ตลาดหุ้นส่อแนวฟื้นตัวระยะสั้น

สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้เปิดตลาดที่ระดับ 1.3330/32 ดอลลาร์/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (28/8) ที่ระดับ 1.3366/69 ดอลลาร์/ยูโร เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากความวิตกเกี่ยวกับมาตรการชะลอโครงการเข้าซื้อ สินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐในเดือนหน้า นอกจากนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรยังคงปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ลงมาต่ำกว่าระดับ 1.3300 ดอลลาร์/ยูโร หลังจากตัวเลขอัตราการว่างงานของเยอรมันปรับตัวเพิ่มขึ้น 7,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะปรับตัวลดลง 5,000 ตำแหน่ง แสดงถึงความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของภาคแรงงาน แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายตลาดค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยหลังจากได้รับแรงหนุน จากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของอิตาลีเดือนสิงหาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 98.3 จากระดับ 97.3 และมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 97.8 ทั้งนี้ ในระหว่างวันกรอบการเคลื่อนไหวของสกุลเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.3252-1.3345 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.3267/69 ดอลลาร์/ยูโร

สำหรับค่าเงินเยนวันนี้เปิดตลาดที่ระดับ 97.78/80 เยน/ดอลลาร์ ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (22/8) ที่ 97.35/36 เยน/ดอลลาร์ จากการทำกำไรของนักลงทุน หลังจากก่อนหน้านี้ที่เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการเข้ามาถือครองมากขึ้นของนักลงทุนในฐานะที่เป็นสกุลเงินปลอดภัย หลังจากมีความกังวลว่าสหรัฐอาจจะดำเนินมาตรการทางทหารต่อประเทศซีเรีย นอกจากนี้ ในระหว่างวันค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องและขึ้นมายืนเหนือ ระดับ 98.00 เยน/ดอลลาร์ มีกรอบการเคลื่อนไหวของระหว่างวันอยู่ที่ระดับ 97.26-98.43 เยน/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 98.13/15 เยน/ดอลลาร์

อนึ่ง ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% สู่ระดับ 7.00% ตามการคาดการณ์ของนักลงทุน เพื่อปกป้องค่าเงินหลังจากที่ค่าเงินรูเปียห์ที่ดิ่งลงอย่างหนักในช่วงที่ ผ่านมา

ข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการผู้ว่างงานประจำสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไตรมาสสองของสหรัฐ (GDP), อัตราเงินเฟ้อ, อัตราการว่างงานของกลุ่มยูโรโซน และประเทศอิตาลี

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 29 ส.ค. ดัชนีฟื้นขึ้นหลังจากที่นักลงทุนกลับเข้ามาซื้ออีกครั้ง เพราะตลาดได้ปรับตัวลดลงมากแล้วในช่วงสิบวันที่ผ่านมา (15-28 ส.ค.)

อย่าง ไรก็ตาม ยังไม่มีประเด็นใหม่ที่ขับเคลื่อนให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปต่อได้มากนัก ตรงกันข้ามแรงกดดันในต่างประเทศ เช่น กรณีที่ซีเรียที่ใช้ความรุนแรงด้วยการปล่อยอาวุธเคมีในสงครามกลางเมือง ได้ส่งผลให้สหรัฐและประเทศพันธมิตรออกมาหารือเพื่อหาทางตอบโต้ ซึ่งทำให้เกิดความอึมครึมทางการเมืองระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ ซึ่งหลายฝ่ายจับตาว่าจะมีการลดอัดฉีดเงินตามมาตรการทางการเงินเชิงปริมาณ (QE) ก็ถือเป้นประเด็นที่สร้างแรงถ่วงให้กับการลงทุนด้วย

ดังนั้น ในวันที่ 30 ส.ค.ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนและค่อนข้างเปราะบาง โดยมีแนวรับ 1,280 จุด และแนวต้าน 1,300-1,315 จุด แนะนำนักลงทุนใช้ความระมัดระวัง

คอนโดโตเร็วน่าลงทุน

นาย เกริกกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ธนาคารพาณิชย์แจงต้นทุนดอกเบี้ยแท้จริง และอาจเสียเปรียบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้น มองว่ากลุ่มลูกค้าเป็นคนละกลุ่มกัน ซึ่งกลุ่มลูกค้าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้นเป็นกลุ่มตลาดต่ำกว่าของ ธนาคารพาณิชย์ เป็น กลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริง จึงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก

นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายความเสี่ยง ธปท. กล่าวถึงกรณีที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยืนยันว่าภาวะตลาดไม่มีฟองสบู่ อย่างที่หลายฝ่ายกังวลว่าต้องฟังเสียงของผู้ประกอบการและทาง ธปท.เองไม่ได้มองแง่ร้ายไปทุกอย่าง เพราะการที่ผู้ประกอบการออกมายืนยัน แสดงว่าต้องมีข้อมูลที่ดี หรือต้องการสร้างบรรยากาศที่ดีแก่ธุรกิจ ซึ่งทาง ธปท.ก็ต้องฟังแบบมีน้ำหนักและเหตุผลประกอบ

นายสมบูรณ์กล่าวว่า ด้านแนวโน้มการซื้ออาคารชุดมาปล่อยเช่าต่อหรือเก็งกำไรเพิ่ม ขึ้นนั้น มองว่านักลงทุนอาจจะมีความชำนาญในเรื่องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์พอสมควร และต้องทราบถึงความรู้สึกของตลาด ซึ่งคนที่จะซื้อเพื่อเก็งกำไร ต้องมีเงินสำรองพอสมควร หากกู้มาเพื่อเก็งกำไร คงไม่คุ้มค่า โดย ธปท.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลในเรื่องนี้ เพื่อให้ได้สถานการณ์ที่แท้จริง

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่มีแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อบ้านหลังที่ 2 ว่า ขณะนี้ทาง ธปท.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลอยู่ ซึ่งยังไม่ดำเนินมาตรการใดจนกว่าข้อมูลจะเสร็จเรียบร้อย โดย ธปท.ย้ำให้ธนาคารพาณิชย์ควบคุมมาตรฐานในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย และแสดงความเป็นเรื่องการแข่งขันดอกเบี้ยบ้าน 0% เนื่องจากจะทำให้ลูกค้าไม่รู้ภาระดอกเบี้ยที่แท้จริง

“การออกมาแข่ง ขันดอกเบี้ย 0% สะท้อนว่าธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันปล่อยสินเชื่อมากจนไม่สามารถลดดอกเบี้ย ให้ต่ำกว่านี้ได้ ในการทำโปรโมชั่น จะมีเส้นแบ่งว่า ตลอดอายุโครงการปล่อยดอกเบี้ยต้องเป็นเท่าไหร่ โดยคิดจากค่าเฉลี่ย แล้วลดตรงนี้ เพิ่มตรงนั้น ในที่สุดแบงก์ก็จะได้ดอกเบี้ยที่ต้องการ และทำให้ลูกค้าไม่เห็นต้นทุนดอกเบี้ยที่แท้จริงและเข้าใจผิดคิดว่าดอกเบี้ย สินเชื่อบ้านที่ตัวเองได้รับ เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในตลาด” นายเกริกกล่าว

 

 

หุ้นร่วงหนัก เงินสพัดกว่าแสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กฏเกณฑ์ในการบังคับขายหุ้นนั้น จะมีการบังคับในบัญชีเครดิตบาลานซ์ หากหลักทรัพย์ที่วางค้ำประกันบัญชีมีมูลค่าลดลงเกิน 50 % โบรกเกอร์จะบังคับขายหุ้นที่มีอยู่เพื่อให้ได้วงเงินค้าประกัน ที่ได้ตกลงไว้ ทั้งนี้ หากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลงเกิน 5 % เจ้าหน้าที่การตลาดหรือมาเก็ตติ้งจะติดต่อผู้เปิดบัญชีเพื่อแจ้งเตือน หากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลง 30 % เจ้าของบัญชีจะต้องนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันบัญชีเพิ่ม และหากเกิน 50 % บริษัทหลักทรัพย์จะบังคับขายหุ้นเพื่อเพิ่มหลักประกันของบัญชี

นายจรัมพร  โชติกเสถียร  กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)เปิดเผยว่า ดัชนีที่ปรับตัวลงแรงวันนี้ เป็นเรื่องปกติ หากเทียบเป็นระดับเปอร์เซ็น เพราะที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปสูงมากมาตั้งแต่ปีทีjแล้วมากกว่า 40 %  และไม่มีการเทขายของนักลงทุนต่างประเทศ เป็นนักลงทุนรายย่อยเท่านั้นที่ซื้อขายหุ้น
“หุ้นปรับตัวลดลง 4-5 %นั้นเป็นเรื่องปกติ  เพราะที่ผ่านมาหุ้นขึ้นไปกว่า 40 % จึงมีโอกาสปรับตัวลงได้  ทั้งที่ไม่มีปัจจัยใกระทบ และนักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้ขายหุ้นมาก ทำให้เห็นว่าการที่หุ้นลงในครั้งนี้เป็นคนไทยที่เล่นกันเองทั้งนั้น ในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว อย่างในวันที่ 4 กันยายน 2554  ดัชนีหุ้นก็เคยร่วงเป็น 100 จุด”
การที่หุ้นปรับตัวลดลงในครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้กับนัก ลงทุนที่ไม่ดูปัจจัยพื้นฐาน และสะท้อนให้เห็นว่าหุ้นมันจะไม่ขึ้นตลอดไป และมีโอกาสที่ปรับตัวลดลงได้ทุกเมื่อ ส่วนนักลงทุนที่เลือกซื้อหุ้นจากปัจจัยพื้นฐานจริงๆ การลดลงของราคาหุ้นนั้นอาจเป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้าซื้อหุ้นมากขึ้นก็ได้ และหากมองในแง่ดี อาจช่วยให้ผู้ที่ต้องการซื้อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(แอลทีเอฟ)เข้าซื้อใน จังหวะนี้

ในส่วนมาตรการของตลาดหลักทรัพย์ในการรับมือในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงใน ช่วงนี้นั้นยังไม่มีมาตรการอะไรออกมา ทั้งนี้หากดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงเกิน 5 % ตลท.จะต้องแจ้งให้กับ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และกระทรวงการคลัง ถึงสถานการณ์ที่หุ้นปรับตัวลดลง และหากหุ้นตกลงถึง 10 % ถึงจะมีการหยุดการซื้อขายชั่วคราว ส่วนเรื่องบังคับขายหุ้น(ฟอร์ซเซล) นั้นจากการพูดคุยกับบริษัทหลักทรัพย์ ยังไม่พบความผิดปกติในเรื่องดังกล่าวและยังไม่ห่วงในปัญหานี้  แต่ทั้งนี้ก็ทางตลท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ด้านนายประสาร  ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ในช่วงเช้าวันที่ 22 มีนาคม ว่าตลาดหุ้นซึ่งปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเงินทุนจากต่าง ประเทศแต่อย่างใด เนื่องจากดูจากการซื้อขายแล้วนักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ หมายความว่าผู้ที่ขายสุทธิน่าจะเป็นนักลงทุนไทยและจากตัวเลขเงินทุนเคลื่อน ย้ายเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ก็พบว่าเงินทุนจากต่างประเทศไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เท่าใดนัก ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตลาดพันธบัตร
“ภาวะของตลาดหุ้นในช่วง 2-3 วันนี้ ที่หลายฝ่ายมองว่านักลงทุนกังวล ถึงมาตรการของธปท. ที่มาดูแลค่าเงินบาทนั้นคงไม่ใช่ โดยมองว่าภาวะที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวของตลาดหุ้นที่ดัชนีพุ่งขึ้นมาเร็ว และแรง เป็นลักษณะการปรับฐานของตลาดหุ้น อย่างที่ได้มีเคยเตือนกันก่อนหน้าว่านักลงทุนก็ต้องระวังในหุ้นบางตัวที่มี ราคากระโดดมากผิดปกติและการที่หุ้นปรับลดลงก็เป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นใน ภูมิภาค” นายประสารกล่าวและว่า
อย่างไรก็ตามที่มีข่าวว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้หารือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึงการวางหลักประกันบัญชีเงินสดในการซื้อขายหุ้นเพิ่ม(มาร์จิ้น) จาก 15% เป็น 20%นั้น ไม่น่าจะมีนัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง
นายประสาร ได้กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทว่า ใน 2 เดือนที่ผ่านมาก็เห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างยืดหยุ่นก็ยังคงทำงานอยู่ เห็นได้จากเมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าไประดับหนึ่งก็ได้อ่อนค่าลง ซึ่งการที่ทางธปท. จะออกมาตรการอะไรหรือไม่นั้นก็ไม่อยากพูดถึงให้มากนัก
นางผ่องเพ็ญ  เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน กล่าวว่า ทางธปท.ก็ยังคงติดตามและจับตาดูสถานการณ์ของค่าเงินบาท รวมถึงภาวะเงินทุนไหลเข้าไหลออกอย่างใกล้ชิดและมีเครื่องมือที่ดูแลอยู่แล้ว ซึ่งการที่ทางธปท. จะดำเนินการอะไรนั้นคงไม่สามารถมาบอกล่วงหน้าหรือเปิดเผยได้
นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการอำนวยการ สายงานวิจัย บริษัท เอเชียพลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยยังปรับฐานต่อเนื่องจากก่อนหน้าตลาดมีความมั่นใจการลงทุนในหุ้น ค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อตลาดลงก็คงจะมีการบังคับขายตามเกณฑ์ออกมา เพราะที่ผ่านมาโบรกเกอร์ปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ค่อนข้างมาก ขณะที่ต่างชาติก็ยังคงเทขายอย่างต่อเนื่อง

 

 

ทั้งนี้การบังคับขายหุ้นต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้  เพราะก่อนหน้านักลงทุนมั่นใจมาก ก็ซื้อหุ้นตลอด วันนี้หุ้นตกลงแรง นักลงทุนต่างชาติยังขายต่อเนื่องเพราะซื้อมาเยอะ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเริ่มมีทิศทางการขายออกแล้ว หลังจากที่ซื้อเข้ามาเยอะมาก
ด้านนายอภิชาติ   ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดในวันนี้ปรับตัวลงแรงมาก  เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวนในหลายเรื่อง ทั้งในเรื่องของพรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่มีผู้ต่อต้านมากขึ้น และการเพิ่มการวางหลักประกันหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหุ้นเงินสดเป็น 20 % ทำบางกลุ่มต้องขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยงของตัวเองลง ในส่วนของการบังคับขายหลักทรัพย์นั้นมีก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มมากขึ้นค่อนข้างชัดเจน แต่ไม่สามารถระบุเป็นตัวเลลขได้ ทำให้นักลงทุนพากันขายหุ้นในช่วงนี้

 

 

 

หุ้นบลูชิพยังคงได้รับความนิยม

 

ใน ข่าวสารขององค์กร, Time Warner (TWX) กล่าวว่ามันจะหมุนออกเวลา, Inc ซึ่งเป็นหนึ่งใน บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดสำนักพิมพ์อเมริกันเป็น บริษัท ที่สาธารณชนซื้อขายของตัวเอง รอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ (RBS) กล่าวว่าบริการธนาคารที่ได้รับการ “หยุดชะงัก” ข้ามคืน แต่การแก้ไขโดยวันพฤหัสบดีเช้าเวลานิวยอร์ก

ราคาน้ำมันปรับ ตัวขึ้นในวัน สัญญามาตรฐานปีนขึ้นไปสหรัฐ $ 1.13, 1.3% ปิดที่ 91.56 $ บาร์เรล น้ำมันเบนซินใหม่ขายส่ง York Harbor ลดลง 0.04% เป็น 3.123 $ แกลลอน ปีนขึ้นไปทอง 20 เซนต์หรือ 0.01% ปิดที่ $ 1,575 ทรอยออนซ์

ตลาดต่างประเทศ

ยูโร STOXX 50 ขึ้นไป 0.41% 2691, อังกฤษดัชนี FTSE 100 เพิ่มขึ้น 0.18% เป็น 6439 และเยอรมัน DAX inched ขึ้น 0.26% เป็น 7940

ในเอเชียญี่ปุ่น Nikkei 225 ขยับขึ้น 0.3% เป็น 11,968 และจีนฮั่งเส็งลดลง 0.03% เป็น 11,968

ดาวโจนส์ผลักที่สูงขึ้นสำหรับวันที่ห้าในแถวปีนลึกเข้าไปในดินแดนไม่จดที่แผนที่เป็นผู้ค้าย่อยกำมือของการพาดหัวขององค์กรและเศรษฐกิจ

ตลาดวันนี้

ใน ฐานะของ 15:18 ET, ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 39 จุดหรือ 0.27% ปิดที่ 14,335, ดัชนี S & P 500 เพิ่มขึ้น 3.4 จุดหรือ 0.22% ปิดที่ 1,545 และ Nasdaq ปิดรับ 8.8 จุดหรือ 0.28%, 3231 .

เฉลี่ยสีน้ำเงินชิปได้ปีนขึ้นไปทั้งหมดคิดฟุ้งซ่านเวลาสองช่วงในแถวที่วอลล์สตรีทยังคงฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน ตลาดที่กว้างขึ้นได้ทำให้การเคลื่อนไหวสูงเช่นกันแม้ว่ากว้าง S & P 500 พยายามที่จะรับโมเมนตัมในวันพุธที่ มันก็ยังคงมีการซื้อขายที่สูงห้าปี แต่ยังคงมี 1.5% ไปก่อนกดปุ่มบันทึกของ

คดีของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นอย่างเต็มรูปแบบในวันพฤหัสบดีที่พบด้วยรุ่นที่ข้อมูลหลายและการตัดสินใจของธนาคารกลาง ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ kicked off วันโดยถืออัตราดอกเบี้ยและขนาดของโปรแกรมมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณคงที่ของตนตามที่คาดไว้ ธนาคารกลางยุโรปยังถืออัตราคงที่หลัก

ECB ได้รับหนึ่งในสถาบันของรัฐชั้นนำมีวัตถุประสงค์เพื่อหมองคล้ำวิกฤตหนี้ยูโร โซนของโดยถืออัตราดอกเบี้ยต่ำและการใช้โปรแกรมการให้กู้ยืมหลายพิเศษเพื่อ ช่วยให้ธนาคารทั่วหมู่ 17 สกุลเงินสมาชิก

บนด้านหน้าของสหรัฐสหรัฐขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นเป็น $ 44500000000 ในเดือนมกราคมจาก 38100000000 $ ในเดือนธันวาคม นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะทำให้เกิดช่องว่างที่เพิ่มขึ้นถึง $ 42600000000 ตัวเลขช่องว่างทางการค้าโดยตรงในการคำนวณของผลิตภัณฑ์ในประเทศไตรมาสแรกกำไรขั้นต้น – ขนาดใหญ่การขาดดุลมากขึ้นก็ลากลงการเจริญเติบโต แน่นอน, Barclays สับลดประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกจุด 0.2 เปอร์เซ็นต์ถึง 1.6% อยู่กับข้อมูล

ใน ขณะเดียวกันการให้คำปรึกษาทั่วโลก outplacement ชาเลนเจอร์สีเทา & คริสต์มาสกล่าวว่านายจ้างตัด 55,356 งานในเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 37% จาก 40,430 ในเดือนมกราคม ลดงานวางแผนเพิ่มขึ้น 7% จากเดือนเดียวกันในปี 2012 กรมแรงงานรายงานผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลง 7,000 ถึง 340,000 ลดลงเป็นสัปดาห์ที่สองตรง นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะอ้างว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 355,000 การเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเป็น 3,094,000 จาก 3,091,000 สัปดาห์ก่อน

รายงานการจ้างงานที่สำคัญทั้งหมดรายเดือนสำหรับเดือนกุมภาพันธ์มีกำหนดจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันศุกร์ที่

ในช่วงบ่ายที่ Federal Reserve เผยแพร่ภาพของเงื่อนไขเครดิตของผู้บริโภค

 

วิเคราะห์หุ้นวันนี้

ราคา Spot ปรับตัวลงเมื่อคืนวันศุกร์ เนื่องจากแรงกดดันจากสกุลเงิน US ที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเปลี่ยนการลงทุนจากสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปทองคำแท่งไปลงทุน ให้ค่าเงินสกุล US Dollar และตลาดหุ้นดาวโจนส์แทน ทั้งนี้ค่าเงิน US และตลาดหุ้นดาวโจนส์ ได้รับอานิงส์จากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐที่ประกาศออกมาดีอย่างต่อ เนื่อง รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นเกินคาด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยลดปัจจัยลบที่เกิดจากความวิตกกังวลในเรื่องมาตรการลด รายจ่ายของสหรัฐ ทำให้ราคา Spot ปรับตัวลดลงมาทดสอบแนวรับทางเทคนิค ที่ 1665/1667 ก่อนมีแรงขายทำกำไรดันราคาปรับตัวขึ้นมาช่วง 4 ทุ่ม ถึงตลาดให้ราคามาปิดที่ 1574

 

เรายังมองราคา Spot เป็นแนวโน้มขาลงอยู่ แม้ราคาอาจรีบาวด์ขึ้นได้ แต่ก็มีแนวต้านของ Fibonacci Retracement ที่ 38.2%, 50.0% ที่ราคา 1585 1593 ตามลำดับ

 

Gold Futures

 

สร้างกรอบการเคลื่อนไหวในระยะสั้นที่1562 – 1593

แนวรับ ($/oz)

1572

1567

1562

แนวต้าน ($/oz)

1584

1587

1593

 

SET50
ดัชนีSET50 ปรับตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  แต่ราคายังไม่สามารถผ่านแนวต้านทางเทคนิคที่สำคัญ 1021 ไปได้ ส่งผลให้ท้ายตลาดมีแรงเทขายทำกำไรเข้ามา สาเหตุอีกประการหนึ่งคือ นลท.เองมีความกังวล หลังจากดัชนี PMI ของจีนออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ โดยลดลงมาอยู่ที่ 50.1 จุด จาก 50.4 จุดในเดือนก่อน เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน แต่ยังสูงกว่าระดับ 50 จุด ที่บ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้เศรษฐกิจจีนเริ่มส่งสัญญาณความไม่แน่นอนอีกครั้ง รวมทั้งความกังวลต่อ สถานการณ์การเมืองของอิตาลี และการเจรจาปรับลดงบประมาณรายจ่ายของสหรัฐ อย่างไรก็ตามเรายังมองดัชนีSET50 ยังเป็นขาขึ้นอยู่ แม้ราคาอาจย่อลงได้ โดยมีแนวรับสำคัญทางเทคนิคที่ 1005 ที่เส้น EMA 200 วันในกราฟรายชั่วโมง แต่คาดว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านทางเทคนิคที่ 1021 อีกครั้งหลังจากนี้

 

SET50 Index Futures

 

สร้างกรอบการเคลื่อนไหวในระยะสั้นที่1007-1021

แนวรับ (pt.)

1010

1006

1001

 

แนวต้าน (pt.)

1015

1019

1021

 
Brent Crude Oil


ราคาน้ำมันยังปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง แม้คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับ Fibonacci 61.8% ที่ราคา 110 ได้ แต่ยังคงมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการลดการใช้จ่าย โดยอัตโนมัติของสหรัฐ ซึ่งความกังวลในเรื่องดังกล่าวได้สกัดปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็ง แกร่งของสหรัฐ ทำให้ราคายังคงไม่เคลื่อนไหวปรับตัวขึ้นไปได้ เรายังคงมองน้ำมันในระยะนี้เป็นขาลงอยู่ เนื่องจากราคายังคงอยู่ต่ำกว่าเส้น EMA ทั้ง 2 เส้น แม้ราคามีโอกาสปรับตัวรีบาวด์ขึ้นมาทดสอบแนวต้านที่ 112.5/113.5 ได้ แต่คาดว่ามีโอกาสปรับตัวลงได้อีกครั้งเนื่องจากยังไม่มีสัญญาณปรับตัวปรากฏ ขึ้น (Bullish Divergence) ให้เห็นในกราฟราคา

แนะนำหุ้นเด็ด ประจำวันที่ 19/02/13

- อีกหุ้นร้อน บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) พบว่าในช่วง 1 เดือน ราคาพุ่งขึ้นจาก 12.50 บาท ไปปิดที่ 15.60 บาท หรือ 24.8% มีการปรับตัวขึ้นที่ค่อนข้างน่าสนใจตามคาดการณ์ผลประกอบการที่มีแนวโน้มจะ ออกมาดี โดยบทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัสได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 16.50 บาท จาก 12.90 บาท เนื่องจากมีการปรับประมาณการกำไรปีนี้ขึ้นอีก 8% สะท้อนยอดขายมือถือ สมาร์ทโฟนที่ดีกว่าคาดการณ์ สำหรับกำไรในไตรมาส 4/55 คาดว่าจะลดลง 18% เมื่อเทียบไตรมาส 3/55 แต่เพิ่มขึ้น 56% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขึ้นมามีกำไรเป็น 233 ล้านบาท

หุ้นร้อนแรงในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา วิ่งปรู๊ดปร๊าดกันหลายตัว แม้แต่น้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเทรดวันแรกเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 56 บมจ.พรีเมียร์ โพรดักส์ (PPP) พุ่งกระฉูดจากราคาจองที่ 5 บาท ไปปิดที่ 12.30 บาท โกยกำไรไปถึง 146% ตามสูตรหุ้นน้องใหม่ที่มักได้รับเสียงตอบรับดีจากนักลงทุน โดยบริษัทคาดว่าในช่วงไตรมาส 1/56 จะล้างขาดทุนสะสมได้หมด ด้วยการนำกำไรจากผลประกอบการในปีཱི มาล้างขาดทุนสะสมประมาณ 60-70% ของยอดขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 90 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2555 ส่วนที่เหลืออีก 30% จะใช้เงินจากการขายหุ้นไอพีโอมาหักขาดทุนสะสม

- มาที่ บมจ.สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ (SF) ราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 56 หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานว่า CAPITAL RESEARCH AND MANAGEMENT COMPANY เข้ามาซื้อหุ้นอีก 0.26% ทำให้มีหุ้นในมือรวม 5.08% ทั้งนี้ช่วง 1 เดือน ราคา SF ปรับขึ้นจาก 7.50 บาท มาอยู่ที่ 9 บาท หรือเพิ่มขึ้น 20% ด้าน บล.ทิสโก้วิเคราะห์ว่า SF มีศักยภาพเพียงพอลงทุนในโครงการใหญ่ ซึ่งบริษัทจะใช้แหล่งเงินจากการกู้ยืมและเพิ่มทุน สำหรับสร้าง IKEA 2 พร้อมทั้งเห็นว่า SF ไม่มีความจำเป็นในการเพิ่มทุน เนื่องจากบริษัทมีเงินสดในมือสูงและสามารถนำเงินปันผลมาใช้ได้ โดยหันมาออกหุ้นปันผลให้กับนักลงทุนแทนเงินสด จึงยังแนะนำ “ซื้อ” SF มูลค่าที่เหมาะสม 9.60 บาทต่อหุ้น

เงินบาทยังคงผันผวน

 

ข่าวเศรษฐกิจ

ส่วนค่าเงินสกุลหลักอื่น ๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อาทิ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.3307/09 ดอลลาร์/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ (23/1) ที่ระดับ 1.3326/29 ดอลลาร์/ยูโร ทั้งนี้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงในช่วงต้นเป็นผลมาจากคำสั่งขายอัตโนมัติในช่วง ค่ำคืน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่าค่าเงินยูโรจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.3300-1.3330 ในช่วงนี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันมีการเผยตัวเลขข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีรวมผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตและภาคบริการของเยอรมนีประจำเดือนมกราคมอยู่ที่ 53.6 ซึ่งมากกว่าตัวเลขประจำเดือนธันวาคมซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.3 ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจของเยอรมนีได้ฟื้นตัวขึ้นในปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับความเห็นของนายดรากีที่กล่าวว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกฯเริ่มต้นได้ดีในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินยูโรขยับแข็งค่าเล็กน้อย แต่การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินสกุลนี้ยังคงมีประเด็นหลังจากที่กองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปยังคงประสบสภาวะซบเซาในปีนี้ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ/ .3285-1.3346 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1.3322/24 ดอลลาร์/ยูโร

 

ส่วนค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 88.54/57 เยน/ดอลลาร์ โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าเป็นวันแรกหลังจากที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องในช่วงต้น สัปดาห์ ทั้งนี้เป็นผลมาจากตัวเลขภาคการส่งออกของญี่ปุ่นลดลงเกินคาด โดยตัวเลขภาคการส่งออกประจำเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ -5.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ -4.2% ประกอบกับความเห็นของนายยาซูโตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่กล่าวว่า การที่ค่าเงินเยนจะอ่อนค่าจนถึงระดับ 100 เยน/ดอลลาร์นั้นยังคงเป็นไปได้ และระดับดังกล่าวจะไม่ส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแต่อย่างใด ซึ่งความเห็นดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ยังคงประสบปัญหาภาวะเงินฝืด ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบ 88.40-89.64 เยน/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 89.52/54 เยน/ดอลลาร์

เงินบาทยังคงผันผวนหลังมีข่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าแทรกแซง หากค่าเงินบาทแข็งค่ามากจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้ส่งออก ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงยืนยันว่าเฟดยังคงจะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ (QE) ต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งนี้นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนว่า อัตราการว่างงานในเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้นยังคงไม่เป็นที่พอใจ ในขณะเดียวกันค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐ มีนโยบายระงับเพดานหนี้ไว้ชั่วคราวเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่รัฐบาลจะต้องลด ค่าใช้จ่ายภาครัฐ ส่งผลให้งบฯกู้ยืมของภาครัฐยังคงมีวงเงินอยู่ที่ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 ทั้งนี้ การตัดสินใจดำเนินนโยบายดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนให้ความสนใจที่จะลงทุนใน สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงค่าเงินสกุลอื่น ๆ ที่ให้ค่าตอบแทนสูงมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามระหว่างวันค่าเงินบาทมีความเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 29.79-29.85 บาท/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 29.77/79 บาท/ดอลลาร์

 

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ทางธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ (HSBC) ได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของจีน ซึ่งพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยดัชนีดังกล่าวพุ่งสู่ระดับ 51.9 ในเดือนมกราคม ซึ่งจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2554 ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลก กำลังฟื้นตัวขึ้นและอาจส่งผลบวกให้กับเศรษฐกิจประเทศอื่น ๆ ด้วย

 

ในสัปดาห์นี้ตลาดจับตาการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขผู้เข้าขอรับสวัสดิการการว่างงานของสหรัฐ (Initial Jobless Claims) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะมีผู้เข้าขอรับสวัสนดิการดังกล่าว 355,000 ราย ในช่วงค่ำวันนี้ (24/1) และยอดการขายบ้านใหม่ของสหรัฐฯในวันพรุ่งนี้ (25/1)

 

อัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +6.0/6.2 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +4.5/5.0 สตางค์/ดอลลาร์

หุ้นไทยแกว่งเล็กน้อย

การเงินนายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นวันที่ 17 มกราคม ดัชนีแกว่งตัวเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบแคบๆ โดยช่วงเช้าดัชนีแกว่งตัวในแดนลบจากแรงเทขายทำกำไร หลังจากจบข่าวการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของสหรัฐออกมาดี เกินคาด ประกอบกับมีแรงเทขายจากกองทุนออกมา ส่วนในช่วงบ่ายดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในกรอบแคบทางเทคนิคตลาดหุ้นไทยเคลื่อน ไหวผันผวนในกรอบแคบๆ โดนแรงขายนักลงทุนหลังจบข่าวดีบจ.สหรัฐฯประกาศงบดีกว่าคาด พรุ่งนี้คาดหุ้นบวกรอบแคบตลท.ออกโรงเตือนให้ดูแลหุ้นร้อนให้แนวรับ1,410 จุด  แนวต้าน1,425-1,430 จุด

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยใน วันพรุ่งนี้(18 ม.ค.) ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในกรอบแคบๆ หลังตลาดหลักทรัพย์ออกมาเตือนให้โบรกเกอร์ กำกับการดูแลซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีการเก็งกำไรสูง ซึ่งน่าจะทำให้ความร้อนแรงของการเก็งกำไรลดลงได้บ้าง โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม คือการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนของไทยและสหรัฐฯ รวมถึงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศโดยแนะนำขายเมื่อดัชนีปรับเพิ่ม ขึ้น ประเมินแนวรับที่ 1,410 จุด  ประเมินแนวต้านที่ 1,425-1,430 จุด

หุ้นไทย แกว่งตัว

ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวออกด้านข้างในแดนบวก สวนตลาดหุ้นยุโรป- สหรัฐฯ-เอเชียติดลบเหตุได้แรงหนุนแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการและการไหล เข้าของกระแสเงินลงทุน คาดช่วงบ่ายแกว่งตัวออกข้างบวกต่อจากปัจจัยเดิม ให้แนวรับ  1,350  จุด แนวต้าน   1,360-1,365 จุด

ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชีย ยุโรปและสหรัฐฯ อยู่ในแดนลบ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ทั้งนี้ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยดัชนีประเมินว่ายังมี ลักษณะของการค่อยๆปรับขึ้น สำหรับช่วงบ่ายคาดว่า ดัชนีตลาดยังคงมีลักษณะของการแกว่งตัวออกด้านข้างและยังคงสามารถยืนในแนวบวก ได้ จากปัจจัยบวกต่อเนื่องเดิมจากช่วงเช้า กลยุทธ์การลงทุน  แนะนำทยอยสะสมเมื่อดัชนีอ่อนตัว  โดยประเมินแนวรับอยู่ที่ 1,350  จุด  แนวต้านอยู่ที่  1,360-1,365 จุด

นาย คมสันต์ ปรมาภูติ รองผู้จัดการฝ่ายนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บัวหลวง  กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 14 ธ.ค.ภาพดัชนีแกว่งตัวในลักษณะออกด้านข้างในแดนบวก แข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ที่ติดลบ ซึ่งระหว่างการซื้อขายการดัชนีปรับฐานลงสลับบ้าง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากแนวโน้มผลประกอบการของของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ มีการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีกระแ สเงินลงทุนที่ยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง  ประกอบกับช่วงปลายปีจะมีเงินเข้ามาซื้อกองทุนต่างๆ เป็นจัยบวกเพิ่มเข้าม โดยประเด็นดังกล่าวทั้งหมดถือเป็นปัจจัยที่สร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อการลง ทุน

ปัญหาระหว่างปาเลสไตน์

เป็นน่าสังเกตว่าการลงคะแนนเสียงในการอัพเกรดปาเลสไตน์จาก “นิติบุคคล” เพื่อ “รัฐที่ไม่ใช่สมาชิก” คืออะไร แต่ปิด หนึ่งร้อยสามสิบแปดสมาชิกของสหประชาชาติคะแนนสำหรับการเปลี่ยนแปลงในสถานะ; เพียงเก้ารวมทั้งสหรัฐอเมริกาโหวตกับ ความไม่สมดุลนี้จะช่วยให้เราเกิดความกังวล

ความแตกต่างอยู่ในสถานะระหว่างรัฐอาหรับและยิวได้รับไม่เป็นที่พอใจปัญหาสำหรับบาง 65 ปี ในปี 1947, แผนก็เสนอว่าให้ความคืบหน้าบางในการปกป้องสิทธิทางเศรษฐกิจและทางศาสนา แต่มันก็ถูกปฏิเสธโดยผู้นำของชุมชนมุสลิม ตามข้อเสนอดังกล่าวและปฏิเสธสงครามมีการต่อสู้และแผนไม่เคยมาเต็มที่ ในปี 2011 ประธานาธิบดีปาเลสไตน์มาห์มุดอับบาระบุความเชื่อที่ว่าปฏิเสธเป็นความผิดพลาดและอาจมีการแก้ไข

สหรัฐอเมริกาได้รับเหตุผลในการไม่โหวต แต่พวกเขาดูเหมือนแก้ตัวมากกว่าเหตุผล เลขานุการ ของรัฐ Hillary Clinton บอก Brookings สถาบันว่ามติจะ “ทำอะไรเพื่อความก้าวหน้าของความสงบสุขและโซลูชั่นสองรัฐที่เราทุกคนต้องการ ที่จะเห็น.”

สหรัฐอเมริกาชอบธรรมยืนอยู่ในทุกกรณีอย่างแข็งขันหลังชุมชนชาวยิว ชาวยิวเป็นผู้นำของหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้องมากที่สุดของโลกสมัยใหม่ของเรา โดยไม่ต้องชุมชนชาวยิว, ภาพเคลื่อนไหววงการโทรทัศน์, สื่อ, ละคร – วัฒนธรรมใหญ่ของโลกสมัยใหม่ของเราจะไกลน้อยกว่าที่เป็นอยู่ พวกเขานำไม่เล็กน้อย แต่อย่างมีนัยสำคัญ

แต่เราอาจจะได้เรียนรู้จากชุมชนทางปัญญาว่าอารมณ์บิดเบือนก็ไม่ได้ชี้แจง การตัดสินใจควรจะทำจากรากฐานของเหตุผลและความเที่ยงธรรม ถ้าเราปฏิเสธสิทธิของชาวปาเลสไตน์ออกจากความผูกพันทางอารมณ์กับชุมชนชาวยิวพวกเราจะได้ไม่ละเลยศีลมากที่พวกเขาล่วงหน้า?

ผู้สังเกตการณ์บอกว่าชาวปาเลสไตน์ที่เหลือของเวลาก่อนหน้านี้; วิทยาการเพื่อไม่ให้ดำเนินการอย่างจริงจัง พวกเขาสามารถถูกละเว้นและ maltreated ลงคอ ไม่ทราบเมืองที่ทันสมัยของพวกเขา, มหาวิทยาลัย, ปรัชญา ความคิดดังกล่าวไม่สอดคล้องกับบทบาทของอเมริกามุ่งมั่นเพื่อในโลก

ผมไม่ได้เดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็มและฉันมีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้กว่าจะชื่นชอบฉลาดหลาย ผมมีบทความนี้ใน “มีผมว่ามัน” และฉันอาจจะผิด; ออกจากความลึกของฉัน ถ้าเป็นเช่นนั้นฉันหวังว่าจะเห็นที่อาจมาจากที่ใด