เงินบาทยังคงผันผวน

 

ข่าวเศรษฐกิจ

ส่วนค่าเงินสกุลหลักอื่น ๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อาทิ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.3307/09 ดอลลาร์/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ (23/1) ที่ระดับ 1.3326/29 ดอลลาร์/ยูโร ทั้งนี้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงในช่วงต้นเป็นผลมาจากคำสั่งขายอัตโนมัติในช่วง ค่ำคืน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่าค่าเงินยูโรจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.3300-1.3330 ในช่วงนี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันมีการเผยตัวเลขข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีรวมผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตและภาคบริการของเยอรมนีประจำเดือนมกราคมอยู่ที่ 53.6 ซึ่งมากกว่าตัวเลขประจำเดือนธันวาคมซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.3 ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจของเยอรมนีได้ฟื้นตัวขึ้นในปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับความเห็นของนายดรากีที่กล่าวว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกฯเริ่มต้นได้ดีในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินยูโรขยับแข็งค่าเล็กน้อย แต่การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินสกุลนี้ยังคงมีประเด็นหลังจากที่กองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปยังคงประสบสภาวะซบเซาในปีนี้ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ/ .3285-1.3346 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1.3322/24 ดอลลาร์/ยูโร

 

ส่วนค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 88.54/57 เยน/ดอลลาร์ โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าเป็นวันแรกหลังจากที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องในช่วงต้น สัปดาห์ ทั้งนี้เป็นผลมาจากตัวเลขภาคการส่งออกของญี่ปุ่นลดลงเกินคาด โดยตัวเลขภาคการส่งออกประจำเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ -5.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ -4.2% ประกอบกับความเห็นของนายยาซูโตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่กล่าวว่า การที่ค่าเงินเยนจะอ่อนค่าจนถึงระดับ 100 เยน/ดอลลาร์นั้นยังคงเป็นไปได้ และระดับดังกล่าวจะไม่ส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแต่อย่างใด ซึ่งความเห็นดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ยังคงประสบปัญหาภาวะเงินฝืด ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบ 88.40-89.64 เยน/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 89.52/54 เยน/ดอลลาร์

เงินบาทยังคงผันผวนหลังมีข่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าแทรกแซง หากค่าเงินบาทแข็งค่ามากจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้ส่งออก ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงยืนยันว่าเฟดยังคงจะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ (QE) ต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งนี้นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนว่า อัตราการว่างงานในเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้นยังคงไม่เป็นที่พอใจ ในขณะเดียวกันค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐ มีนโยบายระงับเพดานหนี้ไว้ชั่วคราวเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่รัฐบาลจะต้องลด ค่าใช้จ่ายภาครัฐ ส่งผลให้งบฯกู้ยืมของภาครัฐยังคงมีวงเงินอยู่ที่ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 ทั้งนี้ การตัดสินใจดำเนินนโยบายดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนให้ความสนใจที่จะลงทุนใน สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงค่าเงินสกุลอื่น ๆ ที่ให้ค่าตอบแทนสูงมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามระหว่างวันค่าเงินบาทมีความเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 29.79-29.85 บาท/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 29.77/79 บาท/ดอลลาร์

 

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ทางธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ (HSBC) ได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของจีน ซึ่งพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยดัชนีดังกล่าวพุ่งสู่ระดับ 51.9 ในเดือนมกราคม ซึ่งจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2554 ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลก กำลังฟื้นตัวขึ้นและอาจส่งผลบวกให้กับเศรษฐกิจประเทศอื่น ๆ ด้วย

 

ในสัปดาห์นี้ตลาดจับตาการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขผู้เข้าขอรับสวัสดิการการว่างงานของสหรัฐ (Initial Jobless Claims) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะมีผู้เข้าขอรับสวัสนดิการดังกล่าว 355,000 ราย ในช่วงค่ำวันนี้ (24/1) และยอดการขายบ้านใหม่ของสหรัฐฯในวันพรุ่งนี้ (25/1)

 

อัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +6.0/6.2 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +4.5/5.0 สตางค์/ดอลลาร์