เงินร้อนไหลเข้าไทย

 

ทั้งนี้ “สุธาศินี นิมิตกุล” ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและกำกับการแลกเปลี่ยนเงิน ธปท. ระบุว่า ธปท. ได้เสนอแผนเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อส่งเสริมการออกไปลงทุนต่างประเทศไปให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผ่อนเกณฑ์ให้ไปลงทุนต่างประเทศง่ายขึ้น อาทิ เปิดเสรีสำหรับวงเงินของบุคคลธรรมดาที่ออกไปลงทุนโดยตรง หรือไม่จำกัด จากเดิมกำหนด 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี การเปิดให้รับฝากเงินในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) แบบมีภาระผูกพันได้อย่างเสรี จากเดิมกรณีมีภาระผูกพัน นิติบุคคลมียอดคงค้างที่ 100 ดอลลาร์ และไม่มีภาระผูกพันที่ 5 แสนดอลลาร์

 

ยัง มีการเปิดให้มีการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Unwind Hedging) อย่างเสรี สำหรับธุรกรรมที่มี Underlying กรณีลงทุนโดยตรง และเงินกู้กิจการในเครือ จากเดิมอนุญาตแค่การทำ Unwind เฉพาะค่าสินค้าและบริการ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอการผ่อนคลายคุณสมบัติของธุรกิจและผู้รับอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อ ขายแลกเปลี่ยนเงินตรา (MC/MT) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ผู้ประกอบการ จากเดิมกำหนดรับซื้อเงินตราไม่จำกัด แต่ขายเงินตราได้ไม่เกิน 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง และสุดท้าย การอนุญาตถือเงินสดข้ามแดนประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น เป็น 2 ล้านบาทต่อคน จากเดิมที่กำหนดเพียง 5 แสนบาทต่อคนเท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี การออกมาตรการเหล่านี้ ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือจากฟากกระทรวงการคลังทั้งสิ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

 

ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ยังคงเป็น “หนังยาว” ที่ต้องติดตามว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลังจะเห็นพ้องต้องกันในการออกมาตรการใดมาดูแล ซึ่งในระหว่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ กระแสเงินทุนไหลเข้า (ฟันด์โฟลว์) ก็ยังคงเป็นปมปัญหาสำคัญที่รอการแก้ไข แม้ข่าวลือการออกมาตรการ “สกัดเงินร้อน” จะช่วยสกัด “นักเก็งกำไร” ได้ระดับหนึ่ง จนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจนใกล้ 30 บาทต่อดอลลาร์ จากที่เคยทำสถิติแข็งค่าสูงสุดที่ 28.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.แต่ด้วยความน่าสนใจของเศรษฐกิจภูมิภาคนี้ จึงมีการคาดการณ์กันว่า หากรัฐไม่มีมาตรการใดออกมา เงินบาทก็จะกลับมาแข็งค่ามากขึ้นอีก

 

เช่นเดียวกับ “เกาหลีใต้” ที่ใช้มาตรการเก็บภาษี (Levy) จากหนี้ต่างประเทศภาคธนาคาร โดยมีแนวคิดว่า “ยิ่งกู้สั้นยิ่งเสียภาษีมาก” ซึ่งเก็บแบบขั้นบันได คืออายุสัญญาไม่เกิน 1 ปี จะเก็บ 0.2% ของวงเงินกู้ อายุ 1.3 ปี เก็บ 0.1% อายุ 3-5 ปี เก็บ 0.05% และอายุ 5 ปี เก็บ 0.02% ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงินตราต่างประเทศที่มีอายุสัญญายาวขึ้นให้สอดคล้องกับการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward) ซึ่งมาตรการนี้ IMF วิเคราะห์ว่า มีผลไม่มากเพราะเก็บภาษีค่อนข้างต่ำ แต่การกู้ยืมเงินต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ลดลงอย่างชัดเจน และการกำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศต้องลงทะเบียนเพื่อลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ก็ช่วยให้สามารถติดตามพฤติกรรมการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ด้าน “อินเดีย” มีการออกมาตรการกำกับดูแลการลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติคล้ายกับเกาหลีใต้ แต่เข้มงวดกว่า คือกำหนดให้ต้องลงทะเบียนก่อนลงทุน พร้อมกำหนดโควตาเงินลงทุนต่างชาติสำหรับนักลงทุนสถาบันให้ลงทุนตราสารรัฐบาลได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และต่อมากำหนดให้ลงทุนได้ไม่เกิน 25 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงลงทุนในตราสารเอกชนได้ไม่เกิน 51 พันล้านดอลลาร์

แม้ว่า ณ เวลานี้ ธปท.จะส่งมาตรการไปถึงมือ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังแล้ว แต่ก็ดูเหมือนยังไม่เป็นที่ “ถูกใจ” ของขุนคลังนัก แต่ฟาก ธปท.เองก็พยายามหยิบยกมาตรการต่าง ๆ มานำเสนอ อย่างล่าสุด มีการออกรายงานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลดแรงกดดันอัตราแลกเปลี่ยน สกัดเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ (Capital Control) โดยเป็นการหยิบยกตัวอย่างจากต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.มองว่าเป็นมาตรการที่เคย “ใช้ได้ผลเป็นที่ยอมรับ” และไทยยังไม่เคยนำมาใช้

“มาตรการ Capital Control เพื่อสกัด “เงินร้อน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็น “ตลาดเกิดใหม่” มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีการหยิบยกมาตรการดังกล่าวออกมาพูด เพราะ IMF มองว่าเป็นมาตรการที่ได้ผล และเป็นทางเลือกหนึ่งของแต่ละประเทศในการดูแลเงินทุนไหลเข้าออกประเทศ โดยจะใช้มาตรการดังกล่าว ก็ต่อเมื่อนโยบายการเงินการคลังตามปกติ ไม่สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินได้”

ตัวอย่างแรก กรณีประเทศ “อินโดนีเซีย” ที่เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศอย่างหนักเมื่อปี 2552 จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีและดอกเบี้ยนโยบายที่สูงถึง 6.5% จึงจูงใจนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารกลางอย่างมาก และมีการเทขายทำกำไรเป็นระยะ ค่าเงินรูเปียห์จึงผันผวนมาก ในเดือน มิ.ย.2553 ทางการจึงประกาศใช้มาตรการกำหนดระยะเวลาการถือตราสารหนี้ขั้นต่ำ ให้ผู้ลงทุนต้องถือตราสารอย่างน้อย 1 เดือน จึงจะขายได้ (และต่อมาเพิ่มเป็น 6 เดือน)

 

หุ้นเช้าเหวี่ยงเบาๆคาดบ่ายขึ้นต่อ

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในวันพรุ่งนี้(8 พ.ค.) ประเมินว่า ดัชนียังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนยังเข้ามาเก็งกำไรต่อจากประเด็นบวกเดิมต่อจากวันนี้ที่คาด ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/56 ที่คาดว่าจะออกมาในทิศทางที่ดี  ทั้งนี้ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามในวันพรุ่งนี้กรณีการชุมนุมทางการเมืองว่า สถานการณ์จะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำรอจังซื้อ เมื่อราคาอ่อนตัวในหุ้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและแนวโน้มผลประกอบดี ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ คือ BBL,กลุ่มพลังงาน คือ PTTGC และกลุ่มสื่อสารคือ JAS ให้แนวรับที่ 1,580 จุด แนวต้านที่ 1,616 จุด

ตลาดหุ้นช่วงเช้าแกว่งผันผวน  ส่วนภาคบ่ายเริ่มยืนทรงตัวดีขึ้น หลังได้แรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มหลักนำดัชนีวิ่ง  พรุ่งนี้ลุ้นหุ้นทะยานต่อรับปัจจัยบวกเดิม ให้แนวรับ 1,580 จุด แนวต้าน1,616 จุด

นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 พฤษภาคม ภาพรวมการซื้อขายดัชนีในภาคเช้าค่อนข้างมีความผันผวน หลังจากนั้นในการซื้อขายภาคบ่ายดัชนีเริ่มยืนตรงตัวดีขึ้น จากแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มหลักทั้งกลุ่มพลังงาน,ธนาคารพาณิชย์และสื่อสาร ที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 1/56 จะออกมาดี รวมถึงยังมีอิทธิพลจากตลาดหุ้นต่างประเทศ ทั้งในภูมิภาค,ยุโรปและสหรัฐฯ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่6

 

มุมมองการแข็งค่าของเงินบาท

ในมุมมองของ นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยไทย เห็นว่า การแข็งค่าของเงินบาทเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการกำหนดราคาขายสินค้า และกำหนดราคาเปิดรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า

สิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามา ช่วยเหลือคือ เร่งเข้ามาดูแลและช่วยเหลือผู้ประกอบการในเรื่องส่วนต่างซื้อประกันความ เสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เพื่อทำให้การเจรจาการค้าไม่สะดุดกระทบกับคำสั่งซื้อไตรมาสสอง

ให้ ภาครัฐช่วยเพราะเอสเอ็มอีสายป่านสั้น แตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบน้อยเพราะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ โดยการซื้อประกันความเสี่ยงล่วงหน้า

ทั้งหมดคือ มองต่างมุมเรื่องบาท-อ่อนแข็ง มีทั้งฝ่ายได้และเสียประโยชน์ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ส่งออกทั้งรายเล็ก-กลาง-ใหญ่ ต้องมีการปรับตัวหันมาเน้นประสิทธิภาพการผลิตในลักษณะสินค้าเพิ่มมูลค่า รับเสรีการค้าตามข้อผูกพันที่กำลังจะเกิดขึ้นหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเสรีการค้าไทย-อียู ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี

ต้อง ปรับตัวเพราะการค้ากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคนโยบายการกำกับดูแลให้ เงินบาทอ่อนค่า เพื่อส่งเสริม เอื้อประโยชน์ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกไปในตลาดการค้าโลก มาเป็นการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกอย่างแท้จริง

หลายสำนักทั้งนักวิชาการ สำนักที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเศรษฐกิจ ประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับเดียวกับก่อนเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 จนทำให้ประเทศไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด

จริงอยู่เมื่อ บาทแข็งค่า ส่งออกในรูปดอลลาร์นำกลับเข้ามาแลกเป็นบาทได้เงินน้อยลงย่อมส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึงร้อยละ 60 ของจีดีพี

ส่งออกคือ หนึ่งในสี่ เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลงทุนภาครัฐ การใช้จ่ายในประเทศ และการลงทุนทางตรงจากนักลงทุนต่างชาติ

…ทว่า อีกด้านยังมีอีกมุมของเหรียญในมิติของผู้นำเข้า!!

ห้วง บาทแข็งค่าเป็นเวลาที่ดีสุดในการนำเข้าเครื่องจักรมาปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี การผลิตให้ทันสมัย และผู้นำเข้าประเภทสินค้าแบรนด์เนม ยังได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทจากต้นทุนนำเข้าในรูปดอลลาร์ที่ถูกลง

ซีพีแนะส่งออกปรับตัวผลิตสินค้า′มูลค่าเพิ่ม′

ราย แรก ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ปีก่อนหน้ามีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นร้อย 60% หรือส่งออกข้าวไปต่างประเทศ 6 แสนตัน ขายในประเทศ 4 แสนตัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจึงมีผลอย่างยิ่งกับการส่งออกของ ซี.พี อินเตอร์เทรด

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ สายธุรกิจข้าวและอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี เห็นว่า หากค่าเงินแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ 28 บาทต่อดอลลาร์ ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ แต่หากแข็งค่าขึ้นไปมากกว่านั้น จนไปแตะที่ระดับ 26-27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะส่งผลกระทบกับการส่งออกได้

สุเมธให้ข้อมูล เพิ่มเติมว่า ทุกๆ การแข็งค่าของเงินบาทจะทำให้ไทยสูญเสียเงินตราต่างประเทศ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี เทียบเคียงจากปีก่อนหน้าไทยมีการส่งออก 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยต่อเดือน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

สุเมธเห็นว่าเอกชนจึงควร ปรับตัวโดยการหันไปส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับที่ ซี.พี. อินเตอร์เทรด พยายามปรับเพิ่มมูลค่าโดยหันไปส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม ทั้งเส้น แป้ง และเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ในการเพาะปลูกข้าวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น

นอก เหนือจากการปรับตัว ปรับระบบการผลิตเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มแล้ว ช่วงบาทแข็งค่าสุเมธเห็นว่า ยังเป็นโอกาสดีในการนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งการมองหาโอกาสในการลงทุนต่างประเทศ ในประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าเงินอ่อนกว่าบาทและค่าแรงถูกกว่า ไทย เช่น เวียดนาม พม่า เป็นมาตรการเดียวกับที่ญี่ปุ่นนำมาใช้ช่วงการแข็งค่าของเงินเยนจาก 100 เยน เป็น 70 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อหลายปีก่อนหน้า

เมื่อพลวัตเศรษฐกิจ หลายด้านกำลังเปลี่ยนไป หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนและช่วยเหลือผู้ส่งออกอย่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ควรปรับบทบาทตามเช่นกัน

สิ่งที่ผู้ส่งออกรายใหญ่อย่าง ซี.พี. อินเตอร์เทรดอยากเห็นคือ การส่งเสริมให้เอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการค่าเงิน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ต่างชาติมาลงทุนในไทย และกฎเกณฑ์ในการปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ควรมีความยืดหยุ่นให้มากขึ้น

แบรนด์เนมยิ้มต้นทุนลด30%

มอง ในมุมผู้เสียประโยชน์จากผู้ส่งออกแล้ว มาดูเหรียญอีกด้านในมุมของผู้นำเข้ารายหลักที่นำสินค้าแบรนด์เนมทั้งเสื้อ ผ้า เครื่องหนัง จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง หรือซีเอ็มจี รวมทั้งผู้นำเข้าแบรนด์เนมที่ขายในสยามเซ็นเตอร์ สยามพารากอน และสยามดิสคัฟเวอรี่ เห็นว่าผู้นำเข้าจะได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าถูกลง และจะส่งต่อผลประโยชน์นี้ไปให้กับผู้บริโภคอีกต่อหนึ่งในเรื่องราคาสินค้า

ใน มุมมองของนายชาญชัย เชิดชูวงศ์ธนากร รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม สเปเชียล ลิตี้ จำกัด ผู้นำเข้าสินค้าลอฟท์จากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน อเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง จีน เห็นว่าการแข็งค่าของเงินบาทผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์ในแง่ต้นทุนนำเข้าถูกลง หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐตามที่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายได้ประเมินไว้ต้นทุนนำเข้าจะ ถูกลงถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงค่าเงิน 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ใน ส่วนนโยบายราคาของลอฟท์เอง ปล่อยยืดหยุ่นตามค่าเงินบาท หากเงินถูกต้นทุนต่ำราคาต่ำลง เช่นเดียวกับช่วงบาทอ่อนค่าต้นทุนนำเข้าแพง ราคาก็จะปรับเพิ่มตาม แต่เมื่อมีการหักลบ นำราคาช่วงบาทแข็งกับอ่อนมาถัวเฉลี่ยกันแล้ว ช่องว่างกำไรยังเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะสินค้านำเข้ายังมีต้นทุนในเรื่องภาษีที่ต้องจ่ายอีก เฉลี่ยประมาณ 30% ของนำเข้าหากขายแพง จะมีภาษีนำเข้าอีกรอบหากทำกำไรเยอะขายของไม่ได้ ปกตินำเข้ามาจะเสียภาษีประมาณ 30%

ประโยชน์เรื่องที่สอง ชาญชัยมองว่า ต้นทุนที่ถูกลง ยังเอื้อให้ผู้นำเข้าสามารถมองหาสินค้ารายการใหม่ เข้ามาทำตลาด เป็นทางเลือกของผู้บริโภค และจากนี้ไปโอกาสทางธุรกิจของญี่ปุ่นในไทยก็จะมีมากขึ้นเช่นเดียวกันเพราะ ไทยถือเป็นประเทศเป้าหมายในการขยายธุรกิจแบรนด์เนมหลังภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่น อยู่ในภาวะถดถอยและพยายามปรับแนวทางด้วยการไปลงทุนต่างประเทศ

ในมุม มองของชาญชัยยังเห็นว่า ต้นทุนนำเข้าที่ถูกลงจากบาทแข็งค่ายังช่วยเอื้อกับการท่องเที่ยว ราคาสินค้าที่ถูกลงเมื่อเทียบกับราคาของลอฟท์ในประเทศใกล้เคียงทำให้นักท่อง เที่ยวตัดสินใจซื้อสินค้าในเมืองไทยได้ง่ายขึ้น

เอสเอ็มอีวอนรัฐช่วยลดต้นทุนสู้บาทแข็ง

ถึง จะมีทั้งมุมได้เสีย ทว่า ในความเป็นจริงต้องเลือกในฝั่งที่เอื้อประโยชน์สูงสุด เรื่องแข็ง-อ่อนของบาทเช่นเดียวกัน เมื่อนำเรื่องจีดีพีเป็นตัวตั้งและส่งออกเป็นภาคหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยไปควบคู่กับอีก 3 เครื่องยนต์หลักข้างต้น ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกรายเล็ก สายป่านสั้นอย่างกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีคือธุรกิจรากฐานที่จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มีผลกับการ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ฟังการวิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินบาท

ข่าวเศรษฐกิจ
ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับไซปรัส และการแข็งค่าของเงินบาทสู่ระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี ที่อาจกดดันให้ทางการพิจารณาออกมาตรการดูแลค่าเงิน ขณะที่นักลงทุนขายทำกำไร จากความกังวลต่อความเป็นไปได้ของการดำเนินการตามโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท รวมถึงต่อประเด็นด้านเสถียรภาพของรัฐบาล
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 25-29 มี.ค. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกร ไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสฟื้นตัว โดยต้องติดตามประเด็นเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือไซปรัส สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ จีดีพีไตรมาส 4/2555 (ครั้งสุดท้าย) และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,414 และ 1,393 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,500 และ 1,526 ตามลำดับ

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (25-29 มี.ค. 2556) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.00-29.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาสัญญาณการชะลอตัวของกระแสเงินทุนไหลเข้า และสัญญาณของมาตรการดูแลค่าเงินบาท (แม้ทางการไทยยังไม่ส่งสัญญาณ ณ ขณะนี้) รวมถึงทางออกสำหรับวิกฤตการณ์ในไซปรัสที่ถูกขีดเส้นตายไว้ในวันจันทร์ (25 มี.ค.) ที่ ECB จะระงับการปล่อยเงินกู้ฉุกเฉินแก่ธนาคารพาณิชย์ของไซปรัส ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนี PMI เขตชิคาโก เดือนมี.ค. ยอดขายบ้านใหม่ ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.พ. ดัชนีราคาบ้านเดือนม.ค. จีดีพีประจำไตรมาส 4/2555 (รอบสุดท้าย) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ อาจมีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ในตลาดในประเทศก่อนเข้าช่วงปิดสิ้นปีงบประมาณของญี่ปุ่นปลายเดือนมี.ค.ด้วย เช่นกัน อนึ่ง ตลาดหุ้นและตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันที่ 29 มี.ค. เนื่องในวัน Good Friday

 

ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะปรับฐาน จากความกังวลจากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,478.97 จุด ลดลง 7.46% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 6.63% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 77,644.41 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 436.42 จุด ลดลง 13.71% จากสัปดาห์ก่อน

 

แบงค์แจงเหตุเงินแข็ง


นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุมหารือกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ หอการค้าไทยจะเสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการเจรจาเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ไทยกับอียู เพราะหากรัฐบาลยังล่าช้าอาจทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขันในตลาดโลก หลังจากสหรัฐมีนโยบายที่จะเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียู และการเจรจาเอฟทีเอจะแก้ปัญหาเรื่องการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ที่จะเกิดขึ้นใน 1-2 ปีนี้

นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ส่วนประเด็นอื่นจะเน้นการลดอุปสรรค และเพิ่มความร่วมมือ อาทิ การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.ดูแลได้ดี และเอกชนไม่ได้กังวลว่าค่าบาทจะเป็นเท่าไร แต่ไม่ต้องการให้ผันผวนและสอดคล้องกับค่าเงินของประเทศคู่แข่งเป็นสำคัญ

นาย พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ไทยต้องทำควบคู่ 2 ด้าน คือ เปิดเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู และเจรจาขยายกรอบการค้ากับสหรัฐ จากเดิมเป็นความร่วมมือการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ ไปสู่ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี)

นายประสารกล่าวว่า ผลขาดทุนดังกล่าว ธปท.สามารถบริหารจัดการและดูแลตัวเลขได้ ไม่มีผลกระทบทำให้เงินกองทุนของ ธปท.ติดลบ เนื่องจาก ธปท.จะมีรายได้จากการเพิ่มเงินเข้าไปในตลาดการเงินด้วย ซึ่งแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่รายได้ดังกล่าวจะถูกบันทึกในบัญชีฝ่ายออกบัตร ซึ่งปัจจุบันมีกำไร 8 แสนล้านบาท ถ้าหักจากการขาดทุนของฝ่ายการธนาคาร 5 แสนล้านบาทแล้ว ฐานะธนาคารยังมีกำไร 3 แสนล้านบาท ซึ่งในการดูแลฐานะของธนาคารกลางทั่วโลก จะเข้าใจว่าฝ่ายการธนาคารที่เป็นระบบในการดูแลตลาดการเงินสามารถขาดทุนได้

ที่ บอกว่าเราขาดทุนจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าเราจะเจ๊ง หรือไม่สามารถทำหน้าที่ธนาคารกลางได้ เพราะระบบบัญชีเราแยกออกเป็น 2 ฝั่งชัดเจน ในฝั่งที่เป็นสินทรัพย์กับฝั่งที่เป็นหนี้สิน ซึ่งในฝั่งหนี้สินปรับขึ้นลงได้ตลอดเวลา ขึ้นกับแนวโน้มดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ที่ผ่านมาเคยมีแนวคิดที่จะรวมบัญชี แต่เมื่อถูกคัดค้านก็พับไป เพราะในการดูแลฐานะธนาคารกลาง ทั้งที่เป็นฝ่ายลงทุนหรือบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เขาเข้าใจว่า ฐานะธนาคารกลางขาดทุนได้ จนกว่าฐานะธนาคารกลางเริ่มมีปัญหาและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นที่จะซื้อ พันธบัตรของ ธปท. แต่ขณะนี้ยังมีคนสนใจประมูลซื้อตลอดเวลาŽ นายประสารกล่าว

นาย ประสารกล่าวถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่า ขึ้นกับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะประชุมในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และตามข้อตกลง กนง.จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับดอกเบี้ยช่วง 7 วันก่อนการประชุม เพราะในตลาดการเงิน ทั้งดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน มีคนได้และเสียประโยชน์จำนวนมาก เชื่อว่าหลังการประชุม กนง.ไม่ว่าการตัดสินใจจะออกมาทิศทางใด แรงกดดันต่อการทำงานของ ธปท.ก็คงไม่หมดไป เป็นธรรมดาของธนาคารกลางทั่วโลก

นายประสารกล่าวว่า เครื่องมือในการดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนมีหลายอย่าง ดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่จะดึงให้เงินเข้าหรือออกได้ ส่วนการสนับสนุนให้เงินออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในประเทศที่จะไปลงทุนของผู้ประกอบการด้วย ซึ่งปีที่ผ่านมาพบว่ามีเงินไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีเงินเข้ามาลงทุน 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือว่าค่อนข้างสมดุลและช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินได้ระดับหนึ่ง

นาย ประสารกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการแทรกแซงจาก ธปท. แต่ต้องดูไม่ให้มากเกินไป เพราะหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งปีที่ผ่านมาถือว่าแทรกแซงน้อยมาก ดูได้จากปริมาณทุนสำรองทางการระหว่างประเทศค่อนข้างทรงตัว ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดจากการค้าขายสินค้าและ บริการ

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีเรื่องการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่มีตั้งแต่เบาไปหาหนัก ที่เบาก็จะเป็นเรื่องการรายงานการเข้าออกของเงิน การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศก็ต้องแจ้งเหตุผล การกำหนดระยะเวลาการถือครองว่าต้องไม่ต่ำในกี่ปี เช่น หากเงินเข้ามาลงทุนในพันธบัตร ก็ต้องถือไม่น้อยกว่า 1 ปี การกันสำรองทันที เหมือนที่เคยประกาศใช้เมื่อ 5 ปีก่อนแล้วผลกระทบรุนแรงมากหรือที่แรงสุดคือ การเก็บภาษีจากเงินที่เข้ามาลงทุน ซึ่งในเรื่องการควบคุม จะไม่ค่อยประกาศใช้ เพราะมีผล

กระทบต่อการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อ ถือของประเทศ สำหรับอัตราดอกเบี้ยนั้น ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่า มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนมากน้อยเพียงใด เพราะจะมีอิทธิพลในแต่ละประเภทแตกต่างกัน

ด้านนายสมเกียรติ ศิริชาติชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ยมาใช้ดูแลค่าเงินบาทในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อเงินทุนไหลเข้า แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งไม่สามารถใช้มาตรการดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว การลดดอกเบี้ยอาจกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศมากเกินไป และจะทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่ รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อด้วย ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเงินเฟ้อกระทบต่อเศรษฐกิจแล้ว จะมีผลกระทบในวงกว้าง

นายสม เกียรติกล่าวว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ยนั้น ต้องเก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น หากพิจารณาความเห็นทั้งสองด้าน ก็ถูกทั้งคู่ แต่สถานการณ์เรื่องค่าเงินบาทในขณะนี้ สบายใจได้ในระดับหนึ่ง เงินบาทเริ่มนิ่ง ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อาจกระทบต่อเงินเฟ้อ และต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยประมาณการเงินเฟ้อในปีนี้อยู่ที่ 3-3.6% ภายใต้สมมติฐานว่าราคาน้ำมันอยู่ที่ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่การที่ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว อาจเป็นปัจจัยกระทบต่อราคาน้ำมันในระยะต่อไปได้ ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายมีทั้งเข้าและออก ธปท.ดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว หากใช้นโยบายการเงินแก้ปัญหา ต้องใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์จึงจะเห็นผล

นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในการเยือนประเทศเบลเยียม ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ระหว่างวันที่ 6-7 มีนาคมนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายคือไทยและสหภาพยุโรป (อียู) จะประกาศเปิดเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อียู อย่างเป็นทางการ หลังจากที่รัฐบาลไทยนำกรอบการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เสนอต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และได้ให้ความเห็นชอบแล้ว คาดว่าการเจรจาจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี

 

ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า

 

-/+ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซนในเดือน พ.ย.ปรับลดลง 0.3% จากเดือนก่อนหน้าและเป็นการปรับลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 สวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีตัวเลขการผลิตเครื่องจักรต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มปรับตัวดี ขึ้นในอนาคตเนื่องจากเครื่องจักรต่างๆ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างผลผลิตในอนาคต

- เจ้าหน้าที่ระดับสูงของซาอุดิอาระเบียออกมาปฏิเสธว่าซาอุฯ ไม่ได้ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาเพื่อต้องการหนุนราคาน้ำมันดิบ ตามที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่าระดับราคาน้ำมันดิบที่เหมาะสม ต้องอยู่เหนือ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่เป็นเพราะความต้องการที่ปรับลดน้อยลงตามฤดูกาล

 

- นักลงทุนยังลังเลที่จะลงทุนในตลาดน้ำมันรวมถึงตลาดหุ้นเนื่องจากถูกกดดันจาก ความกังวลเรื่องเพดานหนี้ในสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเป็นประเด็นกดดันตลาดในช่วงกลางเดือน ก.พ.โดยวานนี้ประธานาธิบดีโอบามาออกมาเรียกร้องให้พรรครีพับลิกันยอมขยาย เพดานหนี้ แต่ล่าสุดทางพรรครีพับลิกันยังคงมีจุดยืนให้โอมาบาแสดงแผนปรับลดรายจ่ายที่ เข้มข้นกว่านี้ถึงจะยอมพิจารณาเรื่องการขยายเพดานหนี้

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มมากขึ้นทั้งจากภายในภูมิภาคโดยเฉพาะเอเชียเหนือ รวมทั้งปริมาณนำเข้าที่มาจากสหรัฐฯ เนื่องจากอุปสงค์ที่ค่อนข้างต่ำเป็นปัจจัยกดดันราคา แม้ว่าจะมีปริมาณนำเข้าจากออสเตรเลียอย่างต่อเนื่องในช่วงหน้าร้อนสำหรับการ เดินทางท่องเที่ยวทางรถ

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบ ขณะที่ความต้องการภายในภูมิภาคค่อนข้างทรงตัว ล่าสุดฟิลิปปินส์ออกมานำเข้าน้ำมันดีเซลจำนวน 250,000 บาร์เรล

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าเทียบกับค่าเงินยูโรโดยไปแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 11 เดือนวานนี้หลังประธานธนาคารกลางยุโรปให้สัมภาษณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะยัง ไม่ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในตอนนี้ รวมทั้งมองว่าเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจของกลุ่มยุโรปดีขึ้นและมีแนว โน้มที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2013 นอกจากนี้มีสัญญาณว่าภาคธนาคารในสเปนกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางยุโรปลดน้อยลง ในเดือน ธ.ค.

 

+/- นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปรับ เพิ่มขึ้นมากวานนี้ จากข่าวที่โรงกลั่นน้ำมันหลายโรงในสหรัฐฯ จะทยอยปิดซ่อมบำรุงโดยเฉพาะในแถบมิดเวสต์และอ่าวเม็กซิโกหลังจากเลื่อนมา ตั้งแต่ปี 2012 อย่างไรก็ดีในระยะถัดไปการที่โรงกลั่นปิดซ่อมบำรุงหลายโรงน่าจะส่งผลด้านลบ ต่อความต้องการใช้น้ำมันดิบรวมถึงราคาน้ำมันดิบมากกว่า

 

ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ เบรนท์ 108 -115 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส 88 – 95 เหรียญฯ คืนนี้ติดตามยอดค้าปลีกและดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐฯ ผลสำรวจดัชนีภาคอุตสาหกรรมของรัฐนิวยอร์ค ดุลการค้ายูโรโซนและดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมนี

 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ / ผลประกอบการไตรมาส 4/55 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ได้แก่

วันอังคาร : ยอดค้าปลีกและดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐฯ ผลสำรวจดัชนีภาคอุตสาหกรรมของรัฐนิวยอร์ค ดุลการค้ายูโรโซนและดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมนี
วันพุธ : ดัชนีราคาผู้บริโภคและการผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซน /อีเบย์/โกลด์แมน แซคส์/เจพี มอร์แกน เชส
วันพฤหัส : ยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานและยอดการขอสร้างบ้านใหม่สหรัฐฯ ผลสำรวจดัชนีภาคอุตสาหกรรมของธนาคารกลางฟิลาเดลเฟีย  การผลิตภาคอุตสาหกรรมยอดค้าปลีกและจีดีพีไตรมาส 4 ของจีน รายงานภาวะเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป /อเมริกัน เอ็กซ์เพรส/แบงค์ อ๊อฟ อเมริกา/ซิตี้กรุ๊ป/อินเทล
วันศุกร์ : ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ(ม.มิชิแกน) /เจนเนอร์รัล อิเลคทริค มอร์แกน สแตนลีย์

 

- ติดตามผลการเจรจาครั้งใหม่ระหว่าง IAEA และอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ในวันที่ 16 ม.ค.56 อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางการอิหร่านมีท่าทีว่าจะไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ IAEA เข้าตรวจในบริเวณฐานทัพพาร์ชิน
- ติดตามรายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมันประจำเดือน ม.ค.ของ OPEC และ IEA ในวันที่ 16 และ 18 ม.ค. ตามลำดับว่าจะมีมุมมองอย่างไรต่อคาดการณ์ปริมาณผลิตและปริมาณความต้องการใช้ น้ำมันของโลกปี 56 หลัง EIA รายงานในสัปดาห์ที่แล้วคาดว่าอุปทานส่วนเพิ่มจะมากกว่าอุปสงค์ทำให้กลุ่มโอ เปคต้องพิจารณาลดกำลังผลิต
- จับตาผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ WTI จากการเปิดใช้ส่วนต่อขยายของท่อส่งน้ำมัน Seaway Pipeline ในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ที่จะทำให้กำลังการขนส่งรวมเพิ่มเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน จาก 150,000 บาร์เรลต่อวัน ในปัจจุบัน และจะทำให้การขนส่งน้ำมันออกจากจุดส่งมอบน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสบริเวณคุ ชชิ่ง โอกลาโฮมาไปยังโรงกลั่นในบริเวณรัฐเท็กซัสเพิ่มมากขึ้น
- นอกจากนี้ติดตามว่าโรงกลั่น Motiva ที่เท็กซัส สหรัฐฯ จะกลับมาดำเนินการผลิตของหน่วยกลั่นขนาดกำลังการผลิต 325,000 บาร์เรลต่อวันอีกครั้งเมื่อไรหลังความพยายามครั้งล่าสุดล้มเหลวเนื่องจาก เกิดการรั่วไหล

 

เงินตราต่างประเทศ

สำหรับในวันนี้ ตลาดจับตาการรายงานข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาจะเปิดเผยตัวเลขประมาณการณ์ครั้งที่ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวยมประชาชาติประจำไตรมาสที่ 3, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายประจำเดือนตุลาคม

สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินสกุลหลักอื่น ๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าเงินยูโรเปิด ตลาดที่ระดับ 1.2943/46 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดวานนี้ (28/11) ที่ระดับ 1.2923/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากตลาดคาดว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับธนาคารสเปน 4 แห่ง โดยธนาคารเหล่านี้จะได้รับเงิน 3.7 หมื่นล้านยูโร เพื่อใช้ในการเพิ่มทุน และเพื่อให้ธนาคารเหล่านี้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอความช่วเยหลือจาก รัฐในอนาคต ประกอบความหวังที่ว่าสหรัฐจะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตหนี้การคลังในครั้งนี้ได้ หนุนให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อยูโรอีกครั้ง แม้ว่าวานนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติของสเปนเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีกประจำ เดือนตุลาคมปรับตัวลงต่อเนื่อง 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากร่วงลง 11% ในเดือนกันยายนก็ตาม โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.2939-1.2988 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1.2980/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

 

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 30.73/75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ (28/11) ที่ระดับ 30.70/72 บาท/ดอลลาร์ ตามค่าเงินสกุลเงินหลักในภูมิภาคและราคาทองคำที่ร่วงลง หลังจากวานนี้นายแฮรรี่ รีด ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้กล่าวว่า การเจรจาเพื่อช่วยให้สหรัฐหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) นั้น แทบจะไม่มีความคืบหน้า ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่า สหรัฐฯจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะการปรับลดค่าใช้จ่ายและการขึ้นภาษีวงเงิน รวม 6 แสนล้านดอลลาร์ในต้นปีหน้าได้ เป็นเหตุให้นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงและเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัยถึง แม้ว่าวานนี้กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯจะเปิดเผยตัวเลขวยอดขายบ้านใหม่ปรับตัว ลงสู่ระดับ 368,000 ยูนิตในเดือนตุลาคม ซึ่งแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 387,000 ยูนิต อย่างไรก็ดี นายจอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกากลับแสดงความเห็นในเชิงบวกว่า พรรครีพับลิกันอาจบรรลุข้อตกลงกับทำเนียบขาวเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตการคลังใน ช่วงก่อนสิ้นปีนี้ได้ อีกทั้งประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าวว่า เขาหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงกับสภาคองเกรสในเรื่อง Fiscal cliff ก่อนคริสต์มาสนี้ ทำให้นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลในเรื่องดังกล่าวและกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง  โดยตลอดทั้งวันค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นและมีการ เคลื่อนไหวในกรอบอยู่ที่ 30.71-30.73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 30.70/72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนค่าเงินเยนนั้นเปิดตลาดที่ระดับ 82.16/18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดวานนี้ (28/11) ที่ระดับ 81.85/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักลงทุนอยู่ในระยะรอดูการดีเบตกันระหว่างผู้นำพรรครัฐบาลและพรรคฝ่าย ค้านของญี่ปุ่น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 82.02-82.21 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระเดับ 82.13/17 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +5.5/5.7 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +5.0/6.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ