันจันทร์ (25 มี.ค.) ที่ ECB จะระงับการปล่อยเงินกู้ฉุกเฉินแก่ธนาคารพาณิชย์ของไซปรัส ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนี PMI เขตชิคาโก เดือนมี.ค. ยอดขายบ้านใหม่ ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.พ. ดัชนีราคาบ้านเดือนม.ค. จีดีพีประจำไตรมาส 4/2555 (รอบสุดท้าย) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ อาจมีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ในตลาดในประเทศก่อนเข้าช่วงปิดสิ้นปีงบประมาณของญี่ปุ่นปลายเดือนมี.ค.ด้วย เช่นกัน อนึ่ง ตลาดหุ้นและตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันที่ 29 มี.ค. เนื่องในวัน Good Friday

 

ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะปรับฐาน จากความกังวลจากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,478.97 จุด ลดลง 7.46% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 6.63% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 77,644.41 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 436.42 จุด ลดลง 13.71% จากสัปดาห์ก่อน

 

ตลาดหุ้นร่วงหนัก

ส่วนความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้น นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์รายหนึ่งเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 เปิดตลาดที่ระดับ 29.16 – 29.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากวันก่อนที่ปิดตลาดในระดับ 29.32 – 29.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าตลอดทั้งวันทำสถิติแข็งค่าสุดในวันนี้ที่ 29.08 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 29.10– 29.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 16 ปี ทั้งนี้ระหว่างวันธปท.พยายามเข้ามาพยุงเป็นบางจังหวะแต่ค่าเงินก็ยังคงแข็ง ค่า เพราะกระแสเงินทุนไหลเข้ายังมีมาต่อเนื่อง รวมทั้งมีแรงเทขายจากกลุ่มผู้ส่งออกค่อนข้างมาก ซึ่งคาดว่าในวันพรุ่งนี้ค่าเงินบาทอาจจะปรับตัวแข็งค่าได้อีก โดยมองว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 29.00 -29.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

 

ทาง ด้านฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันที่ 20 มีนาคม 2556 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 29.27/29 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (19/3) ที่ 29.33/34 บาท/ดอลลาร์ สกุลเงินบาทนั้นแข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าที่ผ่านมาและแตะที่ระดับ 29.14 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันนี้ได้รับแรงหนุนจากเงิน ทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทยต่อเนื่องจากวานนี้ (19/3) อีกทั้งวันนี้นักลงทุนได้ขายดอลลาร์เพิ่มเติมเพื่อตัดขาดทุนหลังจากเงินบาท แข็งค่าอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในช่วงบ่ายของวัน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล) ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อค่าเงินบาทไทยที่ดูจะแข็งค่ามากและเร็วเกินไป ทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมาเล็กน้อยในช่วงเวลาสั้น ๆ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันนี้(20มี.ค.) ดัชนีSET เคลื่อนไหวในแดนลบตลอดการซื้อขายทั้งวัน หลังตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาเงินทุนไหลเข้า และค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป ซึ่งจะกระทบไปถึงภาคการส่งออก รวมถึงปัญหาเรื่องหนี้ในไซปรัส โดยการซื้อขายระหว่างวัน ดัชนีลงไปต่ำสุดที่ระดับ 1,534.27จุด ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ1,543.67จุด หรือลดลง1.57% มีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 83,656.86ล้านบาท โดยมีหลักทรัพย์ราคาปรับเพิ่มขึ้น156หลักทรัพย์ ไม่เปลี่ยนแปลง83หลักทรัพย์ และลดลงถึง 556 หลักทรัพย์

 

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย 1.PTTปิดที่ 333.00บาท -5.00 (-1.48%)2.CK ปิดที่ 25.50บาท -2.75 (-9.73%) 3.BTS ปิดที่ 9.35บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 4.TRUE ปิดที่ 7.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 5. ITD ปิดที่ 7.60บาท -1.30 (-14.61%)

 

ส่วนพฤติกรรมการการซื้อขายแยกกลุ่มนักลงทุนในวันนี้ ตลาดหลักทรัพย์รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติ ขายออกสุทธิ 3,203.58 ล้านบาท นักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ 965.24 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์(โบรกเกอร์)ซื้อสุทธิ 923.62 ล้านบาท และ นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 1,314.73 ล้านบาท
นาย ชัย จิรเสวีนุปพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเช้า ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลงค่อนข้างแรง โดยเป็นผลมาจากความกังวลของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และมีความกังวลว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจยุโรป ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงแรงในช่วงเช้า ก่อนที่ช่วงบ่าย ตลาดจะคลายกังวลจากปัจจัยดังกล่าว และปรับตัวติดลบน้อยลง

 

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนและตกลงแรงมากในช่วงเช้านั้น ปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยค่าเงินบาทมีกระทบกับตลาดหุ้นไทยน้อยมาก แต่สาเหตุที่แท้จริงมีกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เทขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร และหวังว่าจะทุบราคาหุ้นเพื่อเข้าไปเก็บหุ้นในราคาที่ต่ำ ภาวะการณืดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วบริษัทจดทะเบียนไทยไม่ได้แข็งแกร่งจริงๆ

 

ขณะที่ช่วงเช้า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังจะไม่มีการออกมาตรการพิเศษใดๆ เพื่อดูแลการแข็งค่าของ เงินบาทในช่วงนี้ เพราะอาจทำให้ตลาดตกใจ และขาดความเชืี่อมั่นได้

“จะไม่ออกมาตรการพิเศษ เพื่อดูแลเงินบาท เพราะมาตรการพิเศษ ถือเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ และยิ่งจะทำให้ตลาดตกใจ และขาดความเชื่อมั่น” นายกิตติรัตน์ กล่าวกับผู้สื่อข่าว

 

เขายืนยันว่า หน้าที่ในการดูแลค่าเงินบาท ยังเป็นของธนาคารแห่ง ประเทศไทย(ธปท.) แต่ในฐานะของ รมว.คลัง ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เช่นกัน

เช่นเดียวกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท.ก็ยงคงยืนยันว่าจะยังไม่มีการออกมาตรการสกัดค่าเงินบาทแข็งค่า ในช่วงนี้ แม้จะยอมรับว่าเงินบาทในวันนี้แข็งค่าเร็วเกินไปก็ตาม

อย่างไรก็ตาม คืนนี้ (ตามเวลาประเทศไทย) ตลาดทั่วโลกจับตาดูการแถลงข่าวครั้งแรกในรอบปีของนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะส่งสัญญาณใดต่อมาตรการและนโยบายทางการเงินในปัจจุบัน โดยตลอดทั้งวันค่าเงินบาทมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 29.14-29 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 29.14/16 บาท/ดอลลาร์

ความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

 

ภาษีการค้าจะกำหนดเป้าหมายนักเก็งกำไรที่สร้างความผันผวนโดย “พลิกหุ้นพันครั้งต่อนาที” DeFazio กล่าว ภายใต้และวัด Harkin ของเขาภาษีสามร้อยจะถูกเรียกเก็บจากการทำธุรกรรมทางการเงินทุก $ 100

proponents มันบอกว่าภาษีกำหนดความรับผิดชอบให้กับอุตสาหกรรมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วน ใหญ่สำหรับวิกฤตการเงิน 2008, Wall Street ลงโทษในทางสำหรับการกระทำของพวกเขาประวัติศาสตร์

“มี อะไรบางอย่างที่จำเป็นในการได้รับการลงจำนวนของการทำธุรกรรมคอมพิวเตอร์ที่ มีการวาง” ชาร์ลส์ Geisst ศาสตราจารย์ของกระทรวงการคลังที่แมนฮัตตันวิทยาลัยที่ได้ประพันธ์หนังสือ หลายเล่มเกี่ยวกับ Wall Street และประวัติทางการเงินกล่าวว่า “ผมคิดว่านี้เป็นวิธีที่ดีที่จะทำ.”

ที่ เขาเรียกว่าการซื้อขาย algo “ร่อแร่ที่ดีที่สุด” และบอกว่าภาษีธุรกรรมจะโยน “ประแจลิง” ในวันนี้ที่มีเทคโนโลยีสูงโครงสร้างตลาดความเร็วสูง

“ควบ คุมไม่มีความสามารถในการหาหรือเงินเพื่อตรวจสอบชนิดของการซื้อขายคลั่งว่า” Geisst กล่าวว่าดังนั้นภาษีจะให้หน่วยงานกำกับดูแลมีโอกาสที่จะชะลอตัวธุรกิจการค้า เหล่านั้นระเหยโดยไม่ต้องตรวจสอบตลาดบนพื้นฐานที่สองโดยที่สอง

“มันเป็นวิธีที่ต่ำเทคโนโลยีฉลาดในการแก้ปัญหาที่มีเทคโนโลยีสูงจนกว่าจะมีคนมากับบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างกัน” Geisst กล่าว

หากภาษีพิสูจน์ความสำเร็จที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นคือมันสร้างเงินบางส่วนให้กับรัฐบาลที่เขากล่าวว่า

ของศูนย์ที่ไม่มีโอกาสที่มันจะผ่าน

 

จะ ย้ายพรรคประชาธิปัตย์ทอม Harkin และปีเตอร์ DeFazio เชื่อว่าจะยก $ 352,000,000,000 สำหรับรัฐบาลในทศวรรษต่อไปในขณะที่ลดการซื้อขายความถี่สูง (HFT) โทษสำหรับความไร้ประสิทธิภาพมักจะกว้างขวางภายในโครงสร้างตลาด

บิลฝ่ายตรงข้ามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เตือนภาษีร่มสามารถหยดลงไปนักลงทุนรายย่อยและกองทุนรวมในขณะเดียวกันการลงทุนท้อใจ พวกเขาให้เหตุผลสำหรับมาตรการน้อยในวงกว้างเพื่อกั้น HFT เช่นค่าธรรมเนียมการยกเลิกการ

“ผมไม่คิดว่านี่เป็นวิธีการแก้ปัญหาใด ๆ ที่ความถี่สูง มันก็จะเจ็บตลาดโดยรวม. “เดนนิสดิ๊กผู้ประกอบการค้าที่เสาเทรดดิ้ง Bright และที่ปรึกษาโครงสร้างตลาดกล่าวว่า

ภาษี ธุรกรรมได้รับการลอยในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาหลายปีท่ามกลางการเจริญเติบโต พุ่งสูงขึ้นจากการซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ แต่ล้มเหลวที่จะได้รับอย่างมีนัยสำคัญใด ๆ ฉุด ฝ่าย นิติบัญญัติถูกสดชื่นในเดือนมกราคมเมื่อรัฐมนตรีสหภาพยุโรปได้รับการอนุมัติ เงินทุนภาษีธุรกรรมในประเทศเยอรมนี, ฝรั่งเศส, อิตาลี, สเปนและเจ็ดประเทศยูโรโซนอื่น ๆ

กฎหมาย ของสหภาพยุโรปดังนี้อากรแสตมป์ภาษีของสหราชอาณาจักรสำรองดำเนินการในปี 1986 ซึ่งกำหนดภาษีการทำธุรกรรมไร้กระดาษและมาบาง 40 ปีหลังจากสหรัฐเศรษฐศาสตร์เจมส์โทบินแรกลอยความคิด สัปดาห์ ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปภาษีข้าราชการ Algirdas Semeta สนับสนุนผู้สนับสนุนสหรัฐในการติดตามความพยายามของพวกเขาอ้างว่าภาษีธุรกรรม ทั่วโลกในที่สุดจะเป็นจริง

Harkin และ DeFazio เมื่อปลายเดือนมกราคม touted ตัดสินใจของสหภาพยุโรปและกล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะรื้อฟื้นการเรียกเก็บ เงินภาษีของพวกเขาใน “สัปดาห์ที่ผ่านมา.” จัดตั้งภาษีที่คล้ายกันในยุโรปพวกเขากล่าวว่าทำให้มันยากขึ้นสำหรับผู้ค้า สหรัฐที่จะข้ามไปต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงมัน .

“ภาษีธุรกรรมทางการเงินของเราควรจะไม่มีเกมง่ายๆ” DeFazio กล่าว “ในเดือนที่ผ่านมาประเทศของเราจะต้องมีการตัดสินใจที่ยากที่จะได้รับกลับมาบนเกาะการคลังเสียง.”

ทางต่ำเทคนิคการแก้ปัญหา High-Tech

 

เท รดเดอร์ แต่ไม่เปิดเผยว่าความกระตือรือร้นเดียวกันเถียงภาษีจะเป็น “ความผิดพลาดใหญ่” นำไปสู่ผลที่ไม่ตั้งใจในขณะที่ไม่ได้รับการปัญหาหลัก

ในความเป็นจริงพวกเขาคิดว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะผ่านที่ทั้งหมดจะไม่สามารถได้รับการสนับสนุนมากพอที่ทั้งสองด้านของทางเดิน

“มีศูนย์ให้โอกาสไม่มี” มันผ่านโจ Saluzzi ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนการค้ากล่าวว่า Themis

Saluzzi และเทรดดิ้ง Bright ดิ๊กยอมรับว่าการซื้อขายความถี่สูงมีข้อบกพร่อง แต่พวกเขาเชื่อว่าภาษีเพียงจะกีดกันการลงทุนในทั่วไป มีวิธีที่ดีกว่าไกลเพื่อจัดการกับปัญหาที่พวกเขากล่าวรวมทั้งการดำเนินการค่าธรรมเนียมในการยกเลิกคณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้รับคำสั่งเป็น

“ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะโจมตีการซื้อขายความถี่สูง – ความคิดคาสิโนระยะสั้น – คุณไม่ทำมันด้วยภาษี” Saluzzi กล่าว

เนื่อง จากความเร็วเลี่ยงการทำธุรกรรมคอมพิวเตอร์พ่อค้าความถี่สูงอยู่ที่ประมาณ เพื่อยกเลิก 99% ของคำสั่งของพวกเขาอุดตันและ bogging ลงตลาดด้วยการสั่งซื้อที่ไม่เคยเต็มไป

ภายใต้ค่าบริการที่เรียกว่ากำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นหลักจะออกคำสั่งให้ทุกคนที่ต้องจ่ายค่าสำหรับการยกเลิกการทำธุรกรรม Saluzzi ที่เปรียบเทียบมันกับแผนข้อมูลร์ทโฟนที่มีราคาแพงมากขึ้นจะกลายเป็นมากขึ้น กิกะไบต์มีการใช้บอกว่ามันจะกระทบโดยตรงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อขายความ ถี่สูง

กฎ อาจจะเขียนในลักษณะที่ยกเงินเป็น funneled กลับเข้ามาในอุตสาหกรรมการเงิน – มากกว่าสระว่ายน้ำภาษีเบ็ดเตล็ด – เพื่อปรับปรุงการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและกองทุน ก.ล.ต. ว่าจะ “มากขึ้นอร่อยกับนักลงทุน” Saluzzi กล่าว

ผู้เล่นในตลาด Testing Solutions

แลกเปลี่ยนได้ทดลองกับวิธีการที่คล้ายกันของ HFT กำจัดในอดีต

ดอย Borse แนะนำภาษีปีที่ผ่านมาว่าค่าใช้จ่ายสูงผู้ค้าสำหรับ “สั่งการค้า” อัตราส่วนและตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนมีค่าที่คล้ายกันในสถานที่สำหรับปี

อินเตอร์ คอนติเน Exchange (ICE) ในปี 2011 ดำเนินการ “ความถี่สูงนโยบายการค้า” ว่า บริษัท ได้กล่าวว่าตั้งแต่เป็น “ที่มีประสิทธิภาพสูง” เพราะมัน discourages ส่งข้อความที่ไม่มีประสิทธิภาพและมากเกินไปโดยไม่สูญเสียสภาพคล่องในตลาด

ใน ปีแรกค่าถูกนำมาใช้อัตราส่วนของ Ice ถ่วงน้ำหนักหรือสัดส่วนร้อยละของการสั่งซื้อโดยใช้ขนาดน้ำหนักไปยังอีกการ ซื้อขายลดลง 63% ในตลาดฟิวเจอร์ของ

รอง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ICE โยนเวลาที่เรียกว่าข้อเสนอนโยบายกับผู้ค้าความถี่สูง “รุนแรงและยังไม่ทดลอง” บอก ICE จะทุ่มเทเพื่อหานโยบาย sounder ที่จะไม่ลงโทษสุดเหวี่ยงภาคหรือระเหยสภาพคล่อง

สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์

“วันนี้ผลงานโฆษณาอาจจะ ไม่ใช่แค่สร้างสรรค์ แปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่า หรือกระตุ้นยอดขายให้แก่แบรนด์นั้น ๆ ด้วย”

สอดรับกับแนวคิดของนายภา วิต จิตกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีอำนาจอยู่ในมือมากขึ้น จากช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้บริโภค ทำให้แบรนด์สินค้าต้องมีความพิถีพิถัน ใส่ใจผู้บริโภคมากขึ้นว่าต้องการอะไร มีรูปแบบและไลฟ์สไตล์แบบใด

“งานโฆษณาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการ สร้างการรับรู้เบื้องต้น และผู้บริโภคก็เลือกที่จะเสพคอนเทนต์มากขึ้น และเลือกรับสื่อจากหลากหลายช่องทาง ทำให้รูปแบบวิธีการทำของโฆษณาต้องเปลี่ยนตามไปด้วย”

สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ารักและผูกพันกับแบรนด์นั้น ๆ แต่กว่าที่จะทำให้รู้สึกรักแบรนด์ แบรนด์เองก็ต้องแสดงความจริงใจผ่านการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือกิจกรรมอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์แบบยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม มองว่าการสร้างสรรค์โฆษณาแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หลักของแต่ละแบ รนด์ โดยไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ช่องทางการสื่อสารอาจเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะปัจจุบันผู้บริโภครับสื่อมากกว่า 1 ช่องทางในเวลาเดียวกัน ดังนั้น การสร้างงานโฆษณาก็ต้องบูรณาการสื่อในหลากหลายช่องทาง ทั้งโมบาย ออนไลน์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการสื่อสารสูงสุด

ขณะเดียวกัน วันนี้ผู้บริโภคเป็นเสมือนตัวแทนของแบรนด์ เพราะมีอำนาจทางการสื่อสารอยู่ในมือ พอใจหรือไม่พอใจอะไรก็สามารถแชร์ความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียทันที ซึ่งจะสร้างพลังบวกและลบให้แก่แบรนด์ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นแบรนด์ต้องจริงใจ อย่าโกหก เพราะผู้บริโภคสามารถเกิดประสบการณ์ร่วมได้ตลอดเวลา

สำหรับเทรนด์ โฆษณาปีนี้แบ่งเป็น 3 เทรนด์หลัก ได้แก่ 1.More Emotion การสร้างผลงานโฆษณาแต่ละชิ้น อาจจะต้องเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภค ด้วยวิธีการเล่าเรื่องผ่านหนังโฆษณา แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติของสินค้า เช่น นมดัชมิลล์ ชุด Magic for Life ที่นำเอาประโยชน์ของการดื่มนมมาเล่าผ่านความฝันของแต่ละคน

ตามด้วย 2.Idea with the Story สร้างความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นกับแบรนด์ ด้วยการสร้างเรื่องราว และ 3.More Social โฆษณาหนึ่งชิ้นจากนี้จะไม่ใช่แค่การ Share & Like อีกต่อไป แต่โฆษณาชิ้นนั้นต้องทำให้เกิดการบอกต่อ วันนี้ต้องยอมรับว่าสื่อดิจิทัลมีผลต่อผู้บริโภค ทำให้รูปแบบโฆษณาเปลี่ยนไป จากเดิมหนังโฆษณาจะเป็นตัวหลักที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจ และเกิดการบอกต่อบนออนไลน์ แต่ปัจจุบันออนไลน์กลับเป็นแรงผลักดันให้เกิดการบอกต่อ กลายเป็นกระแส แล้วค่อยย้อนกลับมาที่หนังโฆษณาบนทีวี

ด้านนายวินิจ สุรพงษ์ชัย ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมโฆษณาแอดเฟส (ADFEST) กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมโฆษณาเปลี่ยนไปจากจำนวนสื่อที่เพิ่มขึ้น ทำให้รูปแบบงานโฆษณา ครีเอทีฟต้องเปลี่ยนไป เพื่อปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้อง ปีนี้จึงเพิ่มประเภทการตัดสินเป็น 16 ประเภท จากเดิม 14 ประเภท โดยเพิ่ม Effective Lotus หรือผลงานที่ตัดสินจากความคิดสร้างสรรค์และสร้างยอดขาย และ “Mobile Lotus” รูปแบบโฆษณาและการสื่อสารบนมือถือรวมถึงขยายขอบเขตของผู้ส่งผลงานครีเอทีฟ โฆษณาไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง จากที่จำกัดอยู่แค่เอเชีย-แปซิฟิก และยังจัดกิจกรรม ADFEST+D&AD Academy ซึ่งเป็นเวิร์กช็อปสำหรับครีเอทีฟรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 30 ปี

คาด ว่าปีนี้จะมีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 3,500 ชิ้นงาน ใน 16 ประเภท และจะมีผู้เข้าร่วมจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และตะวันออกกลางกว่า 1,400 คน ทั้งนี้ งาน ADFEST จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 16 โดยปีนี้จัดภายใต้ธีม “คอนเน็กต์ เดอะ ดอตส์ (Connect the dots)” การเชื่อมต่อผู้คน สื่อ ความคิด กลยุทธ์ การตลาด ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ประสบการณ์ และเครื่องมือทางการสื่อสารให้เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

 

แบงค์แจงเหตุเงินแข็ง


นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุมหารือกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ หอการค้าไทยจะเสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการเจรจาเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ไทยกับอียู เพราะหากรัฐบาลยังล่าช้าอาจทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขันในตลาดโลก หลังจากสหรัฐมีนโยบายที่จะเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียู และการเจรจาเอฟทีเอจะแก้ปัญหาเรื่องการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ที่จะเกิดขึ้นใน 1-2 ปีนี้

นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ส่วนประเด็นอื่นจะเน้นการลดอุปสรรค และเพิ่มความร่วมมือ อาทิ การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.ดูแลได้ดี และเอกชนไม่ได้กังวลว่าค่าบาทจะเป็นเท่าไร แต่ไม่ต้องการให้ผันผวนและสอดคล้องกับค่าเงินของประเทศคู่แข่งเป็นสำคัญ

นาย พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ไทยต้องทำควบคู่ 2 ด้าน คือ เปิดเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู และเจรจาขยายกรอบการค้ากับสหรัฐ จากเดิมเป็นความร่วมมือการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ ไปสู่ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี)

นายประสารกล่าวว่า ผลขาดทุนดังกล่าว ธปท.สามารถบริหารจัดการและดูแลตัวเลขได้ ไม่มีผลกระทบทำให้เงินกองทุนของ ธปท.ติดลบ เนื่องจาก ธปท.จะมีรายได้จากการเพิ่มเงินเข้าไปในตลาดการเงินด้วย ซึ่งแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่รายได้ดังกล่าวจะถูกบันทึกในบัญชีฝ่ายออกบัตร ซึ่งปัจจุบันมีกำไร 8 แสนล้านบาท ถ้าหักจากการขาดทุนของฝ่ายการธนาคาร 5 แสนล้านบาทแล้ว ฐานะธนาคารยังมีกำไร 3 แสนล้านบาท ซึ่งในการดูแลฐานะของธนาคารกลางทั่วโลก จะเข้าใจว่าฝ่ายการธนาคารที่เป็นระบบในการดูแลตลาดการเงินสามารถขาดทุนได้

ที่ บอกว่าเราขาดทุนจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าเราจะเจ๊ง หรือไม่สามารถทำหน้าที่ธนาคารกลางได้ เพราะระบบบัญชีเราแยกออกเป็น 2 ฝั่งชัดเจน ในฝั่งที่เป็นสินทรัพย์กับฝั่งที่เป็นหนี้สิน ซึ่งในฝั่งหนี้สินปรับขึ้นลงได้ตลอดเวลา ขึ้นกับแนวโน้มดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ที่ผ่านมาเคยมีแนวคิดที่จะรวมบัญชี แต่เมื่อถูกคัดค้านก็พับไป เพราะในการดูแลฐานะธนาคารกลาง ทั้งที่เป็นฝ่ายลงทุนหรือบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เขาเข้าใจว่า ฐานะธนาคารกลางขาดทุนได้ จนกว่าฐานะธนาคารกลางเริ่มมีปัญหาและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นที่จะซื้อ พันธบัตรของ ธปท. แต่ขณะนี้ยังมีคนสนใจประมูลซื้อตลอดเวลาŽ นายประสารกล่าว

นาย ประสารกล่าวถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่า ขึ้นกับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะประชุมในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และตามข้อตกลง กนง.จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับดอกเบี้ยช่วง 7 วันก่อนการประชุม เพราะในตลาดการเงิน ทั้งดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน มีคนได้และเสียประโยชน์จำนวนมาก เชื่อว่าหลังการประชุม กนง.ไม่ว่าการตัดสินใจจะออกมาทิศทางใด แรงกดดันต่อการทำงานของ ธปท.ก็คงไม่หมดไป เป็นธรรมดาของธนาคารกลางทั่วโลก

นายประสารกล่าวว่า เครื่องมือในการดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนมีหลายอย่าง ดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่จะดึงให้เงินเข้าหรือออกได้ ส่วนการสนับสนุนให้เงินออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในประเทศที่จะไปลงทุนของผู้ประกอบการด้วย ซึ่งปีที่ผ่านมาพบว่ามีเงินไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีเงินเข้ามาลงทุน 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือว่าค่อนข้างสมดุลและช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินได้ระดับหนึ่ง

นาย ประสารกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการแทรกแซงจาก ธปท. แต่ต้องดูไม่ให้มากเกินไป เพราะหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งปีที่ผ่านมาถือว่าแทรกแซงน้อยมาก ดูได้จากปริมาณทุนสำรองทางการระหว่างประเทศค่อนข้างทรงตัว ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดจากการค้าขายสินค้าและ บริการ

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีเรื่องการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่มีตั้งแต่เบาไปหาหนัก ที่เบาก็จะเป็นเรื่องการรายงานการเข้าออกของเงิน การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศก็ต้องแจ้งเหตุผล การกำหนดระยะเวลาการถือครองว่าต้องไม่ต่ำในกี่ปี เช่น หากเงินเข้ามาลงทุนในพันธบัตร ก็ต้องถือไม่น้อยกว่า 1 ปี การกันสำรองทันที เหมือนที่เคยประกาศใช้เมื่อ 5 ปีก่อนแล้วผลกระทบรุนแรงมากหรือที่แรงสุดคือ การเก็บภาษีจากเงินที่เข้ามาลงทุน ซึ่งในเรื่องการควบคุม จะไม่ค่อยประกาศใช้ เพราะมีผล

กระทบต่อการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อ ถือของประเทศ สำหรับอัตราดอกเบี้ยนั้น ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่า มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนมากน้อยเพียงใด เพราะจะมีอิทธิพลในแต่ละประเภทแตกต่างกัน

ด้านนายสมเกียรติ ศิริชาติชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ยมาใช้ดูแลค่าเงินบาทในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อเงินทุนไหลเข้า แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งไม่สามารถใช้มาตรการดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว การลดดอกเบี้ยอาจกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศมากเกินไป และจะทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่ รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อด้วย ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเงินเฟ้อกระทบต่อเศรษฐกิจแล้ว จะมีผลกระทบในวงกว้าง

นายสม เกียรติกล่าวว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ยนั้น ต้องเก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น หากพิจารณาความเห็นทั้งสองด้าน ก็ถูกทั้งคู่ แต่สถานการณ์เรื่องค่าเงินบาทในขณะนี้ สบายใจได้ในระดับหนึ่ง เงินบาทเริ่มนิ่ง ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อาจกระทบต่อเงินเฟ้อ และต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยประมาณการเงินเฟ้อในปีนี้อยู่ที่ 3-3.6% ภายใต้สมมติฐานว่าราคาน้ำมันอยู่ที่ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่การที่ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว อาจเป็นปัจจัยกระทบต่อราคาน้ำมันในระยะต่อไปได้ ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายมีทั้งเข้าและออก ธปท.ดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว หากใช้นโยบายการเงินแก้ปัญหา ต้องใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์จึงจะเห็นผล

นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในการเยือนประเทศเบลเยียม ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ระหว่างวันที่ 6-7 มีนาคมนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายคือไทยและสหภาพยุโรป (อียู) จะประกาศเปิดเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อียู อย่างเป็นทางการ หลังจากที่รัฐบาลไทยนำกรอบการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เสนอต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และได้ให้ความเห็นชอบแล้ว คาดว่าการเจรจาจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี

 

ดอลลาร์ยังคงร่วงต่อเนื่อง

การเงิน

 

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐสำคัญที่ตลาดจับตา ได้แก่ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เผยดัชนีภาวะธุรกิจรัฐนิวยอร์คเดือน ม.ค., กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือน ธ.ค. และ Conference Board เผยดัชนีการจ้างงานเดือน ม.ค. (4/2), สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (IMS) เผยดัชนีภาคบริการเดือน ม.ค. (5/2), กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เผยตัวเลขประมาณการครั้งแรกสำหรับประสิทธิภาพการผลิตและต้นทุนแรงงานต่อ หน่วยประจำไตรมาส 4/2012 (7/2), กระทรวงพาณิชย์ สหรัฐเผยข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือน ธ.ค. และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผยข้อมูลสต๊อกสินค้าภาคค้าส่งเดือน ธ.ค. (8/2)

 

อย่าง ไรก็ดี ในช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง จากแรงจากกลุ่มผู้นำเข้าในช่วงสิ้นเดือน ประกอบกับตลาดขาดปัจจัยบวกใหม่ ๆ เข้ามาสนับสนุน แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงยืนยันที่จะดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษต่อไป จนกว่าอัตราว่างงานจะลดลงอย่างมากก็ตาม โดยเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในกรอบ 0-0.25% ตามคาด และจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเข้าซื้อตราสารหนี้ในอัตรา 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือนต่อไป โดยให้เหตุผลว่าเป็นสิงจำเป็นสำหรับการปรับลดอัตราการว่างงานประกอบกับตัว เลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่อ่อนแอ ซึ่งดูเหมือนว่าจะสนับสนุนมุมมองของเฟดที่ยังต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะกดดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักก็ตาม โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เผยตัวเลขประมาณการครั้งแรกของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาย ในประเทศ (จีดีพี) ที่แท้จริงประจำไตรมาส 4/55 หดตัว 0.1% ในไตรมาส 4 หลังจากขยายตัว 3.1% ในไตรมาส 3/55 และตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 38,000 รายสู่ 368,000 รายในสัปดาห์นี้ แต่เรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้หนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแต่อย่างใด โดยเงินบาทได้แรงกดดันจากการขายหุ้นและพันธบัตรระยะสั้นในประเทศของกลุ่มนัก ลงทุนในช่วงท้ายสัปดาห์ ทั้งนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 29.71-29.985 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 29.82/83 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

 

สำหรับ การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุล หลักอื่น ๆ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (28/1) ที่ระดับ 1.3463/65 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (25/1) 1.3423/26 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ภายหลังจากที่ธนาคารในยุโรปกำลังชำระคืนหนี้เงินกู้ฉุกเฉินที่กู้ไปจาก ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในช่วงวิกฤตหนี้ในวงเงินที่สูงกว่าคาด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นในยุโรป ประกอบกับตัวเลขทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในกลุ่มยูโรโซนออกมาแข็งแกร่ง อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีและยุโรป หนุนให้เงินยูโรทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปรับตัวแข็งค่าใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 14 เดือนเหนือ 1.3600 ดอลลาร์/ยูโรในช่วงท้ายสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นการพุ่งขึ้นรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 1 ปี นอกจากนี้ การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปของเฟด เป็นอีกหนึ่งแรงหนุนให้เงินยูโรเคลื่อนไหวในแนวแข็งค่าต่อเนื่องจนกระทั่ง ปิดตลาดท้ายสัปดาห์ แม้ว่าในช่วงท้ายสัปดาห์ตัวเลขเศรษฐกิจในยุโรปที่อ่อนแอ อาทิ ยอดค้าปลีกในเยอรมนี ได้เข้ามากดดันตลาดในช่วงสั้น ๆ แต่เงินยูโรก็ยังคงอยู่ในระดับสูง และนักลงทุนคาดว่า ยูโรจะแข็งค่าขึ้นต่อไปในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ทั้งนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 1.3413-1.3656 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 1.3653/54 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

 

ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนนั้น ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (28/1) ที่ระดับ 91.06/10 เยน/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (25/1) ที่ระดับ 90.82/83 เยน/ดอลลาร์ ภายหลังได้รับผลกระทบจากสัญญาณที่สดใสของสินทรัพย์เสี่ยง ประกอบกับการคาดการณ์ที่ว่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นในญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี เงินเยนฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงสั้น ๆ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันที่มีอยู่ในตลาดได้ และกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง จากคำกล่าวของนายฮิโรฮิเดะ ยามากูชิ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่ว่า บีโอเจอาจผ่อนคลายนโยบายการเงินลงอีกหากจำเป็น ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดจนถึงขณะนี้ของผู้กำหนดนโยบายของบี โอเจว่า อาจจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษบกิจอีกเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ ที่ระดับ 2% เป็๋นอีกหนึ่งแรงกดดันให้เงินเยนเคลื่อนไหวในแนวอ่อนค่าต่อเนื่องจนกระทั่ง ปิดตลาดท้ายสัปดาห์ ทั้งนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 90.30-92.29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 92.16/19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ