เงินร้อนไหลเข้าไทย

 

ทั้งนี้ “สุธาศินี นิมิตกุล” ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและกำกับการแลกเปลี่ยนเงิน ธปท. ระบุว่า ธปท. ได้เสนอแผนเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อส่งเสริมการออกไปลงทุนต่างประเทศไปให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผ่อนเกณฑ์ให้ไปลงทุนต่างประเทศง่ายขึ้น อาทิ เปิดเสรีสำหรับวงเงินของบุคคลธรรมดาที่ออกไปลงทุนโดยตรง หรือไม่จำกัด จากเดิมกำหนด 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี การเปิดให้รับฝากเงินในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) แบบมีภาระผูกพันได้อย่างเสรี จากเดิมกรณีมีภาระผูกพัน นิติบุคคลมียอดคงค้างที่ 100 ดอลลาร์ และไม่มีภาระผูกพันที่ 5 แสนดอลลาร์

 

ยัง มีการเปิดให้มีการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Unwind Hedging) อย่างเสรี สำหรับธุรกรรมที่มี Underlying กรณีลงทุนโดยตรง และเงินกู้กิจการในเครือ จากเดิมอนุญาตแค่การทำ Unwind เฉพาะค่าสินค้าและบริการ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอการผ่อนคลายคุณสมบัติของธุรกิจและผู้รับอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อ ขายแลกเปลี่ยนเงินตรา (MC/MT) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ผู้ประกอบการ จากเดิมกำหนดรับซื้อเงินตราไม่จำกัด แต่ขายเงินตราได้ไม่เกิน 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง และสุดท้าย การอนุญาตถือเงินสดข้ามแดนประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น เป็น 2 ล้านบาทต่อคน จากเดิมที่กำหนดเพียง 5 แสนบาทต่อคนเท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี การออกมาตรการเหล่านี้ ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือจากฟากกระทรวงการคลังทั้งสิ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

 

ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ยังคงเป็น “หนังยาว” ที่ต้องติดตามว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลังจะเห็นพ้องต้องกันในการออกมาตรการใดมาดูแล ซึ่งในระหว่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ กระแสเงินทุนไหลเข้า (ฟันด์โฟลว์) ก็ยังคงเป็นปมปัญหาสำคัญที่รอการแก้ไข แม้ข่าวลือการออกมาตรการ “สกัดเงินร้อน” จะช่วยสกัด “นักเก็งกำไร” ได้ระดับหนึ่ง จนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจนใกล้ 30 บาทต่อดอลลาร์ จากที่เคยทำสถิติแข็งค่าสูงสุดที่ 28.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.แต่ด้วยความน่าสนใจของเศรษฐกิจภูมิภาคนี้ จึงมีการคาดการณ์กันว่า หากรัฐไม่มีมาตรการใดออกมา เงินบาทก็จะกลับมาแข็งค่ามากขึ้นอีก

 

เช่นเดียวกับ “เกาหลีใต้” ที่ใช้มาตรการเก็บภาษี (Levy) จากหนี้ต่างประเทศภาคธนาคาร โดยมีแนวคิดว่า “ยิ่งกู้สั้นยิ่งเสียภาษีมาก” ซึ่งเก็บแบบขั้นบันได คืออายุสัญญาไม่เกิน 1 ปี จะเก็บ 0.2% ของวงเงินกู้ อายุ 1.3 ปี เก็บ 0.1% อายุ 3-5 ปี เก็บ 0.05% และอายุ 5 ปี เก็บ 0.02% ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงินตราต่างประเทศที่มีอายุสัญญายาวขึ้นให้สอดคล้องกับการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward) ซึ่งมาตรการนี้ IMF วิเคราะห์ว่า มีผลไม่มากเพราะเก็บภาษีค่อนข้างต่ำ แต่การกู้ยืมเงินต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ลดลงอย่างชัดเจน และการกำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศต้องลงทะเบียนเพื่อลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ก็ช่วยให้สามารถติดตามพฤติกรรมการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ด้าน “อินเดีย” มีการออกมาตรการกำกับดูแลการลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติคล้ายกับเกาหลีใต้ แต่เข้มงวดกว่า คือกำหนดให้ต้องลงทะเบียนก่อนลงทุน พร้อมกำหนดโควตาเงินลงทุนต่างชาติสำหรับนักลงทุนสถาบันให้ลงทุนตราสารรัฐบาลได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และต่อมากำหนดให้ลงทุนได้ไม่เกิน 25 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงลงทุนในตราสารเอกชนได้ไม่เกิน 51 พันล้านดอลลาร์

แม้ว่า ณ เวลานี้ ธปท.จะส่งมาตรการไปถึงมือ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังแล้ว แต่ก็ดูเหมือนยังไม่เป็นที่ “ถูกใจ” ของขุนคลังนัก แต่ฟาก ธปท.เองก็พยายามหยิบยกมาตรการต่าง ๆ มานำเสนอ อย่างล่าสุด มีการออกรายงานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลดแรงกดดันอัตราแลกเปลี่ยน สกัดเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ (Capital Control) โดยเป็นการหยิบยกตัวอย่างจากต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.มองว่าเป็นมาตรการที่เคย “ใช้ได้ผลเป็นที่ยอมรับ” และไทยยังไม่เคยนำมาใช้

“มาตรการ Capital Control เพื่อสกัด “เงินร้อน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็น “ตลาดเกิดใหม่” มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีการหยิบยกมาตรการดังกล่าวออกมาพูด เพราะ IMF มองว่าเป็นมาตรการที่ได้ผล และเป็นทางเลือกหนึ่งของแต่ละประเทศในการดูแลเงินทุนไหลเข้าออกประเทศ โดยจะใช้มาตรการดังกล่าว ก็ต่อเมื่อนโยบายการเงินการคลังตามปกติ ไม่สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินได้”

ตัวอย่างแรก กรณีประเทศ “อินโดนีเซีย” ที่เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศอย่างหนักเมื่อปี 2552 จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีและดอกเบี้ยนโยบายที่สูงถึง 6.5% จึงจูงใจนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารกลางอย่างมาก และมีการเทขายทำกำไรเป็นระยะ ค่าเงินรูเปียห์จึงผันผวนมาก ในเดือน มิ.ย.2553 ทางการจึงประกาศใช้มาตรการกำหนดระยะเวลาการถือตราสารหนี้ขั้นต่ำ ให้ผู้ลงทุนต้องถือตราสารอย่างน้อย 1 เดือน จึงจะขายได้ (และต่อมาเพิ่มเป็น 6 เดือน)

 

หุ้นเช้าเหวี่ยงเบาๆคาดบ่ายขึ้นต่อ

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในวันพรุ่งนี้(8 พ.ค.) ประเมินว่า ดัชนียังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนยังเข้ามาเก็งกำไรต่อจากประเด็นบวกเดิมต่อจากวันนี้ที่คาด ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/56 ที่คาดว่าจะออกมาในทิศทางที่ดี  ทั้งนี้ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามในวันพรุ่งนี้กรณีการชุมนุมทางการเมืองว่า สถานการณ์จะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำรอจังซื้อ เมื่อราคาอ่อนตัวในหุ้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและแนวโน้มผลประกอบดี ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ คือ BBL,กลุ่มพลังงาน คือ PTTGC และกลุ่มสื่อสารคือ JAS ให้แนวรับที่ 1,580 จุด แนวต้านที่ 1,616 จุด

ตลาดหุ้นช่วงเช้าแกว่งผันผวน  ส่วนภาคบ่ายเริ่มยืนทรงตัวดีขึ้น หลังได้แรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มหลักนำดัชนีวิ่ง  พรุ่งนี้ลุ้นหุ้นทะยานต่อรับปัจจัยบวกเดิม ให้แนวรับ 1,580 จุด แนวต้าน1,616 จุด

นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 พฤษภาคม ภาพรวมการซื้อขายดัชนีในภาคเช้าค่อนข้างมีความผันผวน หลังจากนั้นในการซื้อขายภาคบ่ายดัชนีเริ่มยืนตรงตัวดีขึ้น จากแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มหลักทั้งกลุ่มพลังงาน,ธนาคารพาณิชย์และสื่อสาร ที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 1/56 จะออกมาดี รวมถึงยังมีอิทธิพลจากตลาดหุ้นต่างประเทศ ทั้งในภูมิภาค,ยุโรปและสหรัฐฯ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่6

 

นโยบายด้านการเงิน

ข่าวเศรษฐกิจความท้าทายที่สองอยู่ที่การดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มี ความผันผวนมากขึ้น จึงต้องติดตามและประเมินผลกระทบของค่าเงินบาทต่อภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งแบงก์ชาติได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ (policy option) โดยพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม พร้อมกับการวางโครงการและเตรียมความพร้อมแก่ภาคเอกชน

เป้าหมายหลักของการดำเนินนโยบายการเงินคือ การดูแลให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ ในปีนี้ความท้าทายแรกจะอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน เพราะหากต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นต้นทุนในการกู้ยืมไว้ในระดับต่ำนานเกิน ไปอาจจูงใจให้ภาคเอกชนก่อหนี้สินมากเกินควร หรือกระตุ้นให้ผู้ฝากเงินหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า มากขึ้น และอาจนำไปสู่การสะสมความไม่สมดุลในระบบการเงินหรือภาวะฟองสบู่ได้ในอนาคต การดำเนินนโยบายการเงินในปัจจุบันจึงต้องทำควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของ ระบบการเงิน

โดย หวังว่าความร่วมมือและการประสานเชิงนโยบายของทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิดมากขึ้นจะ ช่วยส่งเสริมการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เป็นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ ไม่ถือ “ฉัน” ถือ “เธอ” แต่ถือ “เรา” เป็นที่ตั้ง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของประชาชนไทยอย่างแท้จริง

อาทิ มาตรการรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายด้วยการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ด้าน เงินทุนขาออกตามแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศตั้งแต่ปลายปี 2555, การสนับสนุนให้คนไทยลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้อง ถิ่นชำระค่าสินค้า โดยเริ่มจากการใช้เงินหยวนนำร่อง, การลดอุปสรรคระเบียบหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมืออัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

ผลักดันไมโครไฟแนนซ์

ด้าน นโยบายสถาบันการเงิน ที่แม้สถาบันการเงินไทยจะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและมีส่วนสนับสนุนกิจกรรม ทางเศรษฐกิจอย่างดีมาตลอด แต่ยังมีอีกหลายจุดที่ต้องผลักดันต่อเนื่อง ในแง่ความทั่วถึงของการให้บริการทางการเงิน ได้หารือกับแบงก์พาณิชย์และน็อนแบงก์ให้บริการไมโครไฟแนนซ์ในรูปแบบธุรกิจ ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย

ส่วนในแง่ความเข้ม แข็งมั่นคงของสถาบันการเงิน จำเป็นต้องเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินที่สามารถรองรับความ เสี่ยงต่าง ๆ ได้ในทุกสถานการณ์ โดยดูแลให้สถาบันการเงินมีกองทุนที่แข็งแกร่งและมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ รัดกุม

อีกทั้งในปีนี้ได้กำหนดกรอบการให้ใบอนุญาตแก่แบงก์พาณิชย์ ต่างประเทศที่จะเข้ามาดำเนินการในไทย ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2 พร้อมกับกำหนดกรอบเจรจาเพื่อเอื้อให้แบงก์พาณิชย์ไทยขยายธุรกิจตามการเปิด เสรี Qualified ASEAN Bank ภายใต้เออีซี และทั้งหมดนี้นำไปสู่ความท้าทายของการรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพ เสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน

ใช้ ICAS หมุนเงินในประเทศ

สุด ท้ายด้านนโยบายการชำระเงิน ปีนี้แบงก์ชาติตั้งเป้าที่ขยายระบบ ICAS ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียกเก็บเช็คข้ามจังหวัด จากปัจจุบันที่ต้องใช้เวลา 3-5 วันทำการในการเรียกเก็บ ต่อไปนี้จะเหลือเพียง 1 วันทำการ เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเร็วขึ้น ต้นทุนลดลง และส่งเสริมให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายในประเทศ ยกระดับการชำระเงินไทยให้เอื้อต่อการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศให้มี ประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น

แล้วในฐานะแบงก์ชาติเป็นหนึ่งในหน่วย งานที่ดูแลระบบเศรษฐกิจการเงินไทยจึงมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายด้าน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างทันกาลและเหมาะสม พร้อมจับมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

เงินบาทยังคงผันผวน

 

ข่าวเศรษฐกิจ

ส่วนค่าเงินสกุลหลักอื่น ๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อาทิ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.3307/09 ดอลลาร์/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ (23/1) ที่ระดับ 1.3326/29 ดอลลาร์/ยูโร ทั้งนี้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงในช่วงต้นเป็นผลมาจากคำสั่งขายอัตโนมัติในช่วง ค่ำคืน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่าค่าเงินยูโรจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.3300-1.3330 ในช่วงนี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันมีการเผยตัวเลขข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีรวมผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตและภาคบริการของเยอรมนีประจำเดือนมกราคมอยู่ที่ 53.6 ซึ่งมากกว่าตัวเลขประจำเดือนธันวาคมซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.3 ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจของเยอรมนีได้ฟื้นตัวขึ้นในปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับความเห็นของนายดรากีที่กล่าวว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกฯเริ่มต้นได้ดีในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินยูโรขยับแข็งค่าเล็กน้อย แต่การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินสกุลนี้ยังคงมีประเด็นหลังจากที่กองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปยังคงประสบสภาวะซบเซาในปีนี้ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ/ .3285-1.3346 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1.3322/24 ดอลลาร์/ยูโร

 

ส่วนค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 88.54/57 เยน/ดอลลาร์ โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าเป็นวันแรกหลังจากที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องในช่วงต้น สัปดาห์ ทั้งนี้เป็นผลมาจากตัวเลขภาคการส่งออกของญี่ปุ่นลดลงเกินคาด โดยตัวเลขภาคการส่งออกประจำเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ -5.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ -4.2% ประกอบกับความเห็นของนายยาซูโตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่กล่าวว่า การที่ค่าเงินเยนจะอ่อนค่าจนถึงระดับ 100 เยน/ดอลลาร์นั้นยังคงเป็นไปได้ และระดับดังกล่าวจะไม่ส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแต่อย่างใด ซึ่งความเห็นดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ยังคงประสบปัญหาภาวะเงินฝืด ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบ 88.40-89.64 เยน/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 89.52/54 เยน/ดอลลาร์

เงินบาทยังคงผันผวนหลังมีข่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าแทรกแซง หากค่าเงินบาทแข็งค่ามากจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้ส่งออก ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงยืนยันว่าเฟดยังคงจะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ (QE) ต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งนี้นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนว่า อัตราการว่างงานในเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้นยังคงไม่เป็นที่พอใจ ในขณะเดียวกันค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐ มีนโยบายระงับเพดานหนี้ไว้ชั่วคราวเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่รัฐบาลจะต้องลด ค่าใช้จ่ายภาครัฐ ส่งผลให้งบฯกู้ยืมของภาครัฐยังคงมีวงเงินอยู่ที่ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 ทั้งนี้ การตัดสินใจดำเนินนโยบายดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนให้ความสนใจที่จะลงทุนใน สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงค่าเงินสกุลอื่น ๆ ที่ให้ค่าตอบแทนสูงมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามระหว่างวันค่าเงินบาทมีความเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 29.79-29.85 บาท/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 29.77/79 บาท/ดอลลาร์

 

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ทางธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ (HSBC) ได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของจีน ซึ่งพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยดัชนีดังกล่าวพุ่งสู่ระดับ 51.9 ในเดือนมกราคม ซึ่งจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2554 ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลก กำลังฟื้นตัวขึ้นและอาจส่งผลบวกให้กับเศรษฐกิจประเทศอื่น ๆ ด้วย

 

ในสัปดาห์นี้ตลาดจับตาการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขผู้เข้าขอรับสวัสดิการการว่างงานของสหรัฐ (Initial Jobless Claims) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะมีผู้เข้าขอรับสวัสนดิการดังกล่าว 355,000 ราย ในช่วงค่ำวันนี้ (24/1) และยอดการขายบ้านใหม่ของสหรัฐฯในวันพรุ่งนี้ (25/1)

 

อัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +6.0/6.2 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +4.5/5.0 สตางค์/ดอลลาร์

ราคาทองวันนี้

ราคาทอง
กลยุทธ์การลงทุน ทาง วายแอลจีมีมุมมองว่า หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,682 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเมื่อ ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้าง สำหรับการทำกำไรให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านได้หรือไม่ ถ้าสามารถผ่านไปได้ให้แนะนำให้ถือต่อเพื่อไปขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไปบริเวณ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,658 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์

นักลงทุนลด ความเชื่อมั่นในทองคำลงหลังจากธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่าทางธนาคารได้ปรับลดการลงทุนในทองคำลงครึ่งหนึ่งและหันไปใช้พันธบัตร รัฐบาลสหรัฐที่ได้รับการ คุ้มครองจากภาวะเงินเฟ้อ (TIPS) เป็นเครื่องมือในการทำประกันความเสี่ยงจากภาวะ เงินเฟ้อแทน ประกอบกับ ราคาทองชะลอตัวหลังจากเผชิญกับแนวต้านที่ แข็งแกร่งระหว่างระดับ 1,695-1,697 ดอลลาร์ โดยราคาทองไม่สามารถพุ่งขึ้นเหนือ ระดับดังกล่าว และได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงิน อื่นๆขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรรายสัปดาห์ที่ลดลงและดัชนี ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นในภาคการผลิตของสหรัฐขยายตัวขึ้น  อย่างไรแล้วเมื่อราคาอ่อนตัวลงยังคงมีแรงช้อนซื้อเก็งกำไรระยะ สั้น ประกอบกับ รองประธานธนาคารกลางรัสเซียเปิดเผยว่า ธนาคารกลางรัสเซียจะยังคงซื้อทองคำต่อไป ขณะที่ธนาคารกำลังพิจารณาการกระจายทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศออกจาก สินทรัพย์ประเภท paper asset ที่มองว่ามีความเสี่ยง โดยธนาคารกลางรัสเซียมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก มีมูลค่า 5.30 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งแนวโน้มของราคาทองคำยังคงปรับตัวผันผวน อย่างไรก็ตาม แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์ทางฝั่งสหรัฐอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจในสหรัฐยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของ ราคาทองคำ ซึ่งวายแอลจีแนะนำให้ดูการสร้างฐานของราคาทองคำบริเวณแนวรับ 1,658 หรือ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถตั้งฐานได้อย่างแข็งแกร่ง ยังมีโอกาสเห็นการดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,682 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับ จะโดนแรงขายออกมาอีกครั้ง ประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,642 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ     1,658 (23,450บาท)  1,650 (23,340บาท)    1,642 (23,220บาท)
แนวต้าน   1,682 (23,790บาท)   1,690 (23,900บาท)    1,705(24,120บาท)

 

GOLD FUTURES (GFG13)
แนวรับ     1,658 (23,660บาท)   1,650 (23,540บาท)    1,642 (23,430บาท)
แนวต้าน   1,682 (24,000บาท)    1,690 (24,110บาท)   1,705(24,320บาท)

SILVER FUTURES (SVG13)
แนวรับ      31.45 (938บาท)    31.15 (930บาท)     30.85 (921บาท)
แนวต้าน    32.00 (955บาท)    32.40 (967บาท)     32.75 (978บาท)

ตัวเลขเศรษฐกิจ

การเงินดัชนีภาคการผลิตและภาคการบริการ (Composite PMI) ยูโรโซนในเดือน ม.ค. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 48.2 จาก 47.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีภาคการผลิตในเดือน ม.ค. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 47.5 จาก 46.1 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีภาคการบริการในเดือน ม.ค.ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 48.3 จาก 47.8 ในเดือนก่อนหน้า ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจยุโรปส่อสัญญาณดีขึ้นแม้ว่ายังว่าดัชนีทั้งภาคการผลิต และภาคการบริการยังคงอยู่ในภาวะหดตัวอยู่
+ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดคาดว่าท่อขนส่งน้ำมันดิบ Seaway Pipeline ที่ส่งน้ำมันจากบริเวณคุชชิ่งไปยังโรงกลั่นในรัฐเท็กซัส จะกลับมาเพิ่มกำลังการขนส่งที่ระดับ 400,000 บาร์เรลต่อวัน ภายในหนึ่งสัปดาห์ จากระดับ 170,000 บาร์เรลต่อวัน

- จับตาการอนุมัติแผนเพิ่มเพดานหนี้ชั่วคราวระยะเวลา 3 เดือน ของสหรัฐฯ ที่จะช่วยให้สหรัฐฯ ไม่ต้องผิดนัดชำระหนี้และไม่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง รวมถึงเพื่อเพิ่มเวลาให้สภาฯ คองเกรสได้เจรจาการปรับลดงบประมาณในระยะยาวได้สำเร็จ
- ติดตามความพยายามจัดตั้งรัฐบาลผสมของนายเนทันยาฮูหลังจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้รับชัยชนะอย่างฉิวเฉียดในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 ม.ค. รวมทั้งแนวนโยบายต่างประเทศต่อปาเลสไตน์และอิหร่าน หลังล่าสุดการเจรจาระหว่าง IAEAและอิหร่านยังไม่คืบหน้า โดย IAEA กับอิหร่านจะมีการเจรจากันอีกครั้งในวันที่ 12 ก.พ.
- ติดตามว่าท่อขนส่งน้ำมันดิบ Seaway Pipeline ของสหรัฐฯจะสามารถกลับมาเพิ่มกำลังการขนส่งน้ำมันมาสู่ระดับ 400,000 บาร์เรลต่อวัน ได้ในสัปดาห์หน้าหรือไม่ หลังลดกำลังการขนส่งเหลือเพียง 170,000 บ์เรลต่อวัน จากปัญหาถังน้ำมันปลายทางที่รัฐเท็กซัสเต็ม
- สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) รายงานว่าปริมาณดิบคงคลังสหรัฐฯ สิ้นสุด ณ วันที่ 18 ม.ค. 56 ปรับเพิ่มขึ้น 2.81 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล โดยปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังปรับเพิ่มขึ้น 0.6 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำมันดิบที่คุชชิ่งปรับตัวลดลง 0.5 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ 51.4 ล้านบาร์เรลสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีความต้องการนำเข้าจากมาเลเซีย จากการที่โรงกลั่นในประเทศมีแผนจะปิดซ่อมบำรุงนานขึ้น

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีความต้องการจากปากีสถาน จอร์แดน เยเมน เลบานอน และประเทศในแถบแอฟริกาค่อนข้างสูง

 

ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์หน้า เบรนท์ 108 -115 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส 90 – 97 เหรียญฯ คืนนี้ติดตามตัวเลขยอดขายบ้านใหม่สหรัฐฯ ดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจเยอรมนี (Ifo)

 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่
วันศุกร์ : ยอดขายบ้านใหม่สหรัฐฯ ดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจเยอรมนี (Ifo)
ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์หน้า / ผลประกอบการไตรมาส 4/55 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ได้แก่
วันจันทร์ : ยอดขายปลีกเยอรมนี ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนและยอดสัญญาซื้อขายบ้านรอปิดการขายสหรัฐฯ /แคทเทอร์พิลาร์
วันอังคาร : ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจเยอรมนี (GfK)  ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ / ฟอร์ด มอเตอร์ /ไฟเซอร์ /วาเลโร เอนเนอยี
วันพุธ : จีดีพีไตรมาส 4  การจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ แถลงผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ /โบว์อิ้ง
วันพฤหัส : ยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงาน รายจ่ายและรายได้ส่วนบุคคลสหรัฐฯ ดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซน ดัชนีชี้วัดภาคการผลิตของเมืองชิคาโก ดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมนี
วันศุกร์ : อัตราการว่างงาน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ดัชนีภาคการผลิตและตัวเลขการใช้จ่ายภาคการก่อสร้าง สหรัฐฯ ดัชนีภาคการผลิตและอัตราการว่างงานยูโรโซน ดัชนีชี้วัดภาคการผลิตโดยทางการจีนและHSBC /เมอร์ค

 

- ติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 29-30 ม.ค. 2556 ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีมุมมองอย่างไรต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และประเด็นเรื่องเพดานหนี้ที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ รวมทั้งมุมมองต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันโดยเฉพาะ QE4 หลังในบันทึกการประชุมครั้งก่อนเปิดเผยว่าแสดงให้เห็นว่ามีสมาชิกบางคนไม่ เห็นด้วยกับ QE4 และอยากให้ยกเลิกก่อนสิ้นปีนี้

 

ตลาดทองคำแท่งโน้มวันที่ 13 ธันวาคม 2555

ราคาทองแนวโน้มวันที่ 13 ธันวาคม 2555

กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า ราคาทองคำยังมีการเคลื่อนไหวในกรอบและคาดว่าราคาทองคำเคลื่อนไหวในลักษณะของ การปรับฐานราคา โดยให้เน้นไปที่การเข้าลงทุนระยะสั้น ทั้งนี้สามารถเข้าซื้อบริเวณแนวรับที่ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเมื่อราคามีการปรับตัวสูงขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1,720ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้างเพื่อลดความเสี่ยง แต่หากราคายืนเหนือแนวต้านได้มั่นคงสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้ แนะนำให้ถือต่อเพื่อทำกำไรบริเวณแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,730 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาไม่เป็นไปตามคาดการณ์
 

ความเชื่อมั่นที่ว่าสหรัฐจะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤติการคลังนั้นทำให้นักลง ทุนลดการถือครองทองคำลง หลังจากการคาดการณ์ที่ว่า ทำเนียบขาวและสภาคองเกรสจะบรรลุข้อตกลงลดยอดขาดดุลงบประมาณภายในสิ้นปีนี้ นั้น โดยผลสำรวจพบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะตำหนิพรรครีพับลิกัน ถ้าหากสหรัฐเกิดภาวะ fiscal cliff โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันได้ส่งสัญญาณถึงความเต็มใจที่จะให้มีการปรับขึ้น ภาษีคนรวยและสมาชิกบางคนก็ได้กดดันให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิ กัน ให้บรรลุข้อตกลงในทันที ขณะที่นายจอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐกล่าวว่า ยังคงคาดหวังว่าจะมีการ บรรลุข้อตกลงกันได้ก่อนเส้นตายในช่วงสิ้นปี อย่างไรก็ตามหากมีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ fiscal cliff อาจส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคา ทองคำ อย่างไรก็ตามการอ่อนตัวของราคาทองคำค่อนข้างจำกัดโดยได้รับแรงหนุนจากการ ปรับตัวขึ้นของสกุลเงินยูโรเทียบกับดอลลาร์ หลังจากขณะที่ข้อมูลความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดของเยอรมนี ซึ่งทำให้เกิดความหวังว่า เยอรมนีซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถด ถอยได้ในฤดูหนาวนี้ เบื้องต้นวายแอลจีประเมินว่าราคาทองคำยังคงมีการเคลื่อนไหวของราคาออกมาใน ลักษณะแกว่งตัวในกรอบในรูปแบบของการปรับฐานราคา โดยกรอบบนประเมินราคาทองคำบริเวณแนวต้าน 1,720 หรือ 1,730 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และประเมินกรอบด้านล้างบริเวณแนวรับที่ 1,700 หรือ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์


ทองคำแท่ง (96.50%)

แนวรับ    1,700 (24,640บาท)   1,690 (24,500บาท)   1,680 (24,420บาท)
แนวต้าน  1,720 (24,930บาท)   1,730 (25,070บาท)   1,744 (25,280บาท)

 

GOLD FUTURES (GFZ12)
แนวรับ    1,700 (24,820บาท)   1,690 (24,680บาท)    1,680 (24,600บาท)
แนวต้าน  1,720 (25,110บาท)   1,730 (25,250บาท)    1,744 (25,460บาท)

SILVER FUTURES (SVZ12)
แนวรับ      32.70 (1,004บาท)    32.50 (998บาท)     32.25 (990บาท)

แนวต้าน    33.40 (1,026บาท)    33.70 (1,035บาท)  34.00 (1,044บาท)

ตลาดทองคำ 7 ธันวาคม 2555

ราคาทองกลยุทธ์การลงทุน ทาง วายแอลจีมีมุมมองว่า หากราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณที่ 1,712 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1,722 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้าง หรือถ้าราคาสามารถผ่านไปได้ให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้แนะนำให้ถือ ต่อไป เพื่อไปขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไป และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมา ไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถเก็งกำไร โดยเน้นไปที่การลงทุนระยะสั้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,685 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,672 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งนักลงทุนควรตั้งจุดตัดขาดทุนเพื่อควบคุมความเสี่ยง

ตลาดวันที่ 7 ธันวาคม 2555 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,699.40 – 1,703.55 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่โกลด์ฟิวเจอร์ส GFZ12 อยู่ที่ 24,860 บาท โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 90 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 24,770 บาท ขณะที่ซิวเวอร์ฟิวเจอร์ SVZ12 อยู่ที่ 1,013 บาท โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 7 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 1,006 บาท

 

(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 16.13 น.ของวันที่ 7/12/12)

 

แนวโน้มวันที่ 11 ธันวาคม 2555

 

ประธานธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจยูโรโซนว่าจะหดตัว 0.5% ในปีนี้ ส่วนในปี 2556 นั้น คาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวลง 0.3% ซึ่งเป็นการปรับลงจากก่อนหน้านี้ที่คาดไว้ แต่คาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งก็ในช่วงปลายปี 2556 และในปี 2557 เศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัวราว 0.2-2.2% ขณะที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของอีซีบีมีมติตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.75% อย่างไรก็ตาม อีซีบีไม่ได้ประกาศใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมในการประชุมครั้ง นี้ โดยมีเป้าหมายที่จะประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและรอดูโอกาสที่เหมาะสมก่อนที่จะ เดินหน้าโครงการซื้อพันธบัตรครั้งใหม่ ส่งผลให้สกุลเงินยูโรร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่การเคลื่อนไหวของราคาทองคำนั้นไม่ได้อิงกับเงินสกุลยูโรในช่วงเวลานี้ สังเกตุได้จากการทิศทางของราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นหลังจานักลงทุนเข้ามา ช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากราคาทองคำอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับโดยค่าเงินสกุลเงินยูโรปที่ปรับตัวลง ซึ่งกระแสข่าวและปัจจัยพื้นฐานที่เข้ามาชี้นำราคาทองคำในช่วงนี้จะลดความ สำคัญลง ส่งผลให้ทิศทางของราคาทองคำยังคงมีความผันผวนและยากต่อการคาดการณ์ เบื้องต้นวายแอลจีแนะนำให้นักลงทุนเน้นการลงทุนระยะสั้นเช่นเดิม โดยคาดว่าราคาทองคำพยายามรักษาระดับไว้ น่าจะพอทำให้ในระยะสั้นนี้ราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบ แนะนำนักลงทุนหาจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาขึ้นมาทดสอบแนวต้านที่ 1,712 หรือ 1,722 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้าราคาไม่ผ่านแนวต้าน นักลงทุนอาจต้องระวังแรงขาย โดยหากราคามีการย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,685 หรือ 1,672 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็เป็นจุดที่เข้าซื้อเก็งกำไรอีกครั้ง

 

ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ     1,685 (24,470บาท)   1,672 (24,280บาท)   1,660 (24,110บาท)
แนวต้าน   1,712 (24,870บาท)   1,722 (25,010บาท)   1,735 (25,200บาท)

GOLD FUTURES (GFZ12)
แนวรับ     1,685 (24,650บาท)    1,672 (24,460บาท)    1,660 (24,280บาท)
แนวต้าน   1,712 (25,050บาท)    1,722 (25,190บาท)    1,735 (25,380บาท)

SILVER FUTURES (SVZ12)
แนวรับ      32.50 (998บาท)      32.20 (989บาท)     31.80 (977บาท)
แนวต้าน    33.65 (1,034บาท)    34.05 (1,046บาท)   34.40 (1,057บาท)