เงินร้อนไหลเข้าไทย

 

ทั้งนี้ “สุธาศินี นิมิตกุล” ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและกำกับการแลกเปลี่ยนเงิน ธปท. ระบุว่า ธปท. ได้เสนอแผนเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อส่งเสริมการออกไปลงทุนต่างประเทศไปให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผ่อนเกณฑ์ให้ไปลงทุนต่างประเทศง่ายขึ้น อาทิ เปิดเสรีสำหรับวงเงินของบุคคลธรรมดาที่ออกไปลงทุนโดยตรง หรือไม่จำกัด จากเดิมกำหนด 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี การเปิดให้รับฝากเงินในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) แบบมีภาระผูกพันได้อย่างเสรี จากเดิมกรณีมีภาระผูกพัน นิติบุคคลมียอดคงค้างที่ 100 ดอลลาร์ และไม่มีภาระผูกพันที่ 5 แสนดอลลาร์

 

ยัง มีการเปิดให้มีการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Unwind Hedging) อย่างเสรี สำหรับธุรกรรมที่มี Underlying กรณีลงทุนโดยตรง และเงินกู้กิจการในเครือ จากเดิมอนุญาตแค่การทำ Unwind เฉพาะค่าสินค้าและบริการ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอการผ่อนคลายคุณสมบัติของธุรกิจและผู้รับอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อ ขายแลกเปลี่ยนเงินตรา (MC/MT) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ผู้ประกอบการ จากเดิมกำหนดรับซื้อเงินตราไม่จำกัด แต่ขายเงินตราได้ไม่เกิน 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง และสุดท้าย การอนุญาตถือเงินสดข้ามแดนประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น เป็น 2 ล้านบาทต่อคน จากเดิมที่กำหนดเพียง 5 แสนบาทต่อคนเท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี การออกมาตรการเหล่านี้ ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือจากฟากกระทรวงการคลังทั้งสิ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

 

ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ยังคงเป็น “หนังยาว” ที่ต้องติดตามว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลังจะเห็นพ้องต้องกันในการออกมาตรการใดมาดูแล ซึ่งในระหว่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ กระแสเงินทุนไหลเข้า (ฟันด์โฟลว์) ก็ยังคงเป็นปมปัญหาสำคัญที่รอการแก้ไข แม้ข่าวลือการออกมาตรการ “สกัดเงินร้อน” จะช่วยสกัด “นักเก็งกำไร” ได้ระดับหนึ่ง จนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจนใกล้ 30 บาทต่อดอลลาร์ จากที่เคยทำสถิติแข็งค่าสูงสุดที่ 28.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.แต่ด้วยความน่าสนใจของเศรษฐกิจภูมิภาคนี้ จึงมีการคาดการณ์กันว่า หากรัฐไม่มีมาตรการใดออกมา เงินบาทก็จะกลับมาแข็งค่ามากขึ้นอีก

 

เช่นเดียวกับ “เกาหลีใต้” ที่ใช้มาตรการเก็บภาษี (Levy) จากหนี้ต่างประเทศภาคธนาคาร โดยมีแนวคิดว่า “ยิ่งกู้สั้นยิ่งเสียภาษีมาก” ซึ่งเก็บแบบขั้นบันได คืออายุสัญญาไม่เกิน 1 ปี จะเก็บ 0.2% ของวงเงินกู้ อายุ 1.3 ปี เก็บ 0.1% อายุ 3-5 ปี เก็บ 0.05% และอายุ 5 ปี เก็บ 0.02% ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงินตราต่างประเทศที่มีอายุสัญญายาวขึ้นให้สอดคล้องกับการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward) ซึ่งมาตรการนี้ IMF วิเคราะห์ว่า มีผลไม่มากเพราะเก็บภาษีค่อนข้างต่ำ แต่การกู้ยืมเงินต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ลดลงอย่างชัดเจน และการกำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศต้องลงทะเบียนเพื่อลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ก็ช่วยให้สามารถติดตามพฤติกรรมการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ด้าน “อินเดีย” มีการออกมาตรการกำกับดูแลการลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติคล้ายกับเกาหลีใต้ แต่เข้มงวดกว่า คือกำหนดให้ต้องลงทะเบียนก่อนลงทุน พร้อมกำหนดโควตาเงินลงทุนต่างชาติสำหรับนักลงทุนสถาบันให้ลงทุนตราสารรัฐบาลได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และต่อมากำหนดให้ลงทุนได้ไม่เกิน 25 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงลงทุนในตราสารเอกชนได้ไม่เกิน 51 พันล้านดอลลาร์

แม้ว่า ณ เวลานี้ ธปท.จะส่งมาตรการไปถึงมือ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังแล้ว แต่ก็ดูเหมือนยังไม่เป็นที่ “ถูกใจ” ของขุนคลังนัก แต่ฟาก ธปท.เองก็พยายามหยิบยกมาตรการต่าง ๆ มานำเสนอ อย่างล่าสุด มีการออกรายงานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลดแรงกดดันอัตราแลกเปลี่ยน สกัดเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ (Capital Control) โดยเป็นการหยิบยกตัวอย่างจากต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.มองว่าเป็นมาตรการที่เคย “ใช้ได้ผลเป็นที่ยอมรับ” และไทยยังไม่เคยนำมาใช้

“มาตรการ Capital Control เพื่อสกัด “เงินร้อน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็น “ตลาดเกิดใหม่” มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีการหยิบยกมาตรการดังกล่าวออกมาพูด เพราะ IMF มองว่าเป็นมาตรการที่ได้ผล และเป็นทางเลือกหนึ่งของแต่ละประเทศในการดูแลเงินทุนไหลเข้าออกประเทศ โดยจะใช้มาตรการดังกล่าว ก็ต่อเมื่อนโยบายการเงินการคลังตามปกติ ไม่สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินได้”

ตัวอย่างแรก กรณีประเทศ “อินโดนีเซีย” ที่เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศอย่างหนักเมื่อปี 2552 จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีและดอกเบี้ยนโยบายที่สูงถึง 6.5% จึงจูงใจนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารกลางอย่างมาก และมีการเทขายทำกำไรเป็นระยะ ค่าเงินรูเปียห์จึงผันผวนมาก ในเดือน มิ.ย.2553 ทางการจึงประกาศใช้มาตรการกำหนดระยะเวลาการถือตราสารหนี้ขั้นต่ำ ให้ผู้ลงทุนต้องถือตราสารอย่างน้อย 1 เดือน จึงจะขายได้ (และต่อมาเพิ่มเป็น 6 เดือน)

 

หุ้นดิ่งอาทิตย์เดียวกว่าร้อยจุด

สำหรับแนว โน้มตลาดหุ้นในภาคบ่าย ประเมินว่า ยังมีโอกาสปรับตัวได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยเดิมในช่วงเช้า โดยปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือการเคลื่อนชุมนุมทางการเมืองซึ่งในวันนี้ผู้ชุมนุมจะมีการยกระดับการ ชุมนุมขึ้นโดยเคลื่อนไหวไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญซึ่งหากมีความรุนแรงอาจเป็น ปัจจัยกดดันการลงทุน

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อเป็นหุ้นรายตัว ได้แก่พลังงาน คือ PTTEP กลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ BAY อสังหาริมทรัพย์ คือ QH,SENA และ มีเดียคือ BEC ประเมินแนวรับที่ 1,600 จุด แนวต้านที่ 1,620 และแนวต้านถัดไปที่ 1,630 จุด

 

ตลาดหุ้นไทยแรงดีไม่ตกได้แรงหนุนหุ้นต่างประเทศนำนำร่อง หลังนักลงทุนมั่นใจหลังตัวเลขศก.ตปท.ออกมาดีกว่าคาด ส่งหุ้นบ่ายบวกได้ต่อสั่งจับตาการชุมนุมการเมืองในประเทศหลังยกระดับเคลื่อนไหวกดดันศาล รธน. ให้แนวรับ 1,600 จุด แนวต้าน1,620 จุด แนวต้านถัดไป 1,630 จุด

นางสาวธัญญา สุทวีปราโมชานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 8 พฤษภาคม ดัชนีปรับตัวเพิ่มได้ดีสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ที่เคลื่อนในแดนบวก เนื่องจานักลงทุนมีความมั่นใจการลงทุนมากขึ้น หลังการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างประเทศออกมูดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ประกอบด้วยสหรัฐฯ ที่ประกาศตัวเลขจ้างเติบโตขึ้นมีตัวเลขว่างงานต่ำสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่เยอรมันมีตัวเลขยอดคำสั่งซื้อสินค้าภาคอุตสาหกกรรมขยายตัวดี และจีนยังมียอดการส่งอออกปละนำเข้าที่เติบโตดี

 

หุ้นโดนแรงต้านไม่ผ่าน 1600 จุด

 

นายยศพณ แสงนิล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 2 พ.ค. ดัชนีปิดตลาดในแดนลบ หลังจากที่ปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุด 1,603.01 จุดจึงทำให้เกิดแรงขายทางจิตวิทยาออกมา กดดันให้ตลาดปรับตัวลดลง ประกอบกับนังลงทุนยังคงกังวลกับมาตรการที่อาจจะออกมาแทรกแซงค่าเงินบาท จึงทำให้การซื้อขายไม่สดใสนัก

 

“แนวต้านที่ระดับ 1,600 จุด ถือเป็นจุดที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งหากหลังจากนี้ถ้าตลาดจะปรับตัวขึ้นมาในระดับนี้อีก ก็ต้องยืนให้ได้ 3 วัน ถึงจะเรียกได้ว่าผ่านอย่างปลอดภัย” นายยศพณกล่าว

 

สำหรับการซื้อขายวันที่ 3 พ.ค.ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,575 จุด และแนวต้านที่ระดับ 1,595 จุด โดยแนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทนที่ต้านตลาดช่วงขาลงได้ เช่น บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) (DEMCO) บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG) บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (GUNKUL) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BGH) เป็นต้น

หุ้นไทยยังไปได้

 

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในการซื้อขายภาคบ่าย ประเมินว่าดัชนีจะยังเคลื่อนในกรอบแคบ ๆ โดยยังควมชัดเจนถึงผลการหารือร่วมของหน่วย 3 แห่ง ซึ่งหากมีการส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น แต่ยังคงมีสัญญาณว่าจะไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงคาดว่าตลาดหุ้นจะสามารถปรับตัว เพิ่มในระดับปกติจากปัจจัยหนุนต่างประเทศ เพราะตลาดหุ้นรับรู้ล่วงหน้าไปแล้ว

 

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว ประเมินแนวรับอยู่ที่ 1,573 จุด และแนวต้านที่ 1,580 จุด

นายณาศิส ประเสริฐสกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 26 เมษายน ภาพดัชนีดัชนีหวี่ยงตัวในกรอบแคบ ๆ ในแดนบวก เทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคที่บวกในอัตราที่มากกว่าจากความคาดหวังเชิงบวกถึง ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แต่ยังปัจจัยในประเทศซึ่งนักลงทุนยังรอจับตาผลการหารือร่วมกันในช่วงบ่ายของ หน่วยงาน 3 แห่ง ระหว่างรัฐบาล, กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงประเด็นการดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้

 

ยิ่งลักษณ์สั่งฟื้นฟูค่าเงินบาท

นาย บุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปลัดกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่าได้มีการนัดประชุมภาคเอกชนในวันที่ 17 เมษายนนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร้องเรียนปัญหาและเสนอแนะแนวทางที่ต้องการให้ กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลช่วยเหลือ แต่อย่างไรก็ตามจะยังไม่หารือถึงการทบทวนเป้าหมายการส่งออกที่ตั้งไว้ 8-9% นอกจากนั้นจะมีการรายงานการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนของไทยกับประเทศใน อาเซียน ซึ่งพบว่าเงินสกุลอื่นของประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ก็แข็งค่าเหมือนกัน และภาวะการส่งออกก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้แตกต่างกัน แม้ในแง่มูลค่าอาจได้รับผลกระทบจากค่าบาทแข็ง แต่ในแง่ปริมาณยังไม่ได้รับผลกระทบ

น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค บริษัท ศูนย์กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมากกว่า 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แม้จะเป็นการแข็งค่าที่เร็วแต่ยังอยู่ในพื้นฐานที่สามารถอธิบายได้ ทั้งเรื่องของเงินทุนไหลเข้า หรือการทำมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของทางธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือเงินทุนที่ไหลเข้ามาชำระค่ากองทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของค่าเงินบาทยังไปในทิศทางที่แข็งค่าได้ต่อเนื่อง และโอกาสที่จะกลับขึ้นมาอยู่เหนือ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐอาจจะเป็นไปได้ยากขึ้น
ปัญหา การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องลงมาแตะระดับ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ กระทั่งมีการคาดกันว่าอาจแข็งไปถึงระดับ 25-26 ต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนว ทางรับมือ โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปหารูปแบบการช่วยเหลือ

โดย เมื่อวันที่ 11 เมษายน นายสมชัย สัจจพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้มีประเทศต่างๆ ใช้นโยบายการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ เพื่อดูแลเศรษฐกิจมากขึ้น หากไม่มีแหล่งลงทุนอื่นที่จูงใจให้เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นเข้าไปลงทุน เพื่อผลตอบแทนที่ดีได้ เงินเหล่านั้นย่อมไหลเข้ามาลงทุนในไทย หากไม่มีการปรับสมดุลระหว่างเงินไหลเข้าและออก เงินที่เข้ามาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ย่อมเกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจ อีกทั้งยังจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ

นาย สมชัยกล่าวว่า การที่ประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 25-26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ต้องขึ้นกับขนาดของเงินทุนที่ไหลเข้ามา รวมถึงระยะเวลาด้วย ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะไปถึงหรือไม่ เพราะยังมีสมมติฐานน้อยเกินไป อย่างไรก็ตาม เงินบาทก็อาจแข็งค่าไปถึง 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ แต่ต้องใช้เวลายาวนานกว่านี้มาก ขณะเดียวกันก็มีเครื่องมือทางการเงินจะชะลอการไหลเข้าของเงินทุนได้ ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมีช่องทางดำเนินการได้ เพราะขณะนี้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ใช่ประเด็นหลัก ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็ไม่ได้น่ากลัว ภาวะฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จึงไม่ใช่ข้อจำกัดในการผ่อนปรนนโยบายการเงินอีกต่อไป ขณะที่กระทรวงการคลังก็จะทำภายใต้ข้อจำกัดที่มีเช่นกัน

นายสมชัยยัง กล่าวถึงการร่วมประชุมกับนายกฯเมื่อวันที่ 10 เมษายน ว่า นายกฯได้สั่งการให้ สศค.ศึกษาแนวทางการตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Ventur Capital) เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ด้วยการฟื้นกองทุนรวมลงทุนที่มีในปัจจุบันหลายกองทุน แต่ยังทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ นำมาปรับปรุงใหม่ โดยจะเร่งศึกษาแนวทางการร่วมลงทุนของกองทุนว่าควรมีขนาดกองทุนจำนวนเท่าใด การร่วมลงทุนทั้งของรัฐและเอกชน การศึกษาดูแนวทางการช่วยเหลือผ่านกองทุนของต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป เพื่อเข้าไปช่วยเหลือการก่อตั้งกิจการ การหาแหล่งเงินทุน และขยายกิจการจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อช่วยเหลือให้ครบวงจร โดยจะเร่งศึกษาให้ได้ข้อสรุปหลังเทศกาลสงกรานต์ เพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้

“นายกฯ แสดงความเป็นห่วงแนวโน้มค่าเงินบาทต่อเนื่อง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ยืนยันต่อที่ประชุมว่ายังสามารถดูแลค่าเงินบาท โดยจะทยอยปรับมาตรการดูแลจากระดับปานกลางไปจนถึงระดับเข้มข้น แต่คงไม่ถึงขั้นการใช้มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าโดยใช้มาตรการภาษี เพื่อไม่ให้ตลาดตื่นตระหนกมากจนเกินไป และเป็นการดูแลความเชื่อมั่นของตลาด” นายสมชัยกล่าว

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในวันที่ 19 เมษายน กระทรวงพาณิชย์จะเปิดตัวโครงการเอสเอ็มอีโปรเอ็กทีฟ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังประสบปัญหาแบกรับต้นทุนไม่ไหวผลกระทบจากค่าบาทแข็ง และขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำ หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนงานและอนุมัติการใช้งบประมาณปีละ 100 ล้านบาทต่อเนื่อง 3 ปี เพื่อผลักดันเอสเอ็มอีให้แข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ

นางศรีรัตน์ กล่าวว่า ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนโดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้เข้าไปดูแลเพราะมีผลต่อ ราคาสินค้าที่สูงขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการเจรจาขายสินค้าล่วงหน้า ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็กำลังประสบปัญหากรณีประเทศนำเข้าเพิ่มมาตรการกีด ดันการนำเข้า และประเทศที่ 3 เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าของไทยกับประเทศต่างๆ

“ในช่วงนี้ยังมีโอกาสเห็น ค่าเงินบาทแกว่งตัวอ่อนค่ากว่า 29.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเล็กน้อย เพราะอยู่ในช่วงที่บริษัทจดทะเบียนจ่ายเงินปันผลทำให้มีแรงซื้อดอลลาร์เข้า มามากขึ้น” น.ส.กาญจนากล่าว

น.ส.กาญจนากล่าวว่า การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทนับว่าแข็งค่ากว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งค่าเงินบาทที่แตะระดับ 29.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เท่ากับแข็งค่าขึ้น 5.4% จากปลายปีก่อน นับว่าแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคหากเทียบกับค่าเงินริงกิตมาเลเซียแข็งค่า ขึ้น 0.8% ค่าเงินรูเปียอินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 1.1% ขณะที่ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าไปแล้ว 12.9% ค่าเงินวอนเกาหลีใต้อ่อนค่าไป 5.8%

นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์ราย หนึ่งเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในวันที่ 11 เมษายน 2556 เปิดตลาดที่ระดับ 29.00-29.04 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทรงตัวจากวันก่อนที่ปิดตลาดในระดับ 29.01-29.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอยู่ในกรอบแคบๆ แต่มีการอ่อนค่าลงมาบ้างจากแรงซื้อดอลลาร์ของผู้ลงทุนทองคำ ขณะเดียวกันเงินดอลลาร์เริ่มแข็งค่าขึ้นจากแรงหนุนของที่ประชุมธนาคารกลาง สหรัฐ (เฟด) ที่อาจลดปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรหรือลดการทำคิวอีลงในช่วงต่อไป โดยค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 29.03-29.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแนวโน้มยังแข็งค่าต่อไปอีก

ตลาดหุ้นไทนเริ่มปรับพื้นหลัง วิตกการกู้เงิน

นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธการลงทุน บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่  29  มีนาคม ดัชนี สามารถรีบาวน์ปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้วานนี้จะมีแรงเทขายทำกำไรออกมากดดันดัชนี เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลจากปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปและประเด็นการอภิ ปรายพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทที่มีความคืบหน้าในเชิงบวก

สำหรับ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า (1-5 เม.ย.) ประเมินว่าดัชนีจะมีแนวโน้มการขยับขึ้นที่จำกัดลง หลังจากที่ได้มีการรีบาวน์ปรับขึ้นต่อเนื่องประมาณ 80 จุด โดยประเมินว่ากรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์จะมีแนวรับอยู่ที่ 1,550 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,580 จุด  ด้านปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนในสัปดาห์หน้าคือการประชุมของคณะกรรมการ นโยบายการเงิน(กนง.) และการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเลือกซื้อหุ้นรายตัวในหุ้นที่มีโอกาสปรับขึ้นได้แก่ BTS,BGH และหุ้นที่จ่ายปันผลดี คือ ADVANC,INTUCH

ตลาดหุ้นไทยรีบาวน์ต่อเนื่องจากต้นสัปดาห์เหตุนักลงทุนคลายกังวลวิกฤตหนี้ ยุโรป ผนวกอภิปรายพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทเห็นแววสดใส หุ้นสัปดาห์บวกได้จำกัดลงหลังรีบาวน์ต่อเนื่อง 80 จุด ให้แนวรับอ 1,550 จุด แนวต้าน 1,580 จุด

เศรษฐกิจการคลัง​ ขยายตัวต่อเนื่อง

นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “เครื่องชี้ด้านการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอลง เช่น ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่า เพิ่ม ณ ราคาคงที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขยายตัวร้อยละ 3.2 ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 16.9 ขณะที่การบริโภคสินค้าคงทน สะท้อนได้จากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขยายตัวได้ดีที่ร้อยละ 92.1 เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะการลงทุนในหมวด ก่อสร้าง สะท้อนจากภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวร้อยละ 25.9 ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 65.2 เนื่องจากมีการเร่งทำธุรกรรมไปแล้วในช่วงก่อนหน้า

 

นอกจากนี้ ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขยายตัวร้อยละ 14.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกหดตัวร้อยละ -5.8 โดยได้รับผลกระทบจากปัจจัยฐานสูงของปีก่อนหน้าที่เป็นช่วงการฟื้นตัวจาก วิกฤติอุทกภัยจึงมีการเร่งการส่งออก สำหรับภาคการผลิตพบว่า ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ -1.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรหดตัวร้อยละ -0.2 จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 0.7 ตามการหดตัวของผลผลิตในหมวดพืชผล เช่น ข้าวและข้าวโพด เป็นสำคัญ ขณะที่ภาคบริการสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศพบว่ายังคงขยายตัวได้ ดีที่ร้อยละ 25.6 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.3 ล้านคน ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์”

 

เศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีสัญญาณชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายภายในประเทศสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทน ขณะที่การส่งออกหดตัวลง โดยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยฐานสูงหลังจากการฟื้นตัวจากวิกฤติอุทกภัยในช่วง เดียวกันของปีก่อน สำหรับการผลิตมีสัญญาณชะลอตัวจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ขณะที่ภาคบริการสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงขยายตัวได้ดี

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า “ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องแม้ว่าจะมีสัญญาณชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากปัจจัยฐานสูงในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 หลังจากการฟื้นตัวจากวิกฤติอุทกภัย ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ยังคงได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทน ขณะที่การส่งออกมีการหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับจากเดือนสิงหาคม 2554 สำหรับ เศรษฐกิจในด้านการผลิตพบว่า มีสัญญาณชะลอตัวเช่นกัน โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร ขณะที่ภาคบริการสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ยังคงขยายตัวได้ ดี”

 

ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวสรุปว่า “เครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 บ่งชี้เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีสัญญาณแผ่วลงในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ได้รับผลกระทบจากปัจจัยฐานที่สูง (Base Effect) จากผลของช่วงเทศกาลตรุษจีนในช่วงเดือนมกราคม -กุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในเดือนมีนาคม 2556 ต่อไป”

ติดตามกระแสหุ้น เตรียมขึ้นอีกระลอก

นาย ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า แม้สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนค่อนข้างมาก แต่มีแนวโน้มที่จะลดน้อยลง ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังมีทิศทางที่เติบโตขึ้นตามปัจจัยของกำไรบริษัทจด ทะเบียน (บจ.) เป็นหลัก โดยในปีที่ผ่านมา บจ.มีกำไรรวมกันทั้งหมดกว่า 7.2 แสนล้านบาท เติบโตกว่า 12-13% และในอนาคต 3 ปีจากนี้ การเติบโตของกำไรจะอยู่ที่อัตรา 15% ต่อปี

นายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีแกว่งตัวในแดนลบตลอดทั้งวัน และมีแรงเทขายทำกำไรมาเป็นระยะ ไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากดดันตลาด จะเป็นเพียงปัจจัยต่างประเทศเท่านั้นที่มากระทบบ้าง ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมสภาเรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งหากผ่านการพิจารณาจะสร้างความคึกคัก และอาจจะทำให้บริษัทหลักทรัพย์ต้องปรับประมาณการใหม่

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ในระยะยาวดัชนีหุ้นไทยยังสามารถเติบโตได้อีก การปรับฐานในครั้งที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 7-8% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น้อย ถ้าเทียบในอดีตที่ปรับฐานในระดับ 10-15% ในระยะยาวตลาดหุ้นจะปรับขึ้นโดยปัจจัยของกำไรบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก

หุ้นร่วงหนัก เงินสพัดกว่าแสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กฏเกณฑ์ในการบังคับขายหุ้นนั้น จะมีการบังคับในบัญชีเครดิตบาลานซ์ หากหลักทรัพย์ที่วางค้ำประกันบัญชีมีมูลค่าลดลงเกิน 50 % โบรกเกอร์จะบังคับขายหุ้นที่มีอยู่เพื่อให้ได้วงเงินค้าประกัน ที่ได้ตกลงไว้ ทั้งนี้ หากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลงเกิน 5 % เจ้าหน้าที่การตลาดหรือมาเก็ตติ้งจะติดต่อผู้เปิดบัญชีเพื่อแจ้งเตือน หากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลง 30 % เจ้าของบัญชีจะต้องนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันบัญชีเพิ่ม และหากเกิน 50 % บริษัทหลักทรัพย์จะบังคับขายหุ้นเพื่อเพิ่มหลักประกันของบัญชี

นายจรัมพร  โชติกเสถียร  กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)เปิดเผยว่า ดัชนีที่ปรับตัวลงแรงวันนี้ เป็นเรื่องปกติ หากเทียบเป็นระดับเปอร์เซ็น เพราะที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปสูงมากมาตั้งแต่ปีทีjแล้วมากกว่า 40 %  และไม่มีการเทขายของนักลงทุนต่างประเทศ เป็นนักลงทุนรายย่อยเท่านั้นที่ซื้อขายหุ้น
“หุ้นปรับตัวลดลง 4-5 %นั้นเป็นเรื่องปกติ  เพราะที่ผ่านมาหุ้นขึ้นไปกว่า 40 % จึงมีโอกาสปรับตัวลงได้  ทั้งที่ไม่มีปัจจัยใกระทบ และนักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้ขายหุ้นมาก ทำให้เห็นว่าการที่หุ้นลงในครั้งนี้เป็นคนไทยที่เล่นกันเองทั้งนั้น ในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว อย่างในวันที่ 4 กันยายน 2554  ดัชนีหุ้นก็เคยร่วงเป็น 100 จุด”
การที่หุ้นปรับตัวลดลงในครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้กับนัก ลงทุนที่ไม่ดูปัจจัยพื้นฐาน และสะท้อนให้เห็นว่าหุ้นมันจะไม่ขึ้นตลอดไป และมีโอกาสที่ปรับตัวลดลงได้ทุกเมื่อ ส่วนนักลงทุนที่เลือกซื้อหุ้นจากปัจจัยพื้นฐานจริงๆ การลดลงของราคาหุ้นนั้นอาจเป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้าซื้อหุ้นมากขึ้นก็ได้ และหากมองในแง่ดี อาจช่วยให้ผู้ที่ต้องการซื้อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(แอลทีเอฟ)เข้าซื้อใน จังหวะนี้

ในส่วนมาตรการของตลาดหลักทรัพย์ในการรับมือในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงใน ช่วงนี้นั้นยังไม่มีมาตรการอะไรออกมา ทั้งนี้หากดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงเกิน 5 % ตลท.จะต้องแจ้งให้กับ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และกระทรวงการคลัง ถึงสถานการณ์ที่หุ้นปรับตัวลดลง และหากหุ้นตกลงถึง 10 % ถึงจะมีการหยุดการซื้อขายชั่วคราว ส่วนเรื่องบังคับขายหุ้น(ฟอร์ซเซล) นั้นจากการพูดคุยกับบริษัทหลักทรัพย์ ยังไม่พบความผิดปกติในเรื่องดังกล่าวและยังไม่ห่วงในปัญหานี้  แต่ทั้งนี้ก็ทางตลท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ด้านนายประสาร  ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ในช่วงเช้าวันที่ 22 มีนาคม ว่าตลาดหุ้นซึ่งปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเงินทุนจากต่าง ประเทศแต่อย่างใด เนื่องจากดูจากการซื้อขายแล้วนักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ หมายความว่าผู้ที่ขายสุทธิน่าจะเป็นนักลงทุนไทยและจากตัวเลขเงินทุนเคลื่อน ย้ายเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ก็พบว่าเงินทุนจากต่างประเทศไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เท่าใดนัก ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตลาดพันธบัตร
“ภาวะของตลาดหุ้นในช่วง 2-3 วันนี้ ที่หลายฝ่ายมองว่านักลงทุนกังวล ถึงมาตรการของธปท. ที่มาดูแลค่าเงินบาทนั้นคงไม่ใช่ โดยมองว่าภาวะที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวของตลาดหุ้นที่ดัชนีพุ่งขึ้นมาเร็ว และแรง เป็นลักษณะการปรับฐานของตลาดหุ้น อย่างที่ได้มีเคยเตือนกันก่อนหน้าว่านักลงทุนก็ต้องระวังในหุ้นบางตัวที่มี ราคากระโดดมากผิดปกติและการที่หุ้นปรับลดลงก็เป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นใน ภูมิภาค” นายประสารกล่าวและว่า
อย่างไรก็ตามที่มีข่าวว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้หารือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึงการวางหลักประกันบัญชีเงินสดในการซื้อขายหุ้นเพิ่ม(มาร์จิ้น) จาก 15% เป็น 20%นั้น ไม่น่าจะมีนัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง
นายประสาร ได้กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทว่า ใน 2 เดือนที่ผ่านมาก็เห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างยืดหยุ่นก็ยังคงทำงานอยู่ เห็นได้จากเมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าไประดับหนึ่งก็ได้อ่อนค่าลง ซึ่งการที่ทางธปท. จะออกมาตรการอะไรหรือไม่นั้นก็ไม่อยากพูดถึงให้มากนัก
นางผ่องเพ็ญ  เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน กล่าวว่า ทางธปท.ก็ยังคงติดตามและจับตาดูสถานการณ์ของค่าเงินบาท รวมถึงภาวะเงินทุนไหลเข้าไหลออกอย่างใกล้ชิดและมีเครื่องมือที่ดูแลอยู่แล้ว ซึ่งการที่ทางธปท. จะดำเนินการอะไรนั้นคงไม่สามารถมาบอกล่วงหน้าหรือเปิดเผยได้
นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการอำนวยการ สายงานวิจัย บริษัท เอเชียพลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยยังปรับฐานต่อเนื่องจากก่อนหน้าตลาดมีความมั่นใจการลงทุนในหุ้น ค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อตลาดลงก็คงจะมีการบังคับขายตามเกณฑ์ออกมา เพราะที่ผ่านมาโบรกเกอร์ปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ค่อนข้างมาก ขณะที่ต่างชาติก็ยังคงเทขายอย่างต่อเนื่อง

 

 

ทั้งนี้การบังคับขายหุ้นต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้  เพราะก่อนหน้านักลงทุนมั่นใจมาก ก็ซื้อหุ้นตลอด วันนี้หุ้นตกลงแรง นักลงทุนต่างชาติยังขายต่อเนื่องเพราะซื้อมาเยอะ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเริ่มมีทิศทางการขายออกแล้ว หลังจากที่ซื้อเข้ามาเยอะมาก
ด้านนายอภิชาติ   ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดในวันนี้ปรับตัวลงแรงมาก  เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวนในหลายเรื่อง ทั้งในเรื่องของพรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่มีผู้ต่อต้านมากขึ้น และการเพิ่มการวางหลักประกันหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหุ้นเงินสดเป็น 20 % ทำบางกลุ่มต้องขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยงของตัวเองลง ในส่วนของการบังคับขายหลักทรัพย์นั้นมีก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มมากขึ้นค่อนข้างชัดเจน แต่ไม่สามารถระบุเป็นตัวเลลขได้ ทำให้นักลงทุนพากันขายหุ้นในช่วงนี้

 

 

 

ตลาดหุ้นร่วงหนัก

ส่วนความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้น นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์รายหนึ่งเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 เปิดตลาดที่ระดับ 29.16 – 29.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากวันก่อนที่ปิดตลาดในระดับ 29.32 – 29.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าตลอดทั้งวันทำสถิติแข็งค่าสุดในวันนี้ที่ 29.08 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 29.10– 29.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 16 ปี ทั้งนี้ระหว่างวันธปท.พยายามเข้ามาพยุงเป็นบางจังหวะแต่ค่าเงินก็ยังคงแข็ง ค่า เพราะกระแสเงินทุนไหลเข้ายังมีมาต่อเนื่อง รวมทั้งมีแรงเทขายจากกลุ่มผู้ส่งออกค่อนข้างมาก ซึ่งคาดว่าในวันพรุ่งนี้ค่าเงินบาทอาจจะปรับตัวแข็งค่าได้อีก โดยมองว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 29.00 -29.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

 

ทาง ด้านฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันที่ 20 มีนาคม 2556 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 29.27/29 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (19/3) ที่ 29.33/34 บาท/ดอลลาร์ สกุลเงินบาทนั้นแข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าที่ผ่านมาและแตะที่ระดับ 29.14 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันนี้ได้รับแรงหนุนจากเงิน ทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทยต่อเนื่องจากวานนี้ (19/3) อีกทั้งวันนี้นักลงทุนได้ขายดอลลาร์เพิ่มเติมเพื่อตัดขาดทุนหลังจากเงินบาท แข็งค่าอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในช่วงบ่ายของวัน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล) ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อค่าเงินบาทไทยที่ดูจะแข็งค่ามากและเร็วเกินไป ทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมาเล็กน้อยในช่วงเวลาสั้น ๆ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันนี้(20มี.ค.) ดัชนีSET เคลื่อนไหวในแดนลบตลอดการซื้อขายทั้งวัน หลังตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาเงินทุนไหลเข้า และค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป ซึ่งจะกระทบไปถึงภาคการส่งออก รวมถึงปัญหาเรื่องหนี้ในไซปรัส โดยการซื้อขายระหว่างวัน ดัชนีลงไปต่ำสุดที่ระดับ 1,534.27จุด ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ1,543.67จุด หรือลดลง1.57% มีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 83,656.86ล้านบาท โดยมีหลักทรัพย์ราคาปรับเพิ่มขึ้น156หลักทรัพย์ ไม่เปลี่ยนแปลง83หลักทรัพย์ และลดลงถึง 556 หลักทรัพย์

 

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย 1.PTTปิดที่ 333.00บาท -5.00 (-1.48%)2.CK ปิดที่ 25.50บาท -2.75 (-9.73%) 3.BTS ปิดที่ 9.35บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 4.TRUE ปิดที่ 7.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 5. ITD ปิดที่ 7.60บาท -1.30 (-14.61%)

 

ส่วนพฤติกรรมการการซื้อขายแยกกลุ่มนักลงทุนในวันนี้ ตลาดหลักทรัพย์รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติ ขายออกสุทธิ 3,203.58 ล้านบาท นักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ 965.24 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์(โบรกเกอร์)ซื้อสุทธิ 923.62 ล้านบาท และ นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 1,314.73 ล้านบาท
นาย ชัย จิรเสวีนุปพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเช้า ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลงค่อนข้างแรง โดยเป็นผลมาจากความกังวลของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และมีความกังวลว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจยุโรป ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงแรงในช่วงเช้า ก่อนที่ช่วงบ่าย ตลาดจะคลายกังวลจากปัจจัยดังกล่าว และปรับตัวติดลบน้อยลง

 

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนและตกลงแรงมากในช่วงเช้านั้น ปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยค่าเงินบาทมีกระทบกับตลาดหุ้นไทยน้อยมาก แต่สาเหตุที่แท้จริงมีกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เทขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร และหวังว่าจะทุบราคาหุ้นเพื่อเข้าไปเก็บหุ้นในราคาที่ต่ำ ภาวะการณืดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วบริษัทจดทะเบียนไทยไม่ได้แข็งแกร่งจริงๆ

 

ขณะที่ช่วงเช้า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังจะไม่มีการออกมาตรการพิเศษใดๆ เพื่อดูแลการแข็งค่าของ เงินบาทในช่วงนี้ เพราะอาจทำให้ตลาดตกใจ และขาดความเชืี่อมั่นได้

“จะไม่ออกมาตรการพิเศษ เพื่อดูแลเงินบาท เพราะมาตรการพิเศษ ถือเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ และยิ่งจะทำให้ตลาดตกใจ และขาดความเชื่อมั่น” นายกิตติรัตน์ กล่าวกับผู้สื่อข่าว

 

เขายืนยันว่า หน้าที่ในการดูแลค่าเงินบาท ยังเป็นของธนาคารแห่ง ประเทศไทย(ธปท.) แต่ในฐานะของ รมว.คลัง ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เช่นกัน

เช่นเดียวกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท.ก็ยงคงยืนยันว่าจะยังไม่มีการออกมาตรการสกัดค่าเงินบาทแข็งค่า ในช่วงนี้ แม้จะยอมรับว่าเงินบาทในวันนี้แข็งค่าเร็วเกินไปก็ตาม

อย่างไรก็ตาม คืนนี้ (ตามเวลาประเทศไทย) ตลาดทั่วโลกจับตาดูการแถลงข่าวครั้งแรกในรอบปีของนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะส่งสัญญาณใดต่อมาตรการและนโยบายทางการเงินในปัจจุบัน โดยตลอดทั้งวันค่าเงินบาทมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 29.14-29 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 29.14/16 บาท/ดอลลาร์