การควบรวมแรงงาน

แรงงานที่ ผิดปกติ มากที่สุดในอเมริกา ในวันนี้คือ รัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา นี่ คือวิธี ที่ดีที่ จะมี : สภาคองเกรส ชื่อ แต้ม Radel จาก ฟลอริด้าได้รับการสนับสนุน เงินในสภาคองเกรส ไปยังผู้รับ การทดสอบ ยาเสพติด ของ แสตมป์อาหาร หากคุณกำลัง ใช้ยาเสพติด ที่จะ ตัดสิทธิ์ท่าน จากการรับประทานอาหาร จุดประสงค์ของการ เรียกเก็บเงินที่จะ – ฉัน ไม่ทราบว่า จุดประสงค์ของการ เรียกเก็บเงินเป็น สิ่ง ที่ฉันต้องการ จะชี้ให้เห็น ว่านี่คือ Radel เป็น ตัวเอง ติดยาเสพติด (เขา ไป บำบัด ; ผู้ใช้ สาเหตุ ไม่ได้มักจะ ต้องมีการฟื้นฟู ยาเสพติด ) มี มากกว่า ประชด ที่นี่ คือ ที่ผมเห็น ความเจ้าเล่ห์ การหลอกลวง และ การขโมย ที่ซุ่มซ่อน อยู่ในหัวใจ ของ คนขาว ที่ นวลละออง จาก ฟลอริด้า ที่มี การรับรู้ของ ผู้รับ SNAPจะบิดเบี้ยว ลึกลับถ้าคุณ รู้ว่าสิ่งที่ ผมหมายถึง

ผมเคยเห็น ชนิดของ ความเจ้าเล่ห์ นี้ ในเวลาอื่น ๆ ในพื้นที่อื่น ๆ : โจมตี สิ่งที่คุณ จะต้อง หลีกเลี่ยง ความสงสัย สองhomophobics เสียง ของประชาชน มากที่สุดในอเมริกา มี คนที่อยู่ ตัวเอง รักร่วมเพศ หนึ่งคือ รอย Cohn ทนายความและ นักสืบ วุฒิสมาชิก โจเซฟ แม็กคาร์ ในระหว่าง การพิจารณา ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ของ ยุค 50 Cohn และ แมคคาร์ ที่กำหนดเป้าหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวนมากและ ตัวเลข ทางวัฒนธรรม ไม่เพียง แต่สำหรับ ผู้ต้องสงสัยว่า ฝักใฝ่ คอมมิวนิสต์ แต่ยังสำหรับ การรักร่วมเพศ ถูกกล่าวหา

อื่น ๆ ที่เป็นหัวหน้าของสำนักงานสืบสวนกลางแห่ง ( เอฟบีไอ )จากต้น จนตาย ของเขาในช่วง ระยะแรก ของ ริชาร์ด นิกสัน เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ เจ ภาพ ว่าตัวเองเป็น คนที่มี จริยธรรม เคร่งครัด เขา จำเป็นต้องมี ตัวแทน ของเขาเพื่อให้ ชีวิตส่วนตัว ของพวกเขา ส่งเสียงดังเอี้ สะอาด และชัดเจนของ หยั่งทราบ ทางเพศกับ ผู้หญิง เขาเก็บไว้ ใน แท็บ เพศ ประธานาธิบดี อเมริกัน หลายคนและ ใช้ ข้อมูล ที่มีอิทธิพลต่อ พวกเขา เขา ถือ การตั้งค่า ทางเพศของเขา เองเพื่อ รักษาอย่างใกล้ชิด ว่า มันไม่ได้จนกว่า หลังจากการตาย ของเขา ว่ามันเป็น มากขึ้นกว่าที่ ส่อเค้าว่า ฮูเวอร์ เป็นเกย์

แต้ม Radel พยายามชั้นเชิง เหนื่อย เก่า : โจมตี สิ่ง ที่คุณมีเพื่อเบี่ยงเบน ความสงสัย ครึ่งหนึ่งของ สมาชิกสภาคองเกรสสามารถ สงสัยว่า การใช้ ยาเสพติด ถ้า คุณตัดสิน จากพฤติกรรม ของพวกเขา มันเป็น เวลาที่พวกเขา จะได้รับ ยาเสพติด ที่ผ่านการทดสอบ ถ้า เรา เข้าแถว ทั้งหมด 535 สมาชิก ผมอยากจะ เริ่มต้นด้วยการ ที่ ส. บ้า ที่ ถูกกล่าวหาว่าเป็น เพื่อนร่วมงาน ของเธอเป็น คอมมิวนิสต์ – ฉันคิดว่า หลายคน จะยอมรับว่า เธอควร จะเป็นคน แรกที่จะ ฉี่ ในถ้วย 535, ฉันเดาว่า เกือบร้อย จะ สกปรก – น้อยกว่า ร้อยละ 15 เช่นเดียวกับใน ประชากรทั่วไป

สภาคองเกรสควรจะ นำ โดยตัวอย่างและ เริ่มต้น ความต้องการนี้ สำหรับตัวเอง หลังจากที่ทุก คน อเมริกัน ส่วนใหญ่จะเป็น ยาเสพติด ที่ผ่านการทดสอบ มัน จะถอนรากผลแอปเปิ้ล ที่ไม่ดีและ ได้รับการอนุมัติ ส่งเสริม ประชาชน นี่คือการ ย้ายใหญ่ หนึ่งที่ สภาคองเกรส สามารถทำได้เพื่อ ชนะกลับ อย่างน้อย การอนุมัติเจียมเนื้อเจียมตัว มันจะ ทุ่น วิญญาณ รัฐสภา และรัฐสภา ต่อไปจะได้รับ ในการทำงาน ฉันทั้งหมดสำหรับ การมีเพศสัมพันธ์ ยาเสพติดฟรี ทำให้ อเมริกา แข็งแกร่ง นักการเมือง ยาเสพติด การทดสอบ – ทั้งหมดของพวกเขา

มีงานจำนวนมาก ที่ คนงาน ยาเสพติดฟรี มีความสำคัญ เป็น ตำรวจ และ หน่วยงานดับเพลิง มา ถึงใจ ทันที แต่ มีคนอื่น ๆ : คนงาน ทางการแพทย์ ครูและ เจ้าหน้าที่ โรงเรียน เชฟ พ่อครัว และ คนงานก่อสร้าง นักบิน เครื่องบิน ที่สนามบิน และบุคลากร ผู้ปฏิบัติงาน ด้านการขนส่ง และอื่น ๆ

ผมเป็น ตัวนำ รถไฟใต้ดิน ที่มี ความรับผิดชอบในการ ชีวิตของหลายร้อย ของผู้โดยสาร งานของฉัน จำเป็นต้องใช้ สภาพแวดล้อมที่ ปราศจากยาเสพติด เมืองหลวงทางพิเศษ พัฒนาทดสอบ ยาเสพติดและ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ได้รับ เป็นระยะ ๆ และ เมื่อใดก็ตามที่ มี การเกิดอุบัติเหตุ โปรแกรม ที่เป็นที่รู้จัก กันทั่วไปว่าเป็น B.A.T. และ คนงานเรียกมันว่า ” เปิด ของคุณ ที่ ค้างคาว . ” เมื่อใดก็ตามที่ มีคำถาม ของความปลอดภัย ของประชาชนเอ็มที ล้าง ตัวเอง ของ ความรับผิด โดย ยาเสพติด การทดสอบ งาน ที่เกี่ยวข้อง หาก การทดสอบ ของคนงานกลับมา ใน ทางที่ไม่ดี กว่า เอ็มทีส่วนหนึ่ง อาจ ให้อภัย ตัวเอง ด้วยการยิง คนงานและ ขยับ ความรับผิดตามกฎหมาย ในการ ปฏิบัติงานที่ ผมทำงาน ในอาชีพ ของฉันทั้งหมด ภายใต้ระบบ ที่และ ออกจาก มันดังนั้น ฉันรู้วิธี การทดสอบดังกล่าว สามารถทำความสะอาด แรงงาน

การแก้ปัญหาเงินบาทแข็ง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้แจงในคราวเดียวกันว่า ปัจจุบันหนี้ต่างประเทศของทั้งรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งในสถานการณ์บาทแข็งค่า กระทรวงการคลังก็ได้พยายามผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ชำระหนี้ให้เร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถคืนหนี้ได้เร็วทั้งหมด เนื่องจากติดสัญญาโดยเฉพาะสัญญาเงินกู้ระยะยาวมักจะชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ไม่ได้

“ปัจจุบันกระทรวงการคลังใช้โอกาสที่บาทแข็ง คืนหนี้ต่างประเทศให้เร็วขึ้น โดยเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ได้จ่ายคืนหนี้ไจก้าไป 13,000 ล้านบาท และมีแผนจะจ่ายคืนหนี้รัฐบาลในปีนี้ทั้งหมด 22,000 ล้านบาท ส่วนของรัฐวิสาหกิจก็ต้องไปจูงใจเขาต่อไป” นายเอกนิติกล่าว

ด้าน แหล่งข่าวจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2556 นี้คลังมีแผนชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ของรัฐวิสาหกิจกับเจ้าของแหล่งเงิน คือ องค์กรการเงินระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) เป็นวงเงินรวมกว่า 2.48 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 1.21 หมื่นล้านบาท

การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กว่า 3.78 พันล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กว่า 5.6 พันล้านบาท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) อีกกว่า 2.27 พันล้านบาท

ทั้งนี้ จะใช้วิธีกู้เงินบาทไปชำระหนี้เงินเยนดังกล่าว เพื่อปิดความเสี่ยงที่จะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยผ่อนคลายแรงกดดันสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าในขณะนี้ด้วย

 

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องความคืบหน้าการแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นการตอบคำถามของกรรมาธิการฯถึงเรื่องการใช้หนี้ต่างประเทศในเวลาที่ เงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นวิธีบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายวิธีหนึ่งว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ประสานกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และรัฐวิสาหกิจที่ต้องการชำระคืนหนี้ต่างประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการชำระหนี้ล่วงหน้าหรือชำระหนี้ตามกำหนด โดยหน่วยงานเหล่านี้จะแจ้งมาให้ ธปท.จัดซื้อดอลลาร์ให้อยู่เป็นระยะ ๆ

“แม้ ในเวลานี้จะยังไม่มีหนี้ก้อนใหญ่ที่มีการชำระ เนื่องจากบางหน่วยงานต้องรอหาเงินบาทมาแลกซื้อดอลลาร์ แต่เมื่อเขาหาเงินบาทมาได้แล้วก็จะแจ้งมาที่ ธปท.ให้จัดการซื้อดอลลาร์ให้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำอยู่เป็นระยะ ๆ และข้อมูลเหล่านี้เป็นที่ทราบกันอยู่ระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นอีกข้อมูลที่ใช้ในการบริหารจัดการเงินไหลเข้า-ไหลออก” นางจันทวรรณกล่าว

ทั้งนี้ การชำระหนี้ต่างประเทศเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำดอลลาร์เข้ามาและเป็นการ ปฏิบัติตามปกติ แต่การบริหารตลาดเงินให้มีความสมดุลระหว่างเงินบาทกับเงินดอลลาร์ยังจำเป็น ต้องอาศัยส่วนอื่น ๆ ประกอบด้วย อาทิ การกระตุ้นให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งนำเข้าสินค้าทุนและ วัตถุดิบ

 

นอก จากนี้ยังกล่าวด้วยว่า ล่าสุด ณ วันที่ 3 เม.ย. ทาง รฟม.ได้ชำระหนี้ล่วงหน้า (Pre-paymant) เงินกู้สกุลเยนไป 2 สัญญา วงเงินรวม 30,400 ล้านเยน หรือประมาณ 9,230 ล้านบาท

“การชำระคืนหนี้ต่าง ประเทศล่วงหน้านั้นมีการดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2556 หรือปลายปี 2555 โดยในส่วนหนี้ของรัฐบาลที่เป็นเงินกู้จากไจก้ามีการชำระล่วงหน้าไป 13 สัญญา วงเงินประมาณ 10,280 ล้านเยน ทำให้ประหยัดภาระดอกเบี้ยไปได้ 1,082 ล้านบาท ตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ย. 2555″ แหล่งข่าวกล่าว

หุ้นโดนแรงต้านไม่ผ่าน 1600 จุด

 

นายยศพณ แสงนิล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 2 พ.ค. ดัชนีปิดตลาดในแดนลบ หลังจากที่ปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุด 1,603.01 จุดจึงทำให้เกิดแรงขายทางจิตวิทยาออกมา กดดันให้ตลาดปรับตัวลดลง ประกอบกับนังลงทุนยังคงกังวลกับมาตรการที่อาจจะออกมาแทรกแซงค่าเงินบาท จึงทำให้การซื้อขายไม่สดใสนัก

 

“แนวต้านที่ระดับ 1,600 จุด ถือเป็นจุดที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งหากหลังจากนี้ถ้าตลาดจะปรับตัวขึ้นมาในระดับนี้อีก ก็ต้องยืนให้ได้ 3 วัน ถึงจะเรียกได้ว่าผ่านอย่างปลอดภัย” นายยศพณกล่าว

 

สำหรับการซื้อขายวันที่ 3 พ.ค.ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,575 จุด และแนวต้านที่ระดับ 1,595 จุด โดยแนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทนที่ต้านตลาดช่วงขาลงได้ เช่น บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) (DEMCO) บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG) บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (GUNKUL) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BGH) เป็นต้น

ตลาดหุ้นไทนเริ่มปรับพื้นหลัง วิตกการกู้เงิน

นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธการลงทุน บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่  29  มีนาคม ดัชนี สามารถรีบาวน์ปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้วานนี้จะมีแรงเทขายทำกำไรออกมากดดันดัชนี เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลจากปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปและประเด็นการอภิ ปรายพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทที่มีความคืบหน้าในเชิงบวก

สำหรับ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า (1-5 เม.ย.) ประเมินว่าดัชนีจะมีแนวโน้มการขยับขึ้นที่จำกัดลง หลังจากที่ได้มีการรีบาวน์ปรับขึ้นต่อเนื่องประมาณ 80 จุด โดยประเมินว่ากรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์จะมีแนวรับอยู่ที่ 1,550 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,580 จุด  ด้านปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนในสัปดาห์หน้าคือการประชุมของคณะกรรมการ นโยบายการเงิน(กนง.) และการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเลือกซื้อหุ้นรายตัวในหุ้นที่มีโอกาสปรับขึ้นได้แก่ BTS,BGH และหุ้นที่จ่ายปันผลดี คือ ADVANC,INTUCH

ตลาดหุ้นไทยรีบาวน์ต่อเนื่องจากต้นสัปดาห์เหตุนักลงทุนคลายกังวลวิกฤตหนี้ ยุโรป ผนวกอภิปรายพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทเห็นแววสดใส หุ้นสัปดาห์บวกได้จำกัดลงหลังรีบาวน์ต่อเนื่อง 80 จุด ให้แนวรับอ 1,550 จุด แนวต้าน 1,580 จุด

การค้นพบพลังงานในพม่า

 

ที่ผ่านมาพม่าเคยเปิดประมูลแหล่งน้ำมันและก๊าซครั้งใหญ่ไปเมื่อปี 2554 ซึ่งบริษัทต่างชาติประมูลได้สัมปทานไปจำนวน 9 แปลง ส่วนการยื่นประมูลในรอบที่ 2 ได้ถูกเลื่อนมานับแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว เนื่องจากพม่าอยู่ในระหว่างการตรวจสอบด้านความโปร่งใสให้ได้มาตรฐานระดับ นานาชาติในการประมูล

 

ทั้งนี้บริษัทที่ต้องการประมูลต้องยื่นแสดงความ สนใจภายใน 2 เดือน หรือภายในช่วงกลางเดือนนี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลพม่าก็จะจัดการประชุมนานาชาติเรื่องพลังงาน ณ กรุงย่างกุ้ง

 

กระแสความสนใจในแหล่งไฮโดรคาร์บอนของพม่าเป็นที่พูดถึงอย่างมาก ทั้งที่ยังไม่มีข้อมูลการตรวจพบแต่อย่างใด

 

ข้อมูล ทางการพม่าระบุว่า พม่าส่งออกก๊าซธรรมชาติในปีงบประมาณ 2555 ซึ่งสิ้นสุดเดือนมีนาคม มีมูลค่า 3.5 พันล้านดอลลาร์ สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2.5 พันล้านดอลลาร์ ส่วนในปี 2551-2552 มีมูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์ โดยที่มีตลาดส่งออกหลักคือ ประเทศไทย

 

ในกลางปี 2556 นี้ พม่าจะเริ่มส่งออกก๊าซจากหลุมในรัฐยะไข่ไปยังจีน โดยผ่านท่อส่งก๊าซระหว่างประเทศความยาว 840 ไมล์อีกด้วย

 

นายโมว์ ทิน ผู้จัดการบ.ผู้ผลิตและสำรวจน้ำมันเมียนมาร์ ปิโตรเลียม ซึ่งได้แปลงน้ำมันสัมปทานในประเทศ กล่าวว่า

 

บริษัท ต่างชาติที่เข้ามาควรได้รับการสนับสนุน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศ การสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งต้องการบริษัทใหญ่ ๆ

 

เข้ามาถ่ายทอดความรู้ในการสำรวจและพัฒนางานด้านการขุดเจาะเพิ่มขึ้น

 

ยิ่งจำนวนบริษัทต่างชาติเข้ามามากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งลดการผูกขาดตลาดด้านนี้เท่านั้น

 

ความ “สดใหม่” ของขุมทรัพย์ล้ำค่าทางพลังงานในพม่า ซึ่งยังไม่ถูกค้นพบและขุดเจาะอย่างจริงจัง ทำให้ทุนต่างชาติอยากเข้ามาครอบครองแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พม่ามีอยู่

นายราจิฟ บิสาวาส นักเศรษฐศาสตร์จากไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ ให้ความเห็นว่า แหล่งน้ำมันและก๊าซในพม่ายังไม่ได้รับการสำรวจด้วยเทคโนโลยีคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Technology)

มากพอ จึงทำให้เกิดกระแสตื่นเต้นในการเข้ามาสำรวจแหล่งพลังงานในพม่า ทั้งยังมีข้อมูลเปิดเผยเกี่ยวกับแหล่งพลังงานในพม่าอยู่น้อยมากอีกด้วย

ข้อมูลจากซีไอเอ เวิลด์ แฟกต์บุ๊ก พบว่าพม่าครอบครองแหล่งน้ำมันอยู่ 50 ล้านบาร์เรล และแหล่งก๊าซธรรมชาติ 283.2 พันล้านลูกบาศก์เมตร

ช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา พม่าได้เปิดประมูลบ่อน้ำมันบนฝั่งบริเวณต่าง ๆ

ทั่วประเทศจำนวน 18 แปลง ส่วนแผนเปิดประมูลแหล่งน้ำมันอีกราว 50 แห่งก็ยังพักการดำเนินการอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2555

สัญญาการสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของบริษัทข้ามชาติจำนวนมากหมดลง ทั้ง ปตท.ผส. ของไทย, อีพีไอ โฮลดิ้ง ของฮ่องกง, สวิสเฟิร์ม จีโอปิโตร อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง และปิโตรนาส ของมาเลเซีย

ต่อมาในเดือนกันยายน 2555 โทเทิล บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติฝรั่งเศสได้เข้าซื้อหุ้น 40% จากบริษัทสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซนอกฝั่งพม่าแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นบริษัท วูดไซด์ ผู้ทำธุรกิจด้านพลังงานในออสเตรเลียก็แสดงความสนใจที่จะเข้าไปในพม่า ทั้งยัง มีบริษัทอเมริกันและยุโรปอีกหลายแห่งที่เตรียมตัวจะเข้าไปลงทุนด้านน้ำมันและก๊าซในพม่าเช่นเดียวกัน

 

 

เศรษฐกิจยุโรปยังซบต่อเนื่อง

ด้านเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป เศรษฐกิจหดตัวลง 0.6% ซึ่งสูงที่สุดตั้งแต่เกิดปัญหาการเงินในยูโรโซนเมื่อปี 2009 เนื่องจากมูลค่าการค้ากับต่างชาติลดลง ขณะที่ฝรั่งเศสซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับสอง เติบโตลดลง 0.3% ทำให้รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศสเริ่มพิจารณาการปรับลดตัวเลขคาดการณ์เติบโตใน ปี 2013 ซึ่งคาดไว้ที่ 0.8%

 

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนจะเติบโตอีกครั้งในปี 2013 แต่ไม่มากนัก อันเป็นผลมาจากผลกระทบที่เกิดจากการหดตัวในครั้งนี้ ส่วนการหดตัวของเศรษฐกิจเยอรมนีนั้น จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการชะลอตัวในระยะยาว ขณะที่นายปิแอร์ มอสโกวิชี รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ทางการอาจต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจประจำปีนี้ ที่ตั้งไว้ที่ 0.8% เนื่องจากตัวเลขของปีที่ผ่านมาต่ำกว่าที่คาดไว้

เศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซน หรือกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรทั้ง 17 ชาติ หดตัวลง 0.6% ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว ซึ่งเลวร้ายกว่าที่คาดไว้ ซึ่งนับเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2009 และถือเป็นครั้งแรกที่ทั่วทั้งภูมิภาค เกิดภาวะถดถอยในทุกไตรมาส ในระหว่างปีปฎิทิน

 

ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2012 เศรษฐกิจยูโรโซนปรับตัวลดลง และปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ในไตรมาสที่ 2 แต่ปรับตัวลดลงอีก 0.1% ในไตรมาสที่ 3

 

ไตรมาสสุดท้ายของปี 2012 ประเทศที่มีปัญหาหนี้ท่วมอย่างกรีซ เศรษฐกิจหดตัวลงถึง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2011 ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)โปรตุเกสโตติดลบที่ 1.8%, สเปนติดลบ 0.7% และอิตาลีลบ 0.9%

 

 

ภาวะเศรษฐกิจขยายตัว

นายสมชัยฯกล่าวเพิ่มเติมว่า “ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริโภคและการลงทุนประกอบกับการดำเนินมาตรการสนับสนุนการเติบโตทาง เศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจว่าในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายที่ 2.1 ล้านล้านบาท” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

1.เดือนธันวาคม 2555 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 183,688 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 41,985 ล้านบาท หรือร้อยละ 29.6 (สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 45.0) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญได้แก่ (1) ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 6,002 ล้านบาท หรือร้อยละ 57.0 เป็นผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก และ (2) ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 4,569 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.7 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผู้เสียภาษีใช้สิทธิยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.51 ทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งได้รับการขยายเวลาจากเดือนพฤศจิกายนสูงกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ ส่วนราชการอื่นนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 31,182 ล้านบาท หรือร้อยละ 780.5 โดยเป็นรายได้นำส่งจากการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3จี งวดแรกจำนวน 20,843 ล้านบาท 1/ และการส่งคืนเงินกันเพื่อชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับผู้ส่งออก 8,227 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นผลจากการส่งออกในปีงบประมาณที่ผ่านมาชะลอตัวลง ประกอบกับมีการนำพิกัดฮาร์โมไนซ์อาเซียนมาใช้ ทำให้กระบวนการจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในช่วงแรกชะลอลง

 

2.ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม – ธันวาคม 2555)รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 504,582 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 66,910 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.3 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 26.6) เป็นผลจากการจัดเก็บที่สูงกว่าเป้าหมายของ 3 กรมภาษีสังกัดกระทรวงการคลังและส่วนราชการอื่นจำนวน 43,768 และ 36,074 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่การคืนภาษีของกรมสรรพากรสูงกว่าเป้าหมาย 9,622 ล้านบาท ผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้

 

2.1 กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวม 346,196 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 25,917 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.1 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 24.2) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ (1) ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 10,408 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 22.1) บ่งชี้ถึงอุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าสูงกว่า เป้าหมาย 5,729 ล้านบาท และ 4,679 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.6 และ 5.8 ตามลำดับ (2) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5,641 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 14.9) สะท้อนรายได้ภาคครัวเรือนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และ (3) ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5,232 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.1 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 32.2) เนื่องจากผลประกอบการของภาคธุรกิจที่ฟื้นตัว หลังจากได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปีงบประมาณที่ผ่านมา

 

2.2 กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 119,070 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 17,179 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 43.1) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิตรถยนต์จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 16,615 ล้านบาท หรือร้อยละ 53.5 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 180.3) เป็นผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นสำคัญ สำหรับภาษียาสูบและภาษีเบียร์จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 2,621 ล้านบาท และ 2,541 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 และ 14.1 ตามลำดับ ส่วนหนี่งเป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบเมื่อเดือนสิงหาคม 2555

 

2.3 กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 30,922 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 672 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 13.6) โดยอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ572 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 13.5) เป็นผลจากมูลค่าการนำเข้า โดยเฉพาะหมวดรถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง สืบเนื่องจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินบาทในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2555) ขยายตัวร้อยละ 23.0 และร้อยละ 23.5 ตามลำดับ

 

2.4 รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 21,196 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 3,642 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.7 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 40.0)

 

2.5 หน่วยงานอื่น จัดเก็บรายได้รวม 62,979 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 37,557 ล้านบาท หรือร้อยละ 147.7 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 131.1) โดยมีรายได้จัดเก็บที่สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ (1) รายได้จากค่าใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3จี งวดที่ 1 จำนวน 20,843 ล้านบาท (2) การส่งคืนเงินที่กันไว้เพื่อชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับผู้ส่งออกสินค้าจำนวน 8,227 ล้านบาท (3) รายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 2,161 ล้านบาท สาเหตุมาจากมูลค่าการขายปิโตรเลียมที่สูงขึ้นและ (4) เงินชำระหนี้ค่าข้าวจากโครงการขายข้าวรัฐบาลรัสเซียจำนวน 1,118 ล้านบาท

 

2.6 การคืนภาษีของกรมสรรพากร จำนวน 68,073 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 9,622 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.5 ประกอบด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 62,169 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 11,900 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.7 และการคืนภาษีอื่นๆ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์) จำนวน 5,904 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,278 ล้านบาท หรือร้อยละ 27.8

บ้านแสนสิริยอดถล่มทลาย

 

“ความสำเร็จในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ของแสน สิรินั้น นอกเหนือจากการสร้างการรับรู้ในแบรนด์สินค้าจนเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าและ ความสามารถในการสร้างยอดขายที่สูงในอันดับต้นๆ ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้ว การสร้างสรรค์ผลงาน ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน รวมถึงการส่งมอบที่พักอาศัยให้กับลูกค้าตามกำหนดเวลาก็มีความสำคัญเช่นเดียว กัน โดยในปีนี้กลุ่มบริษัทแสนสิริ มีพันธกิจที่สำคัญที่จะต้องส่งมอบที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าตามสัญญาเป็น มูลค่าเกือบ 27,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดการโอนที่สูงมากในอันดับต้นๆ ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันบริษัทสามารถสร้างรายได้จากการโอนส่งมอบที่ อยู่อาศัยให้กับลูกค้าแล้วประมาณ 16,781 ล้านบาท

นายเศรษฐา  ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของแสนสิริในรอบ 9 เดือนของปี 2555 สามารถสร้างยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยรวมได้กว่า 26,349 ล้านบาท มียอดรายได้รวมกว่า 16,013 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันหรือ 9 เดือนของปีที่ผ่านมาซึ่งมีกำไรสุทธิ 951 ล้านบาท จากรายได้รวมที่ 12,886 ล้านบาท และยอดขาย 17,670 ล้านบาท

ขณะ ที่ผลการดำเนินงานเฉพาะช่วงไตรมาส 3/2555 บริษัทมียอดขายรวม 8,112 ล้านบาท รายได้รวม 5,280 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 409 ล้านบาท รวมทั้งปัจจุบัน (1 ม.ค. – 15 พ.ย.55) บริษัทสร้างยอดขายรวมได้แล้วกว่า 31,011 ล้านบาท จากเป้าหมายยอดขายทั้งปี 2555 ซึ่งตั้งไว้ล่าสุดที่ 40,000 ล้านบาท

 

 

รวมทั้งในไตรมาสสุดท้าย บริษัทยังมีพันธกิจในการโอนส่งมอบคอนโดมิเนียมอีกประมาณ 12โครงการ มูลค่าโครงการรวม 15,302 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมั่นใจกับเป้าหมายการโอนและรับรู้รายได้ในปีนี้ว่าจะสามารถทำได้ ถึง 27,000 ล้านบาทตามที่ได้ตั้งไว้อย่างแน่นอน” นายเศรษฐา กล่าว

ขณะที่ปัจจุบันบริษัทยังคง ครองยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างรอรับรู้รายได้ (Presale backlog) ในอีก 3 ปีข้างหน้าสูงถึงประมาณ 42,000 ล้านบาทแล้ว ซึ่งนับเป็นยอดขายล่วงหน้าที่สูงที่สุดในระบบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ ไทยในขณะนี้รวมทั้งยังนับเป็นยอดรอรับรู้รายได้ที่สูงที่สุดที่บริษัทเคยทำ ได้ตั้งแต่ดำเนินธุรกิจ

สำหรับทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ ยังนับเป็นฤดูกาลขายที่ดี จากการที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยที่ได้เลือกหาโครงการต่างๆ มาตั้งแต่ต้นปี ประกอบกับมาตรการภาษีบ้านหลังแรก ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปลายปี 2555 นี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่ดียิ่งขึ้นอีกทางหนึ่ง

นอก จากนี้ผลจากการสร้างแบรนด์ที่ดีในช่วงที่ผ่านมายังส่งให้ลูกค้าให้ความเชื่อ มั่นในแบรนด์ที่อยู่อาศัยของแสนสิริเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ผลประกอบการในช่วงไตรมาสสุดท้ายของแสนสิริสูงเป็น ประวัติการณ์อีกครั้งในช่วงสิ้นสุดปี