สินเชื่อพุ่งจนน่าห่วง

 

ส่วนปัจจัยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย พบว่าในปี 2555 มีอัตราอยู่ที่ 2.3% ลดลงจากปี 2554 ที่มีเอ็นพีแอลอยู่ที่อัตรา 2.4% ขณะที่สถาบันการเงินมีการกลั่นกรองลูกค้าอย่างดี จึงยังไม่เห็นการกู้ยืมเงินเพื่อเก็งกำไร ปัจจัยสุดท้าย บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยังมีส่วนของทุนสูง สามารถรองรับปัญหาและสภาพคล่องได้ดีกว่า

 

นายชาติชายกล่าวเพิ่มเติมถึง หนี้เอ็นพีแอลของสินเชื่อประเภทอื่นว่า สินเชื่อรถมีเอ็นพีแอล 1.4% สินเชื่อบัตรเครดิตมีเอ็นพีแอล 1.9% และสินเชื่อส่วนบุคคลมีสัดส่วน 3%


“ปีที่แล้ว ยอดสินเชื่อบ้านเติบโตประมาณ 11% หรือประมาณ 2.26ล้านล้านบาท แต่ปีนี้ธนาคารคาดว่าตลาดรวมสินเชื่อบ้านจะโตลดลงอยู่ที่ 8.5% หรืออยู่ที่ประมาณ 2.45 ล้านล้านบาท ขณะที่ปีที่แล้วสินเชื่อบ้านโต 11% หรืออยู่ที่ 2.26 ล้านล้านบาท จากที่ธนาคารได้ประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด โดยภาพรวมพบว่ายังไม่มีสัญญาณฟองสบู่ที่ชัดเจน”

นายชาติชาย กล่าวว่า ธนาคารได้ประเมินสถานการณ์ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่พบปัญหาของด้านอุปทานที่อยู่อาศัยที่มีมากเกินความต้องการ ส่วนราคาขายที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาที่ดินในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีการปรับเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 10.5% ส่งผลให้ดีเวลอปเปอร์ซื้อที่ดินมาในราคาสูง

 

การแก้ปัญหาเงินบาทแข็ง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้แจงในคราวเดียวกันว่า ปัจจุบันหนี้ต่างประเทศของทั้งรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งในสถานการณ์บาทแข็งค่า กระทรวงการคลังก็ได้พยายามผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ชำระหนี้ให้เร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถคืนหนี้ได้เร็วทั้งหมด เนื่องจากติดสัญญาโดยเฉพาะสัญญาเงินกู้ระยะยาวมักจะชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ไม่ได้

“ปัจจุบันกระทรวงการคลังใช้โอกาสที่บาทแข็ง คืนหนี้ต่างประเทศให้เร็วขึ้น โดยเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ได้จ่ายคืนหนี้ไจก้าไป 13,000 ล้านบาท และมีแผนจะจ่ายคืนหนี้รัฐบาลในปีนี้ทั้งหมด 22,000 ล้านบาท ส่วนของรัฐวิสาหกิจก็ต้องไปจูงใจเขาต่อไป” นายเอกนิติกล่าว

ด้าน แหล่งข่าวจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2556 นี้คลังมีแผนชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ของรัฐวิสาหกิจกับเจ้าของแหล่งเงิน คือ องค์กรการเงินระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) เป็นวงเงินรวมกว่า 2.48 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 1.21 หมื่นล้านบาท

การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กว่า 3.78 พันล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กว่า 5.6 พันล้านบาท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) อีกกว่า 2.27 พันล้านบาท

ทั้งนี้ จะใช้วิธีกู้เงินบาทไปชำระหนี้เงินเยนดังกล่าว เพื่อปิดความเสี่ยงที่จะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยผ่อนคลายแรงกดดันสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าในขณะนี้ด้วย

 

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องความคืบหน้าการแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นการตอบคำถามของกรรมาธิการฯถึงเรื่องการใช้หนี้ต่างประเทศในเวลาที่ เงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นวิธีบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายวิธีหนึ่งว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ประสานกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และรัฐวิสาหกิจที่ต้องการชำระคืนหนี้ต่างประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการชำระหนี้ล่วงหน้าหรือชำระหนี้ตามกำหนด โดยหน่วยงานเหล่านี้จะแจ้งมาให้ ธปท.จัดซื้อดอลลาร์ให้อยู่เป็นระยะ ๆ

“แม้ ในเวลานี้จะยังไม่มีหนี้ก้อนใหญ่ที่มีการชำระ เนื่องจากบางหน่วยงานต้องรอหาเงินบาทมาแลกซื้อดอลลาร์ แต่เมื่อเขาหาเงินบาทมาได้แล้วก็จะแจ้งมาที่ ธปท.ให้จัดการซื้อดอลลาร์ให้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำอยู่เป็นระยะ ๆ และข้อมูลเหล่านี้เป็นที่ทราบกันอยู่ระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นอีกข้อมูลที่ใช้ในการบริหารจัดการเงินไหลเข้า-ไหลออก” นางจันทวรรณกล่าว

ทั้งนี้ การชำระหนี้ต่างประเทศเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำดอลลาร์เข้ามาและเป็นการ ปฏิบัติตามปกติ แต่การบริหารตลาดเงินให้มีความสมดุลระหว่างเงินบาทกับเงินดอลลาร์ยังจำเป็น ต้องอาศัยส่วนอื่น ๆ ประกอบด้วย อาทิ การกระตุ้นให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งนำเข้าสินค้าทุนและ วัตถุดิบ

 

นอก จากนี้ยังกล่าวด้วยว่า ล่าสุด ณ วันที่ 3 เม.ย. ทาง รฟม.ได้ชำระหนี้ล่วงหน้า (Pre-paymant) เงินกู้สกุลเยนไป 2 สัญญา วงเงินรวม 30,400 ล้านเยน หรือประมาณ 9,230 ล้านบาท

“การชำระคืนหนี้ต่าง ประเทศล่วงหน้านั้นมีการดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2556 หรือปลายปี 2555 โดยในส่วนหนี้ของรัฐบาลที่เป็นเงินกู้จากไจก้ามีการชำระล่วงหน้าไป 13 สัญญา วงเงินประมาณ 10,280 ล้านเยน ทำให้ประหยัดภาระดอกเบี้ยไปได้ 1,082 ล้านบาท ตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ย. 2555″ แหล่งข่าวกล่าว

เงินบาทเริ่มอ่อนค่า

ข่าวเศรษฐกิจเงินบาทอ่อนค่าเทียบกับสกุลดอลลาร์ นอกจากนี้วันศุกร์ที่ผ่านมาทางสหรัฐได้เปิดเผยตัวเลขยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) ซึ่งปรับตัวลดลงจากระดับ 398,000 ยูนิต ในเดือนพฤศจิกายน มาอยู่ที่ระดับ 369,000 ยูนิต ในเดือนธันวาคม ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับลดลงในช่วงวันศุกร์ (25/1) จากราคาระดับ 1668.65/69.66 ดอลลาร์/ออนซ์ มาสู่ระดับ 1661.06/55 ดอลลาร์/ออนซ์ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าเทียบกับสกุลดอลลาร์ ในช่วงสัปดาห์นี้ตลาดจับตามองคือการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐ ในวันอังคารและพุธ (29-30/01 นี้ ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 29.91-29.99 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ 29.98/30.00 บาท/ดอลลาร์

 

สำหรับค่าเงินเยนนั้นเปิดตลาดที่ 91.01/03 เยน/ดอลลาร์ โดยปรับตัวอ่อนค่าจากเมื่อวันศุกร์ (25/1) ที่ระดับ 90.83/84 เยน/ดอลลาร์ โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์นั้น เนื่องจากนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น นายชินโซ อาเบะ ยังคงแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาเงินฝืดระหว่าง การประชุม Word Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม อยู่ที่ระดับ -0.1% ซึ่งดีขึ้นกว่าเดือนพฤศจิกายน ที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ -0.2% ระหว่างวันค่าเงินเยนมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 90.57-91.25 เยน/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 90.71/74 เยน/ดอลลาร์

 

ในส่วนค่าเงินยูโรได้ เปิดที่ระดับที่ 1.3463/64 ดอลลาร์/ยูโร โดยค่าเงินได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (25/1) 1.3446/48 ดอลลาร์/ยูโร โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นนั้นมาจากตัวเลข ดัชนี IFO Business Climate ของประเทศเยอรมนี ที่ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 102.4 ในเดือนธันวาคม มาอยู่ที่ระดับ 104.2 ในเดือนมกราคม ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 103 โดยการเปิดเผยข้อมูลของดัชนี IFO ได้สอดคล้องกับรายงานของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป ZEW ที่ได้ให้มุมมองที่เป็นบวกกับทางเศรษฐกิจของเยอรมัน นอกจากนี้ทางธนาคารกลางของยุโรป (ECB) ได้ประกาศยอดชำระหนี้จากธนาคารพาณิชย์ 278 แห่ง มากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ที่ทาง ECB ได้ปรกาศเป็นจำนวน 137.2 พันล้านยูโร ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 84 พันล้านยูโร ในระหว่างวันค่าเงินยูโรมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1.3426-1.3471 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.3446/48 ดอลลาร์/ยูโร

 

 

ในสัปดาห์นี้ตลาดรอดีดตามการเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขสินค้าคงทน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร อัตราว่างงานและ ISM ภาคการผลิตของสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีตัวเลข PMI ภาคการผลิตของจีน

อัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) 1 เดือนในประทเศอยู่ที่ +5.6/5.8 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +4.0/5.0 สตางค์/ดอลลาร์

 

เงินบาทยังคงผันผวน

 

ข่าวเศรษฐกิจ

ส่วนค่าเงินสกุลหลักอื่น ๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อาทิ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.3307/09 ดอลลาร์/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ (23/1) ที่ระดับ 1.3326/29 ดอลลาร์/ยูโร ทั้งนี้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงในช่วงต้นเป็นผลมาจากคำสั่งขายอัตโนมัติในช่วง ค่ำคืน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่าค่าเงินยูโรจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.3300-1.3330 ในช่วงนี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันมีการเผยตัวเลขข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีรวมผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตและภาคบริการของเยอรมนีประจำเดือนมกราคมอยู่ที่ 53.6 ซึ่งมากกว่าตัวเลขประจำเดือนธันวาคมซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.3 ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจของเยอรมนีได้ฟื้นตัวขึ้นในปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับความเห็นของนายดรากีที่กล่าวว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกฯเริ่มต้นได้ดีในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินยูโรขยับแข็งค่าเล็กน้อย แต่การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินสกุลนี้ยังคงมีประเด็นหลังจากที่กองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปยังคงประสบสภาวะซบเซาในปีนี้ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ/ .3285-1.3346 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1.3322/24 ดอลลาร์/ยูโร

 

ส่วนค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 88.54/57 เยน/ดอลลาร์ โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าเป็นวันแรกหลังจากที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องในช่วงต้น สัปดาห์ ทั้งนี้เป็นผลมาจากตัวเลขภาคการส่งออกของญี่ปุ่นลดลงเกินคาด โดยตัวเลขภาคการส่งออกประจำเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ -5.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ -4.2% ประกอบกับความเห็นของนายยาซูโตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่กล่าวว่า การที่ค่าเงินเยนจะอ่อนค่าจนถึงระดับ 100 เยน/ดอลลาร์นั้นยังคงเป็นไปได้ และระดับดังกล่าวจะไม่ส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแต่อย่างใด ซึ่งความเห็นดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ยังคงประสบปัญหาภาวะเงินฝืด ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบ 88.40-89.64 เยน/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 89.52/54 เยน/ดอลลาร์

เงินบาทยังคงผันผวนหลังมีข่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าแทรกแซง หากค่าเงินบาทแข็งค่ามากจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้ส่งออก ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงยืนยันว่าเฟดยังคงจะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ (QE) ต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งนี้นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนว่า อัตราการว่างงานในเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้นยังคงไม่เป็นที่พอใจ ในขณะเดียวกันค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐ มีนโยบายระงับเพดานหนี้ไว้ชั่วคราวเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่รัฐบาลจะต้องลด ค่าใช้จ่ายภาครัฐ ส่งผลให้งบฯกู้ยืมของภาครัฐยังคงมีวงเงินอยู่ที่ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 ทั้งนี้ การตัดสินใจดำเนินนโยบายดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนให้ความสนใจที่จะลงทุนใน สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงค่าเงินสกุลอื่น ๆ ที่ให้ค่าตอบแทนสูงมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามระหว่างวันค่าเงินบาทมีความเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 29.79-29.85 บาท/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 29.77/79 บาท/ดอลลาร์

 

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ทางธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ (HSBC) ได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของจีน ซึ่งพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยดัชนีดังกล่าวพุ่งสู่ระดับ 51.9 ในเดือนมกราคม ซึ่งจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2554 ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลก กำลังฟื้นตัวขึ้นและอาจส่งผลบวกให้กับเศรษฐกิจประเทศอื่น ๆ ด้วย

 

ในสัปดาห์นี้ตลาดจับตาการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขผู้เข้าขอรับสวัสดิการการว่างงานของสหรัฐ (Initial Jobless Claims) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะมีผู้เข้าขอรับสวัสนดิการดังกล่าว 355,000 ราย ในช่วงค่ำวันนี้ (24/1) และยอดการขายบ้านใหม่ของสหรัฐฯในวันพรุ่งนี้ (25/1)

 

อัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +6.0/6.2 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +4.5/5.0 สตางค์/ดอลลาร์

ตัวเลขเศรษฐกิจ

การเงินดัชนีภาคการผลิตและภาคการบริการ (Composite PMI) ยูโรโซนในเดือน ม.ค. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 48.2 จาก 47.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีภาคการผลิตในเดือน ม.ค. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 47.5 จาก 46.1 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีภาคการบริการในเดือน ม.ค.ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 48.3 จาก 47.8 ในเดือนก่อนหน้า ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจยุโรปส่อสัญญาณดีขึ้นแม้ว่ายังว่าดัชนีทั้งภาคการผลิต และภาคการบริการยังคงอยู่ในภาวะหดตัวอยู่
+ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดคาดว่าท่อขนส่งน้ำมันดิบ Seaway Pipeline ที่ส่งน้ำมันจากบริเวณคุชชิ่งไปยังโรงกลั่นในรัฐเท็กซัส จะกลับมาเพิ่มกำลังการขนส่งที่ระดับ 400,000 บาร์เรลต่อวัน ภายในหนึ่งสัปดาห์ จากระดับ 170,000 บาร์เรลต่อวัน

- จับตาการอนุมัติแผนเพิ่มเพดานหนี้ชั่วคราวระยะเวลา 3 เดือน ของสหรัฐฯ ที่จะช่วยให้สหรัฐฯ ไม่ต้องผิดนัดชำระหนี้และไม่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง รวมถึงเพื่อเพิ่มเวลาให้สภาฯ คองเกรสได้เจรจาการปรับลดงบประมาณในระยะยาวได้สำเร็จ
- ติดตามความพยายามจัดตั้งรัฐบาลผสมของนายเนทันยาฮูหลังจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้รับชัยชนะอย่างฉิวเฉียดในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 ม.ค. รวมทั้งแนวนโยบายต่างประเทศต่อปาเลสไตน์และอิหร่าน หลังล่าสุดการเจรจาระหว่าง IAEAและอิหร่านยังไม่คืบหน้า โดย IAEA กับอิหร่านจะมีการเจรจากันอีกครั้งในวันที่ 12 ก.พ.
- ติดตามว่าท่อขนส่งน้ำมันดิบ Seaway Pipeline ของสหรัฐฯจะสามารถกลับมาเพิ่มกำลังการขนส่งน้ำมันมาสู่ระดับ 400,000 บาร์เรลต่อวัน ได้ในสัปดาห์หน้าหรือไม่ หลังลดกำลังการขนส่งเหลือเพียง 170,000 บ์เรลต่อวัน จากปัญหาถังน้ำมันปลายทางที่รัฐเท็กซัสเต็ม
- สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) รายงานว่าปริมาณดิบคงคลังสหรัฐฯ สิ้นสุด ณ วันที่ 18 ม.ค. 56 ปรับเพิ่มขึ้น 2.81 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล โดยปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังปรับเพิ่มขึ้น 0.6 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำมันดิบที่คุชชิ่งปรับตัวลดลง 0.5 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ 51.4 ล้านบาร์เรลสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีความต้องการนำเข้าจากมาเลเซีย จากการที่โรงกลั่นในประเทศมีแผนจะปิดซ่อมบำรุงนานขึ้น

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีความต้องการจากปากีสถาน จอร์แดน เยเมน เลบานอน และประเทศในแถบแอฟริกาค่อนข้างสูง

 

ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์หน้า เบรนท์ 108 -115 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส 90 – 97 เหรียญฯ คืนนี้ติดตามตัวเลขยอดขายบ้านใหม่สหรัฐฯ ดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจเยอรมนี (Ifo)

 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่
วันศุกร์ : ยอดขายบ้านใหม่สหรัฐฯ ดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจเยอรมนี (Ifo)
ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์หน้า / ผลประกอบการไตรมาส 4/55 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ได้แก่
วันจันทร์ : ยอดขายปลีกเยอรมนี ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนและยอดสัญญาซื้อขายบ้านรอปิดการขายสหรัฐฯ /แคทเทอร์พิลาร์
วันอังคาร : ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจเยอรมนี (GfK)  ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ / ฟอร์ด มอเตอร์ /ไฟเซอร์ /วาเลโร เอนเนอยี
วันพุธ : จีดีพีไตรมาส 4  การจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ แถลงผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ /โบว์อิ้ง
วันพฤหัส : ยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงาน รายจ่ายและรายได้ส่วนบุคคลสหรัฐฯ ดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซน ดัชนีชี้วัดภาคการผลิตของเมืองชิคาโก ดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมนี
วันศุกร์ : อัตราการว่างงาน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ดัชนีภาคการผลิตและตัวเลขการใช้จ่ายภาคการก่อสร้าง สหรัฐฯ ดัชนีภาคการผลิตและอัตราการว่างงานยูโรโซน ดัชนีชี้วัดภาคการผลิตโดยทางการจีนและHSBC /เมอร์ค

 

- ติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 29-30 ม.ค. 2556 ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีมุมมองอย่างไรต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และประเด็นเรื่องเพดานหนี้ที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ รวมทั้งมุมมองต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันโดยเฉพาะ QE4 หลังในบันทึกการประชุมครั้งก่อนเปิดเผยว่าแสดงให้เห็นว่ามีสมาชิกบางคนไม่ เห็นด้วยกับ QE4 และอยากให้ยกเลิกก่อนสิ้นปีนี้

 

ส่งออกไตรมาสแรกกระทบไทยเล็กน้อย

จากการที่ผู้นำสองพรรคใหญ่สภาคองเกรสยังไม่สามารถเจรจาต่อรองหาข้อยุติ ที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจได้ ล่าสุดประธานาธิบดีโอบามายอมผ่อนปรนท่าทีลง ด้วยการลดเป้าหมายรายได้จากการจัดเก็บภาษีเหลือ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในระยะ 10 ปี ข้างหน้า (จากเป้าเดิมที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ฯ) และหั่นงบประมาณใช้จ่ายลงอีกเพื่อเป็นการชดเชยรายรับจากภาษีที่ลดลง อย่างไรก็ดี แผนดังกล่าวนับว่ายังสูงกว่าข้อเสนอแผนภาษีของพรรครีพับลิกันอยู่ราว 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งพรรครีพับลิกันยังพุ่งเป้าที่ไปการลดค่าใช้จ่ายลงเป็นหลัก และมองว่าข้อเสนอของนายโอบามายังหั่นค่าใช้จ่ายลงไม่เพียงพอ หากโชคร้าย ผู้นำสหรัฐฯ ไม่สามารถตกลงกันจนปล่อยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องตกหน้าผาจริงดังที่หวาดกลัว จะส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ จากประเทศคู่ค้าลดลง ซึ่งส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ คาดว่าจะลดลงร้อยละ 2 หรือคิดเป็นร้อยละ 0.2 ของการส่งออกรวม เนื่องจากสหรัฐฯ มีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 10 ของตลาดส่งออกไทย

ฉาก สุดท้ายของการเจรจาจะลงเอยเช่นไรย่อมยากแก่การคาดเดา หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการปรับเพิ่มภาษีและลดค่าใช้จ่ายลงกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2556 อาจทำให้เศรษฐกิจต้องกลับสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งในปีหน้า ทั้งนี้ สำนักงบประมาณสหรัฐฯ ได้ประเมินผลกระทบในอีกกรณี (Alternative scenario) ด้วยว่า หากผู้นำสหรัฐฯ มีการผ่อนปรนมาตรการขึ้นภาษีและปรับลดค่าใช้จ่ายลงบางส่วน หรือคิดเป็นตัวเงินเพียง 1 ใน 3 ของกรณีหน้าผาการคลังเต็มรูป คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังขยายตัวได้ใกล้เคียงร้อยละ 2 ในปีหน้า  ดังนั้น ไม่ว่าผลการเจรจาจะออกมาเป็นหัวหรือก้อย เศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตในครั้งนี้ได้ แต่ว่าจะเป็นเพียงการตกหน้าผาอันตื้นเขินหรือหุบเหวอันสูงชัน คงต้องมาติดตามดูกันว่าผู้นำสหรัฐฯ ภายใต้การนำอีกครั้งของประธานาธิบดีโอบามาจะสามารถมอบของขวัญชิ้นโตให้แก่ ชาวอเมริกัน ต้อนรับวันคริสมาสต์อย่างที่ตั้งใจไว้ได้หรือไม่

อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์ให้รอบด้านมากขึ้น จำเป็นต้องคำนึงถึง “ผลกระทบทางอ้อม” ประกอบกันด้วย นั่นคือจากภาวะส่งออกที่ชะลอตัวลงจะส่งผลเชื่อมโยงมายังกิจกรรมเศรษฐกิจภาย ในประเทศคู่ค้าเหล่านั้น อาทิ การผลิตและการจ้างงาน ให้แผ่วลงตามไปด้วย ดังนั้น หากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทยด้วยเช่นกันชะลอตัวลง จะทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าส่งออกไทย (อาจเป็นได้ทั้งนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเพื่อนำมาใช้อุปโภคบริโภคในประเทศ และ/หรือ สินค้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปที่ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อส่งออก) ของประเทศคู่ค้ากลุ่มนี้ลดลงตามไปด้วย หรือคิดเป็นผลกระทบเพิ่มเติมอีกร้อยละ 0.8 ของการส่งออกรวม ผลกระทบดังกล่าวแม้ไม่ได้น้อย แต่ก็นับว่าไม่ได้รุนแรงมากดังเช่นที่ประเทศไทยเคยประสบในอดีต ซึ่งมูลค่าส่งออกสินค้าไทยเคยหดตัวระดับสองหลักในปี 2552 หลังต้องเผชิญวิกฤตแฮมเบอเกอร์  ยกตัวอย่างในกรณีของจีน ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากกว่าไทย ผลของหน้าผาการคลังอาจทำให้จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ลดลงร้อยละ 6 และจะทำให้จีนเองมีความต้องการนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าอื่น รวมทั้งไทย น้อยลงตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งจากการประเมินพบว่า จีนจะนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงคิดเป็นร้อยละ 0.18 ของการส่งออกรวมของไทย ดังนั้น หากประเทศคู่ค้าหลักของไทยได้รับผลกระทบจากหน้าผาการคลังด้วยกันทั้งหมด ทำให้เมื่อรวมผลกระทบทั้งหมดเข้าด้วยกันจะพบว่า ส่งออกไทยจะถูกฉุดให้ลดลงร้อยละ 1 จากวิกฤตหน้าผาการคลังในปีหน้า

 

เงินตราต่างประเทศ

สำหรับในวันนี้ ตลาดจับตาการรายงานข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาจะเปิดเผยตัวเลขประมาณการณ์ครั้งที่ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวยมประชาชาติประจำไตรมาสที่ 3, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายประจำเดือนตุลาคม

สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินสกุลหลักอื่น ๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าเงินยูโรเปิด ตลาดที่ระดับ 1.2943/46 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดวานนี้ (28/11) ที่ระดับ 1.2923/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากตลาดคาดว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับธนาคารสเปน 4 แห่ง โดยธนาคารเหล่านี้จะได้รับเงิน 3.7 หมื่นล้านยูโร เพื่อใช้ในการเพิ่มทุน และเพื่อให้ธนาคารเหล่านี้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอความช่วเยหลือจาก รัฐในอนาคต ประกอบความหวังที่ว่าสหรัฐจะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตหนี้การคลังในครั้งนี้ได้ หนุนให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อยูโรอีกครั้ง แม้ว่าวานนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติของสเปนเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีกประจำ เดือนตุลาคมปรับตัวลงต่อเนื่อง 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากร่วงลง 11% ในเดือนกันยายนก็ตาม โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.2939-1.2988 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1.2980/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

 

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 30.73/75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ (28/11) ที่ระดับ 30.70/72 บาท/ดอลลาร์ ตามค่าเงินสกุลเงินหลักในภูมิภาคและราคาทองคำที่ร่วงลง หลังจากวานนี้นายแฮรรี่ รีด ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้กล่าวว่า การเจรจาเพื่อช่วยให้สหรัฐหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) นั้น แทบจะไม่มีความคืบหน้า ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่า สหรัฐฯจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะการปรับลดค่าใช้จ่ายและการขึ้นภาษีวงเงิน รวม 6 แสนล้านดอลลาร์ในต้นปีหน้าได้ เป็นเหตุให้นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงและเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัยถึง แม้ว่าวานนี้กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯจะเปิดเผยตัวเลขวยอดขายบ้านใหม่ปรับตัว ลงสู่ระดับ 368,000 ยูนิตในเดือนตุลาคม ซึ่งแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 387,000 ยูนิต อย่างไรก็ดี นายจอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกากลับแสดงความเห็นในเชิงบวกว่า พรรครีพับลิกันอาจบรรลุข้อตกลงกับทำเนียบขาวเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตการคลังใน ช่วงก่อนสิ้นปีนี้ได้ อีกทั้งประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าวว่า เขาหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงกับสภาคองเกรสในเรื่อง Fiscal cliff ก่อนคริสต์มาสนี้ ทำให้นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลในเรื่องดังกล่าวและกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง  โดยตลอดทั้งวันค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นและมีการ เคลื่อนไหวในกรอบอยู่ที่ 30.71-30.73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 30.70/72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนค่าเงินเยนนั้นเปิดตลาดที่ระดับ 82.16/18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดวานนี้ (28/11) ที่ระดับ 81.85/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักลงทุนอยู่ในระยะรอดูการดีเบตกันระหว่างผู้นำพรรครัฐบาลและพรรคฝ่าย ค้านของญี่ปุ่น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 82.02-82.21 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระเดับ 82.13/17 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +5.5/5.7 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +5.0/6.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ