นักวิเคราะห์หลักทรัพย์เผยตัวเลขดัชนี

สำหรับ ด้านตลาดหุ้น นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยถึง ผลสำรวจความเห็นแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ของนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ รวม 17 แห่ง ครั้งที่ 1/56 ว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯในปีนี้อยู่ที่เฉลี่ย 1,704 จุด สูงสุดนับจากวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยมีนักวิเคราะห์ให้ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ระดับ 1,850 จุด และสิ้นปีนี้จะอยู่ที่เฉลี่ย 1,625 จุด

โดยปัจจัยบวกที่หนุนการลงทุน ได้แก่ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาท, การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 20% จากปัจจัยการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่งและการลงทุนภาคเอกชนและรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับการปรับการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขึ้นมาอยู่ที่ 4.9% พร้อมทั้งคาดปีนี้นักลงทุนต่างชาติจะซื้อสุทธิต่อเนื่องเฉลี่ย 2.7 หมื่นล้านบาท เป็นผลจากธนาคารกลางหลายประเทศอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินทั่วโลก

ปัจจัย เสี่ยงต่อการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หากดัชนีปรับขึ้น 1,700 จุด ค่าพี/อีของตลาดหุ้นปรับขึ้น 16 เท่า, ความเสี่ยงวิกฤตยูโรโซน และการเมืองไทย อาทิ ประเด็น พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทที่อาจล่าช้าหรือการตรวจสอบนายกรัฐมนตรี

นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 1/56 มูลค่าการซื้อขาย (วอลุ่ม) ตราสารหนี้ในตลาดรองอยู่ที่ 6.02 ล้านล้านบาท โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ยังเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น พันธบัตร ธปท. แต่มีนักลงทุนสนใจซื้อขายตราสารหนี้ (บอนด์) ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามคาดการณ์ของตลาดที่มองทิศทางอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศมีโอกาสปรับตัวลดลง ส่งผลให้มูลค่าซื้อขายตราสารหนี้ระยะยาวในตลาดรองมีมูลค่าวันละ 34,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนยอดถือครองตราสารหนี้รวมอยู่ที่ 8.64 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากสิ้นปีก่อน

ขณะที่การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไตรมาสแรกนี้ ยังมียอดซื้อสุทธิกว่า 2.81 แสนล้านบาท และ ณ สิ้น มี.ค.นี้ มียอดถือครองตราสารหนี้อยู่ที่กว่า 8.5 แสนล้านบาท เติบโต 20% จากสิ้นปีก่อนหน้าโดยการถือครองตราสารหนี้โดยต่างชาติ 73% เป็นตราสารหนี้ระยะยาว ส่วนความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ยังอยู่ในกรอบแคบ

“แนวโน้ม 3 ไตรมาสที่เหลือ น่าจะมีหุ้นกู้ใหม่ออก 3 แสนล้านบาท ถ้าไม่มี QE3 เงินต่างชาติยังไหลเข้ามาเรื่อยๆ และถ้าดอกเบี้ยคงที่ จะหนุนออกหุ้นกู้เพิ่มได้อีก 1-1.2 แสนล้านบาท”นายนิวัฒน์ กล่าว

ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ลดลง ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม 3 เม.ย.นี้ และยังมีแนวโน้มที่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยในระยะต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศจะร้อนแรงเพิ่มขึ้น

สำหรับคำแนะนำลงทุนหุ้นหรือกองทุนหุ้น ควรลดสัดส่วนเหลือ 40% ของมูลค่าพอร์ตลงทุน และเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นหรือกองหุ้นในต่างประเทศเป็น 12% โดยรอจังหวะตลาดปรับฐานลงและเลือกหุ้นพื้นฐานดีและมีผลตอบแทนเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ โดยกลุ่มหุ้นที่มีกำไรเติบโตดี 3 อันดับแรก คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เติบโตเฉลี่ย 37.41%, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์โตเฉลี่ย 33.42% และ 3.กลุ่มธนาคารพาณิชย์โต 24.84%

กองทุนประกาศปันผล

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านทรัพย์สิน และประธานกรรมการ ในคณะกรรมการลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้แถลงผลการดำเนินงานสำหรับปี 2555 ของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้มีมติเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2556 อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 ปี (1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2555) ในอัตราร้อยละ 6.0 สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนประเภท ก. หรือนักลงทุนทั่วไป และนักลงทุนประเภท ข. ในอัตราร้อยละ 3.0 หรือเท่ากับ 0.30 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะทำการจ่ายสำหรับงวดครึ่งปีหลังสำหรับนักลงทุนประเภท ก ในอัตราร้อยละ 3.0 หรือ 0.30 บาทต่อหน่วย และสำหรับนักลงทุนประเภท ข ในอัตราร้อยละ 3.0 หรือเท่ากับ 0.30 บาทต่อหน่วย เนื่องจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิจากการดำเนินงานในปี 2555 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2554 เท่ากับ 16,790.77 ล้านบาท เทียบกับในปี 2554 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 9,336.95 ล้านบาท โดยกองทุนได้รับผลบวกจากสภาวะตลาดตราสารทุน ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย SET Index งวดปี 2555 ปรับเพิ่มขึ้น 35.76% เนื่องจากได้รับผลดีจากการไหลเข้าของเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติ อันเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีอัตราการเติบโตที่ดี อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำทั่วโลก และสภาพคล่องในตลาดที่มีอยู่สูง ในการนี้ การจ่ายเงินปันผลของกองทุนในอัตราร้อยละ 6.0 สำหรับนักลงทุนประเภท ก เป็นผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ที่ประมาณร้อยละ 2.92 และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี (เฉลี่ย 4 ธนาคาร) ที่ประมาณร้อยละ 2.43

โดยตลาดหลักทรัพย์จะประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ จะทำการปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 และผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับเงินปันผลในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556

กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีขนาดมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ 28 ธันวาคม 2555 เท่ากับ 180,367.01 ล้านบาท และมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยลงทุนของนักลงทุนประเภท ก (นักลงทุนทั่วไป) เท่ากับ 11.0240 บาท กองทุนเป็นกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นซึ่งมีนโยบายการลงทุน ทั้งในตราสารแห่งทุนและตราสารแห่งหนี้ โดยปัจจุบันลงทุนในตราสารแห่งทุนประมาณ 85% และ ตราสารแห่งหนี้ประมาณ 15%