แนวคิดการบริหารที่ได้จากหนัง

ซื้อ สินค้าเหล่านี้ ช่วยให้ ไอทีวี สตูดิโอ เพิ่มรายได้ โดย 20% ถึง £ 857m ไอทีวี กล่าวว่า ถึงแม้ว่า บางส่วนของ การเจริญเติบโต ที่ ไม่ได้เกิดจาก การเข้าซื้อกิจการ . ส่วนที่ ตัดค่าใช้จ่าย ของการวางแผนการ ตอบสนอง จะถูกตั้งค่า เพื่อดำเนินการต่อ แม้ว่า อัตราที่ชะลอลง กับอีก ตัด ของ £ 10m ดินสอ ใน ปี 2014 หลังจากที่ £ 28m ใน ปีที่ผ่านมา ลด

แต่ การประกาศจ่ายเงินปันผล พิเศษ £ 161mสั้นลง ของความคาดหวัง ของตลาดที่ ก่อให้เกิดการ ขายหุ้น ไอทีวี ที่จะเลื่อน 3.5 % ถึง 199P มี นักวิเคราะห์บางคน คาดหวังว่า การจ่ายเงิน ไม่น้อยกว่า 200 ปอนด์

คี ธ โบว์แมน ที่ stockbrokers Lansdown ฮาร์กรีฟ กล่าวว่า การวางแผน การเปลี่ยนแปลง Crozier เป็น ” อย่างชัดเจน บาน ” . แต่เขา เตือนว่า ไอทีวี ต้องเผชิญกับ แรงกดดัน อย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับ รายได้ ด้วยการ ขายโฆษณา มีแนวโน้มที่จะ เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ ความผันผวนของ ความต้องการ ช่อง สำหรับกิจกรรมที่ บริษัท ทีวีอยู่ กับผู้ชม รับประกัน

Crozier กล่าวว่า ไอทีวี ซึ่งเป็น ออกอากาศ ในปีนี้ การแข่งขันฟุตบอลโลก จากบราซิล จะ ” สนใจ ” ใน สิทธิของ การเล่นกีฬา ในอนาคต แม้จะมี การสูญเสียแฟรนไชส์ ที่ออกอากาศ เปียนส์ลีก ที่จะ BT

ผู้ บริหารระดับสูง ของอดัม Crozier ยกย่อง “ก้าวสำคัญ ” สำหรับการ ไอทีวี ซึ่งได้ พยายามที่จะ หา เท้าของมัน เพราะมัน ถูกสร้างขึ้นโดย การควบรวมกิจการ ของเครือข่าย วืด กรานาดา และ คาร์ลตัน ในปี 2004 . Crozier ที่ถูก เผ่าพันธุ์ จากรอยัลเมล์ ในปี 2010 ที่จะ ช่วยเหลือ ธุรกิจ กล่าวว่า ” ทุกส่วนของ ธุรกิจที่ มีความก้าวหน้า เป็นอย่างดี ในขณะที่เรา ยังคง ปรับสมดุล ไอทีวี . ”

เพิ่มขึ้นสูงชัน ในผลกำไร คาดการณ์ เอาชนะ ซิตี้ ยืนยันว่า ไอทีวี ได้ หนีปัญหา รุมเร้า ของ ทิ้ง รายได้โฆษณา และตราสารหนี้ มหาศาลที่ เผชิญหน้า Crozier เมื่อ ครั้งแรกที่เขา มาถึง

ภายใต้การนำ ของเขา ไอทีวี ได้ กลับ ลดลง ในการเขียนโปรแกรม ในประเทศ ด้วยการชนะ ผู้ชมและ ผู้โฆษณาที่มี ตลาดมวล รวมทั้ง ฮิต เต้นรำบนน้ำแข็ง และฉัน เป็นผู้มีชื่อเสียง พาฉันออกไป จาก ที่นี่

ในขณะเดียวกัน ทอน วัด และ Broadchurch มีการเรียกคืน ชื่อเสียงของ ละคร ที่ได้รับการ บดบังด้วย ความสำเร็จของ รูปแบบ ความบันเทิง เช่นปัจจัยและฉัน เป็นผู้มีชื่อเสียง

Crozier กล่าวว่า ไอทีวี ออกอากาศ ช่องทาง มีความสุข ปีที่ดีที่สุด ของพวกเขา ในการดู ในขณะที่ ช่อง ไอทีวี หลัก ได้เห็น Emmerdale แข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ชม กับบีบีซี อีสท์

กลยุทธ์ ของรูปแบบ การส่งออกยัง มีการจ่ายเงิน ออกไป กับนาย ซุปเปอร์มาร์เก็ต มาร์เปิ้ล และ นรกครัว สหรัฐอเมริกา ขายไปกว่า 150 ประเทศ ในขณะที่ แปด ของรูปแบบ ที่ได้รับการ ขายให้กับ หลายประเทศ รวมทั้ง ฉัน เป็นผู้มีชื่อเสียง และ เต้นรำบนน้ำแข็ง . เกือบ 60% ของ เนื้อหาที่ ไอทีวี จะทำโดย ไอทีวี สตูดิโอ

Crozier ตัดออก ประมูล ช่อง 5ว่า ข้อเสนอที่จะ ดึงดูด การพิจารณากฎระเบียบ ที่ได้รับ พลังงานรวม ของทั้งสอง ช่องทางในการ ตลาดการโฆษณา. การเสนอราคา รอบแรก สำหรับ ช่อง 5 ซึ่งเป็นเจ้าของโดย วันด่วน เจ้าของ ริชาร์ด เดสมอนด์ เป็น เนื่องจาก ในวันพฤหัสบดี กับ BSkyB และเราตาม การค้นพบ การสื่อสาร คาดว่าจะทำให้การเสนอราคา ร่วมกัน

แต่ Crozier กล่าวว่า ไอทีวี จะยังคง มองไปที่ การเข้าซื้อกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสหรัฐอเมริกาและ สหราชอาณาจักร . ไอทีวี เป็น ปี กว่าสาม และครึ่ง เป็น แผนฟื้นฟู ห้าปี ซึ่งรวมถึง การตัด ค่าใช้จ่ายและ ซื้อ บริษัท ผลิต เป็น มันพยายาม เพื่อป้องกัน ธุรกิจ จากตลาด ที่ทวีความรุนแรง ในการโฆษณา ฟรี เพื่อ อากาศ

ใน การซื้อ ความสนุกสนาน 12 เดือน , ไอทีวี สตูดิโอ ที่ได้มา สี่ บริษัท ผลิต . จะ ได้ซื้อการ์เด้น และบิ๊ก คุย ใน สหราชอาณาจักร ในข้อเสนอที่ มุ่งเป้าไปที่ การส่งเสริม ความบันเทิงและ ตลก รูปแบบ ของ จริง เช่นเดียวกับที่ Thinkfactory สื่อ และ เที่ยง บันเทิง ในสหรัฐอเมริกา .

หุ้นดิ่งอาทิตย์เดียวกว่าร้อยจุด

สำหรับแนว โน้มตลาดหุ้นในภาคบ่าย ประเมินว่า ยังมีโอกาสปรับตัวได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยเดิมในช่วงเช้า โดยปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือการเคลื่อนชุมนุมทางการเมืองซึ่งในวันนี้ผู้ชุมนุมจะมีการยกระดับการ ชุมนุมขึ้นโดยเคลื่อนไหวไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญซึ่งหากมีความรุนแรงอาจเป็น ปัจจัยกดดันการลงทุน

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อเป็นหุ้นรายตัว ได้แก่พลังงาน คือ PTTEP กลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ BAY อสังหาริมทรัพย์ คือ QH,SENA และ มีเดียคือ BEC ประเมินแนวรับที่ 1,600 จุด แนวต้านที่ 1,620 และแนวต้านถัดไปที่ 1,630 จุด

 

ตลาดหุ้นไทยแรงดีไม่ตกได้แรงหนุนหุ้นต่างประเทศนำนำร่อง หลังนักลงทุนมั่นใจหลังตัวเลขศก.ตปท.ออกมาดีกว่าคาด ส่งหุ้นบ่ายบวกได้ต่อสั่งจับตาการชุมนุมการเมืองในประเทศหลังยกระดับเคลื่อนไหวกดดันศาล รธน. ให้แนวรับ 1,600 จุด แนวต้าน1,620 จุด แนวต้านถัดไป 1,630 จุด

นางสาวธัญญา สุทวีปราโมชานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 8 พฤษภาคม ดัชนีปรับตัวเพิ่มได้ดีสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ที่เคลื่อนในแดนบวก เนื่องจานักลงทุนมีความมั่นใจการลงทุนมากขึ้น หลังการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างประเทศออกมูดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ประกอบด้วยสหรัฐฯ ที่ประกาศตัวเลขจ้างเติบโตขึ้นมีตัวเลขว่างงานต่ำสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่เยอรมันมีตัวเลขยอดคำสั่งซื้อสินค้าภาคอุตสาหกกรรมขยายตัวดี และจีนยังมียอดการส่งอออกปละนำเข้าที่เติบโตดี

 

หุ้นไทยยังไปได้

 

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในการซื้อขายภาคบ่าย ประเมินว่าดัชนีจะยังเคลื่อนในกรอบแคบ ๆ โดยยังควมชัดเจนถึงผลการหารือร่วมของหน่วย 3 แห่ง ซึ่งหากมีการส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น แต่ยังคงมีสัญญาณว่าจะไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงคาดว่าตลาดหุ้นจะสามารถปรับตัว เพิ่มในระดับปกติจากปัจจัยหนุนต่างประเทศ เพราะตลาดหุ้นรับรู้ล่วงหน้าไปแล้ว

 

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว ประเมินแนวรับอยู่ที่ 1,573 จุด และแนวต้านที่ 1,580 จุด

นายณาศิส ประเสริฐสกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 26 เมษายน ภาพดัชนีดัชนีหวี่ยงตัวในกรอบแคบ ๆ ในแดนบวก เทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคที่บวกในอัตราที่มากกว่าจากความคาดหวังเชิงบวกถึง ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แต่ยังปัจจัยในประเทศซึ่งนักลงทุนยังรอจับตาผลการหารือร่วมกันในช่วงบ่ายของ หน่วยงาน 3 แห่ง ระหว่างรัฐบาล, กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงประเด็นการดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้

 

ตลาดหุ้นไทนเริ่มปรับพื้นหลัง วิตกการกู้เงิน

นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธการลงทุน บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่  29  มีนาคม ดัชนี สามารถรีบาวน์ปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้วานนี้จะมีแรงเทขายทำกำไรออกมากดดันดัชนี เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลจากปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปและประเด็นการอภิ ปรายพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทที่มีความคืบหน้าในเชิงบวก

สำหรับ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า (1-5 เม.ย.) ประเมินว่าดัชนีจะมีแนวโน้มการขยับขึ้นที่จำกัดลง หลังจากที่ได้มีการรีบาวน์ปรับขึ้นต่อเนื่องประมาณ 80 จุด โดยประเมินว่ากรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์จะมีแนวรับอยู่ที่ 1,550 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,580 จุด  ด้านปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนในสัปดาห์หน้าคือการประชุมของคณะกรรมการ นโยบายการเงิน(กนง.) และการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเลือกซื้อหุ้นรายตัวในหุ้นที่มีโอกาสปรับขึ้นได้แก่ BTS,BGH และหุ้นที่จ่ายปันผลดี คือ ADVANC,INTUCH

ตลาดหุ้นไทยรีบาวน์ต่อเนื่องจากต้นสัปดาห์เหตุนักลงทุนคลายกังวลวิกฤตหนี้ ยุโรป ผนวกอภิปรายพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทเห็นแววสดใส หุ้นสัปดาห์บวกได้จำกัดลงหลังรีบาวน์ต่อเนื่อง 80 จุด ให้แนวรับอ 1,550 จุด แนวต้าน 1,580 จุด

แนะนำหุ้นเด็ด ประจำวันที่ 19/02/13

- อีกหุ้นร้อน บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) พบว่าในช่วง 1 เดือน ราคาพุ่งขึ้นจาก 12.50 บาท ไปปิดที่ 15.60 บาท หรือ 24.8% มีการปรับตัวขึ้นที่ค่อนข้างน่าสนใจตามคาดการณ์ผลประกอบการที่มีแนวโน้มจะ ออกมาดี โดยบทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัสได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 16.50 บาท จาก 12.90 บาท เนื่องจากมีการปรับประมาณการกำไรปีนี้ขึ้นอีก 8% สะท้อนยอดขายมือถือ สมาร์ทโฟนที่ดีกว่าคาดการณ์ สำหรับกำไรในไตรมาส 4/55 คาดว่าจะลดลง 18% เมื่อเทียบไตรมาส 3/55 แต่เพิ่มขึ้น 56% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขึ้นมามีกำไรเป็น 233 ล้านบาท

หุ้นร้อนแรงในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา วิ่งปรู๊ดปร๊าดกันหลายตัว แม้แต่น้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเทรดวันแรกเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 56 บมจ.พรีเมียร์ โพรดักส์ (PPP) พุ่งกระฉูดจากราคาจองที่ 5 บาท ไปปิดที่ 12.30 บาท โกยกำไรไปถึง 146% ตามสูตรหุ้นน้องใหม่ที่มักได้รับเสียงตอบรับดีจากนักลงทุน โดยบริษัทคาดว่าในช่วงไตรมาส 1/56 จะล้างขาดทุนสะสมได้หมด ด้วยการนำกำไรจากผลประกอบการในปีཱི มาล้างขาดทุนสะสมประมาณ 60-70% ของยอดขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 90 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2555 ส่วนที่เหลืออีก 30% จะใช้เงินจากการขายหุ้นไอพีโอมาหักขาดทุนสะสม

- มาที่ บมจ.สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ (SF) ราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 56 หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานว่า CAPITAL RESEARCH AND MANAGEMENT COMPANY เข้ามาซื้อหุ้นอีก 0.26% ทำให้มีหุ้นในมือรวม 5.08% ทั้งนี้ช่วง 1 เดือน ราคา SF ปรับขึ้นจาก 7.50 บาท มาอยู่ที่ 9 บาท หรือเพิ่มขึ้น 20% ด้าน บล.ทิสโก้วิเคราะห์ว่า SF มีศักยภาพเพียงพอลงทุนในโครงการใหญ่ ซึ่งบริษัทจะใช้แหล่งเงินจากการกู้ยืมและเพิ่มทุน สำหรับสร้าง IKEA 2 พร้อมทั้งเห็นว่า SF ไม่มีความจำเป็นในการเพิ่มทุน เนื่องจากบริษัทมีเงินสดในมือสูงและสามารถนำเงินปันผลมาใช้ได้ โดยหันมาออกหุ้นปันผลให้กับนักลงทุนแทนเงินสด จึงยังแนะนำ “ซื้อ” SF มูลค่าที่เหมาะสม 9.60 บาทต่อหุ้น

หุ้นพุ่งรับนโยบายน้ำมัน

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในการซื้อ ขายภาคบ่าย ประเมินว่า ดัชนีจะยังยืนทรงตัวได้ในแดนบวกได้ต่อเนื่องจากปัจจัยหนุนเดิมในช่วงเช้า หลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นยืนเหนือระดับ 1,500 จุดอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้นักลงทุนควรระมัดวังแรงขายในหุ้นขนาดกลางและเล็ก โดยย้ายกลับไปลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อหุ้น พื้นฐานดีมีโอกาสปรับประมาณการณ์กำไรขึ้นซึ่งหากเกิดความผิดการลงทุน แล้วสามารถแก้ตัวได้ ได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์คือ KTB,TCAP กลุ่มพลังงานคือ TOP,PTT หุ้นกลุ่ม Turn Around คือ TTA,TRUE,KCE ,MAJOR,CCET และกลุ่มโรงพยาบาลและโรงแรมที่กำไรไตรมาส 4/55-ไตรมาส 1/56 จออกมาดี ประเมินกรอบแนวรับอยู่ที่ 1,500 จุด แนวต้านที่ 1,512 จุด

ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ในการซื้อขายภาคเช้าดัชนีปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงกว่าที่คาดไว้แม้จะยัง ไม่เห็นปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน โดยคาดว่าเป็นการขานรับปัจจัยบวกจากถ้อยแถลงของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ออกมาระบุว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายด้านโดยเฉพาะการมาตรการ เพิ่มค่าแรงให้กับประชาชน อีกทั้งกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ปริมาณการใช้น้ำมันในปี 2556 ของโลกขึ้นอีก 8 หมื่นบาร์เรล/วันหรือเพิ่มอีก 10.5% ถือเป็นการปรับเพิ่มประมาณการณ์ครั้งแรกในรอบหลายปี โดยประเด็นบวกดังกล่าวข้างต้นจึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก ว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวที่ชัดเจนและส่งผลดีดีต่อราคาหุ้นในกลุ่ม พลังงานในวันนี้ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่ผลักกดันภาพรวมดัชนี รวมทั้งยังมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นขนาดใหญ่ได้แก่ ปิโตรเคมี,ธนคารพาณิชย์และสื่อสาร

ราคาทองวันนี้

ราคาทอง
กลยุทธ์การลงทุน ทาง วายแอลจีมีมุมมองว่า หากราคาทองคำทดสอบแนวต้านที่ 1,682 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเมื่อ ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้าง สำหรับการทำกำไรให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านได้หรือไม่ ถ้าสามารถผ่านไปได้ให้แนะนำให้ถือต่อเพื่อไปขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไปบริเวณ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมาไม่หลุดแนวรับ แนะนำนักลงทุนสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,658 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์

นักลงทุนลด ความเชื่อมั่นในทองคำลงหลังจากธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่าทางธนาคารได้ปรับลดการลงทุนในทองคำลงครึ่งหนึ่งและหันไปใช้พันธบัตร รัฐบาลสหรัฐที่ได้รับการ คุ้มครองจากภาวะเงินเฟ้อ (TIPS) เป็นเครื่องมือในการทำประกันความเสี่ยงจากภาวะ เงินเฟ้อแทน ประกอบกับ ราคาทองชะลอตัวหลังจากเผชิญกับแนวต้านที่ แข็งแกร่งระหว่างระดับ 1,695-1,697 ดอลลาร์ โดยราคาทองไม่สามารถพุ่งขึ้นเหนือ ระดับดังกล่าว และได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงิน อื่นๆขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรรายสัปดาห์ที่ลดลงและดัชนี ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นในภาคการผลิตของสหรัฐขยายตัวขึ้น  อย่างไรแล้วเมื่อราคาอ่อนตัวลงยังคงมีแรงช้อนซื้อเก็งกำไรระยะ สั้น ประกอบกับ รองประธานธนาคารกลางรัสเซียเปิดเผยว่า ธนาคารกลางรัสเซียจะยังคงซื้อทองคำต่อไป ขณะที่ธนาคารกำลังพิจารณาการกระจายทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศออกจาก สินทรัพย์ประเภท paper asset ที่มองว่ามีความเสี่ยง โดยธนาคารกลางรัสเซียมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก มีมูลค่า 5.30 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งแนวโน้มของราคาทองคำยังคงปรับตัวผันผวน อย่างไรก็ตาม แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์ทางฝั่งสหรัฐอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจในสหรัฐยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของ ราคาทองคำ ซึ่งวายแอลจีแนะนำให้ดูการสร้างฐานของราคาทองคำบริเวณแนวรับ 1,658 หรือ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาสามารถตั้งฐานได้อย่างแข็งแกร่ง ยังมีโอกาสเห็นการดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,682 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดแนวรับ จะโดนแรงขายออกมาอีกครั้ง ประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,642 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ทองคำแท่ง (96.50%)
แนวรับ     1,658 (23,450บาท)  1,650 (23,340บาท)    1,642 (23,220บาท)
แนวต้าน   1,682 (23,790บาท)   1,690 (23,900บาท)    1,705(24,120บาท)

 

GOLD FUTURES (GFG13)
แนวรับ     1,658 (23,660บาท)   1,650 (23,540บาท)    1,642 (23,430บาท)
แนวต้าน   1,682 (24,000บาท)    1,690 (24,110บาท)   1,705(24,320บาท)

SILVER FUTURES (SVG13)
แนวรับ      31.45 (938บาท)    31.15 (930บาท)     30.85 (921บาท)
แนวต้าน    32.00 (955บาท)    32.40 (967บาท)     32.75 (978บาท)

ส่งออกไตรมาสแรกกระทบไทยเล็กน้อย

จากการที่ผู้นำสองพรรคใหญ่สภาคองเกรสยังไม่สามารถเจรจาต่อรองหาข้อยุติ ที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจได้ ล่าสุดประธานาธิบดีโอบามายอมผ่อนปรนท่าทีลง ด้วยการลดเป้าหมายรายได้จากการจัดเก็บภาษีเหลือ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในระยะ 10 ปี ข้างหน้า (จากเป้าเดิมที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ฯ) และหั่นงบประมาณใช้จ่ายลงอีกเพื่อเป็นการชดเชยรายรับจากภาษีที่ลดลง อย่างไรก็ดี แผนดังกล่าวนับว่ายังสูงกว่าข้อเสนอแผนภาษีของพรรครีพับลิกันอยู่ราว 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งพรรครีพับลิกันยังพุ่งเป้าที่ไปการลดค่าใช้จ่ายลงเป็นหลัก และมองว่าข้อเสนอของนายโอบามายังหั่นค่าใช้จ่ายลงไม่เพียงพอ หากโชคร้าย ผู้นำสหรัฐฯ ไม่สามารถตกลงกันจนปล่อยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องตกหน้าผาจริงดังที่หวาดกลัว จะส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ จากประเทศคู่ค้าลดลง ซึ่งส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ คาดว่าจะลดลงร้อยละ 2 หรือคิดเป็นร้อยละ 0.2 ของการส่งออกรวม เนื่องจากสหรัฐฯ มีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 10 ของตลาดส่งออกไทย

ฉาก สุดท้ายของการเจรจาจะลงเอยเช่นไรย่อมยากแก่การคาดเดา หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการปรับเพิ่มภาษีและลดค่าใช้จ่ายลงกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2556 อาจทำให้เศรษฐกิจต้องกลับสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งในปีหน้า ทั้งนี้ สำนักงบประมาณสหรัฐฯ ได้ประเมินผลกระทบในอีกกรณี (Alternative scenario) ด้วยว่า หากผู้นำสหรัฐฯ มีการผ่อนปรนมาตรการขึ้นภาษีและปรับลดค่าใช้จ่ายลงบางส่วน หรือคิดเป็นตัวเงินเพียง 1 ใน 3 ของกรณีหน้าผาการคลังเต็มรูป คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังขยายตัวได้ใกล้เคียงร้อยละ 2 ในปีหน้า  ดังนั้น ไม่ว่าผลการเจรจาจะออกมาเป็นหัวหรือก้อย เศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตในครั้งนี้ได้ แต่ว่าจะเป็นเพียงการตกหน้าผาอันตื้นเขินหรือหุบเหวอันสูงชัน คงต้องมาติดตามดูกันว่าผู้นำสหรัฐฯ ภายใต้การนำอีกครั้งของประธานาธิบดีโอบามาจะสามารถมอบของขวัญชิ้นโตให้แก่ ชาวอเมริกัน ต้อนรับวันคริสมาสต์อย่างที่ตั้งใจไว้ได้หรือไม่

อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์ให้รอบด้านมากขึ้น จำเป็นต้องคำนึงถึง “ผลกระทบทางอ้อม” ประกอบกันด้วย นั่นคือจากภาวะส่งออกที่ชะลอตัวลงจะส่งผลเชื่อมโยงมายังกิจกรรมเศรษฐกิจภาย ในประเทศคู่ค้าเหล่านั้น อาทิ การผลิตและการจ้างงาน ให้แผ่วลงตามไปด้วย ดังนั้น หากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทยด้วยเช่นกันชะลอตัวลง จะทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าส่งออกไทย (อาจเป็นได้ทั้งนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเพื่อนำมาใช้อุปโภคบริโภคในประเทศ และ/หรือ สินค้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปที่ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อส่งออก) ของประเทศคู่ค้ากลุ่มนี้ลดลงตามไปด้วย หรือคิดเป็นผลกระทบเพิ่มเติมอีกร้อยละ 0.8 ของการส่งออกรวม ผลกระทบดังกล่าวแม้ไม่ได้น้อย แต่ก็นับว่าไม่ได้รุนแรงมากดังเช่นที่ประเทศไทยเคยประสบในอดีต ซึ่งมูลค่าส่งออกสินค้าไทยเคยหดตัวระดับสองหลักในปี 2552 หลังต้องเผชิญวิกฤตแฮมเบอเกอร์  ยกตัวอย่างในกรณีของจีน ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากกว่าไทย ผลของหน้าผาการคลังอาจทำให้จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ลดลงร้อยละ 6 และจะทำให้จีนเองมีความต้องการนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าอื่น รวมทั้งไทย น้อยลงตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งจากการประเมินพบว่า จีนจะนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงคิดเป็นร้อยละ 0.18 ของการส่งออกรวมของไทย ดังนั้น หากประเทศคู่ค้าหลักของไทยได้รับผลกระทบจากหน้าผาการคลังด้วยกันทั้งหมด ทำให้เมื่อรวมผลกระทบทั้งหมดเข้าด้วยกันจะพบว่า ส่งออกไทยจะถูกฉุดให้ลดลงร้อยละ 1 จากวิกฤตหน้าผาการคลังในปีหน้า

 

ตลาดหุ้นไทยเดือนธ.ค.

การเงินกูรูเอ็กซ์เรย์ตลาดหุ้นไทยยังใสปิ้ง ยังปัจจัยบวกหนุนตลาดเพียบ พบเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันการลงทุนผ่าน LTF-RMF เชื่อมีโอกาสเห็นหุ้นไทยไต่ระดับสูงสุดใหม่ที่ 1360 จุด ไม่หวั่นวันนี้หุ้นไทยลงสวนต่างชาติ เชื่อนักลงทุนปรับความเสี่ยงก่อนวันหยุดยาว 3 วันทำการ

นายอภิชาติ  ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 ธ.ค. แกว่งตัวผันผวน โดยดัชนีปรับตัวลดลงในช่วงเช้าของการซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนมีการป้องกันความเสี่ยงโดยการชะลอการลงทุนจากวัดหยุดยาว 3 วันทำการ  ขณะที่ประเด็นการยื่นอุทรณ์ กรณี 3 จี ต่อศาลปกครองสูงสุดก็ยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับนักลงทุน ทำให้กระทบต่อจิตวิทยาในการลงทุนในกลุ่มกลุ่มสื่อสารในระยะนี้ได้

อย่างไรก็ตามหากดูภาพรวมแล้ว ตลาดหุ้นไทย ยังถือว่ามีปัจจัยบวกสนับสนุน จากสภาพคล่องที่ยังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งนับตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. มาจนถึงขณะนี้ มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนถึง 4.4 พันล้านบาท   นอกจากนี้เชื่อว่า ภายในเดือนนี้จะมีเม็ดเงินจากกองทุน LTF และ RMF เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีในเดือนธ.ค.มีโอกาสแตะระดับจุดสูงสุดใหม่ได้ที่ 1360 จุด

“สำหรับปัจจัยนอกประเทศ  ตัวเลขเศรษฐกิจของอเมริกาเมื่อคืนนี้(6 ธ.ค.)  ออกมาดีเกินคาด โดยจำนวนของสัดส่วนการว่างงานลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้  ส่งผลให้ราคาหุ้นต่างประเทศเป็นบวก แต่ที่หุ้นไทยไม่บวกอาจติดอุปสรรคเรื่องวันหยุดยาว 3 วันทำการทำให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการลงทุนได้ แต่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังดี”

กลยุทธ์แนะนำนักลงทุน หาจังหวะสะสมในช่วงที่ดัชนีอ่อนตัวลงระหว่างวัน ประเมินแนวรับอยู่ที่ 1,333-1,335  จุด และแนวต้านอยู่ที่  1,345-1,350 จุด