หุ้นดิ่งอาทิตย์เดียวกว่าร้อยจุด

สำหรับแนว โน้มตลาดหุ้นในภาคบ่าย ประเมินว่า ยังมีโอกาสปรับตัวได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยเดิมในช่วงเช้า โดยปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือการเคลื่อนชุมนุมทางการเมืองซึ่งในวันนี้ผู้ชุมนุมจะมีการยกระดับการ ชุมนุมขึ้นโดยเคลื่อนไหวไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญซึ่งหากมีความรุนแรงอาจเป็น ปัจจัยกดดันการลงทุน

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อเป็นหุ้นรายตัว ได้แก่พลังงาน คือ PTTEP กลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ BAY อสังหาริมทรัพย์ คือ QH,SENA และ มีเดียคือ BEC ประเมินแนวรับที่ 1,600 จุด แนวต้านที่ 1,620 และแนวต้านถัดไปที่ 1,630 จุด

 

ตลาดหุ้นไทยแรงดีไม่ตกได้แรงหนุนหุ้นต่างประเทศนำนำร่อง หลังนักลงทุนมั่นใจหลังตัวเลขศก.ตปท.ออกมาดีกว่าคาด ส่งหุ้นบ่ายบวกได้ต่อสั่งจับตาการชุมนุมการเมืองในประเทศหลังยกระดับเคลื่อนไหวกดดันศาล รธน. ให้แนวรับ 1,600 จุด แนวต้าน1,620 จุด แนวต้านถัดไป 1,630 จุด

นางสาวธัญญา สุทวีปราโมชานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 8 พฤษภาคม ดัชนีปรับตัวเพิ่มได้ดีสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ที่เคลื่อนในแดนบวก เนื่องจานักลงทุนมีความมั่นใจการลงทุนมากขึ้น หลังการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างประเทศออกมูดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ประกอบด้วยสหรัฐฯ ที่ประกาศตัวเลขจ้างเติบโตขึ้นมีตัวเลขว่างงานต่ำสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่เยอรมันมีตัวเลขยอดคำสั่งซื้อสินค้าภาคอุตสาหกกรรมขยายตัวดี และจีนยังมียอดการส่งอออกปละนำเข้าที่เติบโตดี

 

การปรับลดดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินทุน

 

ใน สถานการณ์เช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อการดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและการขยายตัว ทางเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง จำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งในเชิงนโยบาย และออกมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยปัจจุบันข้อถกเถียง

ระหว่างความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องของ การปรับลดดอกเบี้ย ได้กลายมาเป็นประเด็นที่สร้างความสับสนและลดความมั่นใจของนักลงทุนในตลาด ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (RP 1 Day)

จะสามารถช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนได้หรือไม่นั้น อาจแยกวิเคราะห์ได้เป็น 4 เหตุผลดังนี้

1.ดอกเบี้ยนโยบายของไทย ถือเป็นดอกเบี้ยระยะสั้นสำหรับการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินในระยะเวลา 1 วัน (RP 1 Day)

และสถิติที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแสดงให้เห็นว่า การปรับลด RP อาจจะทำให้ผลตอบแทน (Yield) ของตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัว

โดย สุชาติ ธนฐิติพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

เป็นที่ชัดเจนว่า กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยในขณะนี้ เป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่ามาตรการเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

โดยในส่วน ของประเทศสหรัฐ Fed พร้อมจะยกเลิกมาตรการดังกล่าวหากตัวเลขการจ้างงานรวมถึงดัชนีชี้วัดอื่น ๆ ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งนักลงทุนในตลาดรวมถึงนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2556-2557

ขณะที่มาตรการอัดฉีดของประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในเดือน เม.ย. 2556 มีกำหนดการที่จะสิ้นสุดลงในอีก 2 ปีข้างหน้า

ดัง นั้น หากภาวะพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แล้ว คาดว่าในช่วงระยะเวลาอย่างน้อยอีก 1 ปีนับจากนี้ไป ประเทศไทยจะยังต้องเผชิญกับสถานการณ์เงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการเข้ามาลงทุนทางตรง (FDI) และการเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (Portfolio Investment) ซึ่งจะมีผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลด ลงตามไปด้วย แต่ไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวลดลงด้วยเสมอไป (ลดลงในบางครั้ง) ขณะที่กระแสเงินที่เข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา เป็นการเข้าซื้อในพันธบัตรระยะยาวเป็นหลัก

การปรับลด RP อาจจะไม่ช่วยลดความน่าดึงดูดใจต่อการเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้มากเท่าที่ควร

2.อย่างไรก็ตาม หากการลด RP มีผลทำให้ Yield ของตราสารหนี้ระยะยาวปรับตัวลดลงตามไปด้วยแล้ว จะกลายเป็น

แรงกระตุ้นให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตราสารหนี้ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากราคาของตราสารหนี้ระยะยาวที่ถือครองอยู่

ใน ช่วงก่อนหน้านี้จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น (ถ้า Yield ปรับตัวลดลง) กำไรที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงสั้น ๆ อาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายและเกิดการไหลออกของเงินทุน และอาจนำไปสู่ความผันผวนของค่าเงินได้ในที่สุด

3.นอกจากนี้แล้ว RP ยังเป็นดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินในประเทศใช้อ้างอิงในการกำหนดดอกเบี้ยเงิน ฝาก-เงินกู้ การลด RP จะมีผลทำให้ผู้ฝากเงินนำเงินออกไปใช้จ่ายหรือไปลงทุนในช่องทางอื่น ๆ มากขึ้น

(เพราะฝากเงินแล้วได้ผลตอบแทนต่ำ) ขณะที่ผู้ต้องการเงินจะกู้ยืมมากขึ้น (เพราะต้นทุนของการกู้เงินถูกลง) ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างก็พึ่งพิงสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็น หลัก

4.ท้ายที่สุดแล้ว หากมีความจำเป็นต้องปรับลด RP จริง จะต้องปรับลดเท่าไรจึงจะช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เนื่องจากส่วนต่างของผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรไทย

เทียบ กับการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐและญี่ปุ่น มีค่าอยู่ในช่วงประมาณ 2-2.5% ขณะที่ RP ของไทยอยู่ที่ 2.75% การปรับลด RP เพียง 0.25-0.5% อาจไม่ช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้แล้วดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

การ ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนจึงเป็นประเด็นที่ต้อง พิจารณาถึงความเหมาะสมในแง่ของประสิทธิภาพ และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาอย่างถี่ถ้วน

สินเชื่อโตทะลุ สามหมื่นล้าน

 

ด้านนางสาวสุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจสินเชื่อบุคคล บมจ.บัตรกรุงไทย (เคทีซี) กล่าวว่า ต้นเดือน มิ.ย.นี้ เคทีซีก็มีแผนจะออกแคมเปญใหม่มาเพิ่มเติมสำหรับสินเชื่อวงเงินหมุนเวียน KTC Cash Revolve ซึ่งรับช่วงต่อกับแคมเปญ “เคลียร์หนี้ ซีซั่น 2″ ที่กำลังจะหมดลงในกลางเดือน พ.ค. ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่ประสบความสำเร็จมากตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกใน ปลายปีที่แล้ว และต้องขยายเป็นซีซั่น 2 ที่เพิ่มการจับรางวัลเคลียร์หนี้ให้เป็น 3 รอบ ตอบโจทย์ทั้งในแง่พฤติกรรมลูกค้าและคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น

นางสาวสุดาพร กล่าวถึงการขยายตลาดปีนี้ว่า เคทีซีตั้งเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 6% จากมูลค่าพอร์ตสินเชื่อประมาณ 1.34 หมื่นล้านบาท และเน้นขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 1 แสนราย จากปัจจุบัน 6.4 แสนราย เน้นลูกค้ากลุ่มระดับกลางขึ้นไป มีรายได้ประจำตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ซึ่งที่ผ่านมาก็พิจารณาสินเชื่อค่อนข้างเข้มงวด อัตราการอนุมัติประมาณ 35% เท่านั้น ส่วนลูกค้าเองก็จะเน้นใช้ในส่วนที่จำเป็น อัตราการเบิกใช้วงเงินประมาณ 50% ของวงเงินที่อนุมัติไป จึงถือว่าโดยรวมแล้วไม่ได้เสี่ยงมากนัก

บัตรกดเงินสดระอุ แบงก์ใหญ่อัดโฆษณา-แคมเปญ ปูพรมตลาดไตรมาส 2 เจาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน มีวงเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ตั้งเป้าโตกระฉูด ย้ำคัดเข้มคุณภาพลูกค้า คุมภาระหนี้-วงเงิน-เสริมโปรโมชั่นสร้างวินัยลูกค้า

นางสาวอารยา ภู่พานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารเพิ่งออกภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่เพื่อโปรโมตสินเชื่อบัตรกดเงินสด Speedy Cash เน้นขยายตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นที่ต้องการวงเงินสินเชื่อเผื่อความจำเป็นใช้ฉุกเฉิน เน้นกลุ่มที่มีรายได้ตั้งแต่ 15,000-30,000 บาท/เดือน ซึ่งสามารถอนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 1 วัน และโอนเงินวันถัดไป หรือออกบัตรกดเงินสดให้ลูกค้าได้ภายใน 3 วัน ตอบโจทย์การใช้งานได้รวดเร็ว

“สินเชื่อกลุ่มนี้เราทำตลาดมาพอสมควร ที่ผ่านมาใช้ช่องทางสาขาและเทเลมาร์เก็ตติ้งเป็นหลัก ซึ่งเราก็อยากได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัดที่ยังไม่ค่อยทราบว่าธนาคารมีสินเชื่อแบบไม่ต้องมีหลักประกัน ก็ต้องสร้างการรับรู้เพิ่มขึ้น รวมถึงมีแคมเปญดอกเบี้ย 0% ช่วง 2 เดือนแรกให้แก่ลูกค้าด้วย”

พร้อมกับยอมรับว่าการอนุมัติสินเชื่อนี้เข้มงวดพอสมควร โดยจะพิจารณาจากรายได้ ความสามารถและพฤติกรรมการชำระหนี้จากฐานข้อมูลของเครดิตบูโร ที่ผ่านมาอัตราการอนุมัติสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 30% เท่านั้น และคุมคุณภาพหนี้ด้วยการให้วงเงินที่เหมาะสม ไม่สูงเกินไป ทำให้เอ็นพีแอลอยู่ที่ประมาณ 2% จึงถือว่าดีมาก ส่วนโอกาสที่จะขยายสินเชื่อนี้ก็ยังมีค่อนข้างมาก เพราะพอร์ตยังเล็ก โดยตั้งเป้าหมายขยายฐานลูกค้าปีนี้ให้เป็น 9 แสนราย และพอร์ตสินเชื่อคงค้างน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เติบโต 30%

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ล่าสุดธนาคารเพิ่งออกแคมเปญพิเศษ “มีวินัย จ่ายคืนดี ลดดอกเบี้ยสูงสุด 12% ต่อปี” เพื่อมาขยายฐานลูกค้าใหม่ที่สมัครบัตรกดเงินสด K-Express Cash ซึ่งจะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยลงเดือนละ 1% ทุกเดือน เป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 12 รอบบัญชี หรือเท่ากับลดดอกเบี้ยลงไปสูงสุด 12% ต่อปีจากปกติ ทั้งนี้ ลูกค้าจะต้องมียอดคงค้าง ณ วันตัดรอบบัญชีไม่น้อยกว่า 50% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ และชำระตรงเวลาด้วย

“เราพยายามสนับสนุนในแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เป็นห่วงเรื่องภาระหนี้ครัวเรือน แคมเปญที่ออกมาก็พยายามส่งเสริมให้ลูกค้ามีวินัย และไม่กระตุ้นให้สร้างหนี้โดยไม่จำเป็น แต่เน้นเป็นวงเงินเผื่อฉุกเฉิน ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าราว 8 แสนราย มูลค่าพอร์ตสินเชื่อคงค้างประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท และธนาคารก็ยังมองว่าตลาดนี้มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยตั้งเป้าหมายขยายฐานสินเชื่อในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 47%” นายชาติชายกล่าว

 

หุ้นเช้าเหวี่ยงเบาๆคาดบ่ายขึ้นต่อ

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในวันพรุ่งนี้(8 พ.ค.) ประเมินว่า ดัชนียังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนยังเข้ามาเก็งกำไรต่อจากประเด็นบวกเดิมต่อจากวันนี้ที่คาด ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/56 ที่คาดว่าจะออกมาในทิศทางที่ดี  ทั้งนี้ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามในวันพรุ่งนี้กรณีการชุมนุมทางการเมืองว่า สถานการณ์จะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำรอจังซื้อ เมื่อราคาอ่อนตัวในหุ้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและแนวโน้มผลประกอบดี ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ คือ BBL,กลุ่มพลังงาน คือ PTTGC และกลุ่มสื่อสารคือ JAS ให้แนวรับที่ 1,580 จุด แนวต้านที่ 1,616 จุด

ตลาดหุ้นช่วงเช้าแกว่งผันผวน  ส่วนภาคบ่ายเริ่มยืนทรงตัวดีขึ้น หลังได้แรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มหลักนำดัชนีวิ่ง  พรุ่งนี้ลุ้นหุ้นทะยานต่อรับปัจจัยบวกเดิม ให้แนวรับ 1,580 จุด แนวต้าน1,616 จุด

นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 พฤษภาคม ภาพรวมการซื้อขายดัชนีในภาคเช้าค่อนข้างมีความผันผวน หลังจากนั้นในการซื้อขายภาคบ่ายดัชนีเริ่มยืนตรงตัวดีขึ้น จากแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มหลักทั้งกลุ่มพลังงาน,ธนาคารพาณิชย์และสื่อสาร ที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 1/56 จะออกมาดี รวมถึงยังมีอิทธิพลจากตลาดหุ้นต่างประเทศ ทั้งในภูมิภาค,ยุโรปและสหรัฐฯ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่6

 

ฟังการวิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินบาท

ข่าวเศรษฐกิจ
ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับไซปรัส และการแข็งค่าของเงินบาทสู่ระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี ที่อาจกดดันให้ทางการพิจารณาออกมาตรการดูแลค่าเงิน ขณะที่นักลงทุนขายทำกำไร จากความกังวลต่อความเป็นไปได้ของการดำเนินการตามโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท รวมถึงต่อประเด็นด้านเสถียรภาพของรัฐบาล
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 25-29 มี.ค. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกร ไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสฟื้นตัว โดยต้องติดตามประเด็นเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือไซปรัส สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ จีดีพีไตรมาส 4/2555 (ครั้งสุดท้าย) และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,414 และ 1,393 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,500 และ 1,526 ตามลำดับ

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (25-29 มี.ค. 2556) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.00-29.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาสัญญาณการชะลอตัวของกระแสเงินทุนไหลเข้า และสัญญาณของมาตรการดูแลค่าเงินบาท (แม้ทางการไทยยังไม่ส่งสัญญาณ ณ ขณะนี้) รวมถึงทางออกสำหรับวิกฤตการณ์ในไซปรัสที่ถูกขีดเส้นตายไว้ในวันจันทร์ (25 มี.ค.) ที่ ECB จะระงับการปล่อยเงินกู้ฉุกเฉินแก่ธนาคารพาณิชย์ของไซปรัส ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนี PMI เขตชิคาโก เดือนมี.ค. ยอดขายบ้านใหม่ ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.พ. ดัชนีราคาบ้านเดือนม.ค. จีดีพีประจำไตรมาส 4/2555 (รอบสุดท้าย) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ อาจมีแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ในตลาดในประเทศก่อนเข้าช่วงปิดสิ้นปีงบประมาณของญี่ปุ่นปลายเดือนมี.ค.ด้วย เช่นกัน อนึ่ง ตลาดหุ้นและตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันที่ 29 มี.ค. เนื่องในวัน Good Friday

 

ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะปรับฐาน จากความกังวลจากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,478.97 จุด ลดลง 7.46% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 6.63% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 77,644.41 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 436.42 จุด ลดลง 13.71% จากสัปดาห์ก่อน

 

ความน่าวิตกของเศรษฐกิจในอนาคต

ผม Michel มาร์ติน ใน เวลาที่เศรษฐกิจเหล่านี้ยากที่คุณอาจจะมองหาคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการจัดการ กับการเงินของคุณบางและคุณจะไม่เพียง แต่ไม่ได้คนเดียวคุณมีจำนวนมากของคำแนะนำในการเลือกจาก ผู้เข้าพักที่ต่อไปของเราบอกว่ามีมากกว่า 300,000 ปรึกษาทางการเงินในสหรัฐอเมริกาในปี 2011 เพียงอย่างเดียว ปัญหา เดียวก็คือตามให้ไปเป็นแขกของเราบางส่วนของคนเหล่านี้มีความคิดสิ่งที่พวก เขากำลังพูดถึงหรือไม่เป็นเพียงการพยายามที่จะขายคุณสิ่งที่จะทำให้พวกเขา ร่ำรวย

Helaine Olen เป็นผู้เขียนหนังสือ “ปอนด์โง่เขลา” เผยด้านมืดของอุตสาหกรรมการเงินส่วนบุคคลและเธออยู่กับเราในขณะนี้

ยินดีต้อนรับ ขอบคุณมากสำหรับการเข้าร่วมกับเรา

HELAINE OLEN: ขอขอบคุณที่มีฉัน

MARTIN: ตอนนี้ Helaine Olen, คุณเป็นชื่อที่บางคนอาจจะรู้เพราะคุณจริงใช้ในการเขียนสำหรับ Los Angeles เงินชุดไทม์ Makeover คุณ ได้เขียนขึ้นสำหรับฟอร์บและตอนนี้คุณได้เขียนหนังสือที่บอกว่าคนจำนวนมาก เหล่านี้ไม่ทราบอะไรและโอ้โดยวิธีที่พวกเขาเป็นเซลส์แมนน้ำมันงูเป็น

OLEN: ขวา

MARTIN: คุณมาสรุปนี้ มันเป็นสิ่งที่ค่อยเป็นค่อยไปเป็นหรือไม่คุณรู้ว่าจากจุดเริ่มต้นว่ามันเป็นคำพูดเหลวไหล?

OLEN: มันเป็นทั้งค่อยเป็นค่อยไปและฉับพลัน ฉัน ควรกลับไปและบอกเล่าเรื่องราวของวิธีการที่ฉันกลายเป็นคอลัมนิ Makeover เงินสำหรับ Los Angeles Times, คนที่เกี่ยวข้องกับการเรียกผมขึ้นหนึ่งวันในขณะที่ผม freelancing ใน Los Angeles และพูดคุณรู้อะไรเกี่ยวกับการเขียนการเงินส่วนบุคคล? และสิ่งที่ฉันรู้ว่าในช่วงเวลานั้นคือการที่จ่ายการเงินส่วนบุคคลมากขึ้นกว่าการเมืองและการเขียนคุณสมบัติซึ่งจะเป็นสิ่งที่ฉันทำ และดังนั้นแน่นอนผมพูดใช่ และฉันคิดว่าฉันจะได้รับการตรวจสอบอย่างใดอย่างหนึ่ง นี้จะเป็นความหายนะและฉันจะไปตามทางของฉัน

และแน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ฉัน สิ้นสุดขึ้นซื้อ “การเงินส่วนบุคคลสำหรับ Dummies” ทำสัมภาษณ์และอย่างใดได้รับมอบหมายอื่นและที่ได้รับมอบหมายอื่นและที่ได้รับ มอบหมายอื่น

และฉันรู้อย่างรวดเร็วสองสิ่ง เป็นครั้งแรกที่จำนวนมากของสิ่งนี้ไม่ได้จริงๆมีความซับซ้อนมาก สิ่งที่ต้องการกองทุนรวมซึ่งเสียงลึกลับเป็นจริงมากง่ายต่อการเข้าใจเมื่อคุณมองไปที่ความหมาย บนมืออื่น ๆ ของหลักสูตรฉันจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเพราะไม่มีใครเป็นผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่ตลาดสต็อกกำลังจะทำอะไรในอีกหกสัปดาห์ไม่เคยคิดหกเดือนหรือหกปี ไม่ มีใครรู้ว่าคุณกำลังจะไปเก็บงานคุณอยู่ในหรือถ้าคุณกำลังจะไปรับยิงหรือถ้า เศรษฐกิจจะเข้าไปในห้องสุขาและ บริษัท ของคุณจะไปล้มละลาย ทุกประเภทของสิ่งเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นและเราจริงๆมีวิธีการรู้ไม่มี แต่เราแกล้งทำเป็นเราทำ

MARTIN: วิธีเหล่านี้ gurus ไม่ได้รับการเงินจะเป็นที่นิยมอย่างมากกับประชาชน? และฉันต้องการที่จะพูดถึงว่าคุณชื่อชื่อในหนังสือเล่มนี้ คุณ ไปลงรายชื่อของบางส่วนของชื่อที่นิยมมากที่สุดและคุณชี้ให้เห็นว่ามี สถานการณ์ที่ผิดปกติในบางส่วนของพื้นหลังของคนเหล่านี้ที่นำไปสู่การบรรลุ ความสำเร็จของพวกเขาว่าพวกเขามี คนเหล่านี้ไม่ได้รับการได้รับความนิยมเช่นนั้นได้อย่างไร

OLEN: ผมคิดว่าสิ่งที่มันเป็นคือเราหมดหวังในการแก้ปัญหา เราได้รับการมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 1980 ที่เงินเดือนของเราคงที่และลดลง มูลค่าสุทธิของเราเพียงอย่างเดียวระหว่าง 2007 และ 2010 ลดลงร้อยละ 40 ในเวลาเดียวกันเราได้คาดว่าจะทำมากขึ้นและมากขึ้นด้วยน้อยและน้อย จะใช้เป็นที่เรามีเงินบำนาญ ขณะนี้เรามี 401Ks – ถ้าเราโชคดี ครึ่งหนึ่งของประชากรที่ไม่ได้มีพวกเขาทั้งหมด

ดังนั้นเราจึงเริ่มมองนอกตัวเราให้คำแนะนำและคนเหล่านี้อยู่ที่นั่น

MARTIN: คุณเขียนในหนังสือมันเกิดขึ้นกับเกือบจะไม่มีใครที่เรากำลังมองไปที่การเงิน ส่วนบุคคลอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนในตลาดหุ้นที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจใน ระยะยาว วัฒนธรรมปัจเจกมากขึ้นของเราทำให้เราจะโอบกอดวิธีช่วยตัวเองกับสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าเป็นปัญหาสังคมมากขึ้น มีอะไรปัญหาสังคมมากขึ้นและทำไมไม่มัน – ถ้ามันเป็นที่ชัดเจนดังนั้นทำไมไม่ชัดเจน? ทำไมไม่ชัดเจนในขณะนี้?

OLEN: ปัญหาทางสังคมที่มากขึ้นก็คือว่าที่ผมกล่าวว่าเงินเดือนของเราจะลดลงและเรา มีทรัพยากรที่ จำกัด มากจากเงินบำนาญเพื่อการออม 401k ถึงรูปแบบของความช่วยเหลือจริงใด ๆ กับสิ่งเหล่านี้ และมันก็เป็นที่เห็นได้ชัดผมคิดว่าคน ฉันคิดว่าคนเข้าใจว่าพวกเขาไม่ได้สิ่งที่เราเคยมี แต่ผมคิดว่าเราได้สูญเสียภาษาให้ชัดเจนว่าเพื่อให้เราเก็บความคิดเรามัน เราอยู่กันตามลำพัง เราไม่เห็นตัวเองในทั้งหมดนี้ร่วมกัน

MARTIN: Is it มุมมองของคุณที่อาศัยเหล่านี้ gurus การเงินส่วนบุคคลจะครอบคลุมถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าที่เป็นจริงทางการ เมืองที่ดีกว่าการจัดการ? เหล่านี้จริงๆปัญหาทางการเมือง?

OLEN: ใช่ และ ฉันเคยพูดเสมอว่าเป็นอัจฉริยะของขบวนการ Occupy, สิ่งอื่นที่คุณคิดว่ามันเป็นสิ่งที่พวกเขาเป็นกลุ่มแรกในอาจมากกว่า 30 ปีที่จะทำให้การเชื่อมโยงและพูด hey ถ้าคุณมีปัญหากับที่บ้านของคุณ เป็น รอการขายในและคุณไม่สามารถจ่ายเงินให้สินเชื่อนักศึกษาของคุณและคุณกำลังจะ ล้มละลายสำหรับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์แทนคำพูดทั้งหมดของคุณมีปัญหาแต่ละท่าน messed up ชีวิตทางการเงินของคุณพวกเขาหันไปรอบ ๆ และกล่าวว่าบางทีเราทั้งหมด มีปัญหาที่นี่และบางทีเราควรมองที่นี้เป็นความพยายามของกลุ่มที่ไม่เป็นความพยายามโดดเดี่ยว

MARTIN: แต่แม้ดังนั้นสิ่งที่คุณเรียกว่าอย่างไร? การเงินส่วนบุคคลที่ซับซ้อนอุตสาหกรรม

OLEN: การเงินส่วนบุคคลที่ซับซ้อนอุตสาหกรรม

MARTIN: การเงินส่วนบุคคลที่ซับซ้อนอุตสาหกรรมชนิดของม้วนเมื่อ เพื่อที่จะพูดว่าอะไร?

OLEN: ผมคิดว่าผู้คนจะไม่ทั้งหมดมีทางเลือกที่จุดนี้ มันเป็นสิ่งหนึ่งที่จะบอกว่าเธอเป็นขวาและเรามีปัญหาที่มากขึ้น แต่ที่ไม่ได้ไปจำเป็นต้องช่วยให้คุณในระยะสั้น ผมหมายความว่าเรายังคงต้องจัดการเงินของเรา เพียง เพราะ 401k ไม่ได้ช่วยจริงๆหลายคนมาก – ตัวอย่างเช่นส่วนใหญ่ของเรามีน้อยกว่า $ 100,000 บันทึกไว้สำหรับการเกษียณอายุ – ไม่ได้หมายความว่ามันจะหายไปในวันพรุ่งนี้และคุณไม่ควรจะมองไปที่สิ่งที่ ต้องทำ กับเงินของคุณที่คุณใส่ในมี

MARTIN: ใครคุณสามารถเชื่อถือได้?

OLEN: ตัวเอง

MARTIN: จริงเหรอ? ผมหมายถึง แต่เป็นส่วนหนึ่งของจุดที่คุณทำ แต่เป็นที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกว่าพวกเขาเข้าใจสิ่งนี้ สิ่งที่มีความซับซ้อน แต่คุณกำลังจะบอกว่าบางทีมันอาจจะไม่ได้เป็นที่ซับซ้อน

OLEN: ดีฉันคิดว่ามันเป็นสองเท่า เห็นได้ชัดว่าบางส่วนของคำที่มีค่อนข้างง่ายและอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน preys เราโดยทำให้ดูเหมือนซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ บน มืออื่น ๆ จำนวนมากสิ่งที่พวกเขากำลังขายเราเป็นที่ซับซ้อนมากและพวกเขาเอาความคิดที่ ว่าถ้าเราเป็นเพียงการศึกษาทางการเงินเราสามารถเข้าใจมันนี้; เมื่อในความเป็นจริงมันก็จะเป็นเพียงแค่จำนวนมาก ง่ายต่อการผ่านกฎหมายและกฎหมายเพื่อให้สิ่งนี้คือคำอธิบายให้เราหรือไม่สามารถที่จะได้รับการวางตลาดที่เรา

MARTIN: อะไรตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณจะต้องการระเบิดด้วยการอ่านหนังสือของคุณหรือไม่

OLEN: ว่าเรารับผิดชอบทั้งหมดของความล้มเหลวทางการเงินของเราเอง ผม หมายถึงชัดใครสักคนที่มี Shopaholic เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับความล้มเหลวทางการเงินของตน แต่เรารู้จากทุกประเภทของผลงานทางวิชาการที่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคน ส่วนใหญ่ ที่ คนส่วนใหญ่ประกาศล้มละลายเพราะค่ารักษาพยาบาลหรือเพราะพวกเขาสูญเสียงานของ หรือเพราะครอบครัวร้าว; ว่าเป็นเพียงความผิดของเราไม่ได้ว่าถ้าเราออกและเราไม่เศรษฐีที่เราล้มเหลว อย่างใด เราไม่ได้

MARTIN: Helaine Olen เป็นผู้เขียนหนังสือ “ปอนด์โง่เขลา” เผยด้านมืดของอุตสาหกรรมการเงินส่วนบุคคล เธอกับเราตั้งแต่เราสำนักในนิวยอร์ก

Helaine ผมอยากจะขอบคุณมากสำหรับการร่วมงานกับเรา

Olen: ขอขอบคุณที่มีฉัน

สงวนลิขสิทธิ์© 2013 เอ็นพีอาร์ สงวนลิขสิทธิ์ คำพูดจากวัสดุไม่มีในที่นี้อาจจะถูกใช้ในสื่อใด ๆ โดยไม่ต้องระบุแหล่งที่มาเพื่อเอ็นพีอาร์ บันทึกนี้มีให้สำหรับบุคคลที่ใช้งานที่ไม่เป็นการค้าเพียงซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้ของเรา ใช้งานอื่น ๆ ต้องได้รับอนุญาตก่อนที่เอ็นพีอาร์ เยี่ยมชมหน้าสิทธิ์ของเราสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

เทปเอ็นพีอาร์ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อกำหนดเส้นตายเร่งด่วนโดยผู้รับเหมาสำหรับเอ็นพีอาร์และความถูกต้องและความพร้อมอาจแตกต่างกัน ข้อความนี้อาจไม่อยู่ในรูปแบบสุดท้ายและอาจมีการปรับปรุงหรือแก้ไขในอนาคต โปรดทราบว่าการบันทึกอำนาจของการเขียนโปรแกรมเอ็นพีอาร์เป็นเสียง

การลงทุนของรัฐบาล

แม้การประชุมใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 1 ชั่วโมง และยุติลงแบบไร้ข้อสรุป เมื่อเจ้ากระทรวงไม่อยู่ โปรเจ็กต์ต่าง ๆ ที่ “กรมทางหลวง” และ “กรมทางหลวงชนบท” เสนอเพิ่ม จึงยังไม่สามารถบรรจุในสารบบบัญชีได้ถึงการประชุมจบไปแล้ว แต่ยังมีเสียงวิพากษ์ถึงการมาของ “วราเทพ” มีนัยสำคัญซ่อนเร้น จะมาช่วยสแกนจุดอ่อนจุดแข็งของโครงการให้จบโดยเร็ว หรือมีจุดเป้าหมายอื่น

หลังก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาเป็นระยะว่า งานถนนที่ยังไม่ตกผลึก เพราะยังมีคลื่นแทรกของคนกันเอง

ขณะที่บรรยากาศในที่ประชุม ยังมีโครงการถนนที่ 2 อธิบดีจาก “กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท” พยายามเสนอขอใช้เงินลงทุนจาก 2 ล้านล้านบาท

“มีโครงการถนนทั้งทางหลวงและทางหลวงชนบทเสนอกลับเข้าสู่ที่ประชุมอีก หลังรอบที่แล้วถูกตัดเงินลงทุนไป แต่ยังไม่ได้อนุมัติและวงเงินก็ยังไม่สรุป รอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมาพิจารณาก่อน” แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวและว่า

สำหรับแผนงานที่ “กรมทางหลวง” เสนอเพิ่มมี 2 รายการ มูลค่าลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท หลังถูกตัดโครงการไปเหลือ 180,230 ล้านบาท (ณ วันที่ 4 ก.พ.)

โดยโครงการใหม่ที่เสนอ ประกอบด้วย โครงการขยายถนน 4 ช่องจราจร จำนวน 15 สายทาง วงเงิน 13,200 ล้านบาท ในพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ 11 สายทาง มีจังหวัดพังงา สุราษฎร์ธานี สงขลา ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม และเมืองระดับรอง 4 สายทาง ในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ลำพูน ลพบุรี และนครศรีธรรมราช และโครงการก่อสร้างสะพานกลับรถบนถนนสายหลัก จำนวน 9 แห่ง ประมาณ 2,000 ล้านบาท

อีกเป้าหมายเพื่อติดตามบัญชีรายชื่อโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทของ “คมนาคม” ที่ยังไม่ลงล็อก โดยเฉพาะแผนโครงการถนนของ 2 หน่วยอย่าง “กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท” ที่มีเทศกาล “ชักเข้า-ชักออก” อยู่ตลอดเวลา ด้วยผู้คุมหน่วยก็ไม่อยากตัดโครงการของตัวเองออก

เพราะต่างก็รู้กัน ดีว่า “งบฯถนน” เป็นสิ่งที่ “ส.ส.” อยากดึงไปลงพื้นที่ตัวเองให้มากที่สุด เนื่องจากจับต้องง่ายและเกิดได้เร็ว จึงไม่แปลกที่แผนลงทุนถนนจึงยังไม่นิ่ง เพราะยังมีคลื่นใต้น้ำตีกระเพื่อม “จัดสรรเงิน-จัดสรรพื้นที่” ลงทุน

แต่ ที่ยิ่งแปลกไปกว่านั้น เมื่อ “วราเทพ รัตนากร” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เด็กในคาถา “เจ๊ ด.” แห่งวังบัวบาน จู่ ๆ ก็มาปรากฏตัวที่ “คมนาคม” และทำหน้าที่ประธานที่ประชุมแทน”ชัชชาติ” ทันทีที่มีภารกิจด่วนอยู่ที่ทำเนียบ

“หลังโครงการใหญ่อย่างมอเตอร์เวย์ 2 สาย ทั้งสายบางปะอิน-โคราช และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่กรมทางหลวงพยายามจะขอค่าก่อสร้างด้วย แต่ได้เฉพาะค่าเวนคืนที่ดิน จึงหาโครงการอื่นมาแทน แต่ยังไม่สรุป” แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับในส่วนของ “กรมทางหลวงชนบท” ขอเพิ่มอีก 8,000 ล้านบาท จากเดิมที่ถูกตัดเหลือ 48,731 ล้านบาท สำหรับค่าเวนคืนที่ดินก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อม “อ.พระสมุทรเจดีย์ กับ อ.มหาชัย” ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและสมุทรสาคร จากเดิมถูกตัดออกไปแล้ว เนื่องจากใช้เงินก่อสร้างค่อนข้างสูงถึง 49,000 ล้านบาท

ขณะที่บทบาทของ “รองนายกฯวราเทพ” ในที่ประชุมวันนั้น กำชับให้แต่ละหน่วยพิจารณาโครงการเป็นภาพรวมตามยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจหลักในภูมิภาค และใช้เงินลงทุนในงบประมาณปกติไม่ได้

แต่ไม่ลืมโฟกัสไปที่ “โครงการถนน” ซึ่งระบุว่าต้องเป็นเส้นทางโครงการใหญ่ที่พร้อมดำเนินการ ช่วยเสริมศักยภาพของการเป็น “ฮับ” หรือศูนย์กลางทั้ง “เมืองหลัก-เมืองรอง” ครอบคลุมทุกภูมิภาคและรองรับประตูการค้าชายแดนทั้ง9 แห่ง ประกอบด้วย ด่านเชียงของ แม่สาย แม่สอด หนองคาย มุกดาหาร นครพนม อรัญประเทศ สะเดา และปาดังเบซาร์ เช่น ขยายถนนสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร เชื่อมระหว่างเส้นทางเศรษฐกิจการค้า

ซึ่ง “ภาคเหนือ” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ส่วนเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “ลำปาง แม่ฮ่องสอน ลำพูน กำแพงเพชร สุโขทัย พิจิตร และเพชรบูรณ์” มีประตูการค้าอยู่ที่ “เชียงราย-ตาก”

“ภาคอีสาน” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย นครราชสีมา อุบลราชธานี ซึ่งเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “เลย-กาฬสินธุ์-ชัยภูมิ-ร้อยเอ็ด-บุรีรัมย์ และสุรินทร์” ส่วนประตูการค้าอยู่ที่ “มุกดาหารและนครพนม”

ขณะที่ “ภาคกลาง” มีกรุงเทพฯและเมืองปริมณฑลเป็นเมืองศูนย์กลาง และมีจังหวัด “สระบุรีและลพบุรี” เป็นเมืองระดับรอง

“ภาคตะวันตก” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่ “ประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี” มี “ราชบุรีและสมุทรสงคราม” เป็นเมืองระดับรอง มีจังหวัดกาญจนบุรีเป็นประตูการค้า

“ภาคตะวันออก” มีจังหวัด “ชลบุรีและระยอง” เป็นเมืองศูนย์กลาง ส่วนเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “ฉะเชิงเทรา จันทบุรี”

แบงค์แจงเหตุเงินแข็ง


นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุมหารือกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ หอการค้าไทยจะเสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการเจรจาเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ไทยกับอียู เพราะหากรัฐบาลยังล่าช้าอาจทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขันในตลาดโลก หลังจากสหรัฐมีนโยบายที่จะเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียู และการเจรจาเอฟทีเอจะแก้ปัญหาเรื่องการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ที่จะเกิดขึ้นใน 1-2 ปีนี้

นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ส่วนประเด็นอื่นจะเน้นการลดอุปสรรค และเพิ่มความร่วมมือ อาทิ การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.ดูแลได้ดี และเอกชนไม่ได้กังวลว่าค่าบาทจะเป็นเท่าไร แต่ไม่ต้องการให้ผันผวนและสอดคล้องกับค่าเงินของประเทศคู่แข่งเป็นสำคัญ

นาย พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ไทยต้องทำควบคู่ 2 ด้าน คือ เปิดเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู และเจรจาขยายกรอบการค้ากับสหรัฐ จากเดิมเป็นความร่วมมือการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ ไปสู่ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี)

นายประสารกล่าวว่า ผลขาดทุนดังกล่าว ธปท.สามารถบริหารจัดการและดูแลตัวเลขได้ ไม่มีผลกระทบทำให้เงินกองทุนของ ธปท.ติดลบ เนื่องจาก ธปท.จะมีรายได้จากการเพิ่มเงินเข้าไปในตลาดการเงินด้วย ซึ่งแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่รายได้ดังกล่าวจะถูกบันทึกในบัญชีฝ่ายออกบัตร ซึ่งปัจจุบันมีกำไร 8 แสนล้านบาท ถ้าหักจากการขาดทุนของฝ่ายการธนาคาร 5 แสนล้านบาทแล้ว ฐานะธนาคารยังมีกำไร 3 แสนล้านบาท ซึ่งในการดูแลฐานะของธนาคารกลางทั่วโลก จะเข้าใจว่าฝ่ายการธนาคารที่เป็นระบบในการดูแลตลาดการเงินสามารถขาดทุนได้

ที่ บอกว่าเราขาดทุนจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าเราจะเจ๊ง หรือไม่สามารถทำหน้าที่ธนาคารกลางได้ เพราะระบบบัญชีเราแยกออกเป็น 2 ฝั่งชัดเจน ในฝั่งที่เป็นสินทรัพย์กับฝั่งที่เป็นหนี้สิน ซึ่งในฝั่งหนี้สินปรับขึ้นลงได้ตลอดเวลา ขึ้นกับแนวโน้มดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน ที่ผ่านมาเคยมีแนวคิดที่จะรวมบัญชี แต่เมื่อถูกคัดค้านก็พับไป เพราะในการดูแลฐานะธนาคารกลาง ทั้งที่เป็นฝ่ายลงทุนหรือบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เขาเข้าใจว่า ฐานะธนาคารกลางขาดทุนได้ จนกว่าฐานะธนาคารกลางเริ่มมีปัญหาและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นที่จะซื้อ พันธบัตรของ ธปท. แต่ขณะนี้ยังมีคนสนใจประมูลซื้อตลอดเวลาŽ นายประสารกล่าว

นาย ประสารกล่าวถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่า ขึ้นกับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะประชุมในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และตามข้อตกลง กนง.จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับดอกเบี้ยช่วง 7 วันก่อนการประชุม เพราะในตลาดการเงิน ทั้งดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน มีคนได้และเสียประโยชน์จำนวนมาก เชื่อว่าหลังการประชุม กนง.ไม่ว่าการตัดสินใจจะออกมาทิศทางใด แรงกดดันต่อการทำงานของ ธปท.ก็คงไม่หมดไป เป็นธรรมดาของธนาคารกลางทั่วโลก

นายประสารกล่าวว่า เครื่องมือในการดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนมีหลายอย่าง ดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่จะดึงให้เงินเข้าหรือออกได้ ส่วนการสนับสนุนให้เงินออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในประเทศที่จะไปลงทุนของผู้ประกอบการด้วย ซึ่งปีที่ผ่านมาพบว่ามีเงินไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีเงินเข้ามาลงทุน 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือว่าค่อนข้างสมดุลและช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินได้ระดับหนึ่ง

นาย ประสารกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการแทรกแซงจาก ธปท. แต่ต้องดูไม่ให้มากเกินไป เพราะหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งปีที่ผ่านมาถือว่าแทรกแซงน้อยมาก ดูได้จากปริมาณทุนสำรองทางการระหว่างประเทศค่อนข้างทรงตัว ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดจากการค้าขายสินค้าและ บริการ

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีเรื่องการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่มีตั้งแต่เบาไปหาหนัก ที่เบาก็จะเป็นเรื่องการรายงานการเข้าออกของเงิน การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศก็ต้องแจ้งเหตุผล การกำหนดระยะเวลาการถือครองว่าต้องไม่ต่ำในกี่ปี เช่น หากเงินเข้ามาลงทุนในพันธบัตร ก็ต้องถือไม่น้อยกว่า 1 ปี การกันสำรองทันที เหมือนที่เคยประกาศใช้เมื่อ 5 ปีก่อนแล้วผลกระทบรุนแรงมากหรือที่แรงสุดคือ การเก็บภาษีจากเงินที่เข้ามาลงทุน ซึ่งในเรื่องการควบคุม จะไม่ค่อยประกาศใช้ เพราะมีผล

กระทบต่อการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อ ถือของประเทศ สำหรับอัตราดอกเบี้ยนั้น ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่า มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนมากน้อยเพียงใด เพราะจะมีอิทธิพลในแต่ละประเภทแตกต่างกัน

ด้านนายสมเกียรติ ศิริชาติชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ยมาใช้ดูแลค่าเงินบาทในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อเงินทุนไหลเข้า แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งไม่สามารถใช้มาตรการดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว การลดดอกเบี้ยอาจกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศมากเกินไป และจะทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่ รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อด้วย ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเงินเฟ้อกระทบต่อเศรษฐกิจแล้ว จะมีผลกระทบในวงกว้าง

นายสม เกียรติกล่าวว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ยนั้น ต้องเก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น หากพิจารณาความเห็นทั้งสองด้าน ก็ถูกทั้งคู่ แต่สถานการณ์เรื่องค่าเงินบาทในขณะนี้ สบายใจได้ในระดับหนึ่ง เงินบาทเริ่มนิ่ง ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อาจกระทบต่อเงินเฟ้อ และต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยประมาณการเงินเฟ้อในปีนี้อยู่ที่ 3-3.6% ภายใต้สมมติฐานว่าราคาน้ำมันอยู่ที่ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่การที่ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว อาจเป็นปัจจัยกระทบต่อราคาน้ำมันในระยะต่อไปได้ ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายมีทั้งเข้าและออก ธปท.ดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว หากใช้นโยบายการเงินแก้ปัญหา ต้องใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์จึงจะเห็นผล

นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในการเยือนประเทศเบลเยียม ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ระหว่างวันที่ 6-7 มีนาคมนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายคือไทยและสหภาพยุโรป (อียู) จะประกาศเปิดเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อียู อย่างเป็นทางการ หลังจากที่รัฐบาลไทยนำกรอบการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เสนอต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และได้ให้ความเห็นชอบแล้ว คาดว่าการเจรจาจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี

 

กองทุนประกาศปันผล

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านทรัพย์สิน และประธานกรรมการ ในคณะกรรมการลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้แถลงผลการดำเนินงานสำหรับปี 2555 ของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้มีมติเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2556 อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 ปี (1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2555) ในอัตราร้อยละ 6.0 สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนประเภท ก. หรือนักลงทุนทั่วไป และนักลงทุนประเภท ข. ในอัตราร้อยละ 3.0 หรือเท่ากับ 0.30 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะทำการจ่ายสำหรับงวดครึ่งปีหลังสำหรับนักลงทุนประเภท ก ในอัตราร้อยละ 3.0 หรือ 0.30 บาทต่อหน่วย และสำหรับนักลงทุนประเภท ข ในอัตราร้อยละ 3.0 หรือเท่ากับ 0.30 บาทต่อหน่วย เนื่องจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิจากการดำเนินงานในปี 2555 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2554 เท่ากับ 16,790.77 ล้านบาท เทียบกับในปี 2554 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 9,336.95 ล้านบาท โดยกองทุนได้รับผลบวกจากสภาวะตลาดตราสารทุน ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย SET Index งวดปี 2555 ปรับเพิ่มขึ้น 35.76% เนื่องจากได้รับผลดีจากการไหลเข้าของเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติ อันเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีอัตราการเติบโตที่ดี อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำทั่วโลก และสภาพคล่องในตลาดที่มีอยู่สูง ในการนี้ การจ่ายเงินปันผลของกองทุนในอัตราร้อยละ 6.0 สำหรับนักลงทุนประเภท ก เป็นผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ที่ประมาณร้อยละ 2.92 และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี (เฉลี่ย 4 ธนาคาร) ที่ประมาณร้อยละ 2.43

โดยตลาดหลักทรัพย์จะประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ จะทำการปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 และผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับเงินปันผลในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556

กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีขนาดมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ 28 ธันวาคม 2555 เท่ากับ 180,367.01 ล้านบาท และมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยลงทุนของนักลงทุนประเภท ก (นักลงทุนทั่วไป) เท่ากับ 11.0240 บาท กองทุนเป็นกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นซึ่งมีนโยบายการลงทุน ทั้งในตราสารแห่งทุนและตราสารแห่งหนี้ โดยปัจจุบันลงทุนในตราสารแห่งทุนประมาณ 85% และ ตราสารแห่งหนี้ประมาณ 15%

ตลาดทองคำแท่งโน้มวันที่ 13 ธันวาคม 2555

ราคาทองแนวโน้มวันที่ 13 ธันวาคม 2555

กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า ราคาทองคำยังมีการเคลื่อนไหวในกรอบและคาดว่าราคาทองคำเคลื่อนไหวในลักษณะของ การปรับฐานราคา โดยให้เน้นไปที่การเข้าลงทุนระยะสั้น ทั้งนี้สามารถเข้าซื้อบริเวณแนวรับที่ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเมื่อราคามีการปรับตัวสูงขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1,720ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจขายทำกำไรบ้างส่วนออกมาบ้างเพื่อลดความเสี่ยง แต่หากราคายืนเหนือแนวต้านได้มั่นคงสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้ แนะนำให้ถือต่อเพื่อทำกำไรบริเวณแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,730 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาไม่เป็นไปตามคาดการณ์
 

ความเชื่อมั่นที่ว่าสหรัฐจะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤติการคลังนั้นทำให้นักลง ทุนลดการถือครองทองคำลง หลังจากการคาดการณ์ที่ว่า ทำเนียบขาวและสภาคองเกรสจะบรรลุข้อตกลงลดยอดขาดดุลงบประมาณภายในสิ้นปีนี้ นั้น โดยผลสำรวจพบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะตำหนิพรรครีพับลิกัน ถ้าหากสหรัฐเกิดภาวะ fiscal cliff โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันได้ส่งสัญญาณถึงความเต็มใจที่จะให้มีการปรับขึ้น ภาษีคนรวยและสมาชิกบางคนก็ได้กดดันให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิ กัน ให้บรรลุข้อตกลงในทันที ขณะที่นายจอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐกล่าวว่า ยังคงคาดหวังว่าจะมีการ บรรลุข้อตกลงกันได้ก่อนเส้นตายในช่วงสิ้นปี อย่างไรก็ตามหากมีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ fiscal cliff อาจส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคา ทองคำ อย่างไรก็ตามการอ่อนตัวของราคาทองคำค่อนข้างจำกัดโดยได้รับแรงหนุนจากการ ปรับตัวขึ้นของสกุลเงินยูโรเทียบกับดอลลาร์ หลังจากขณะที่ข้อมูลความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดของเยอรมนี ซึ่งทำให้เกิดความหวังว่า เยอรมนีซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถด ถอยได้ในฤดูหนาวนี้ เบื้องต้นวายแอลจีประเมินว่าราคาทองคำยังคงมีการเคลื่อนไหวของราคาออกมาใน ลักษณะแกว่งตัวในกรอบในรูปแบบของการปรับฐานราคา โดยกรอบบนประเมินราคาทองคำบริเวณแนวต้าน 1,720 หรือ 1,730 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และประเมินกรอบด้านล้างบริเวณแนวรับที่ 1,700 หรือ 1,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์


ทองคำแท่ง (96.50%)

แนวรับ    1,700 (24,640บาท)   1,690 (24,500บาท)   1,680 (24,420บาท)
แนวต้าน  1,720 (24,930บาท)   1,730 (25,070บาท)   1,744 (25,280บาท)

 

GOLD FUTURES (GFZ12)
แนวรับ    1,700 (24,820บาท)   1,690 (24,680บาท)    1,680 (24,600บาท)
แนวต้าน  1,720 (25,110บาท)   1,730 (25,250บาท)    1,744 (25,460บาท)

SILVER FUTURES (SVZ12)
แนวรับ      32.70 (1,004บาท)    32.50 (998บาท)     32.25 (990บาท)

แนวต้าน    33.40 (1,026บาท)    33.70 (1,035บาท)  34.00 (1,044บาท)