แรงงานใน USA เฮอนาคตสดใส

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์หน้าเบรนท์ 108-115 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส  88-95 เหรียญ วันนี้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ได้แก่ การผลิตภาคอุตสาหกรรมเยอรมนี การจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานสหรัฐฯ
ส่วนสัปดาห์หน้าติดตามการอนุมัติงบประมาณของสหรัฐฯ โดยวุฒิสภา และการจัดตั้งรัฐบาลของอิตาลี

 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่
วันศุกร์ :การผลิตภาคอุตสาหกรรมเยอรมนี การจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานสหรัฐฯ
วันเสาร์ : การผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีราคาผู้บริโภคและยอดขายปลีกจีน
ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์หน้า ได้แก่
วันจันทร์ : ดุลการค้าเยอรมนี การผลิตภาคอุตสาหกรรมฝรั่งเศส
วันอังคาร : ดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมนี การผลิตภาคอุตสาหกรรมอังกฤษ
วันพุธ : ยอดขายปลีกสหรัฐฯ การผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซน
วันพฤหัส : ดุลบัญชีเดินสะพัดสหรัฐฯ ตัวเลขการจ้างงานยูโรโซน ยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานสหรัฐฯ รายงานธนาคารกลางยุโรป
วันศุกร์ : การผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐฯและยูโรโซน ดัชนีภาคอุตสาหกรรมของรัฐนิวยอร์ค  ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ม.มิชิแกน)

 

- ติดตามความคืบหน้าในการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการยุติการให้บริการของรัฐบาลต่อประชาชน ซึ่งจะมีผลให้วันที่ 27 มี.ค. โดยล่าสุดสภาล่างซึ่งนำโดยพรรครีพับริกันได้ผ่านร่างกฎหมายมูลค่า 9.82 แสนล้านเหรียญฯ เพื่อให้รัฐบาลสามารถปฏิบัติงานได้จนถึงสิ้นปีงบประมาณในเดือน ก.ย. อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าวต้องผ่านการอนุมัติจากสภาสูงที่นำโดยพรรคดีโม เครต โดยคาดว่าจะมีการลงมติในสัปดาห์หน้า

 

- ติดตามการจัดตั้งรัฐบาลของอิตาลี หลังไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากในสภาสูงและสภาล่าง โดยจะมีการประชุมสภาในวันที่ 15 มี.ค. ซึ่งถ้าหากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จประธานาธิบดีอาจจัดตั้งรัฐบาล ชั่วคราวหรืออาจจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการแก้ปัญหาหนี้ของอิตาลี

 

- ติดตามการเลือกตั้งในเวเนซุเอลาที่จะจัดขึ้นภายใน 30 วันภายหลังการอสัญกรรมของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ว่านายนิโกลัส มาดูโร รองประธานาธิบดีผู้ซึ่งนายชาเวซตั้งใจจะให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งจะได้รับ เลือกตั้งหรือไม่ โดยปัจจุบันเวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากเป็นอันดับ 1 ของโลก ราว 297,000 ล้านบาร์เรล

 

+ ยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานสหรัฐฯ ปรับลดลง 7,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 340,000 ราย สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 355,000 ราย ส่วนยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานเฉลี่ย 4 สัปดาห์ ปรับลดลง 7,000 ราย แตะระดับ 348,750 ราย ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค.51

 

+ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโรแข็งค่า หลังจากธนาคารกลางยุโรปตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดที่ 0.75% ตามคาด ประกอบกับประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรรัฐบาล

 

- ท่อขนส่งน้ำมันดิบในทะเลเหนือ ซึ่งมีกำลังการส่ง 80,000 บาร์เรลต่อวัน ได้เกลับมาดำเนินการผลิตตามปกติ หลังพบการรั่วไหลของน้ำมันและก๊าซบริเวณแท่นขุดเจาะ ทำให้ต้องปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือน

 

-/+ นอกจากนี้คาดว่ากำลังการผลิตของ Forties ในแถบทะเลเหนือ เดือน เม.ย. จะเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 บาร์เรลต่อ จาก 368,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน มี.ค. อย่างไรก็ดี คาดว่ากำลังการผลิตรวมในแถบทะเลเหนือเดือน เม.ย.ยังคงปรับลดลงเป็น 820,000 บาร์เรลต่อวัน จาก 871,000 บาร์เรลต่อวัน  ในเดือน มี.ค.

 

- ยอดคำสั่งซื้อของโรงงานเยอรมนี เดือน ม.ค. ปรับลดลง 1.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 0.6% นอกจากนี้ยอดคำสั่งซื้อยังปรับลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจเยอรมนียังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจยูโรโซนที่ ยังคงยืดเยื้อ

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ แม้ว่าโรงกลั่นในเกาหลีใต้จะปิดซ่อมบำรุงกะทันหันและความต้องการจากเวียดนาม ยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม

 

ราคาน้ำมันมันดีเซล ปรับลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากโรงกลั่นทางเกาหลีใต้ได้มีการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการส่งออกจากเกาหลีใต้ลดลง ประกอบกับปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังที่สิงคโปร์ก็ปรับลดลง
ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

 

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เตรีมลงทุนอีกกว่าสิบประเทศ

 

“ทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของ เมียนมาร์ในอนาคตยังสดใสและมีโอกาสขยายตัวสูงมาก ซึ่งการลงทุนจากไทยยังคงเข้าไปในเมียนมาร์อย่างต่อเนื่อง คิดเป็นสัดส่วนถึง 23.3% ของมูลค่าการลงทุนรวมทั้งหมดในช่วง 20 ปีล่าสุด ถือว่ามากเป็นอันดับ 2 รองจากจีน รวมถึงไทยยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของเมียนมาร์ และที่นั่นนำเข้าสินค้าจากไทยมากเป็นอันดับ 2 ซึ่งการเข้าไปเปิดสำนักงานตัวแทนในเมียนมาร์ จะทำให้มีข้อมูลเชิงลึกมาสนับสนุน การตัดสินทางธุรกิจของลูกค้าได้มากขึ้น”

 

อย่าง ไรก็ตาม ปัจจัยที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ยังมีอยู่พอสมควร ตั้งแต่จำนวนแรงงานที่มีความรู้ความสามารถยังมีจำกัด ประชากรเพียง 10% เท่านั้นที่มีบัญชีธนาคาร จึงเป็นข้อจำกัดในการจ่ายเงิน การกู้ยืมยังจำเป็นต้องใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาค้ำประกัน ซึ่งยังไม่อนุญาตให้ธุรกิจจากต่างชาติถือครองได้ จึงต้องขยับมาใช้การกู้เงินจากนอกประเทศเพื่อเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์แทน รวมถึงปัจจุบันเสถียรภาพของค่าเงินในเมียนมาร์ยังค่อนข้างต่ำ การป้องกันความเสี่ยงค่าเงินก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นมาก

 

นางลิน ค็อก กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยถึงนโยบายด้านบริการทางการเงินเพื่อรองรับกรณีการเปิดสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ว่า ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การลดอุปสรรคทางการค้าและบริการระหว่างประเทศในอา เซียนมากยิ่งขึ้น ฉะนั้น จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธนาคารซึ่งถนัดในบริการธุรกรรมการเงินสำหรับการค้า ระหว่างประเทศ (เทรด ไฟแนนซ์) ซึ่งเป็นบริการหลักที่สนับสนุนลูกค้าได้ตั้งแต่ข้อมูลด้านธุรกิจการค้า การชำระเงิน ไปจนถึงการป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน เชื่อว่าการค้าคงไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศอาเซียนเท่านั้น หากแต่ได้ขยายไปสู่การลงนามร่วมระหว่างอาเซียนกับประเทศอื่น ๆ (AEC Plus) เช่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ เป็นต้น ซึ่งธนาคารมีเครือข่ายบริการทางการเงินในประเทศเหล่านี้อยู่อย่างแข็งแกร่ง เช่น ในจีนที่มีมากกว่า 50 สาขา และได้เข้าซื้อกิจการธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้มา จึงเป็นความได้เปรียบที่ธนาคารจะมีเหนือสถาบันการเงินรายอื่น รวมถึงธนาคารระดับภูมิภาคที่บริการอาจจะจำกัดอยู่ในอาเซียนเท่านั้น

นาง ลินกล่าวอีกว่า จุดแข็งอีกด้านหนึ่งของธนาคารสำหรับตลาดอาเซียนนั้น ล่าสุดธนาคารได้รับอนุญาตเปิดสำนักงานตัวแทนในเมียนมาร์ ซึ่งถือเป็นธนาคารเพียงรายเดียวที่มีบริการทางการเงินครบทั้ง 10 ประเทศอาเซียน โดยเป้าหมายสำคัญเพื่อสนับสนุนลูกค้าธุรกิจที่ต้องการเข้าไปลงทุนในเมียนมา ร์ ซึ่งกำลังเป็นเขตเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต และเปิดต้อนรับการลงทุนมาก หากแต่ข้อมูลด้านธุรกิจและการลงทุนยังค่อนข้างจำกัด จึงเป็นจังหวะที่ธนาคารรุกเข้าไปให้บริการนี้

สำหรับธุรกิจที่ ประเมินว่าน่าจะมีโอกาสเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ได้นั้น นางลิน อธิบายว่า น่าจะมี 6 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มธุรกิจน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและพลังงาน กลุ่มโทรคมนาคม กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มที่สนับสนุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การผลิตและการค้าวัสดุก่อสร้าง