เงินบาทอ่อนหนักน่าจับตามอง

ด้านการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (19/8) ที่ระดับ 97.43/44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวันศุกร์ (16/8) ที่ระดับ 97.41/43 เยน/ดอลลาร์ อย่างไรก็ดี หลังจากเปิดตลาดไม่นานค่าเงินเยนได้ปรับตัวอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่นได้ออกมาเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นมียอดขาดดุลการค้าในเดือนกรกฎรคมทั้งสิ้น 1.024 ล้านล้านเยน ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในอเชีย และหันกลับไปถือครองดอลลาร์หลังจากรับข่าวผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ โดยตลอดช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินเยนมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 97.0-99.13 เยน/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 98.83-98.85 เยน/ดอลลาร์

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้น ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (19/8) ที่ระดับ 31.30/32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/8) ที่ระดับ 31.28/30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องตลอดต้นสัปดาห์ ท่ามกลางปริมาณเงินทุนไหลออกของต่างชาติจำนวนมาก หลังจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาส 2/2556 ซึ่งประกาศในวันจันทร์ (19/8) ขยายตัวเพิ่ม 2.8% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 3.3% รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2556 ลง เหลือเติบโต 3.8-4.3% จากเดิมคาดไว้ในช่วง 4.2-5.2% ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่ตลาด รับข่าวผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐในรอบที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าต่อเนื่องจนกระทั่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี ที่ระดับ 32.12 บาท/ดอลลาร์ ในวันพฤหัสดบี (22/8) ก่อนที่จะกลับมาแข็งค่าอีกครั้งในวันศุกร์ (23/8) เนื่องจาก ธปท.ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะดูแลค่าเงินบาทหากมีการเคลื่อนไหวอ่อนค่าเร็วเกิน ไป รวมทั้งตลาดรับข่าวตัวเลข PMI ภาคการผลิตของจีนซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน ส่งผลให้มีเงินลงทุนไหลกลับเข้ามาในเอเชียบางส่วน ทั้งนี้ตลอดทั้งปลายสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบที่ระดับ 31.28-32.15 บาท/ดอลลาร์ ก่อนจะปิดตลาดในวันศุกร์ (23/8) ที่ 31.97/99 บาท/ดอลลาร์

นอกจากนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้มีการประกาศจำนวนผู้ขอสวัสดิการการ ว่างงานประจำสัปดาห์ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 13,000 ตำแหน่ง โดยอยู่ที่ระดับ 336,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 330,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าลงในวันศุกร์อีกครั้ง อย่างไรก็ดี แม้ว่าจำนวนผู้ว่างงานจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาคแรงงานสหรัฐกำลังฟื้นตัว ทั้งนี้นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนสิงหาคม ของสหรัฐที่จะมีการรายงานออกมาในวันที่ 6 กันยายน เพื่อตัดสินใจว่าตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นเพียงพอที่จะสนับสนุนการลดมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจลงหรือไม่ นอกจากนี้ตลาดยังรอผลการประชุมใหญ่ประจำปีที่แจ็คสัน โฮล รัฐไวโอมิ่งของสหรัฐที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคมนี้ โดยคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ต่อจากนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2557 ในขณะที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กำลังพิจารณาตัวเลือกดังกล่าว นอกจากนี้คาดว่าประเด็นที่ผู้เข้าร่วมประชุมจะหารือกันอย่างจริงจังก็คือแนว ทางและช่วงเวลาที่เฟดจะชะลอมาตรการซื้อพันธบัตรวงเงิน 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในวันจันทร์ (19/8) ที่ระดับ 1.3336/37 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/8) ที่ระดับ 1.3338/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เนื่องจากไม่มีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยูโรโซนในช่วงต้นสัปดาห์ อย่างไรก็ตามค่าเงินยูโรเริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในวันอังคาร (20/8) หลังจากที่ธนาคารกลางเยอรมนี หรือบุนเดสแบงก์ระบุในรายงานประจำเดือนว่า หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีความรุนแรงขึ้น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อาจมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง อย่างไรก็ดี ค่าเงินยูโรได้กลับมาอ่อนค่าอีกครั้งในวันพฤหัสบดี (22/8) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มลดปริมาณเงินในการเข้าซื้อ พันธบัตรในเร็ว ๆ นี้ ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเทียบกับทุกสกุล ก่อนจะกลับมาแข็งค่าหลังจากมีการประกาศดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคธุรกิจ ของเยอรมันในเดือนสิงหาคมออกมาดีเกินคาด โดยค่าดัชนีออกมาที่ระดับ 52 เพิ่มขึ้นจากระดับ 50.7 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม นอกจากนี้ กิจกรรมทางธุรกิจทั่วยูโรโซนในเดือนสิงหาคมยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่า ระดับคาดการณ์ของตลาด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 51.3 จากระดับ 50.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยตลอดสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.3297-1.3427 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนที่จะปิดตลาดในวันศุกร์ (23/8) ที่ระดับ 1.3349/51 ดอลลาร์/ยูโร

การแก้ปัญหาเงินบาทแข็ง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้แจงในคราวเดียวกันว่า ปัจจุบันหนี้ต่างประเทศของทั้งรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งในสถานการณ์บาทแข็งค่า กระทรวงการคลังก็ได้พยายามผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ชำระหนี้ให้เร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถคืนหนี้ได้เร็วทั้งหมด เนื่องจากติดสัญญาโดยเฉพาะสัญญาเงินกู้ระยะยาวมักจะชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ไม่ได้

“ปัจจุบันกระทรวงการคลังใช้โอกาสที่บาทแข็ง คืนหนี้ต่างประเทศให้เร็วขึ้น โดยเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ได้จ่ายคืนหนี้ไจก้าไป 13,000 ล้านบาท และมีแผนจะจ่ายคืนหนี้รัฐบาลในปีนี้ทั้งหมด 22,000 ล้านบาท ส่วนของรัฐวิสาหกิจก็ต้องไปจูงใจเขาต่อไป” นายเอกนิติกล่าว

ด้าน แหล่งข่าวจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2556 นี้คลังมีแผนชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ของรัฐวิสาหกิจกับเจ้าของแหล่งเงิน คือ องค์กรการเงินระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) เป็นวงเงินรวมกว่า 2.48 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 1.21 หมื่นล้านบาท

การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กว่า 3.78 พันล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กว่า 5.6 พันล้านบาท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) อีกกว่า 2.27 พันล้านบาท

ทั้งนี้ จะใช้วิธีกู้เงินบาทไปชำระหนี้เงินเยนดังกล่าว เพื่อปิดความเสี่ยงที่จะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยผ่อนคลายแรงกดดันสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าในขณะนี้ด้วย

 

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องความคืบหน้าการแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นการตอบคำถามของกรรมาธิการฯถึงเรื่องการใช้หนี้ต่างประเทศในเวลาที่ เงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นวิธีบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายวิธีหนึ่งว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ประสานกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และรัฐวิสาหกิจที่ต้องการชำระคืนหนี้ต่างประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการชำระหนี้ล่วงหน้าหรือชำระหนี้ตามกำหนด โดยหน่วยงานเหล่านี้จะแจ้งมาให้ ธปท.จัดซื้อดอลลาร์ให้อยู่เป็นระยะ ๆ

“แม้ ในเวลานี้จะยังไม่มีหนี้ก้อนใหญ่ที่มีการชำระ เนื่องจากบางหน่วยงานต้องรอหาเงินบาทมาแลกซื้อดอลลาร์ แต่เมื่อเขาหาเงินบาทมาได้แล้วก็จะแจ้งมาที่ ธปท.ให้จัดการซื้อดอลลาร์ให้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำอยู่เป็นระยะ ๆ และข้อมูลเหล่านี้เป็นที่ทราบกันอยู่ระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นอีกข้อมูลที่ใช้ในการบริหารจัดการเงินไหลเข้า-ไหลออก” นางจันทวรรณกล่าว

ทั้งนี้ การชำระหนี้ต่างประเทศเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำดอลลาร์เข้ามาและเป็นการ ปฏิบัติตามปกติ แต่การบริหารตลาดเงินให้มีความสมดุลระหว่างเงินบาทกับเงินดอลลาร์ยังจำเป็น ต้องอาศัยส่วนอื่น ๆ ประกอบด้วย อาทิ การกระตุ้นให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งนำเข้าสินค้าทุนและ วัตถุดิบ

 

นอก จากนี้ยังกล่าวด้วยว่า ล่าสุด ณ วันที่ 3 เม.ย. ทาง รฟม.ได้ชำระหนี้ล่วงหน้า (Pre-paymant) เงินกู้สกุลเยนไป 2 สัญญา วงเงินรวม 30,400 ล้านเยน หรือประมาณ 9,230 ล้านบาท

“การชำระคืนหนี้ต่าง ประเทศล่วงหน้านั้นมีการดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2556 หรือปลายปี 2555 โดยในส่วนหนี้ของรัฐบาลที่เป็นเงินกู้จากไจก้ามีการชำระล่วงหน้าไป 13 สัญญา วงเงินประมาณ 10,280 ล้านเยน ทำให้ประหยัดภาระดอกเบี้ยไปได้ 1,082 ล้านบาท ตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ย. 2555″ แหล่งข่าวกล่าว

ยิ่งลักษณ์สั่งฟื้นฟูค่าเงินบาท

นาย บุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปลัดกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่าได้มีการนัดประชุมภาคเอกชนในวันที่ 17 เมษายนนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร้องเรียนปัญหาและเสนอแนะแนวทางที่ต้องการให้ กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลช่วยเหลือ แต่อย่างไรก็ตามจะยังไม่หารือถึงการทบทวนเป้าหมายการส่งออกที่ตั้งไว้ 8-9% นอกจากนั้นจะมีการรายงานการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนของไทยกับประเทศใน อาเซียน ซึ่งพบว่าเงินสกุลอื่นของประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ก็แข็งค่าเหมือนกัน และภาวะการส่งออกก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้แตกต่างกัน แม้ในแง่มูลค่าอาจได้รับผลกระทบจากค่าบาทแข็ง แต่ในแง่ปริมาณยังไม่ได้รับผลกระทบ

น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค บริษัท ศูนย์กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมากกว่า 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แม้จะเป็นการแข็งค่าที่เร็วแต่ยังอยู่ในพื้นฐานที่สามารถอธิบายได้ ทั้งเรื่องของเงินทุนไหลเข้า หรือการทำมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของทางธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือเงินทุนที่ไหลเข้ามาชำระค่ากองทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของค่าเงินบาทยังไปในทิศทางที่แข็งค่าได้ต่อเนื่อง และโอกาสที่จะกลับขึ้นมาอยู่เหนือ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐอาจจะเป็นไปได้ยากขึ้น
ปัญหา การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องลงมาแตะระดับ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ กระทั่งมีการคาดกันว่าอาจแข็งไปถึงระดับ 25-26 ต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนว ทางรับมือ โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปหารูปแบบการช่วยเหลือ

โดย เมื่อวันที่ 11 เมษายน นายสมชัย สัจจพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้มีประเทศต่างๆ ใช้นโยบายการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ เพื่อดูแลเศรษฐกิจมากขึ้น หากไม่มีแหล่งลงทุนอื่นที่จูงใจให้เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นเข้าไปลงทุน เพื่อผลตอบแทนที่ดีได้ เงินเหล่านั้นย่อมไหลเข้ามาลงทุนในไทย หากไม่มีการปรับสมดุลระหว่างเงินไหลเข้าและออก เงินที่เข้ามาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ย่อมเกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจ อีกทั้งยังจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ

นาย สมชัยกล่าวว่า การที่ประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 25-26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ต้องขึ้นกับขนาดของเงินทุนที่ไหลเข้ามา รวมถึงระยะเวลาด้วย ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะไปถึงหรือไม่ เพราะยังมีสมมติฐานน้อยเกินไป อย่างไรก็ตาม เงินบาทก็อาจแข็งค่าไปถึง 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ แต่ต้องใช้เวลายาวนานกว่านี้มาก ขณะเดียวกันก็มีเครื่องมือทางการเงินจะชะลอการไหลเข้าของเงินทุนได้ ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมีช่องทางดำเนินการได้ เพราะขณะนี้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ใช่ประเด็นหลัก ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็ไม่ได้น่ากลัว ภาวะฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จึงไม่ใช่ข้อจำกัดในการผ่อนปรนนโยบายการเงินอีกต่อไป ขณะที่กระทรวงการคลังก็จะทำภายใต้ข้อจำกัดที่มีเช่นกัน

นายสมชัยยัง กล่าวถึงการร่วมประชุมกับนายกฯเมื่อวันที่ 10 เมษายน ว่า นายกฯได้สั่งการให้ สศค.ศึกษาแนวทางการตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Ventur Capital) เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ด้วยการฟื้นกองทุนรวมลงทุนที่มีในปัจจุบันหลายกองทุน แต่ยังทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ นำมาปรับปรุงใหม่ โดยจะเร่งศึกษาแนวทางการร่วมลงทุนของกองทุนว่าควรมีขนาดกองทุนจำนวนเท่าใด การร่วมลงทุนทั้งของรัฐและเอกชน การศึกษาดูแนวทางการช่วยเหลือผ่านกองทุนของต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป เพื่อเข้าไปช่วยเหลือการก่อตั้งกิจการ การหาแหล่งเงินทุน และขยายกิจการจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อช่วยเหลือให้ครบวงจร โดยจะเร่งศึกษาให้ได้ข้อสรุปหลังเทศกาลสงกรานต์ เพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้

“นายกฯ แสดงความเป็นห่วงแนวโน้มค่าเงินบาทต่อเนื่อง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ยืนยันต่อที่ประชุมว่ายังสามารถดูแลค่าเงินบาท โดยจะทยอยปรับมาตรการดูแลจากระดับปานกลางไปจนถึงระดับเข้มข้น แต่คงไม่ถึงขั้นการใช้มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าโดยใช้มาตรการภาษี เพื่อไม่ให้ตลาดตื่นตระหนกมากจนเกินไป และเป็นการดูแลความเชื่อมั่นของตลาด” นายสมชัยกล่าว

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในวันที่ 19 เมษายน กระทรวงพาณิชย์จะเปิดตัวโครงการเอสเอ็มอีโปรเอ็กทีฟ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังประสบปัญหาแบกรับต้นทุนไม่ไหวผลกระทบจากค่าบาทแข็ง และขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำ หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนงานและอนุมัติการใช้งบประมาณปีละ 100 ล้านบาทต่อเนื่อง 3 ปี เพื่อผลักดันเอสเอ็มอีให้แข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ

นางศรีรัตน์ กล่าวว่า ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนโดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้เข้าไปดูแลเพราะมีผลต่อ ราคาสินค้าที่สูงขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการเจรจาขายสินค้าล่วงหน้า ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็กำลังประสบปัญหากรณีประเทศนำเข้าเพิ่มมาตรการกีด ดันการนำเข้า และประเทศที่ 3 เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าของไทยกับประเทศต่างๆ

“ในช่วงนี้ยังมีโอกาสเห็น ค่าเงินบาทแกว่งตัวอ่อนค่ากว่า 29.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเล็กน้อย เพราะอยู่ในช่วงที่บริษัทจดทะเบียนจ่ายเงินปันผลทำให้มีแรงซื้อดอลลาร์เข้า มามากขึ้น” น.ส.กาญจนากล่าว

น.ส.กาญจนากล่าวว่า การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทนับว่าแข็งค่ากว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งค่าเงินบาทที่แตะระดับ 29.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เท่ากับแข็งค่าขึ้น 5.4% จากปลายปีก่อน นับว่าแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคหากเทียบกับค่าเงินริงกิตมาเลเซียแข็งค่า ขึ้น 0.8% ค่าเงินรูเปียอินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 1.1% ขณะที่ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าไปแล้ว 12.9% ค่าเงินวอนเกาหลีใต้อ่อนค่าไป 5.8%

นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์ราย หนึ่งเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในวันที่ 11 เมษายน 2556 เปิดตลาดที่ระดับ 29.00-29.04 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทรงตัวจากวันก่อนที่ปิดตลาดในระดับ 29.01-29.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอยู่ในกรอบแคบๆ แต่มีการอ่อนค่าลงมาบ้างจากแรงซื้อดอลลาร์ของผู้ลงทุนทองคำ ขณะเดียวกันเงินดอลลาร์เริ่มแข็งค่าขึ้นจากแรงหนุนของที่ประชุมธนาคารกลาง สหรัฐ (เฟด) ที่อาจลดปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรหรือลดการทำคิวอีลงในช่วงต่อไป โดยค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 29.03-29.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแนวโน้มยังแข็งค่าต่อไปอีก

ปลัดกระทรวงการคลังเตรียมดูแลค่าเงินบาท

ในขณะที่กระทรวงการคลังจะเข้าไปดูแลในลักษณะการไหลเวียนของเงินทุน เช่น กรณีที่รัฐวิสาหกิจที่จะมีการกู้เงินต่างประเทศก็จะมีการลดการกู้เงินต่าง ประเทศ รวมถึงการรีไฟแนนซ์เงินกู้ต่างประเทศก่อนกำหนด โดยอาศัยจังหวะเงินบาทแข็งค่า ซึ่งปีนี้มีรัฐวิสาหกิจที่จะต้องชำระค่านำเข้าสินค้าต่างประเทศ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ก็จะมีการเร่งรัดในเรื่องนี้ รวมทั้ง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และ พ.ร.บ.การบริหารจัดการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทก็จะเป็นการกู้ในประเทศเป็นหลัก ขณะเดียวกันการออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังจะเน้นให้ประชาชนเข้าถึง พันธบัตรให้มากขึ้นเพื่อเป็นการดึงเงินออมให้มากขึ้น

ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการประชุมร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่ง ธปท.ได้มีการเตรียมมาตรการต่าง ๆ ไว้เพื่อดูแลแล้วหากเงินบาทแข็งค่ามากกว่านี้ไปจนถึงระดับหนึ่ง

 

“ถ้าเงินบาทแข็งค่า ณ จุดใดจุดหนึ่ง ก็จะมีการดำเนินการตามมาตรการที่มี ซึ่ง ธปท.ได้มีการเตรียมการไว้แล้ว” ปลัดกระทรวงการคลังกล่าว

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากและรวดเร็วเกินไปในระยะนี้ มีสาเหตุจากธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศมาตราการผ่อนคลายทางการเงินเหนือความคาด หมายของตลาด ทำให้มีปริมาณเงินไหลเข้ามามาก โดยผู้ว่าการ ธปท.รายงานว่ามีเงินไหลจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรและเป็นเงิน ลงทุนระยะยาว แต่ยอมรับว่าหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่านี้ ธปท.ก็พร้อมจะใช้มาตรการตามกระบวนการของ ธปท.ในการเข้าดูแล

 

 

เศรษฐกิจยุโรปยังซบต่อเนื่อง

ด้านเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป เศรษฐกิจหดตัวลง 0.6% ซึ่งสูงที่สุดตั้งแต่เกิดปัญหาการเงินในยูโรโซนเมื่อปี 2009 เนื่องจากมูลค่าการค้ากับต่างชาติลดลง ขณะที่ฝรั่งเศสซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับสอง เติบโตลดลง 0.3% ทำให้รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศสเริ่มพิจารณาการปรับลดตัวเลขคาดการณ์เติบโตใน ปี 2013 ซึ่งคาดไว้ที่ 0.8%

 

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนจะเติบโตอีกครั้งในปี 2013 แต่ไม่มากนัก อันเป็นผลมาจากผลกระทบที่เกิดจากการหดตัวในครั้งนี้ ส่วนการหดตัวของเศรษฐกิจเยอรมนีนั้น จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการชะลอตัวในระยะยาว ขณะที่นายปิแอร์ มอสโกวิชี รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ทางการอาจต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจประจำปีนี้ ที่ตั้งไว้ที่ 0.8% เนื่องจากตัวเลขของปีที่ผ่านมาต่ำกว่าที่คาดไว้

เศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซน หรือกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรทั้ง 17 ชาติ หดตัวลง 0.6% ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว ซึ่งเลวร้ายกว่าที่คาดไว้ ซึ่งนับเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2009 และถือเป็นครั้งแรกที่ทั่วทั้งภูมิภาค เกิดภาวะถดถอยในทุกไตรมาส ในระหว่างปีปฎิทิน

 

ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2012 เศรษฐกิจยูโรโซนปรับตัวลดลง และปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ในไตรมาสที่ 2 แต่ปรับตัวลดลงอีก 0.1% ในไตรมาสที่ 3

 

ไตรมาสสุดท้ายของปี 2012 ประเทศที่มีปัญหาหนี้ท่วมอย่างกรีซ เศรษฐกิจหดตัวลงถึง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2011 ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)โปรตุเกสโตติดลบที่ 1.8%, สเปนติดลบ 0.7% และอิตาลีลบ 0.9%

 

 

ราคาทองวันนี้

ราคาทอง
กลยุทธ์การลงทุน ทาง วายแอลจีมีมุมมองว่า หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,682 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเมื่อ ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้าง สำหรับการทำกำไรให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านได้หรือไม่ ถ้าสามารถผ่านไปได้ให้แนะนำให้ถือต่อเพื่อไปขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไปบริเวณ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,658 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์

นักลงทุนลด ความเชื่อมั่นในทองคำลงหลังจากธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่าทางธนาคารได้ปรับลดการลงทุนในทองคำลงครึ่งหนึ่งและหันไปใช้พันธบัตร รัฐบาลสหรัฐที่ได้รับการ คุ้มครองจากภาวะเงินเฟ้อ (TIPS) เป็นเครื่องมือในการทำประกันความเสี่ยงจากภาวะ เงินเฟ้อแทน ประกอบกับ ราคาทองชะลอตัวหลังจากเผชิญกับแนวต้านที่ แข็งแกร่งระหว่างระดับ 1,695-1,697 ดอลลาร์ โดยราคาทองไม่สามารถพุ่งขึ้นเหนือ ระดับดังกล่าว และได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงิน อื่นๆขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรรายสัปดาห์ที่ลดลงและดัชนี ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นในภาคการผลิตของสหรัฐขยายตัวขึ้น  อย่างไรแล้วเมื่อราคาอ่อนตัวลงยังคงมีแรงช้อนซื้อเก็งกำไรระยะ สั้น ประกอบกับ รองประธานธนาคารกลางรัสเซียเปิดเผยว่า ธนาคารกลางรัสเซียจะยังคงซื้อทองคำต่อไป ขณะที่ธนาคารกำลังพิจารณาการกระจายทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศออกจาก สินทรัพย์ประเภท paper asset ที่มองว่ามีความเสี่ยง โดยธนาคารกลางรัสเซียมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก มีมูลค่า 5.30 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งแนวโน้มของราคาทองคำยังคงปรับตัวผันผวน อย่างไรก็ตาม แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์ทางฝั่งสหรัฐอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจในสหรัฐยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของ ราคาทองคำ ซึ่งวายแอลจีแนะนำให้ดูการสร้างฐานของราคาทองคำบริเวณแนวรับ 1,658 หรือ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถตั้งฐานได้อย่างแข็งแกร่ง ยังมีโอกาสเห็นการดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,682 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับ จะโดนแรงขายออกมาอีกครั้ง ประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,642 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ     1,658 (23,450บาท)  1,650 (23,340บาท)    1,642 (23,220บาท)
แนวต้าน   1,682 (23,790บาท)   1,690 (23,900บาท)    1,705(24,120บาท)

 

GOLD FUTURES (GFG13)
แนวรับ     1,658 (23,660บาท)   1,650 (23,540บาท)    1,642 (23,430บาท)
แนวต้าน   1,682 (24,000บาท)    1,690 (24,110บาท)   1,705(24,320บาท)

SILVER FUTURES (SVG13)
แนวรับ      31.45 (938บาท)    31.15 (930บาท)     30.85 (921บาท)
แนวต้าน    32.00 (955บาท)    32.40 (967บาท)     32.75 (978บาท)

สถานะการณ์ค่าเงินบาทวันนี้

กระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าหารือและติดตามสถานการณ์อัตราค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วที่ ทำเนียบรัฐบาล โดยขณะนี้อัตราค่าเงินบาทมีความผันผวนอยู่ระหว่าง 29.70-29.95 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งหามาตรการรับมือความผันผวนของค่าเงินบาทไม่ให้สูงขึ้นไปมากกว่านี้ เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทยที่ต้องประสบปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จะทำให้รายได้ส่งออกหายไปประมาณ 1-1.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ

 

โดยขณะนี้มีผู้ส่งออกได้รับผลกระทบแล้ว ทั้งจากปัจจัยตลาดคู่ค้าชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงจากการทุ่มตลาดของสินค้าบางประเภท ประกอบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 10 จากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ ทั้งนี้ ต้องจับตาว่าภายหลังการหารือแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีมาตรการดูแลผลกระทบให้กับผู้ส่งออกอย่างไร โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เช่น มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อลดส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยของไทยกับต่างประเทศ และชะลอการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ

ตลาดทองคำ 7 ธันวาคม 2555

ราคาทองกลยุทธ์การลงทุน ทาง วายแอลจีมีมุมมองว่า หากราคาทองคำขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณที่ 1,712 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1,722 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้าง หรือถ้าราคาสามารถผ่านไปได้ให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้แนะนำให้ถือ ต่อไป เพื่อไปขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไป และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมา ไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถเก็งกำไร โดยเน้นไปที่การลงทุนระยะสั้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,685 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,672 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งนักลงทุนควรตั้งจุดตัดขาดทุนเพื่อควบคุมความเสี่ยง

ตลาดวันที่ 7 ธันวาคม 2555 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,699.40 – 1,703.55 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่โกลด์ฟิวเจอร์ส GFZ12 อยู่ที่ 24,860 บาท โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 90 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 24,770 บาท ขณะที่ซิวเวอร์ฟิวเจอร์ SVZ12 อยู่ที่ 1,013 บาท โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 7 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 1,006 บาท

 

(หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 16.13 น.ของวันที่ 7/12/12)

 

แนวโน้มวันที่ 11 ธันวาคม 2555

 

ประธานธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจยูโรโซนว่าจะหดตัว 0.5% ในปีนี้ ส่วนในปี 2556 นั้น คาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวลง 0.3% ซึ่งเป็นการปรับลงจากก่อนหน้านี้ที่คาดไว้ แต่คาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งก็ในช่วงปลายปี 2556 และในปี 2557 เศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัวราว 0.2-2.2% ขณะที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของอีซีบีมีมติตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.75% อย่างไรก็ตาม อีซีบีไม่ได้ประกาศใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมในการประชุมครั้ง นี้ โดยมีเป้าหมายที่จะประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและรอดูโอกาสที่เหมาะสมก่อนที่จะ เดินหน้าโครงการซื้อพันธบัตรครั้งใหม่ ส่งผลให้สกุลเงินยูโรร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่การเคลื่อนไหวของราคาทองคำนั้นไม่ได้อิงกับเงินสกุลยูโรในช่วงเวลานี้ สังเกตุได้จากการทิศทางของราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นหลังจานักลงทุนเข้ามา ช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากราคาทองคำอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับโดยค่าเงินสกุลเงินยูโรปที่ปรับตัวลง ซึ่งกระแสข่าวและปัจจัยพื้นฐานที่เข้ามาชี้นำราคาทองคำในช่วงนี้จะลดความ สำคัญลง ส่งผลให้ทิศทางของราคาทองคำยังคงมีความผันผวนและยากต่อการคาดการณ์ เบื้องต้นวายแอลจีแนะนำให้นักลงทุนเน้นการลงทุนระยะสั้นเช่นเดิม โดยคาดว่าราคาทองคำพยายามรักษาระดับไว้ น่าจะพอทำให้ในระยะสั้นนี้ราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบ แนะนำนักลงทุนหาจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาขึ้นมาทดสอบแนวต้านที่ 1,712 หรือ 1,722 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้าราคาไม่ผ่านแนวต้าน นักลงทุนอาจต้องระวังแรงขาย โดยหากราคามีการย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,685 หรือ 1,672 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็เป็นจุดที่เข้าซื้อเก็งกำไรอีกครั้ง

 

ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ     1,685 (24,470บาท)   1,672 (24,280บาท)   1,660 (24,110บาท)
แนวต้าน   1,712 (24,870บาท)   1,722 (25,010บาท)   1,735 (25,200บาท)

GOLD FUTURES (GFZ12)
แนวรับ     1,685 (24,650บาท)    1,672 (24,460บาท)    1,660 (24,280บาท)
แนวต้าน   1,712 (25,050บาท)    1,722 (25,190บาท)    1,735 (25,380บาท)

SILVER FUTURES (SVZ12)
แนวรับ      32.50 (998บาท)      32.20 (989บาท)     31.80 (977บาท)
แนวต้าน    33.65 (1,034บาท)    34.05 (1,046บาท)   34.40 (1,057บาท)