การรับมือกับเศรษฐกิจที่ถดถอย

ไอเอฟเอกล่าวว่า แผน ของนายกรัฐมนตรีเพื่อความสมดุลของ งบประมาณโดย 2018-19 ที่เกี่ยวข้องกับ การเร่งความเร็ว ในการ ก้าวของการ ตัดค่าใช้จ่าย จาก 2.3 % ในปี ในช่วงห้าปี จากเดือนมีนาคม 2011ถึงมีนาคม 2016-3.7 % ต่อปี ในช่วงสาม ปีหลังจากนั้น

กล้าตกลง กับสำนักงาน ที่เป็นอิสระ เพื่อ ความรับผิดชอบต่อ งบประมาณ ที่ นี้ จะเกี่ยวข้องกับการ หดตัวของ รัฐ ในระดับที่ไม่เคยเห็นมา อย่างน้อยตั้งแต่ 1948 ไอเอฟเอกล่าวว่า เรื่องนี้จะ ถือเป็นจริง แม้ว่า การจ่ายดอกเบี้ย หนี้ และการใช้จ่าย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีการเพิ่มค่าใช้จ่ายใน การทำงาน ของ หน่วยงานที่ กรุงลอนดอนการส่งมอบ การตัดสินใจ ของตน ในงบ ฤดูใบไม้ร่วง ของจอร์จ ออสบอร์ , สถาบันเพื่อการ ศึกษาการคลัง เอาปัญหากับ ทาง แรงงาน ได้ คำนวณ ประมาณการ ของ£ 1600 การสูญเสียของครอบครัวเฉลี่ย ในช่วงสาม ปีนับตั้งแต่ รัฐบาล เข้ามาสู่อำนาจ ในปี 2010แต่ บอกว่ามันเป็น ” สวย สอดคล้อง “กับ ข้อมูลจากการสำรวจ แสดงให้เห็นถึง การลดลงอย่าง มากใน รายได้ ของครัวเรือน ระหว่าง 2009-10 และ 2011-12

พอล จอห์นสัน ผู้อำนวยการ ไอเอฟเอ กล่าวว่า มีการขาด ของตัวเลข ที่เชื่อถือได้สำหรับ ปีปัจจุบันแต่เพิ่ม : . “เราไม่ ทราบว่า จากการสำรวจ ครัวเรือน ที่ มีรายได้ ลดลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2010 และ 2011 มัน เป็นเกือบแน่นอน อย่างมีนัยสำคัญ ต่ำ กว่านี้ ใน 2010

“และ ในขณะที่มัน ควรจะเริ่มต้น ที่จะเติบโต ก็จะ ยังคงได้รับ ก็ ต่ำกว่าระดับ 2010 โดย เวลา ที่เราได้รับ จะมีการเลือกตั้ง ในปี 2015 . ”

ออสบอร์ พยายามที่จะ ตอบโต้การ เรียกร้อง ของแรงงาน ในสัปดาห์นี้ โดยใช้ วิธีที่แตกต่าง ในการคำนวณ รายได้ ที่จะแสดง รายได้ รวม ของครัวเรือน เพิ่มขึ้น 3.9 % ระหว่าง จุดสูงสุด ก่อน ภาวะถดถอย ของพวกเขา ในช่วงต้นของ ปี 2008 และ ไตรมาสที่สอง ของปี 2013

จอห์นสัน กล่าวว่า ปทัฏฐาน เพื่อ รายได้ ของครัวเรือน ที่ใช้โดย นายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้ ใช้ตามปกติ ในการวัด คุณภาพชีวิต และการศึกษาของ ไอเอฟเอ พบว่า มัน ล้มเหลว ในการตรวจสอบ บีบใน อำนาจการใช้จ่าย จริง ในใด ๆ ของ สี่ ถดถอย ใหญ่ ของสหราชอาณาจักร ได้รับการฝึกฝน มาตั้งแต่ ต้น 1970

“ในขณะที่ ชุดมัน [ วัด ออสบอร์ ] ทำงาน ค่อนข้าง แตกต่างกัน ทั้งสอง ตั้งแต่ ปี 2008 และ ในช่วงเวลา ที่ยาวนานของ เวลาในการ วัด ชุด มาตรฐานการครองชีพ อื่น ๆ ” จอห์นสัน กล่าวว่า

” ซึ่งจะรวมถึง รายได้บางส่วน ที่ไม่ได้ เพิ่มขึ้น ในภาค ครัวเรือน ที่ทั้งหมด . และ การก่อสร้าง ที่แท้จริงของมัน เป็นทึบแสง . มัน บอกเราว่า สิ่งที่เกี่ยวกับ รายได้ ในครัวเรือน แต่ควร อย่างแน่นอน ไม่ได้ ถูกนำมาใช้ ในการแยก ที่จะวัด ว่าพวกเขา มีการเปลี่ยนแปลง . ”

ไอเอฟเอกล่าวว่า การรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม ของ ออสบอร์ ว่ามาตรการ บัญชี แห่งชาติของ รายได้ทิ้ง ครัวเรือน หมายถึง ” สถาบัน ที่ไม่แสวงหากำไร ที่ให้บริการ ผู้ประกอบการ ” เช่น มหาวิทยาลัย ถูกรวม กับ พื้นที่เช่น การออม เงินบำนาญ ที่ ลดลง ซึ่งจะทำให้มี รายได้ทิ้ง มากขึ้น

ลูก วัด ก็ เข้ามา ไม่ได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลง ภาษี และผลประโยชน์ และใช้ ดัชนี ราคาขายปลีก – ไม่ ถือว่าเป็น มาตรวัด ที่เชื่อถือได้ของ อัตราเงินเฟ้อ โดยสำนักงาน สถิติแห่งชาติ – ที่จะเกิดขึ้น กับคำสั่ง ที่ ได้ ค่าจ้างที่แท้จริง ลดลง £ 1,600

” ที่กล่าวว่า£ 1,600 ฤดูใบไม้ร่วง เป็น ฤดูใบไม้ร่วง ประมาณ 6 %. ที่ สวย สอดคล้องกับ สิ่งที่เรารู้ จากข้อมูล การสำรวจ ที่เกิดขึ้นกับ รายได้ ในครัวเรือน ระหว่าง 2009-10 และ 2011-12 ” จอห์นสัน กล่าวว่า

ผู้อำนวยการ ไอเอฟเอ กล่าวว่า มันก็ไม่ น่าแปลกใจที่ รายได้ ครัวเรือน ต่ำกว่า ก่อนที่ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและ ได้ ลดลงตั้งแต่ 2010

“เรา ยังมีชีวิตอยู่ เพียงแค่ ผ่าน ภาวะถดถอย ที่ลึกที่สุด ใน รุ่นและ การส่งออก ที่วัด ยังคงต่ำกว่า ระดับก่อนวิกฤต ของ . และ ผลประกอบการ ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาก . ในส่วน ที่เป็น flipside ของตัวเลข การจ้างงาน ที่แข็งแกร่งและมีความ เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ฤดูใบไม้ร่วงที่ เห็นได้ชัด ในการผลิต . ”

ไอเอฟเอมีความสำคัญของ นายกรัฐมนตรีสัญญา การใช้จ่าย รวมทั้ง การแช่แข็ง ในการปฏิบัติหน้าที่ เชื้อเพลิง การแนะนำของ ค่าใช้จ่าย การแต่งงาน ตัด ประกัน แห่งชาติ และแช่แข็ง ใน อัตรา ธุรกิจ ต้นทุน £ 2.5bn โดยไม่มี แผน เป็นรูปธรรม กองทุนเพื่อ พวกเขา

ของแผนการที่จะ ขยาย จำนวน นักศึกษามหาวิทยาลัย จากการขายหนังสือ เงินกู้นักเรียน, จอห์นสัน กล่าวว่า “นี่ อาจทำงาน ในตัวเลข ทางการเงิน ในระยะใกล้ แต่ เศรษฐกิจ ก็จะทำให้ ความรู้สึก เล็ก ๆ น้อย ๆ ในการขาย สินเชื่อจะ กว้าง fiscally เป็นกลางใน ระยะยาว . นำ เงินได้มากขึ้น ในขณะนี้ ที่ค่าใช้จ่าย เงิน น้อยลง ในภายหลัง . ยก ฝา บน ตัวเลขที่ จะใช้เงิน ทุกปี . ”

กว้างกว่า เขากล่าวว่า กลยุทธ์นี้ เป็น รูปแบบของ คำสั่งของ ฤดูใบไม้ร่วง ” อย่างต่อเนื่องเพื่อ ประกาศ การลดภาษี และเพื่อให้ การใช้จ่าย ภาระผูกพัน ใหม่ ยังไม่ชำระ เกิน 2015-16 เท่านั้นที่สามารถ เพิ่มความยากลำบาก ในการเข้าถึงความสมดุล ทางการเงิน ที่เขาจะ กำหนดเป้าหมาย. ”

เพื่อหลีกเลี่ยงการก้าว ขึ้น ก้าวของการ ตัดค่าใช้จ่ายในรัฐสภา ต่อไปจะต้องมี การปรับลด สวัสดิการ หรือ เพิ่มภาษี มูลค่า£ 12bn , ไอเอฟเอกล่าวว่า

ทัค เลขาธิการ ฟราน เกรดี้ กล่าวว่า ” การวิเคราะห์ ในวันนี้ ไอเอฟเอ ยืนยันว่า จะ ตัดค่าใช้จ่าย ต่อไปและใน ขณะที่ จอร์จ ออสบอร์ ทำให้ ความเข้มงวด ถาวร

” นี้มี อะไรจะทำอย่างไร กับเศรษฐกิจ แต่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ โครงการ ทางการเมืองฝ่ายขวา

” นายกรัฐมนตรีจะใช้ ผลกระทบจาก ภาวะถดถอยทั่วโลกที่จะตัด การให้บริการ อย่างถาวร และหดตัว ของรัฐ กลับไปที่ที่ มันเป็น ในปี 1948

“นี่คือ สิ่งที่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ ต้องการ . พวกเขาอาจ ได้รับการยอมรับ ต้องใช้ ยา ที่รุนแรง ในการปลุกของ ความผิดพลาดแต่พวกเขา ต้องการ การรักษา ที่ให้ มาตรฐานการครองชีพ ที่เพิ่มขึ้น การให้บริการ ที่ดีและ เศรษฐกิจ ที่เป็นธรรม. ”

คริส เลสลี่ เงา หัวหน้าเลขานุการ กรมธนารักษ์ กล่าวว่า . “มันเป็นระเบิด อายที่จะ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ วัด ได้รับการสนับสนุน ของเขาใน มาตรฐานการครองชีพ จะเปิดออกให้ รวมถึง รายได้ ขององค์กรการกุศล และมหาวิทยาลัยไอเอฟเอยัง เป็นสิทธิที่จะ ถามว่า ผลรวม ของจอร์จ ออสบอร์ สำหรับ อนาคตปี จริงๆ กองขึ้น . “

เงินร้อนไหลเข้าไทย

 

ทั้งนี้ “สุธาศินี นิมิตกุล” ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและกำกับการแลกเปลี่ยนเงิน ธปท. ระบุว่า ธปท. ได้เสนอแผนเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อส่งเสริมการออกไปลงทุนต่างประเทศไปให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผ่อนเกณฑ์ให้ไปลงทุนต่างประเทศง่ายขึ้น อาทิ เปิดเสรีสำหรับวงเงินของบุคคลธรรมดาที่ออกไปลงทุนโดยตรง หรือไม่จำกัด จากเดิมกำหนด 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี การเปิดให้รับฝากเงินในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) แบบมีภาระผูกพันได้อย่างเสรี จากเดิมกรณีมีภาระผูกพัน นิติบุคคลมียอดคงค้างที่ 100 ดอลลาร์ และไม่มีภาระผูกพันที่ 5 แสนดอลลาร์

 

ยัง มีการเปิดให้มีการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Unwind Hedging) อย่างเสรี สำหรับธุรกรรมที่มี Underlying กรณีลงทุนโดยตรง และเงินกู้กิจการในเครือ จากเดิมอนุญาตแค่การทำ Unwind เฉพาะค่าสินค้าและบริการ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอการผ่อนคลายคุณสมบัติของธุรกิจและผู้รับอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อ ขายแลกเปลี่ยนเงินตรา (MC/MT) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ผู้ประกอบการ จากเดิมกำหนดรับซื้อเงินตราไม่จำกัด แต่ขายเงินตราได้ไม่เกิน 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง และสุดท้าย การอนุญาตถือเงินสดข้ามแดนประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น เป็น 2 ล้านบาทต่อคน จากเดิมที่กำหนดเพียง 5 แสนบาทต่อคนเท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี การออกมาตรการเหล่านี้ ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือจากฟากกระทรวงการคลังทั้งสิ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

 

ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ยังคงเป็น “หนังยาว” ที่ต้องติดตามว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลังจะเห็นพ้องต้องกันในการออกมาตรการใดมาดูแล ซึ่งในระหว่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ กระแสเงินทุนไหลเข้า (ฟันด์โฟลว์) ก็ยังคงเป็นปมปัญหาสำคัญที่รอการแก้ไข แม้ข่าวลือการออกมาตรการ “สกัดเงินร้อน” จะช่วยสกัด “นักเก็งกำไร” ได้ระดับหนึ่ง จนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจนใกล้ 30 บาทต่อดอลลาร์ จากที่เคยทำสถิติแข็งค่าสูงสุดที่ 28.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.แต่ด้วยความน่าสนใจของเศรษฐกิจภูมิภาคนี้ จึงมีการคาดการณ์กันว่า หากรัฐไม่มีมาตรการใดออกมา เงินบาทก็จะกลับมาแข็งค่ามากขึ้นอีก

 

เช่นเดียวกับ “เกาหลีใต้” ที่ใช้มาตรการเก็บภาษี (Levy) จากหนี้ต่างประเทศภาคธนาคาร โดยมีแนวคิดว่า “ยิ่งกู้สั้นยิ่งเสียภาษีมาก” ซึ่งเก็บแบบขั้นบันได คืออายุสัญญาไม่เกิน 1 ปี จะเก็บ 0.2% ของวงเงินกู้ อายุ 1.3 ปี เก็บ 0.1% อายุ 3-5 ปี เก็บ 0.05% และอายุ 5 ปี เก็บ 0.02% ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงินตราต่างประเทศที่มีอายุสัญญายาวขึ้นให้สอดคล้องกับการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward) ซึ่งมาตรการนี้ IMF วิเคราะห์ว่า มีผลไม่มากเพราะเก็บภาษีค่อนข้างต่ำ แต่การกู้ยืมเงินต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ลดลงอย่างชัดเจน และการกำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศต้องลงทะเบียนเพื่อลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ก็ช่วยให้สามารถติดตามพฤติกรรมการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ด้าน “อินเดีย” มีการออกมาตรการกำกับดูแลการลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติคล้ายกับเกาหลีใต้ แต่เข้มงวดกว่า คือกำหนดให้ต้องลงทะเบียนก่อนลงทุน พร้อมกำหนดโควตาเงินลงทุนต่างชาติสำหรับนักลงทุนสถาบันให้ลงทุนตราสารรัฐบาลได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และต่อมากำหนดให้ลงทุนได้ไม่เกิน 25 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงลงทุนในตราสารเอกชนได้ไม่เกิน 51 พันล้านดอลลาร์

แม้ว่า ณ เวลานี้ ธปท.จะส่งมาตรการไปถึงมือ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังแล้ว แต่ก็ดูเหมือนยังไม่เป็นที่ “ถูกใจ” ของขุนคลังนัก แต่ฟาก ธปท.เองก็พยายามหยิบยกมาตรการต่าง ๆ มานำเสนอ อย่างล่าสุด มีการออกรายงานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลดแรงกดดันอัตราแลกเปลี่ยน สกัดเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ (Capital Control) โดยเป็นการหยิบยกตัวอย่างจากต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.มองว่าเป็นมาตรการที่เคย “ใช้ได้ผลเป็นที่ยอมรับ” และไทยยังไม่เคยนำมาใช้

“มาตรการ Capital Control เพื่อสกัด “เงินร้อน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็น “ตลาดเกิดใหม่” มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีการหยิบยกมาตรการดังกล่าวออกมาพูด เพราะ IMF มองว่าเป็นมาตรการที่ได้ผล และเป็นทางเลือกหนึ่งของแต่ละประเทศในการดูแลเงินทุนไหลเข้าออกประเทศ โดยจะใช้มาตรการดังกล่าว ก็ต่อเมื่อนโยบายการเงินการคลังตามปกติ ไม่สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินได้”

ตัวอย่างแรก กรณีประเทศ “อินโดนีเซีย” ที่เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศอย่างหนักเมื่อปี 2552 จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีและดอกเบี้ยนโยบายที่สูงถึง 6.5% จึงจูงใจนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารกลางอย่างมาก และมีการเทขายทำกำไรเป็นระยะ ค่าเงินรูเปียห์จึงผันผวนมาก ในเดือน มิ.ย.2553 ทางการจึงประกาศใช้มาตรการกำหนดระยะเวลาการถือตราสารหนี้ขั้นต่ำ ให้ผู้ลงทุนต้องถือตราสารอย่างน้อย 1 เดือน จึงจะขายได้ (และต่อมาเพิ่มเป็น 6 เดือน)

 

การแก้ปัญหาเงินบาทแข็ง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้แจงในคราวเดียวกันว่า ปัจจุบันหนี้ต่างประเทศของทั้งรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งในสถานการณ์บาทแข็งค่า กระทรวงการคลังก็ได้พยายามผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ชำระหนี้ให้เร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถคืนหนี้ได้เร็วทั้งหมด เนื่องจากติดสัญญาโดยเฉพาะสัญญาเงินกู้ระยะยาวมักจะชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ไม่ได้

“ปัจจุบันกระทรวงการคลังใช้โอกาสที่บาทแข็ง คืนหนี้ต่างประเทศให้เร็วขึ้น โดยเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ได้จ่ายคืนหนี้ไจก้าไป 13,000 ล้านบาท และมีแผนจะจ่ายคืนหนี้รัฐบาลในปีนี้ทั้งหมด 22,000 ล้านบาท ส่วนของรัฐวิสาหกิจก็ต้องไปจูงใจเขาต่อไป” นายเอกนิติกล่าว

ด้าน แหล่งข่าวจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2556 นี้คลังมีแผนชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ของรัฐวิสาหกิจกับเจ้าของแหล่งเงิน คือ องค์กรการเงินระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) เป็นวงเงินรวมกว่า 2.48 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 1.21 หมื่นล้านบาท

การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กว่า 3.78 พันล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กว่า 5.6 พันล้านบาท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) อีกกว่า 2.27 พันล้านบาท

ทั้งนี้ จะใช้วิธีกู้เงินบาทไปชำระหนี้เงินเยนดังกล่าว เพื่อปิดความเสี่ยงที่จะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยผ่อนคลายแรงกดดันสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าในขณะนี้ด้วย

 

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องความคืบหน้าการแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นการตอบคำถามของกรรมาธิการฯถึงเรื่องการใช้หนี้ต่างประเทศในเวลาที่ เงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นวิธีบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายวิธีหนึ่งว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ประสานกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และรัฐวิสาหกิจที่ต้องการชำระคืนหนี้ต่างประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการชำระหนี้ล่วงหน้าหรือชำระหนี้ตามกำหนด โดยหน่วยงานเหล่านี้จะแจ้งมาให้ ธปท.จัดซื้อดอลลาร์ให้อยู่เป็นระยะ ๆ

“แม้ ในเวลานี้จะยังไม่มีหนี้ก้อนใหญ่ที่มีการชำระ เนื่องจากบางหน่วยงานต้องรอหาเงินบาทมาแลกซื้อดอลลาร์ แต่เมื่อเขาหาเงินบาทมาได้แล้วก็จะแจ้งมาที่ ธปท.ให้จัดการซื้อดอลลาร์ให้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำอยู่เป็นระยะ ๆ และข้อมูลเหล่านี้เป็นที่ทราบกันอยู่ระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นอีกข้อมูลที่ใช้ในการบริหารจัดการเงินไหลเข้า-ไหลออก” นางจันทวรรณกล่าว

ทั้งนี้ การชำระหนี้ต่างประเทศเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำดอลลาร์เข้ามาและเป็นการ ปฏิบัติตามปกติ แต่การบริหารตลาดเงินให้มีความสมดุลระหว่างเงินบาทกับเงินดอลลาร์ยังจำเป็น ต้องอาศัยส่วนอื่น ๆ ประกอบด้วย อาทิ การกระตุ้นให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งนำเข้าสินค้าทุนและ วัตถุดิบ

 

นอก จากนี้ยังกล่าวด้วยว่า ล่าสุด ณ วันที่ 3 เม.ย. ทาง รฟม.ได้ชำระหนี้ล่วงหน้า (Pre-paymant) เงินกู้สกุลเยนไป 2 สัญญา วงเงินรวม 30,400 ล้านเยน หรือประมาณ 9,230 ล้านบาท

“การชำระคืนหนี้ต่าง ประเทศล่วงหน้านั้นมีการดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2556 หรือปลายปี 2555 โดยในส่วนหนี้ของรัฐบาลที่เป็นเงินกู้จากไจก้ามีการชำระล่วงหน้าไป 13 สัญญา วงเงินประมาณ 10,280 ล้านเยน ทำให้ประหยัดภาระดอกเบี้ยไปได้ 1,082 ล้านบาท ตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ย. 2555″ แหล่งข่าวกล่าว

หุ้นโดนแรงต้านไม่ผ่าน 1600 จุด

 

นายยศพณ แสงนิล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 2 พ.ค. ดัชนีปิดตลาดในแดนลบ หลังจากที่ปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุด 1,603.01 จุดจึงทำให้เกิดแรงขายทางจิตวิทยาออกมา กดดันให้ตลาดปรับตัวลดลง ประกอบกับนังลงทุนยังคงกังวลกับมาตรการที่อาจจะออกมาแทรกแซงค่าเงินบาท จึงทำให้การซื้อขายไม่สดใสนัก

 

“แนวต้านที่ระดับ 1,600 จุด ถือเป็นจุดที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งหากหลังจากนี้ถ้าตลาดจะปรับตัวขึ้นมาในระดับนี้อีก ก็ต้องยืนให้ได้ 3 วัน ถึงจะเรียกได้ว่าผ่านอย่างปลอดภัย” นายยศพณกล่าว

 

สำหรับการซื้อขายวันที่ 3 พ.ค.ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,575 จุด และแนวต้านที่ระดับ 1,595 จุด โดยแนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทนที่ต้านตลาดช่วงขาลงได้ เช่น บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) (DEMCO) บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG) บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (GUNKUL) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BGH) เป็นต้น

หุ้นไทยร่วงบรรกาศยังไม่น่าลงทุน

“ตลาดหุ้นไทยวันนี้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ คือค่อนข้างผันผวนในแดนลบ เนื่องจากยังถูกปัจจัยรบกวนจากต่างประเทศกดดันจิตวิทยาการลงทุน ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยหนุนเข้ามาช่วย จึงทำให้ดัชนียังไปไหนไม่ได้” นายปริญทร์กล่าว

 

สำหรับการซื้อขายในช่วงบ่ายวันนี้ ประเมินว่ากรอบการแกว่งตัวน่าจะมีแนวรับที่ราว 1,507 จุด และแนวต้านที่ 1,520 จุด ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนเลือกกลุ่มที่มีรายได้จากในประเทศเป็นหลัก (โดเมสติก) ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดต่างประเทศได้

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความคึกคักดังกล่าวก็ต้องถูกเบรกด้วยมาตรการสกัดความร้อนแรงของตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกอบกับปัจจัยภายในภายนอกต่าง ๆ ทำให้นักลงทุนแห่เทขายหุ้นกันออกมากดให้ดัชนีร่วงกว่า 100 จุด และเมื่อ 29 มี.ค. 56 ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,561.06 จุด ด้วยมูลค่าตลาดรวม 13.29 ล้านล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันดัชนีก็แกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 1,400-1,500 จุด

ทั้งนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมข้อมูลความมั่งคั่งของ 10 อันดับเศรษฐีหุ้นไทย จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตรวจสอบจากรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ประเภทบุคคลธรรมดา ที่มียอดถือครอง ณ วันปิดสมุดทะเบียนล่าสุด (ณ วันที่ 10 เม.ย.) กับราคาปิดวันที่ 29 มี.ค. ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของไตรมาส 1 โดยเป็นการเปรียบเทียบข้อมูลจากความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้น ณ 30 ก.ย. 2555 ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,299.71 จุด

หมอเสริฐ ขึ้นแชมป์เศรษฐีหุ้น

ผลสำรวจพบว่า “น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” หรือ “หมอเสริฐ” ได้กระโดดขึ้นมาเป็นผู้นำของกลุ่มเศรษฐีหุ้นทันที จากปีก่อนหน้าอยู่อันดับ 4 โดยพอร์ตของ “หมอเสริฐ” มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 47,741.88 บาท จากปี 2555 ที่มีเงินจากการลงทุนหุ้นมูลค่า 21,123.49 ล้านบาท (จากการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ 30 กันยายน 2555)

โดยสาเหตุที่ทำให้ “หมอเสริฐ” ขึ้นมานั่งแท่นแชมป์ เพราะมีการทยอยสะสมหุ้น บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เป็นจำนวนถึง 290,201,434 หุ้น คิดเป็น 18.78% รวมเป็นมูลค่า 47,738.14 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ที่ถือเพียง 12.7% ประกอบกับราคาหุ้น BGH ที่พุ่งขึ้นจากต้นปี 2556 อยู่ที่ 113 บาท ไปเป็นหุ้นละ 164.50 บาท ก็ส่งเสริมความมั่งคั่งของ “หมอเสริฐ” แบบทวีคูณ นอกจากนี้ “หมอเสริฐ” ยังถือ บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) จำนวน 125,800 หุ้น คิดเป็น 0.79% ราคา 29.75 บาท รวม 3.74 ล้านบาท เพื่อต่อยอดธุรกิจด้วย ทำให้พอร์ต “หมอเสริฐ” มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นในไตรมาส 1 “47,741.88 บาท” เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเงินลงทุนหุ้น 21,123.49 ล้านบาท

ทองมา ร่วงแชมป์ 3 ปีซ้อน

ส่วนอันดับ 2 “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์” หล่นจากเก้าอี้แชมป์หุ้น 3 ปีซ้อน (2553-2555) เนื่องจากปิดไตรมาส 1 “ทองมา” มีเพียงยอดการถือครองหุ้น บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) จำนวน 1,305,300,000 หุ้น 58.76% ราคา 30 บาท “รวมเป็นมูลค่า 39,159 ล้านบาท” ซึ่งแม้จะสูงกว่าปีก่อนที่มีมูลค่าพอร์ตอยู่ที่ 23,497.78 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะครองแชมป์ได้

ทั้งนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ “ทองมา” ต้องก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำ อาจเป็นผลมาจากการ “ลดสัดส่วนถือครองหุ้น” เนื่องจากในวันปิดสมุดทะเบียนล่าสุด พบว่า

“ทองมา” ไม่มีรายชื่อติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) และ บมจ.ซีฟโก้ (SEAFCO) เหมือนเช่นในปีก่อนแล้ว

สำหรับเศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ตกเป็นของ “คีรี กาญจนพาสน์” ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) ร่วงลงจากปีก่อนที่อยู่อันดับ 2 โดยการสำรวจครั้งนี้พบว่า “คีรี” ถือหุ้น BTS 3,964,048,573 หุ้น 36.01% ราคา 9.40 บาท รวมมูลค่า 37,262.06 ล้านบาท บมจ.บางกอกแลนด์ (BLAND) จำนวน 121,401,065 หุ้น คิดเป็น 0.68% ราคา 1.97 บาท รวมเป็นมูลค่า 239.16 ล้านบาท บมจ.วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) 5,885,090 หุ้น 1.96% ราคา 131.50 บาท รวม 773.89 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้คิดเป็นมูลค่าความมั่งคั่งจากการลงทุนหุ้นไตรมาส 1 ทั้งสิ้น “38,275.11 ล้านบาท” เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่า 23,456.07 ล้านบาท

 

 

หุ้นบลูชิพยังคงได้รับความนิยม

 

ใน ข่าวสารขององค์กร, Time Warner (TWX) กล่าวว่ามันจะหมุนออกเวลา, Inc ซึ่งเป็นหนึ่งใน บริษัท ที่ใหญ่ที่สุดสำนักพิมพ์อเมริกันเป็น บริษัท ที่สาธารณชนซื้อขายของตัวเอง รอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ (RBS) กล่าวว่าบริการธนาคารที่ได้รับการ “หยุดชะงัก” ข้ามคืน แต่การแก้ไขโดยวันพฤหัสบดีเช้าเวลานิวยอร์ก

ราคาน้ำมันปรับ ตัวขึ้นในวัน สัญญามาตรฐานปีนขึ้นไปสหรัฐ $ 1.13, 1.3% ปิดที่ 91.56 $ บาร์เรล น้ำมันเบนซินใหม่ขายส่ง York Harbor ลดลง 0.04% เป็น 3.123 $ แกลลอน ปีนขึ้นไปทอง 20 เซนต์หรือ 0.01% ปิดที่ $ 1,575 ทรอยออนซ์

ตลาดต่างประเทศ

ยูโร STOXX 50 ขึ้นไป 0.41% 2691, อังกฤษดัชนี FTSE 100 เพิ่มขึ้น 0.18% เป็น 6439 และเยอรมัน DAX inched ขึ้น 0.26% เป็น 7940

ในเอเชียญี่ปุ่น Nikkei 225 ขยับขึ้น 0.3% เป็น 11,968 และจีนฮั่งเส็งลดลง 0.03% เป็น 11,968

ดาวโจนส์ผลักที่สูงขึ้นสำหรับวันที่ห้าในแถวปีนลึกเข้าไปในดินแดนไม่จดที่แผนที่เป็นผู้ค้าย่อยกำมือของการพาดหัวขององค์กรและเศรษฐกิจ

ตลาดวันนี้

ใน ฐานะของ 15:18 ET, ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 39 จุดหรือ 0.27% ปิดที่ 14,335, ดัชนี S & P 500 เพิ่มขึ้น 3.4 จุดหรือ 0.22% ปิดที่ 1,545 และ Nasdaq ปิดรับ 8.8 จุดหรือ 0.28%, 3231 .

เฉลี่ยสีน้ำเงินชิปได้ปีนขึ้นไปทั้งหมดคิดฟุ้งซ่านเวลาสองช่วงในแถวที่วอลล์สตรีทยังคงฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน ตลาดที่กว้างขึ้นได้ทำให้การเคลื่อนไหวสูงเช่นกันแม้ว่ากว้าง S & P 500 พยายามที่จะรับโมเมนตัมในวันพุธที่ มันก็ยังคงมีการซื้อขายที่สูงห้าปี แต่ยังคงมี 1.5% ไปก่อนกดปุ่มบันทึกของ

คดีของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นอย่างเต็มรูปแบบในวันพฤหัสบดีที่พบด้วยรุ่นที่ข้อมูลหลายและการตัดสินใจของธนาคารกลาง ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ kicked off วันโดยถืออัตราดอกเบี้ยและขนาดของโปรแกรมมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณคงที่ของตนตามที่คาดไว้ ธนาคารกลางยุโรปยังถืออัตราคงที่หลัก

ECB ได้รับหนึ่งในสถาบันของรัฐชั้นนำมีวัตถุประสงค์เพื่อหมองคล้ำวิกฤตหนี้ยูโร โซนของโดยถืออัตราดอกเบี้ยต่ำและการใช้โปรแกรมการให้กู้ยืมหลายพิเศษเพื่อ ช่วยให้ธนาคารทั่วหมู่ 17 สกุลเงินสมาชิก

บนด้านหน้าของสหรัฐสหรัฐขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นเป็น $ 44500000000 ในเดือนมกราคมจาก 38100000000 $ ในเดือนธันวาคม นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะทำให้เกิดช่องว่างที่เพิ่มขึ้นถึง $ 42600000000 ตัวเลขช่องว่างทางการค้าโดยตรงในการคำนวณของผลิตภัณฑ์ในประเทศไตรมาสแรกกำไรขั้นต้น – ขนาดใหญ่การขาดดุลมากขึ้นก็ลากลงการเจริญเติบโต แน่นอน, Barclays สับลดประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกจุด 0.2 เปอร์เซ็นต์ถึง 1.6% อยู่กับข้อมูล

ใน ขณะเดียวกันการให้คำปรึกษาทั่วโลก outplacement ชาเลนเจอร์สีเทา & คริสต์มาสกล่าวว่านายจ้างตัด 55,356 งานในเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 37% จาก 40,430 ในเดือนมกราคม ลดงานวางแผนเพิ่มขึ้น 7% จากเดือนเดียวกันในปี 2012 กรมแรงงานรายงานผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลง 7,000 ถึง 340,000 ลดลงเป็นสัปดาห์ที่สองตรง นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะอ้างว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 355,000 การเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเป็น 3,094,000 จาก 3,091,000 สัปดาห์ก่อน

รายงานการจ้างงานที่สำคัญทั้งหมดรายเดือนสำหรับเดือนกุมภาพันธ์มีกำหนดจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันศุกร์ที่

ในช่วงบ่ายที่ Federal Reserve เผยแพร่ภาพของเงื่อนไขเครดิตของผู้บริโภค

 

ราคาทองวันนี้

ราคาทอง
กลยุทธ์การลงทุน ทาง วายแอลจีมีมุมมองว่า หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,682 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเมื่อ ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้าง สำหรับการทำกำไรให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านได้หรือไม่ ถ้าสามารถผ่านไปได้ให้แนะนำให้ถือต่อเพื่อไปขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไปบริเวณ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,658 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์

นักลงทุนลด ความเชื่อมั่นในทองคำลงหลังจากธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่าทางธนาคารได้ปรับลดการลงทุนในทองคำลงครึ่งหนึ่งและหันไปใช้พันธบัตร รัฐบาลสหรัฐที่ได้รับการ คุ้มครองจากภาวะเงินเฟ้อ (TIPS) เป็นเครื่องมือในการทำประกันความเสี่ยงจากภาวะ เงินเฟ้อแทน ประกอบกับ ราคาทองชะลอตัวหลังจากเผชิญกับแนวต้านที่ แข็งแกร่งระหว่างระดับ 1,695-1,697 ดอลลาร์ โดยราคาทองไม่สามารถพุ่งขึ้นเหนือ ระดับดังกล่าว และได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงิน อื่นๆขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรรายสัปดาห์ที่ลดลงและดัชนี ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นในภาคการผลิตของสหรัฐขยายตัวขึ้น  อย่างไรแล้วเมื่อราคาอ่อนตัวลงยังคงมีแรงช้อนซื้อเก็งกำไรระยะ สั้น ประกอบกับ รองประธานธนาคารกลางรัสเซียเปิดเผยว่า ธนาคารกลางรัสเซียจะยังคงซื้อทองคำต่อไป ขณะที่ธนาคารกำลังพิจารณาการกระจายทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศออกจาก สินทรัพย์ประเภท paper asset ที่มองว่ามีความเสี่ยง โดยธนาคารกลางรัสเซียมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก มีมูลค่า 5.30 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งแนวโน้มของราคาทองคำยังคงปรับตัวผันผวน อย่างไรก็ตาม แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์ทางฝั่งสหรัฐอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจในสหรัฐยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของ ราคาทองคำ ซึ่งวายแอลจีแนะนำให้ดูการสร้างฐานของราคาทองคำบริเวณแนวรับ 1,658 หรือ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถตั้งฐานได้อย่างแข็งแกร่ง ยังมีโอกาสเห็นการดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,682 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับ จะโดนแรงขายออกมาอีกครั้ง ประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,642 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ     1,658 (23,450บาท)  1,650 (23,340บาท)    1,642 (23,220บาท)
แนวต้าน   1,682 (23,790บาท)   1,690 (23,900บาท)    1,705(24,120บาท)

 

GOLD FUTURES (GFG13)
แนวรับ     1,658 (23,660บาท)   1,650 (23,540บาท)    1,642 (23,430บาท)
แนวต้าน   1,682 (24,000บาท)    1,690 (24,110บาท)   1,705(24,320บาท)

SILVER FUTURES (SVG13)
แนวรับ      31.45 (938บาท)    31.15 (930บาท)     30.85 (921บาท)
แนวต้าน    32.00 (955บาท)    32.40 (967บาท)     32.75 (978บาท)

เงินตราต่างประเทศ

สำหรับในวันนี้ ตลาดจับตาการรายงานข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาจะเปิดเผยตัวเลขประมาณการณ์ครั้งที่ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวยมประชาชาติประจำไตรมาสที่ 3, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายประจำเดือนตุลาคม

สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินสกุลหลักอื่น ๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าเงินยูโรเปิด ตลาดที่ระดับ 1.2943/46 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดวานนี้ (28/11) ที่ระดับ 1.2923/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากตลาดคาดว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับธนาคารสเปน 4 แห่ง โดยธนาคารเหล่านี้จะได้รับเงิน 3.7 หมื่นล้านยูโร เพื่อใช้ในการเพิ่มทุน และเพื่อให้ธนาคารเหล่านี้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอความช่วเยหลือจาก รัฐในอนาคต ประกอบความหวังที่ว่าสหรัฐจะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตหนี้การคลังในครั้งนี้ได้ หนุนให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อยูโรอีกครั้ง แม้ว่าวานนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติของสเปนเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีกประจำ เดือนตุลาคมปรับตัวลงต่อเนื่อง 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากร่วงลง 11% ในเดือนกันยายนก็ตาม โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.2939-1.2988 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1.2980/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

 

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 30.73/75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ (28/11) ที่ระดับ 30.70/72 บาท/ดอลลาร์ ตามค่าเงินสกุลเงินหลักในภูมิภาคและราคาทองคำที่ร่วงลง หลังจากวานนี้นายแฮรรี่ รีด ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้กล่าวว่า การเจรจาเพื่อช่วยให้สหรัฐหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) นั้น แทบจะไม่มีความคืบหน้า ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่า สหรัฐฯจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะการปรับลดค่าใช้จ่ายและการขึ้นภาษีวงเงิน รวม 6 แสนล้านดอลลาร์ในต้นปีหน้าได้ เป็นเหตุให้นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงและเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัยถึง แม้ว่าวานนี้กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯจะเปิดเผยตัวเลขวยอดขายบ้านใหม่ปรับตัว ลงสู่ระดับ 368,000 ยูนิตในเดือนตุลาคม ซึ่งแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 387,000 ยูนิต อย่างไรก็ดี นายจอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกากลับแสดงความเห็นในเชิงบวกว่า พรรครีพับลิกันอาจบรรลุข้อตกลงกับทำเนียบขาวเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตการคลังใน ช่วงก่อนสิ้นปีนี้ได้ อีกทั้งประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าวว่า เขาหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงกับสภาคองเกรสในเรื่อง Fiscal cliff ก่อนคริสต์มาสนี้ ทำให้นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลในเรื่องดังกล่าวและกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง  โดยตลอดทั้งวันค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นและมีการ เคลื่อนไหวในกรอบอยู่ที่ 30.71-30.73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 30.70/72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนค่าเงินเยนนั้นเปิดตลาดที่ระดับ 82.16/18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดวานนี้ (28/11) ที่ระดับ 81.85/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักลงทุนอยู่ในระยะรอดูการดีเบตกันระหว่างผู้นำพรรครัฐบาลและพรรคฝ่าย ค้านของญี่ปุ่น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 82.02-82.21 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระเดับ 82.13/17 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +5.5/5.7 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +5.0/6.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ