เงินร้อนไหลเข้าไทย

 

ทั้งนี้ “สุธาศินี นิมิตกุล” ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและกำกับการแลกเปลี่ยนเงิน ธปท. ระบุว่า ธปท. ได้เสนอแผนเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อส่งเสริมการออกไปลงทุนต่างประเทศไปให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผ่อนเกณฑ์ให้ไปลงทุนต่างประเทศง่ายขึ้น อาทิ เปิดเสรีสำหรับวงเงินของบุคคลธรรมดาที่ออกไปลงทุนโดยตรง หรือไม่จำกัด จากเดิมกำหนด 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี การเปิดให้รับฝากเงินในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) แบบมีภาระผูกพันได้อย่างเสรี จากเดิมกรณีมีภาระผูกพัน นิติบุคคลมียอดคงค้างที่ 100 ดอลลาร์ และไม่มีภาระผูกพันที่ 5 แสนดอลลาร์

 

ยัง มีการเปิดให้มีการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Unwind Hedging) อย่างเสรี สำหรับธุรกรรมที่มี Underlying กรณีลงทุนโดยตรง และเงินกู้กิจการในเครือ จากเดิมอนุญาตแค่การทำ Unwind เฉพาะค่าสินค้าและบริการ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอการผ่อนคลายคุณสมบัติของธุรกิจและผู้รับอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อ ขายแลกเปลี่ยนเงินตรา (MC/MT) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ผู้ประกอบการ จากเดิมกำหนดรับซื้อเงินตราไม่จำกัด แต่ขายเงินตราได้ไม่เกิน 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง และสุดท้าย การอนุญาตถือเงินสดข้ามแดนประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น เป็น 2 ล้านบาทต่อคน จากเดิมที่กำหนดเพียง 5 แสนบาทต่อคนเท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี การออกมาตรการเหล่านี้ ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือจากฟากกระทรวงการคลังทั้งสิ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

 

ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ยังคงเป็น “หนังยาว” ที่ต้องติดตามว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลังจะเห็นพ้องต้องกันในการออกมาตรการใดมาดูแล ซึ่งในระหว่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ กระแสเงินทุนไหลเข้า (ฟันด์โฟลว์) ก็ยังคงเป็นปมปัญหาสำคัญที่รอการแก้ไข แม้ข่าวลือการออกมาตรการ “สกัดเงินร้อน” จะช่วยสกัด “นักเก็งกำไร” ได้ระดับหนึ่ง จนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจนใกล้ 30 บาทต่อดอลลาร์ จากที่เคยทำสถิติแข็งค่าสูงสุดที่ 28.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.แต่ด้วยความน่าสนใจของเศรษฐกิจภูมิภาคนี้ จึงมีการคาดการณ์กันว่า หากรัฐไม่มีมาตรการใดออกมา เงินบาทก็จะกลับมาแข็งค่ามากขึ้นอีก

 

เช่นเดียวกับ “เกาหลีใต้” ที่ใช้มาตรการเก็บภาษี (Levy) จากหนี้ต่างประเทศภาคธนาคาร โดยมีแนวคิดว่า “ยิ่งกู้สั้นยิ่งเสียภาษีมาก” ซึ่งเก็บแบบขั้นบันได คืออายุสัญญาไม่เกิน 1 ปี จะเก็บ 0.2% ของวงเงินกู้ อายุ 1.3 ปี เก็บ 0.1% อายุ 3-5 ปี เก็บ 0.05% และอายุ 5 ปี เก็บ 0.02% ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงินตราต่างประเทศที่มีอายุสัญญายาวขึ้นให้สอดคล้องกับการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward) ซึ่งมาตรการนี้ IMF วิเคราะห์ว่า มีผลไม่มากเพราะเก็บภาษีค่อนข้างต่ำ แต่การกู้ยืมเงินต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ลดลงอย่างชัดเจน และการกำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศต้องลงทะเบียนเพื่อลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ก็ช่วยให้สามารถติดตามพฤติกรรมการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ด้าน “อินเดีย” มีการออกมาตรการกำกับดูแลการลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติคล้ายกับเกาหลีใต้ แต่เข้มงวดกว่า คือกำหนดให้ต้องลงทะเบียนก่อนลงทุน พร้อมกำหนดโควตาเงินลงทุนต่างชาติสำหรับนักลงทุนสถาบันให้ลงทุนตราสารรัฐบาลได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และต่อมากำหนดให้ลงทุนได้ไม่เกิน 25 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงลงทุนในตราสารเอกชนได้ไม่เกิน 51 พันล้านดอลลาร์

แม้ว่า ณ เวลานี้ ธปท.จะส่งมาตรการไปถึงมือ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังแล้ว แต่ก็ดูเหมือนยังไม่เป็นที่ “ถูกใจ” ของขุนคลังนัก แต่ฟาก ธปท.เองก็พยายามหยิบยกมาตรการต่าง ๆ มานำเสนอ อย่างล่าสุด มีการออกรายงานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลดแรงกดดันอัตราแลกเปลี่ยน สกัดเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ (Capital Control) โดยเป็นการหยิบยกตัวอย่างจากต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.มองว่าเป็นมาตรการที่เคย “ใช้ได้ผลเป็นที่ยอมรับ” และไทยยังไม่เคยนำมาใช้

“มาตรการ Capital Control เพื่อสกัด “เงินร้อน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็น “ตลาดเกิดใหม่” มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีการหยิบยกมาตรการดังกล่าวออกมาพูด เพราะ IMF มองว่าเป็นมาตรการที่ได้ผล และเป็นทางเลือกหนึ่งของแต่ละประเทศในการดูแลเงินทุนไหลเข้าออกประเทศ โดยจะใช้มาตรการดังกล่าว ก็ต่อเมื่อนโยบายการเงินการคลังตามปกติ ไม่สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินได้”

ตัวอย่างแรก กรณีประเทศ “อินโดนีเซีย” ที่เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศอย่างหนักเมื่อปี 2552 จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีและดอกเบี้ยนโยบายที่สูงถึง 6.5% จึงจูงใจนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารกลางอย่างมาก และมีการเทขายทำกำไรเป็นระยะ ค่าเงินรูเปียห์จึงผันผวนมาก ในเดือน มิ.ย.2553 ทางการจึงประกาศใช้มาตรการกำหนดระยะเวลาการถือตราสารหนี้ขั้นต่ำ ให้ผู้ลงทุนต้องถือตราสารอย่างน้อย 1 เดือน จึงจะขายได้ (และต่อมาเพิ่มเป็น 6 เดือน)

 

สินเชื่อพุ่งจนน่าห่วง

 

ส่วนปัจจัยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย พบว่าในปี 2555 มีอัตราอยู่ที่ 2.3% ลดลงจากปี 2554 ที่มีเอ็นพีแอลอยู่ที่อัตรา 2.4% ขณะที่สถาบันการเงินมีการกลั่นกรองลูกค้าอย่างดี จึงยังไม่เห็นการกู้ยืมเงินเพื่อเก็งกำไร ปัจจัยสุดท้าย บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยังมีส่วนของทุนสูง สามารถรองรับปัญหาและสภาพคล่องได้ดีกว่า

 

นายชาติชายกล่าวเพิ่มเติมถึง หนี้เอ็นพีแอลของสินเชื่อประเภทอื่นว่า สินเชื่อรถมีเอ็นพีแอล 1.4% สินเชื่อบัตรเครดิตมีเอ็นพีแอล 1.9% และสินเชื่อส่วนบุคคลมีสัดส่วน 3%


“ปีที่แล้ว ยอดสินเชื่อบ้านเติบโตประมาณ 11% หรือประมาณ 2.26ล้านล้านบาท แต่ปีนี้ธนาคารคาดว่าตลาดรวมสินเชื่อบ้านจะโตลดลงอยู่ที่ 8.5% หรืออยู่ที่ประมาณ 2.45 ล้านล้านบาท ขณะที่ปีที่แล้วสินเชื่อบ้านโต 11% หรืออยู่ที่ 2.26 ล้านล้านบาท จากที่ธนาคารได้ประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด โดยภาพรวมพบว่ายังไม่มีสัญญาณฟองสบู่ที่ชัดเจน”

นายชาติชาย กล่าวว่า ธนาคารได้ประเมินสถานการณ์ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่พบปัญหาของด้านอุปทานที่อยู่อาศัยที่มีมากเกินความต้องการ ส่วนราคาขายที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาที่ดินในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีการปรับเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 10.5% ส่งผลให้ดีเวลอปเปอร์ซื้อที่ดินมาในราคาสูง

 

การปรับลดดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินทุน

 

ใน สถานการณ์เช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อการดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและการขยายตัว ทางเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง จำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งในเชิงนโยบาย และออกมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยปัจจุบันข้อถกเถียง

ระหว่างความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องของ การปรับลดดอกเบี้ย ได้กลายมาเป็นประเด็นที่สร้างความสับสนและลดความมั่นใจของนักลงทุนในตลาด ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (RP 1 Day)

จะสามารถช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนได้หรือไม่นั้น อาจแยกวิเคราะห์ได้เป็น 4 เหตุผลดังนี้

1.ดอกเบี้ยนโยบายของไทย ถือเป็นดอกเบี้ยระยะสั้นสำหรับการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินในระยะเวลา 1 วัน (RP 1 Day)

และสถิติที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแสดงให้เห็นว่า การปรับลด RP อาจจะทำให้ผลตอบแทน (Yield) ของตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัว

โดย สุชาติ ธนฐิติพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

เป็นที่ชัดเจนว่า กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยในขณะนี้ เป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่ามาตรการเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

โดยในส่วน ของประเทศสหรัฐ Fed พร้อมจะยกเลิกมาตรการดังกล่าวหากตัวเลขการจ้างงานรวมถึงดัชนีชี้วัดอื่น ๆ ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งนักลงทุนในตลาดรวมถึงนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2556-2557

ขณะที่มาตรการอัดฉีดของประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในเดือน เม.ย. 2556 มีกำหนดการที่จะสิ้นสุดลงในอีก 2 ปีข้างหน้า

ดัง นั้น หากภาวะพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แล้ว คาดว่าในช่วงระยะเวลาอย่างน้อยอีก 1 ปีนับจากนี้ไป ประเทศไทยจะยังต้องเผชิญกับสถานการณ์เงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการเข้ามาลงทุนทางตรง (FDI) และการเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (Portfolio Investment) ซึ่งจะมีผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลด ลงตามไปด้วย แต่ไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวลดลงด้วยเสมอไป (ลดลงในบางครั้ง) ขณะที่กระแสเงินที่เข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา เป็นการเข้าซื้อในพันธบัตรระยะยาวเป็นหลัก

การปรับลด RP อาจจะไม่ช่วยลดความน่าดึงดูดใจต่อการเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้มากเท่าที่ควร

2.อย่างไรก็ตาม หากการลด RP มีผลทำให้ Yield ของตราสารหนี้ระยะยาวปรับตัวลดลงตามไปด้วยแล้ว จะกลายเป็น

แรงกระตุ้นให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตราสารหนี้ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากราคาของตราสารหนี้ระยะยาวที่ถือครองอยู่

ใน ช่วงก่อนหน้านี้จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น (ถ้า Yield ปรับตัวลดลง) กำไรที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงสั้น ๆ อาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายและเกิดการไหลออกของเงินทุน และอาจนำไปสู่ความผันผวนของค่าเงินได้ในที่สุด

3.นอกจากนี้แล้ว RP ยังเป็นดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินในประเทศใช้อ้างอิงในการกำหนดดอกเบี้ยเงิน ฝาก-เงินกู้ การลด RP จะมีผลทำให้ผู้ฝากเงินนำเงินออกไปใช้จ่ายหรือไปลงทุนในช่องทางอื่น ๆ มากขึ้น

(เพราะฝากเงินแล้วได้ผลตอบแทนต่ำ) ขณะที่ผู้ต้องการเงินจะกู้ยืมมากขึ้น (เพราะต้นทุนของการกู้เงินถูกลง) ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างก็พึ่งพิงสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็น หลัก

4.ท้ายที่สุดแล้ว หากมีความจำเป็นต้องปรับลด RP จริง จะต้องปรับลดเท่าไรจึงจะช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เนื่องจากส่วนต่างของผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรไทย

เทียบ กับการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐและญี่ปุ่น มีค่าอยู่ในช่วงประมาณ 2-2.5% ขณะที่ RP ของไทยอยู่ที่ 2.75% การปรับลด RP เพียง 0.25-0.5% อาจไม่ช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้แล้วดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

การ ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนจึงเป็นประเด็นที่ต้อง พิจารณาถึงความเหมาะสมในแง่ของประสิทธิภาพ และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาอย่างถี่ถ้วน

สินเชื่อโตทะลุ สามหมื่นล้าน

 

ด้านนางสาวสุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจสินเชื่อบุคคล บมจ.บัตรกรุงไทย (เคทีซี) กล่าวว่า ต้นเดือน มิ.ย.นี้ เคทีซีก็มีแผนจะออกแคมเปญใหม่มาเพิ่มเติมสำหรับสินเชื่อวงเงินหมุนเวียน KTC Cash Revolve ซึ่งรับช่วงต่อกับแคมเปญ “เคลียร์หนี้ ซีซั่น 2″ ที่กำลังจะหมดลงในกลางเดือน พ.ค. ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่ประสบความสำเร็จมากตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกใน ปลายปีที่แล้ว และต้องขยายเป็นซีซั่น 2 ที่เพิ่มการจับรางวัลเคลียร์หนี้ให้เป็น 3 รอบ ตอบโจทย์ทั้งในแง่พฤติกรรมลูกค้าและคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น

นางสาวสุดาพร กล่าวถึงการขยายตลาดปีนี้ว่า เคทีซีตั้งเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 6% จากมูลค่าพอร์ตสินเชื่อประมาณ 1.34 หมื่นล้านบาท และเน้นขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 1 แสนราย จากปัจจุบัน 6.4 แสนราย เน้นลูกค้ากลุ่มระดับกลางขึ้นไป มีรายได้ประจำตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ซึ่งที่ผ่านมาก็พิจารณาสินเชื่อค่อนข้างเข้มงวด อัตราการอนุมัติประมาณ 35% เท่านั้น ส่วนลูกค้าเองก็จะเน้นใช้ในส่วนที่จำเป็น อัตราการเบิกใช้วงเงินประมาณ 50% ของวงเงินที่อนุมัติไป จึงถือว่าโดยรวมแล้วไม่ได้เสี่ยงมากนัก

บัตรกดเงินสดระอุ แบงก์ใหญ่อัดโฆษณา-แคมเปญ ปูพรมตลาดไตรมาส 2 เจาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน มีวงเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ตั้งเป้าโตกระฉูด ย้ำคัดเข้มคุณภาพลูกค้า คุมภาระหนี้-วงเงิน-เสริมโปรโมชั่นสร้างวินัยลูกค้า

นางสาวอารยา ภู่พานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารเพิ่งออกภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่เพื่อโปรโมตสินเชื่อบัตรกดเงินสด Speedy Cash เน้นขยายตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นที่ต้องการวงเงินสินเชื่อเผื่อความจำเป็นใช้ฉุกเฉิน เน้นกลุ่มที่มีรายได้ตั้งแต่ 15,000-30,000 บาท/เดือน ซึ่งสามารถอนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 1 วัน และโอนเงินวันถัดไป หรือออกบัตรกดเงินสดให้ลูกค้าได้ภายใน 3 วัน ตอบโจทย์การใช้งานได้รวดเร็ว

“สินเชื่อกลุ่มนี้เราทำตลาดมาพอสมควร ที่ผ่านมาใช้ช่องทางสาขาและเทเลมาร์เก็ตติ้งเป็นหลัก ซึ่งเราก็อยากได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัดที่ยังไม่ค่อยทราบว่าธนาคารมีสินเชื่อแบบไม่ต้องมีหลักประกัน ก็ต้องสร้างการรับรู้เพิ่มขึ้น รวมถึงมีแคมเปญดอกเบี้ย 0% ช่วง 2 เดือนแรกให้แก่ลูกค้าด้วย”

พร้อมกับยอมรับว่าการอนุมัติสินเชื่อนี้เข้มงวดพอสมควร โดยจะพิจารณาจากรายได้ ความสามารถและพฤติกรรมการชำระหนี้จากฐานข้อมูลของเครดิตบูโร ที่ผ่านมาอัตราการอนุมัติสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 30% เท่านั้น และคุมคุณภาพหนี้ด้วยการให้วงเงินที่เหมาะสม ไม่สูงเกินไป ทำให้เอ็นพีแอลอยู่ที่ประมาณ 2% จึงถือว่าดีมาก ส่วนโอกาสที่จะขยายสินเชื่อนี้ก็ยังมีค่อนข้างมาก เพราะพอร์ตยังเล็ก โดยตั้งเป้าหมายขยายฐานลูกค้าปีนี้ให้เป็น 9 แสนราย และพอร์ตสินเชื่อคงค้างน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เติบโต 30%

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ล่าสุดธนาคารเพิ่งออกแคมเปญพิเศษ “มีวินัย จ่ายคืนดี ลดดอกเบี้ยสูงสุด 12% ต่อปี” เพื่อมาขยายฐานลูกค้าใหม่ที่สมัครบัตรกดเงินสด K-Express Cash ซึ่งจะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยลงเดือนละ 1% ทุกเดือน เป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 12 รอบบัญชี หรือเท่ากับลดดอกเบี้ยลงไปสูงสุด 12% ต่อปีจากปกติ ทั้งนี้ ลูกค้าจะต้องมียอดคงค้าง ณ วันตัดรอบบัญชีไม่น้อยกว่า 50% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ และชำระตรงเวลาด้วย

“เราพยายามสนับสนุนในแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เป็นห่วงเรื่องภาระหนี้ครัวเรือน แคมเปญที่ออกมาก็พยายามส่งเสริมให้ลูกค้ามีวินัย และไม่กระตุ้นให้สร้างหนี้โดยไม่จำเป็น แต่เน้นเป็นวงเงินเผื่อฉุกเฉิน ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าราว 8 แสนราย มูลค่าพอร์ตสินเชื่อคงค้างประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท และธนาคารก็ยังมองว่าตลาดนี้มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยตั้งเป้าหมายขยายฐานสินเชื่อในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 47%” นายชาติชายกล่าว

 

หุ้นไทยเหวี่ยงตัวในช่วงแคบ

สำหรับแนวโน้ม ตลาดหุ้นไทยในการซื้อขายภาคบ่าย ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งตัวผันผวนในลักษณะผันผวนต่อเนื่อง เนื่องจากยังขาดปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุน โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ  รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆ ในต่างประเทศ ได้แก่ การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมี.ค.ของเยอรมนี และการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษซึ่งจะเริ่มประชุมในวันพรุ่งนี้ ให้แนวรับแรก 1,580 จุด แนวรับถัดไปที่  1,572 จุด และประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,596 จุด

โดย กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยเลือกหุ้นเข้าซื้อเก็งกำไรในช่วงดัชนีอ่อนตัวลงในหุ้นที่ผลการ ดำเนินงานยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ทั้งนี้ประเมินแนวรับแรกที่ 1,580 จุด แนวรับถัดไปที่  1,572 จุด และประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,596 จุด

ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน ทั้งในแดนบวกและลบเหตุขาดปัจจัยใหม่กระตุ้นการลงทุน ทำหุ้นบ่ายแกว่งผันผวนต่อ จับตาการเมืองในประเทศ ตัวเลขเศรษฐกิจในต่างประเทศ ผลประชุมแบงก์ชาติเมืองผู้ดีพรุ่งนี้ ให้แนวรับแรก 1,580 จุด แนวรับถัดไป  1,572 จุดแนวต้านแรกที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดที่ 1,596 จุด

นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส  กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 7 พฤษภาคม ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้ามีการเคลื่อนไหวผันผวนสลับกันทั้งในแดนนบ วกและลบ เนื่องตลาดดหุ้นยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆที่มีผลต่อการลงทุน ทั้งปัจจัยสนับสนุนการลงทุนและปัจจัยกดดันการลงทุน

 

หุ้นโดนแรงต้านไม่ผ่าน 1600 จุด

 

นายยศพณ แสงนิล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 2 พ.ค. ดัชนีปิดตลาดในแดนลบ หลังจากที่ปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุด 1,603.01 จุดจึงทำให้เกิดแรงขายทางจิตวิทยาออกมา กดดันให้ตลาดปรับตัวลดลง ประกอบกับนังลงทุนยังคงกังวลกับมาตรการที่อาจจะออกมาแทรกแซงค่าเงินบาท จึงทำให้การซื้อขายไม่สดใสนัก

 

“แนวต้านที่ระดับ 1,600 จุด ถือเป็นจุดที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งหากหลังจากนี้ถ้าตลาดจะปรับตัวขึ้นมาในระดับนี้อีก ก็ต้องยืนให้ได้ 3 วัน ถึงจะเรียกได้ว่าผ่านอย่างปลอดภัย” นายยศพณกล่าว

 

สำหรับการซื้อขายวันที่ 3 พ.ค.ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,575 จุด และแนวต้านที่ระดับ 1,595 จุด โดยแนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทนที่ต้านตลาดช่วงขาลงได้ เช่น บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) (DEMCO) บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG) บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (GUNKUL) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BGH) เป็นต้น

หุ้นไทยยังไปได้

 

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในการซื้อขายภาคบ่าย ประเมินว่าดัชนีจะยังเคลื่อนในกรอบแคบ ๆ โดยยังควมชัดเจนถึงผลการหารือร่วมของหน่วย 3 แห่ง ซึ่งหากมีการส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น แต่ยังคงมีสัญญาณว่าจะไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงคาดว่าตลาดหุ้นจะสามารถปรับตัว เพิ่มในระดับปกติจากปัจจัยหนุนต่างประเทศ เพราะตลาดหุ้นรับรู้ล่วงหน้าไปแล้ว

 

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว ประเมินแนวรับอยู่ที่ 1,573 จุด และแนวต้านที่ 1,580 จุด

นายณาศิส ประเสริฐสกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 26 เมษายน ภาพดัชนีดัชนีหวี่ยงตัวในกรอบแคบ ๆ ในแดนบวก เทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคที่บวกในอัตราที่มากกว่าจากความคาดหวังเชิงบวกถึง ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แต่ยังปัจจัยในประเทศซึ่งนักลงทุนยังรอจับตาผลการหารือร่วมกันในช่วงบ่ายของ หน่วยงาน 3 แห่ง ระหว่างรัฐบาล, กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงประเด็นการดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้

 

ติดตามกระแสหุ้น เตรียมขึ้นอีกระลอก

นาย ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า แม้สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนค่อนข้างมาก แต่มีแนวโน้มที่จะลดน้อยลง ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังมีทิศทางที่เติบโตขึ้นตามปัจจัยของกำไรบริษัทจด ทะเบียน (บจ.) เป็นหลัก โดยในปีที่ผ่านมา บจ.มีกำไรรวมกันทั้งหมดกว่า 7.2 แสนล้านบาท เติบโตกว่า 12-13% และในอนาคต 3 ปีจากนี้ การเติบโตของกำไรจะอยู่ที่อัตรา 15% ต่อปี

นายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีแกว่งตัวในแดนลบตลอดทั้งวัน และมีแรงเทขายทำกำไรมาเป็นระยะ ไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากดดันตลาด จะเป็นเพียงปัจจัยต่างประเทศเท่านั้นที่มากระทบบ้าง ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมสภาเรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งหากผ่านการพิจารณาจะสร้างความคึกคัก และอาจจะทำให้บริษัทหลักทรัพย์ต้องปรับประมาณการใหม่

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ในระยะยาวดัชนีหุ้นไทยยังสามารถเติบโตได้อีก การปรับฐานในครั้งที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 7-8% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น้อย ถ้าเทียบในอดีตที่ปรับฐานในระดับ 10-15% ในระยะยาวตลาดหุ้นจะปรับขึ้นโดยปัจจัยของกำไรบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก

หุ้นร่วงหนัก เงินสพัดกว่าแสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กฏเกณฑ์ในการบังคับขายหุ้นนั้น จะมีการบังคับในบัญชีเครดิตบาลานซ์ หากหลักทรัพย์ที่วางค้ำประกันบัญชีมีมูลค่าลดลงเกิน 50 % โบรกเกอร์จะบังคับขายหุ้นที่มีอยู่เพื่อให้ได้วงเงินค้าประกัน ที่ได้ตกลงไว้ ทั้งนี้ หากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลงเกิน 5 % เจ้าหน้าที่การตลาดหรือมาเก็ตติ้งจะติดต่อผู้เปิดบัญชีเพื่อแจ้งเตือน หากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลง 30 % เจ้าของบัญชีจะต้องนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันบัญชีเพิ่ม และหากเกิน 50 % บริษัทหลักทรัพย์จะบังคับขายหุ้นเพื่อเพิ่มหลักประกันของบัญชี

นายจรัมพร  โชติกเสถียร  กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)เปิดเผยว่า ดัชนีที่ปรับตัวลงแรงวันนี้ เป็นเรื่องปกติ หากเทียบเป็นระดับเปอร์เซ็น เพราะที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปสูงมากมาตั้งแต่ปีทีjแล้วมากกว่า 40 %  และไม่มีการเทขายของนักลงทุนต่างประเทศ เป็นนักลงทุนรายย่อยเท่านั้นที่ซื้อขายหุ้น
“หุ้นปรับตัวลดลง 4-5 %นั้นเป็นเรื่องปกติ  เพราะที่ผ่านมาหุ้นขึ้นไปกว่า 40 % จึงมีโอกาสปรับตัวลงได้  ทั้งที่ไม่มีปัจจัยใกระทบ และนักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้ขายหุ้นมาก ทำให้เห็นว่าการที่หุ้นลงในครั้งนี้เป็นคนไทยที่เล่นกันเองทั้งนั้น ในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว อย่างในวันที่ 4 กันยายน 2554  ดัชนีหุ้นก็เคยร่วงเป็น 100 จุด”
การที่หุ้นปรับตัวลดลงในครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้กับนัก ลงทุนที่ไม่ดูปัจจัยพื้นฐาน และสะท้อนให้เห็นว่าหุ้นมันจะไม่ขึ้นตลอดไป และมีโอกาสที่ปรับตัวลดลงได้ทุกเมื่อ ส่วนนักลงทุนที่เลือกซื้อหุ้นจากปัจจัยพื้นฐานจริงๆ การลดลงของราคาหุ้นนั้นอาจเป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้าซื้อหุ้นมากขึ้นก็ได้ และหากมองในแง่ดี อาจช่วยให้ผู้ที่ต้องการซื้อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(แอลทีเอฟ)เข้าซื้อใน จังหวะนี้

ในส่วนมาตรการของตลาดหลักทรัพย์ในการรับมือในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงใน ช่วงนี้นั้นยังไม่มีมาตรการอะไรออกมา ทั้งนี้หากดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงเกิน 5 % ตลท.จะต้องแจ้งให้กับ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และกระทรวงการคลัง ถึงสถานการณ์ที่หุ้นปรับตัวลดลง และหากหุ้นตกลงถึง 10 % ถึงจะมีการหยุดการซื้อขายชั่วคราว ส่วนเรื่องบังคับขายหุ้น(ฟอร์ซเซล) นั้นจากการพูดคุยกับบริษัทหลักทรัพย์ ยังไม่พบความผิดปกติในเรื่องดังกล่าวและยังไม่ห่วงในปัญหานี้  แต่ทั้งนี้ก็ทางตลท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ด้านนายประสาร  ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ในช่วงเช้าวันที่ 22 มีนาคม ว่าตลาดหุ้นซึ่งปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเงินทุนจากต่าง ประเทศแต่อย่างใด เนื่องจากดูจากการซื้อขายแล้วนักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ หมายความว่าผู้ที่ขายสุทธิน่าจะเป็นนักลงทุนไทยและจากตัวเลขเงินทุนเคลื่อน ย้ายเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ก็พบว่าเงินทุนจากต่างประเทศไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เท่าใดนัก ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตลาดพันธบัตร
“ภาวะของตลาดหุ้นในช่วง 2-3 วันนี้ ที่หลายฝ่ายมองว่านักลงทุนกังวล ถึงมาตรการของธปท. ที่มาดูแลค่าเงินบาทนั้นคงไม่ใช่ โดยมองว่าภาวะที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวของตลาดหุ้นที่ดัชนีพุ่งขึ้นมาเร็ว และแรง เป็นลักษณะการปรับฐานของตลาดหุ้น อย่างที่ได้มีเคยเตือนกันก่อนหน้าว่านักลงทุนก็ต้องระวังในหุ้นบางตัวที่มี ราคากระโดดมากผิดปกติและการที่หุ้นปรับลดลงก็เป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นใน ภูมิภาค” นายประสารกล่าวและว่า
อย่างไรก็ตามที่มีข่าวว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้หารือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึงการวางหลักประกันบัญชีเงินสดในการซื้อขายหุ้นเพิ่ม(มาร์จิ้น) จาก 15% เป็น 20%นั้น ไม่น่าจะมีนัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง
นายประสาร ได้กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทว่า ใน 2 เดือนที่ผ่านมาก็เห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างยืดหยุ่นก็ยังคงทำงานอยู่ เห็นได้จากเมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าไประดับหนึ่งก็ได้อ่อนค่าลง ซึ่งการที่ทางธปท. จะออกมาตรการอะไรหรือไม่นั้นก็ไม่อยากพูดถึงให้มากนัก
นางผ่องเพ็ญ  เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน กล่าวว่า ทางธปท.ก็ยังคงติดตามและจับตาดูสถานการณ์ของค่าเงินบาท รวมถึงภาวะเงินทุนไหลเข้าไหลออกอย่างใกล้ชิดและมีเครื่องมือที่ดูแลอยู่แล้ว ซึ่งการที่ทางธปท. จะดำเนินการอะไรนั้นคงไม่สามารถมาบอกล่วงหน้าหรือเปิดเผยได้
นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการอำนวยการ สายงานวิจัย บริษัท เอเชียพลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยยังปรับฐานต่อเนื่องจากก่อนหน้าตลาดมีความมั่นใจการลงทุนในหุ้น ค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อตลาดลงก็คงจะมีการบังคับขายตามเกณฑ์ออกมา เพราะที่ผ่านมาโบรกเกอร์ปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ค่อนข้างมาก ขณะที่ต่างชาติก็ยังคงเทขายอย่างต่อเนื่อง

 

 

ทั้งนี้การบังคับขายหุ้นต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้  เพราะก่อนหน้านักลงทุนมั่นใจมาก ก็ซื้อหุ้นตลอด วันนี้หุ้นตกลงแรง นักลงทุนต่างชาติยังขายต่อเนื่องเพราะซื้อมาเยอะ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเริ่มมีทิศทางการขายออกแล้ว หลังจากที่ซื้อเข้ามาเยอะมาก
ด้านนายอภิชาติ   ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดในวันนี้ปรับตัวลงแรงมาก  เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวนในหลายเรื่อง ทั้งในเรื่องของพรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่มีผู้ต่อต้านมากขึ้น และการเพิ่มการวางหลักประกันหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหุ้นเงินสดเป็น 20 % ทำบางกลุ่มต้องขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยงของตัวเองลง ในส่วนของการบังคับขายหลักทรัพย์นั้นมีก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มมากขึ้นค่อนข้างชัดเจน แต่ไม่สามารถระบุเป็นตัวเลลขได้ ทำให้นักลงทุนพากันขายหุ้นในช่วงนี้

 

 

 

ไทยพาณิชย์ ขยายการลงทุนใน ตปท.

 

 

ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปได้ออกมาตรการ OMT (Outright Monetary Transaction) โดยเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศที่ประสบปัญหาแบบไม่จำกัด ตลอดจนรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายให้ เงินเยนอ่อนค่า และพยายามให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่ระดับเป้าหมาย อีกทั้งอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ระดับต่ำมาก ในขณะที่มูลค่าพื้นฐาน Forward P/E ของตลาดหุ้นทั่วโลกยังน่าสนใจ ยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้นักลงทุนหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น

การกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากมองภาพรวมการลงทุน ในปี 2556 น่าจะเป็นปีที่ดีมากสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น สภาพคล่องทั่วโลกอยู่ในระดับสูง จากการดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของ ธนาคารกลางต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ประกาศมาตรการ QE (Quantitative Easing) เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มวงเงินเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล และ Mortgage-backed securities รวมกันกว่าเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล อิควิตี้ มีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ กองทุน VERITAS GLOBAL FOCUS ชนิดหน่วยลงทุน “A Share Class” ซึ่งลงทุนด้วยสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ และเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) อยู่ภายใต้ UCITS (มาตรฐานเพื่อการซื้อขายกองทุนข้ามประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป : Undertaking for Collective Investments in Transferable Securities) ซึ่งบริหารจัดการโดย Veritas Asset Management มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทคุณภาพชั้นนำที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาด หลักทรัพย์ทั่วโลก และมีรูปแบบการบริหารจัดการการลงทุนแบบเน้นวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้น รายตัว (Value style) เพื่อผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ซึ่งหุ้นแบบ Value มักให้ผลตอบแทนที่ดีภายใต้วัฏจักรเศรษฐกิจที่พ้นจากสภาวะถดถอยเริ่มฟื้นตัว คล้ายกับสภาพตลาดในปัจจุบัน

ทั้งนี้กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล อิควิตี้ จะลงทุนในกองทุนดังกล่าวเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนจะลงทุนหรือมีไว้ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินในสกุล เงินต่างประเทศที่กองทุนถืออยู่เทียบกับสกุลเงินบาท ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนในต่างประเทศ