เงินร้อนไหลเข้าไทย

 

ทั้งนี้ “สุธาศินี นิมิตกุล” ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและกำกับการแลกเปลี่ยนเงิน ธปท. ระบุว่า ธปท. ได้เสนอแผนเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อส่งเสริมการออกไปลงทุนต่างประเทศไปให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผ่อนเกณฑ์ให้ไปลงทุนต่างประเทศง่ายขึ้น อาทิ เปิดเสรีสำหรับวงเงินของบุคคลธรรมดาที่ออกไปลงทุนโดยตรง หรือไม่จำกัด จากเดิมกำหนด 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี การเปิดให้รับฝากเงินในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) แบบมีภาระผูกพันได้อย่างเสรี จากเดิมกรณีมีภาระผูกพัน นิติบุคคลมียอดคงค้างที่ 100 ดอลลาร์ และไม่มีภาระผูกพันที่ 5 แสนดอลลาร์

 

ยัง มีการเปิดให้มีการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Unwind Hedging) อย่างเสรี สำหรับธุรกรรมที่มี Underlying กรณีลงทุนโดยตรง และเงินกู้กิจการในเครือ จากเดิมอนุญาตแค่การทำ Unwind เฉพาะค่าสินค้าและบริการ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอการผ่อนคลายคุณสมบัติของธุรกิจและผู้รับอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อ ขายแลกเปลี่ยนเงินตรา (MC/MT) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ผู้ประกอบการ จากเดิมกำหนดรับซื้อเงินตราไม่จำกัด แต่ขายเงินตราได้ไม่เกิน 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง และสุดท้าย การอนุญาตถือเงินสดข้ามแดนประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น เป็น 2 ล้านบาทต่อคน จากเดิมที่กำหนดเพียง 5 แสนบาทต่อคนเท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี การออกมาตรการเหล่านี้ ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือจากฟากกระทรวงการคลังทั้งสิ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

 

ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ยังคงเป็น “หนังยาว” ที่ต้องติดตามว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลังจะเห็นพ้องต้องกันในการออกมาตรการใดมาดูแล ซึ่งในระหว่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ กระแสเงินทุนไหลเข้า (ฟันด์โฟลว์) ก็ยังคงเป็นปมปัญหาสำคัญที่รอการแก้ไข แม้ข่าวลือการออกมาตรการ “สกัดเงินร้อน” จะช่วยสกัด “นักเก็งกำไร” ได้ระดับหนึ่ง จนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจนใกล้ 30 บาทต่อดอลลาร์ จากที่เคยทำสถิติแข็งค่าสูงสุดที่ 28.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.แต่ด้วยความน่าสนใจของเศรษฐกิจภูมิภาคนี้ จึงมีการคาดการณ์กันว่า หากรัฐไม่มีมาตรการใดออกมา เงินบาทก็จะกลับมาแข็งค่ามากขึ้นอีก

 

เช่นเดียวกับ “เกาหลีใต้” ที่ใช้มาตรการเก็บภาษี (Levy) จากหนี้ต่างประเทศภาคธนาคาร โดยมีแนวคิดว่า “ยิ่งกู้สั้นยิ่งเสียภาษีมาก” ซึ่งเก็บแบบขั้นบันได คืออายุสัญญาไม่เกิน 1 ปี จะเก็บ 0.2% ของวงเงินกู้ อายุ 1.3 ปี เก็บ 0.1% อายุ 3-5 ปี เก็บ 0.05% และอายุ 5 ปี เก็บ 0.02% ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงินตราต่างประเทศที่มีอายุสัญญายาวขึ้นให้สอดคล้องกับการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward) ซึ่งมาตรการนี้ IMF วิเคราะห์ว่า มีผลไม่มากเพราะเก็บภาษีค่อนข้างต่ำ แต่การกู้ยืมเงินต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ลดลงอย่างชัดเจน และการกำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศต้องลงทะเบียนเพื่อลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ก็ช่วยให้สามารถติดตามพฤติกรรมการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ด้าน “อินเดีย” มีการออกมาตรการกำกับดูแลการลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติคล้ายกับเกาหลีใต้ แต่เข้มงวดกว่า คือกำหนดให้ต้องลงทะเบียนก่อนลงทุน พร้อมกำหนดโควตาเงินลงทุนต่างชาติสำหรับนักลงทุนสถาบันให้ลงทุนตราสารรัฐบาลได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และต่อมากำหนดให้ลงทุนได้ไม่เกิน 25 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงลงทุนในตราสารเอกชนได้ไม่เกิน 51 พันล้านดอลลาร์

แม้ว่า ณ เวลานี้ ธปท.จะส่งมาตรการไปถึงมือ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังแล้ว แต่ก็ดูเหมือนยังไม่เป็นที่ “ถูกใจ” ของขุนคลังนัก แต่ฟาก ธปท.เองก็พยายามหยิบยกมาตรการต่าง ๆ มานำเสนอ อย่างล่าสุด มีการออกรายงานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลดแรงกดดันอัตราแลกเปลี่ยน สกัดเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ (Capital Control) โดยเป็นการหยิบยกตัวอย่างจากต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.มองว่าเป็นมาตรการที่เคย “ใช้ได้ผลเป็นที่ยอมรับ” และไทยยังไม่เคยนำมาใช้

“มาตรการ Capital Control เพื่อสกัด “เงินร้อน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็น “ตลาดเกิดใหม่” มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีการหยิบยกมาตรการดังกล่าวออกมาพูด เพราะ IMF มองว่าเป็นมาตรการที่ได้ผล และเป็นทางเลือกหนึ่งของแต่ละประเทศในการดูแลเงินทุนไหลเข้าออกประเทศ โดยจะใช้มาตรการดังกล่าว ก็ต่อเมื่อนโยบายการเงินการคลังตามปกติ ไม่สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินได้”

ตัวอย่างแรก กรณีประเทศ “อินโดนีเซีย” ที่เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศอย่างหนักเมื่อปี 2552 จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีและดอกเบี้ยนโยบายที่สูงถึง 6.5% จึงจูงใจนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารกลางอย่างมาก และมีการเทขายทำกำไรเป็นระยะ ค่าเงินรูเปียห์จึงผันผวนมาก ในเดือน มิ.ย.2553 ทางการจึงประกาศใช้มาตรการกำหนดระยะเวลาการถือตราสารหนี้ขั้นต่ำ ให้ผู้ลงทุนต้องถือตราสารอย่างน้อย 1 เดือน จึงจะขายได้ (และต่อมาเพิ่มเป็น 6 เดือน)

 

หุ้นดิ่งอาทิตย์เดียวกว่าร้อยจุด

สำหรับแนว โน้มตลาดหุ้นในภาคบ่าย ประเมินว่า ยังมีโอกาสปรับตัวได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยเดิมในช่วงเช้า โดยปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือการเคลื่อนชุมนุมทางการเมืองซึ่งในวันนี้ผู้ชุมนุมจะมีการยกระดับการ ชุมนุมขึ้นโดยเคลื่อนไหวไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญซึ่งหากมีความรุนแรงอาจเป็น ปัจจัยกดดันการลงทุน

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อเป็นหุ้นรายตัว ได้แก่พลังงาน คือ PTTEP กลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ BAY อสังหาริมทรัพย์ คือ QH,SENA และ มีเดียคือ BEC ประเมินแนวรับที่ 1,600 จุด แนวต้านที่ 1,620 และแนวต้านถัดไปที่ 1,630 จุด

 

ตลาดหุ้นไทยแรงดีไม่ตกได้แรงหนุนหุ้นต่างประเทศนำนำร่อง หลังนักลงทุนมั่นใจหลังตัวเลขศก.ตปท.ออกมาดีกว่าคาด ส่งหุ้นบ่ายบวกได้ต่อสั่งจับตาการชุมนุมการเมืองในประเทศหลังยกระดับเคลื่อนไหวกดดันศาล รธน. ให้แนวรับ 1,600 จุด แนวต้าน1,620 จุด แนวต้านถัดไป 1,630 จุด

นางสาวธัญญา สุทวีปราโมชานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 8 พฤษภาคม ดัชนีปรับตัวเพิ่มได้ดีสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ที่เคลื่อนในแดนบวก เนื่องจานักลงทุนมีความมั่นใจการลงทุนมากขึ้น หลังการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างประเทศออกมูดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ประกอบด้วยสหรัฐฯ ที่ประกาศตัวเลขจ้างเติบโตขึ้นมีตัวเลขว่างงานต่ำสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่เยอรมันมีตัวเลขยอดคำสั่งซื้อสินค้าภาคอุตสาหกกรรมขยายตัวดี และจีนยังมียอดการส่งอออกปละนำเข้าที่เติบโตดี

 

หุ้นไทยเหวี่ยงตัวในช่วงแคบ

สำหรับแนวโน้ม ตลาดหุ้นไทยในการซื้อขายภาคบ่าย ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งตัวผันผวนในลักษณะผันผวนต่อเนื่อง เนื่องจากยังขาดปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุน โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ  รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆ ในต่างประเทศ ได้แก่ การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมี.ค.ของเยอรมนี และการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษซึ่งจะเริ่มประชุมในวันพรุ่งนี้ ให้แนวรับแรก 1,580 จุด แนวรับถัดไปที่  1,572 จุด และประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,596 จุด

โดย กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยเลือกหุ้นเข้าซื้อเก็งกำไรในช่วงดัชนีอ่อนตัวลงในหุ้นที่ผลการ ดำเนินงานยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ทั้งนี้ประเมินแนวรับแรกที่ 1,580 จุด แนวรับถัดไปที่  1,572 จุด และประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,596 จุด

ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน ทั้งในแดนบวกและลบเหตุขาดปัจจัยใหม่กระตุ้นการลงทุน ทำหุ้นบ่ายแกว่งผันผวนต่อ จับตาการเมืองในประเทศ ตัวเลขเศรษฐกิจในต่างประเทศ ผลประชุมแบงก์ชาติเมืองผู้ดีพรุ่งนี้ ให้แนวรับแรก 1,580 จุด แนวรับถัดไป  1,572 จุดแนวต้านแรกที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดที่ 1,596 จุด

นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส  กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 7 พฤษภาคม ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้ามีการเคลื่อนไหวผันผวนสลับกันทั้งในแดนนบ วกและลบ เนื่องตลาดดหุ้นยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆที่มีผลต่อการลงทุน ทั้งปัจจัยสนับสนุนการลงทุนและปัจจัยกดดันการลงทุน

 

หุ้นร่วงหนัก เงินสพัดกว่าแสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กฏเกณฑ์ในการบังคับขายหุ้นนั้น จะมีการบังคับในบัญชีเครดิตบาลานซ์ หากหลักทรัพย์ที่วางค้ำประกันบัญชีมีมูลค่าลดลงเกิน 50 % โบรกเกอร์จะบังคับขายหุ้นที่มีอยู่เพื่อให้ได้วงเงินค้าประกัน ที่ได้ตกลงไว้ ทั้งนี้ หากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลงเกิน 5 % เจ้าหน้าที่การตลาดหรือมาเก็ตติ้งจะติดต่อผู้เปิดบัญชีเพื่อแจ้งเตือน หากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลง 30 % เจ้าของบัญชีจะต้องนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันบัญชีเพิ่ม และหากเกิน 50 % บริษัทหลักทรัพย์จะบังคับขายหุ้นเพื่อเพิ่มหลักประกันของบัญชี

นายจรัมพร  โชติกเสถียร  กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)เปิดเผยว่า ดัชนีที่ปรับตัวลงแรงวันนี้ เป็นเรื่องปกติ หากเทียบเป็นระดับเปอร์เซ็น เพราะที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปสูงมากมาตั้งแต่ปีทีjแล้วมากกว่า 40 %  และไม่มีการเทขายของนักลงทุนต่างประเทศ เป็นนักลงทุนรายย่อยเท่านั้นที่ซื้อขายหุ้น
“หุ้นปรับตัวลดลง 4-5 %นั้นเป็นเรื่องปกติ  เพราะที่ผ่านมาหุ้นขึ้นไปกว่า 40 % จึงมีโอกาสปรับตัวลงได้  ทั้งที่ไม่มีปัจจัยใกระทบ และนักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้ขายหุ้นมาก ทำให้เห็นว่าการที่หุ้นลงในครั้งนี้เป็นคนไทยที่เล่นกันเองทั้งนั้น ในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว อย่างในวันที่ 4 กันยายน 2554  ดัชนีหุ้นก็เคยร่วงเป็น 100 จุด”
การที่หุ้นปรับตัวลดลงในครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้กับนัก ลงทุนที่ไม่ดูปัจจัยพื้นฐาน และสะท้อนให้เห็นว่าหุ้นมันจะไม่ขึ้นตลอดไป และมีโอกาสที่ปรับตัวลดลงได้ทุกเมื่อ ส่วนนักลงทุนที่เลือกซื้อหุ้นจากปัจจัยพื้นฐานจริงๆ การลดลงของราคาหุ้นนั้นอาจเป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้าซื้อหุ้นมากขึ้นก็ได้ และหากมองในแง่ดี อาจช่วยให้ผู้ที่ต้องการซื้อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(แอลทีเอฟ)เข้าซื้อใน จังหวะนี้

ในส่วนมาตรการของตลาดหลักทรัพย์ในการรับมือในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงใน ช่วงนี้นั้นยังไม่มีมาตรการอะไรออกมา ทั้งนี้หากดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงเกิน 5 % ตลท.จะต้องแจ้งให้กับ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และกระทรวงการคลัง ถึงสถานการณ์ที่หุ้นปรับตัวลดลง และหากหุ้นตกลงถึง 10 % ถึงจะมีการหยุดการซื้อขายชั่วคราว ส่วนเรื่องบังคับขายหุ้น(ฟอร์ซเซล) นั้นจากการพูดคุยกับบริษัทหลักทรัพย์ ยังไม่พบความผิดปกติในเรื่องดังกล่าวและยังไม่ห่วงในปัญหานี้  แต่ทั้งนี้ก็ทางตลท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ด้านนายประสาร  ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ในช่วงเช้าวันที่ 22 มีนาคม ว่าตลาดหุ้นซึ่งปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเงินทุนจากต่าง ประเทศแต่อย่างใด เนื่องจากดูจากการซื้อขายแล้วนักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ หมายความว่าผู้ที่ขายสุทธิน่าจะเป็นนักลงทุนไทยและจากตัวเลขเงินทุนเคลื่อน ย้ายเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ก็พบว่าเงินทุนจากต่างประเทศไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เท่าใดนัก ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตลาดพันธบัตร
“ภาวะของตลาดหุ้นในช่วง 2-3 วันนี้ ที่หลายฝ่ายมองว่านักลงทุนกังวล ถึงมาตรการของธปท. ที่มาดูแลค่าเงินบาทนั้นคงไม่ใช่ โดยมองว่าภาวะที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวของตลาดหุ้นที่ดัชนีพุ่งขึ้นมาเร็ว และแรง เป็นลักษณะการปรับฐานของตลาดหุ้น อย่างที่ได้มีเคยเตือนกันก่อนหน้าว่านักลงทุนก็ต้องระวังในหุ้นบางตัวที่มี ราคากระโดดมากผิดปกติและการที่หุ้นปรับลดลงก็เป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นใน ภูมิภาค” นายประสารกล่าวและว่า
อย่างไรก็ตามที่มีข่าวว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้หารือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึงการวางหลักประกันบัญชีเงินสดในการซื้อขายหุ้นเพิ่ม(มาร์จิ้น) จาก 15% เป็น 20%นั้น ไม่น่าจะมีนัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง
นายประสาร ได้กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทว่า ใน 2 เดือนที่ผ่านมาก็เห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างยืดหยุ่นก็ยังคงทำงานอยู่ เห็นได้จากเมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าไประดับหนึ่งก็ได้อ่อนค่าลง ซึ่งการที่ทางธปท. จะออกมาตรการอะไรหรือไม่นั้นก็ไม่อยากพูดถึงให้มากนัก
นางผ่องเพ็ญ  เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน กล่าวว่า ทางธปท.ก็ยังคงติดตามและจับตาดูสถานการณ์ของค่าเงินบาท รวมถึงภาวะเงินทุนไหลเข้าไหลออกอย่างใกล้ชิดและมีเครื่องมือที่ดูแลอยู่แล้ว ซึ่งการที่ทางธปท. จะดำเนินการอะไรนั้นคงไม่สามารถมาบอกล่วงหน้าหรือเปิดเผยได้
นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการอำนวยการ สายงานวิจัย บริษัท เอเชียพลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยยังปรับฐานต่อเนื่องจากก่อนหน้าตลาดมีความมั่นใจการลงทุนในหุ้น ค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อตลาดลงก็คงจะมีการบังคับขายตามเกณฑ์ออกมา เพราะที่ผ่านมาโบรกเกอร์ปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ค่อนข้างมาก ขณะที่ต่างชาติก็ยังคงเทขายอย่างต่อเนื่อง

 

 

ทั้งนี้การบังคับขายหุ้นต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้  เพราะก่อนหน้านักลงทุนมั่นใจมาก ก็ซื้อหุ้นตลอด วันนี้หุ้นตกลงแรง นักลงทุนต่างชาติยังขายต่อเนื่องเพราะซื้อมาเยอะ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเริ่มมีทิศทางการขายออกแล้ว หลังจากที่ซื้อเข้ามาเยอะมาก
ด้านนายอภิชาติ   ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดในวันนี้ปรับตัวลงแรงมาก  เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวนในหลายเรื่อง ทั้งในเรื่องของพรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่มีผู้ต่อต้านมากขึ้น และการเพิ่มการวางหลักประกันหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหุ้นเงินสดเป็น 20 % ทำบางกลุ่มต้องขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยงของตัวเองลง ในส่วนของการบังคับขายหลักทรัพย์นั้นมีก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มมากขึ้นค่อนข้างชัดเจน แต่ไม่สามารถระบุเป็นตัวเลลขได้ ทำให้นักลงทุนพากันขายหุ้นในช่วงนี้

 

 

 

ตลาดหลักทรัพย์เตือนระวังการลงทุนในหุ้นร้อน

เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวด้วยว่า การขยายระยะเวลาให้ซื้อขายด้วยบัญชี Cash Balance ในหลักทรัพย์ที่การซื้อขายผิดปกติและเข้าข่ายมาตรการ Cash Balance เพิ่มเป็น 6 สัปดาห์ ในวันที่ 1 มี.ค.นี้ จากเดิมกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 3 สัปดาห์ จะช่วยทำให้ตัวนักลงทุนฉุกคิดก่อนเข้าลงทุน มีความระมัดระวังหรือรอบคอบในการลงทุน และปรับปรุงพอร์ตของตัวเอง

นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.ล.ต.ได้เข้าตรวจสอบบริษัทหลักทรัพย์บ่อยมากขึ้น หลังจากดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นอย่างร้อนแรง จากการตรวจสอบ ก.ล.ต. พบสิ่งผิดปกติ หรือการสร้างราคาในตลาดหุ้น อาจทำให้นักลงทุนได้รับความเสียหาย ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่เนื่องจากต้องใช้เวลาและมีหลักฐานเพียงพอจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

“ขณะ นี้พบการโอนหลักทรัพย์จากบัญชีหนึ่งมายังอีกบัญชีหนึ่ง ทำให้บุคคลคนนั้นสามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการเพิ่มวงเงินในการ ซื้อขายหุ้น หรือโอนหุ้นจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง เมื่อตรวจพบจึงให้บริษัทหลักทรัพย์หยุดการให้วงเงิน เพราะทำให้ผู้ลงทุนเสียหาย และบริษัทหลักทรัพย์เกิดความเสียหายไปด้วย” นายวรพล กล่าว

ขณะเดียวกันได้กำชับให้บริษัทหลักทรัพย์  โดยเฉพาะการตลาดใช้บทวิเคราะห์ในการแนะนำหุ้นให้ผู้ลงทุน เพราะที่ผ่านมาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นลงแรง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและเล็กซึ่งไม่มีบทวิเคราะห์การลงทุน ดังนั้น ก.ล.ต. จึงเตือนทั้งมาร์เก็ตติ้ง และนักลงทุนให้ระมัดระวังการซื้อขายหุ้น อย่าลงทุนตามกระแสข่าว ขณะนี้ตัวเลขนักลงทุนรายย่อยปัจจุบันมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 63 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีสัดส่วนร้อยละ 52 นักลงทุนกลุ่มใหม่เข้ามาและไม่เคยผ่านบทเรียนวิกฤติเศรษฐกิจ จึงต้องการให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุน

ส่งออกไตรมาสแรกกระทบไทยเล็กน้อย

จากการที่ผู้นำสองพรรคใหญ่สภาคองเกรสยังไม่สามารถเจรจาต่อรองหาข้อยุติ ที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจได้ ล่าสุดประธานาธิบดีโอบามายอมผ่อนปรนท่าทีลง ด้วยการลดเป้าหมายรายได้จากการจัดเก็บภาษีเหลือ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในระยะ 10 ปี ข้างหน้า (จากเป้าเดิมที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ฯ) และหั่นงบประมาณใช้จ่ายลงอีกเพื่อเป็นการชดเชยรายรับจากภาษีที่ลดลง อย่างไรก็ดี แผนดังกล่าวนับว่ายังสูงกว่าข้อเสนอแผนภาษีของพรรครีพับลิกันอยู่ราว 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งพรรครีพับลิกันยังพุ่งเป้าที่ไปการลดค่าใช้จ่ายลงเป็นหลัก และมองว่าข้อเสนอของนายโอบามายังหั่นค่าใช้จ่ายลงไม่เพียงพอ หากโชคร้าย ผู้นำสหรัฐฯ ไม่สามารถตกลงกันจนปล่อยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องตกหน้าผาจริงดังที่หวาดกลัว จะส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ จากประเทศคู่ค้าลดลง ซึ่งส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ คาดว่าจะลดลงร้อยละ 2 หรือคิดเป็นร้อยละ 0.2 ของการส่งออกรวม เนื่องจากสหรัฐฯ มีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 10 ของตลาดส่งออกไทย

ฉาก สุดท้ายของการเจรจาจะลงเอยเช่นไรย่อมยากแก่การคาดเดา หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการปรับเพิ่มภาษีและลดค่าใช้จ่ายลงกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2556 อาจทำให้เศรษฐกิจต้องกลับสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งในปีหน้า ทั้งนี้ สำนักงบประมาณสหรัฐฯ ได้ประเมินผลกระทบในอีกกรณี (Alternative scenario) ด้วยว่า หากผู้นำสหรัฐฯ มีการผ่อนปรนมาตรการขึ้นภาษีและปรับลดค่าใช้จ่ายลงบางส่วน หรือคิดเป็นตัวเงินเพียง 1 ใน 3 ของกรณีหน้าผาการคลังเต็มรูป คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังขยายตัวได้ใกล้เคียงร้อยละ 2 ในปีหน้า  ดังนั้น ไม่ว่าผลการเจรจาจะออกมาเป็นหัวหรือก้อย เศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตในครั้งนี้ได้ แต่ว่าจะเป็นเพียงการตกหน้าผาอันตื้นเขินหรือหุบเหวอันสูงชัน คงต้องมาติดตามดูกันว่าผู้นำสหรัฐฯ ภายใต้การนำอีกครั้งของประธานาธิบดีโอบามาจะสามารถมอบของขวัญชิ้นโตให้แก่ ชาวอเมริกัน ต้อนรับวันคริสมาสต์อย่างที่ตั้งใจไว้ได้หรือไม่

อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์ให้รอบด้านมากขึ้น จำเป็นต้องคำนึงถึง “ผลกระทบทางอ้อม” ประกอบกันด้วย นั่นคือจากภาวะส่งออกที่ชะลอตัวลงจะส่งผลเชื่อมโยงมายังกิจกรรมเศรษฐกิจภาย ในประเทศคู่ค้าเหล่านั้น อาทิ การผลิตและการจ้างงาน ให้แผ่วลงตามไปด้วย ดังนั้น หากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทยด้วยเช่นกันชะลอตัวลง จะทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าส่งออกไทย (อาจเป็นได้ทั้งนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเพื่อนำมาใช้อุปโภคบริโภคในประเทศ และ/หรือ สินค้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปที่ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อส่งออก) ของประเทศคู่ค้ากลุ่มนี้ลดลงตามไปด้วย หรือคิดเป็นผลกระทบเพิ่มเติมอีกร้อยละ 0.8 ของการส่งออกรวม ผลกระทบดังกล่าวแม้ไม่ได้น้อย แต่ก็นับว่าไม่ได้รุนแรงมากดังเช่นที่ประเทศไทยเคยประสบในอดีต ซึ่งมูลค่าส่งออกสินค้าไทยเคยหดตัวระดับสองหลักในปี 2552 หลังต้องเผชิญวิกฤตแฮมเบอเกอร์  ยกตัวอย่างในกรณีของจีน ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากกว่าไทย ผลของหน้าผาการคลังอาจทำให้จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ลดลงร้อยละ 6 และจะทำให้จีนเองมีความต้องการนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าอื่น รวมทั้งไทย น้อยลงตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งจากการประเมินพบว่า จีนจะนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงคิดเป็นร้อยละ 0.18 ของการส่งออกรวมของไทย ดังนั้น หากประเทศคู่ค้าหลักของไทยได้รับผลกระทบจากหน้าผาการคลังด้วยกันทั้งหมด ทำให้เมื่อรวมผลกระทบทั้งหมดเข้าด้วยกันจะพบว่า ส่งออกไทยจะถูกฉุดให้ลดลงร้อยละ 1 จากวิกฤตหน้าผาการคลังในปีหน้า

 

การเสียภาษี

การเงิน“Taxmageddon” จะมา 1 มกราคม 2013 หมายความว่าอะไร? ดีเรา (ผู้เสียภาษีสหรัฐ) สามารถคาดหวังการเพิ่มภาษีที่มีขนาดใหญ่ Romina Boccia เจมส์ Sherk และเคธี่ Tubb จากไข่สถาบันที่มูลนิธิเฮอริเทกล่าวว่า

“ประเทศชาติอยู่ในขณะนี้ได้อย่างมั่นคงบนเส้นทางที่จะไปมากกว่าหน้าผาการคลังในมกราคม 2013 เว้นแต่วอชิงตันใช้เวลาดำเนินการไม่แน่นอนที่นำไปสู่หน้าผาการคลัง -. Taxmageddon โดยเฉพาะอย่างยิ่ง – มีอยู่แล้วทำร้ายเศรษฐกิจวันนี้และตามประมาณการโดยสำนักงบประมาณรัฐสภา สามารถส่งกลับประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2013. “

ดังนั้นเพียงแค่สิ่งที่เป็น “Taxmageddon?” มันเป็นภาษีที่เพิ่มขึ้นมหาศาลของ $ 494,000,000,000 กว่าสิ่งที่เรามีอยู่แล้วจ่ายภาษีที่เพิ่มขึ้นใหญ่ที่สุดที่เคย! และที่ด้านบนของ $ 502,000,000,000 ภาษี ObamaCare, เอ้อ, อาณัติเอ้อภาษีมามากกว่าสิบปีถัดไปของใช้ในครัวเรือนโดยเฉลี่ยในสหรัฐอเมริกาจะเห็นการเพิ่มขึ้นของภาษีของ $ 3,800 ในปี 2013 คนเดียวกับที่สูงขึ้นกัดภาษีในปีต่อ ๆ มา ฉันไม่เคยจะเข้าใจวิธีการที่มีการใช้จ่ายน้อยจะมีผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯไม่มี แต่, เฮ้, ทีมเศรษฐกิจของโอบามาสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (CEA) ของเขาได้เป็นที่รู้จักในสิ่งที่ดีที่สุดในแม้ถูกผิดทุกครั้ง ตามที่รายงาน CEA ล่าสุด:

“… เศรษฐกิจไตรมาสโพสต์ตรงที่สิบสามของการเจริญเติบโตในเชิงบวกเป็นจริงทางเศรษฐกิจ (จำนวนของสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศ) ขยายตัว 2.0 ที่อัตราประจำปีในไตรมาสที่สามของปีนี้ตาม ‘ประมาณการล่วงหน้าปล่อยโดยสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ. กว่าไตรมาสสามที่ผ่านมาเศรษฐกิจมีการขยายตัวร้อยละ 7.2 โดยรวม, …. “

การเติบโต” และ “ขยาย” ไม่ได้ในสิ่งเดียวกัน อื่น ๆ กว่าที่จะทำให้ประธานาธิบดี (สำหรับชีวิต?) บารักโอบามาของฮุสเซนนโยบายเศรษฐกิจดูดีทั้งสองทำไม (ที่แตกต่างกันอย่างสมบูรณ์) แนวคิดรวม? นอกจากนี้ไม่มีที่ไหนในรายงาน CEA ฉันสามารถหาคำอธิบายของสิ่ง “ประมาณการล่วงหน้า” คือหรือว่าประมาณการล่วงหน้าจะมีการปรับลดลงเป็นปกติข้อมูลที่สมบูรณ์จะกลายเป็นใช้ได้