ตลาดหุ้นไทนเริ่มปรับพื้นหลัง วิตกการกู้เงิน

นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธการลงทุน บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่  29  มีนาคม ดัชนี สามารถรีบาวน์ปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้วานนี้จะมีแรงเทขายทำกำไรออกมากดดันดัชนี เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลจากปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปและประเด็นการอภิ ปรายพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทที่มีความคืบหน้าในเชิงบวก

สำหรับ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า (1-5 เม.ย.) ประเมินว่าดัชนีจะมีแนวโน้มการขยับขึ้นที่จำกัดลง หลังจากที่ได้มีการรีบาวน์ปรับขึ้นต่อเนื่องประมาณ 80 จุด โดยประเมินว่ากรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์จะมีแนวรับอยู่ที่ 1,550 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,580 จุด  ด้านปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนในสัปดาห์หน้าคือการประชุมของคณะกรรมการ นโยบายการเงิน(กนง.) และการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเลือกซื้อหุ้นรายตัวในหุ้นที่มีโอกาสปรับขึ้นได้แก่ BTS,BGH และหุ้นที่จ่ายปันผลดี คือ ADVANC,INTUCH

ตลาดหุ้นไทยรีบาวน์ต่อเนื่องจากต้นสัปดาห์เหตุนักลงทุนคลายกังวลวิกฤตหนี้ ยุโรป ผนวกอภิปรายพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทเห็นแววสดใส หุ้นสัปดาห์บวกได้จำกัดลงหลังรีบาวน์ต่อเนื่อง 80 จุด ให้แนวรับอ 1,550 จุด แนวต้าน 1,580 จุด

ราคาน้ำมันดิบเริ่มฟื้นตัว

น้ำมันทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

กรอบ การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้เบรนท์ 105-112 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส  92-97 เหรียญ ติดตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของอิตาลี และจับตาตัวเลขเศรษฐกิจ สำคัญคืนนี้ ได้แก่ดัชนีราคาผู้บริโภค ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ ดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจยูโรโซน ยอดสัญญาซื้อขายบ้านรอปิดการขายสหรัฐฯ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่
วันอังคาร :  ยอดขายบ้านใหม่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนและดัชนีราคาบ้านสหรัฐฯ (S&P/CS)
วันพุธ : ดัชนีราคาผู้บริโภค ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ ดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจยูโรโซน ยอดสัญญาซื้อขายบ้านรอปิดการขายสหรัฐฯ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนี (GfK)
วันพฤหัส : จีดีพีไตรมาส 4 (Final) และยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานสหรัฐฯ ดัชนีชี้วัดภาคการผลิตของเมืองชิคาโก ตัวเลขการจ้างงานเยอรมนี
วันศุกร์ : ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ (ม.มิชิแกน)  รายได้และการใช้จ่ายส่วนบุคคลสหรัฐฯ

 

- จับตาความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลของอิตาลี หลังในวันที่ 20-21 มี.ค.ประธานาธิบดีได้เรียกประชุมกับสมาชิกสภาเป็นครั้งแรกเพื่อพยายามจัด ตั้งรัฐบาล หากไม่สำเร็จ อาจทำให้อิตาลีต้องมีการแต่งตั้งรัฐบาลชั่วคราว จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง
- ติดตามการชำระหนี้ของไซปรัส หลังได้รับเงินช่วยเหลือมูลค่า 10,000 ล้านยูโรจาก ไอเอ็มเอฟ และธนาคารกลางยุโรป
- ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในซีเรียหลังมีการยิงระเบิดที่หลายฝ่ายสงสัยว่ามี ส่วนผสมของอาวุธเคมีซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยล่าสุดทั้งรัฐบาลและกลุ่มผู้ต่อต้านเรียกร้องให้สหประชาชาติเข้ามาตรวจ สอบถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

 

+ ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวต่อเนื่องจากช่วงปลายสัปดาห์ก่อน จากยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนดัชนีราคาบ้านสหรัฐฯ และดัชนีภาคอุตสาหกรรมที่ดีขึ้น โดยที่ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนเพิ่มขึ้น 5.7 เปอร์เซนต์จากเดือนกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะการขยายตัวยานพาหนะ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดจะขยายตัวเพียง 3.5% ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ปริมาณการค้าของอิเล็กโทรนิคส์เพิ่มขึ้น 18 เปอร์เซนต์จากปริมาณเฉลี่ยสามเดือน แม้ว่ายอดขายบ้านใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ ปรับลงลด 4.6เปอร์เซนต์จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 411,000 ยูนิต

 

+ จากการที่ไซปรัสสามารถระดมทุน 5,800 ล้านยูโร ตามข้อเสนอของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จนได้รับเงินช่วยเหลือ10,000 ล้านยูโรทำให้สถานการณ์ในไซปรัสที่คลี่คลายไปในทางที่ดี และจากตัวเลขเศรษฐกิจทีดีของสหรัฐฯข้างต้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

- สถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานของสหรัฐฯ (API) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ สัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 3.7ล้านบาร์เรลจากที่คาดการณ์ไว้ 700,000 บาร์เรล สวนทางกับปริมาณน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปรับลดลง 2 ล้านบาร์เรล และ19 ล้านบาร์เรลตามลำดับแม้โรงกลั่นจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นถึง 1.8 เปอร์เซนต์ก็ตาม

 

- จากตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นในด้านบน และการเพิ่มปริมาณการขนส่งทางท่อของน้ำมันภายในประเทศ ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ซึ่งส่งผลต่อส่วนต่างของเบรนท์และเวสต์เท็กซัสลงมาที่ 12.52 เหรียญต่อบาร์เรล

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากการคาดการณ์ว่าความต้องใช้น้ำมันเบนซินของอเมริกาจะเพิ่มขึ้น ท่ามกลางช่วงปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในภูมิภาค ถึงแม้ว่าความต้องการใช้น้ำมันในภูมิภาคจะลดลงก็ตาม

 

ราคาน้ำมันมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนามลดลง รวมไปถึงจีนและอินเดียส่งออกน้ำมันดีเซลมากขึ้นด้วย

 

 
- ติดตามเหตุยิงระเบิดจากฉนวนกาซาร์เข้ามายังอิสราเอลระหว่างการเยือนของ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าเป็นการเยือนเพื่อสมานความสัมพันธ์มากกว่าที่จะเป็นการ เสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมเพื่อยุติความรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์

แนะนำหุ้นเด็ด ประจำวันที่ 19/02/13

- อีกหุ้นร้อน บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) พบว่าในช่วง 1 เดือน ราคาพุ่งขึ้นจาก 12.50 บาท ไปปิดที่ 15.60 บาท หรือ 24.8% มีการปรับตัวขึ้นที่ค่อนข้างน่าสนใจตามคาดการณ์ผลประกอบการที่มีแนวโน้มจะ ออกมาดี โดยบทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัสได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 16.50 บาท จาก 12.90 บาท เนื่องจากมีการปรับประมาณการกำไรปีนี้ขึ้นอีก 8% สะท้อนยอดขายมือถือ สมาร์ทโฟนที่ดีกว่าคาดการณ์ สำหรับกำไรในไตรมาส 4/55 คาดว่าจะลดลง 18% เมื่อเทียบไตรมาส 3/55 แต่เพิ่มขึ้น 56% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขึ้นมามีกำไรเป็น 233 ล้านบาท

หุ้นร้อนแรงในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา วิ่งปรู๊ดปร๊าดกันหลายตัว แม้แต่น้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเทรดวันแรกเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 56 บมจ.พรีเมียร์ โพรดักส์ (PPP) พุ่งกระฉูดจากราคาจองที่ 5 บาท ไปปิดที่ 12.30 บาท โกยกำไรไปถึง 146% ตามสูตรหุ้นน้องใหม่ที่มักได้รับเสียงตอบรับดีจากนักลงทุน โดยบริษัทคาดว่าในช่วงไตรมาส 1/56 จะล้างขาดทุนสะสมได้หมด ด้วยการนำกำไรจากผลประกอบการในปีཱི มาล้างขาดทุนสะสมประมาณ 60-70% ของยอดขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 90 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2555 ส่วนที่เหลืออีก 30% จะใช้เงินจากการขายหุ้นไอพีโอมาหักขาดทุนสะสม

- มาที่ บมจ.สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ (SF) ราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 56 หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานว่า CAPITAL RESEARCH AND MANAGEMENT COMPANY เข้ามาซื้อหุ้นอีก 0.26% ทำให้มีหุ้นในมือรวม 5.08% ทั้งนี้ช่วง 1 เดือน ราคา SF ปรับขึ้นจาก 7.50 บาท มาอยู่ที่ 9 บาท หรือเพิ่มขึ้น 20% ด้าน บล.ทิสโก้วิเคราะห์ว่า SF มีศักยภาพเพียงพอลงทุนในโครงการใหญ่ ซึ่งบริษัทจะใช้แหล่งเงินจากการกู้ยืมและเพิ่มทุน สำหรับสร้าง IKEA 2 พร้อมทั้งเห็นว่า SF ไม่มีความจำเป็นในการเพิ่มทุน เนื่องจากบริษัทมีเงินสดในมือสูงและสามารถนำเงินปันผลมาใช้ได้ โดยหันมาออกหุ้นปันผลให้กับนักลงทุนแทนเงินสด จึงยังแนะนำ “ซื้อ” SF มูลค่าที่เหมาะสม 9.60 บาทต่อหุ้น

ภาวะเศรษฐกิจขยายตัว

นายสมชัยฯกล่าวเพิ่มเติมว่า “ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริโภคและการลงทุนประกอบกับการดำเนินมาตรการสนับสนุนการเติบโตทาง เศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจว่าในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายที่ 2.1 ล้านล้านบาท” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

1.เดือนธันวาคม 2555 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 183,688 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 41,985 ล้านบาท หรือร้อยละ 29.6 (สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 45.0) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญได้แก่ (1) ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 6,002 ล้านบาท หรือร้อยละ 57.0 เป็นผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก และ (2) ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 4,569 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.7 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผู้เสียภาษีใช้สิทธิยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.51 ทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งได้รับการขยายเวลาจากเดือนพฤศจิกายนสูงกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ ส่วนราชการอื่นนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 31,182 ล้านบาท หรือร้อยละ 780.5 โดยเป็นรายได้นำส่งจากการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3จี งวดแรกจำนวน 20,843 ล้านบาท 1/ และการส่งคืนเงินกันเพื่อชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับผู้ส่งออก 8,227 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นผลจากการส่งออกในปีงบประมาณที่ผ่านมาชะลอตัวลง ประกอบกับมีการนำพิกัดฮาร์โมไนซ์อาเซียนมาใช้ ทำให้กระบวนการจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในช่วงแรกชะลอลง

 

2.ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม – ธันวาคม 2555)รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 504,582 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 66,910 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.3 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 26.6) เป็นผลจากการจัดเก็บที่สูงกว่าเป้าหมายของ 3 กรมภาษีสังกัดกระทรวงการคลังและส่วนราชการอื่นจำนวน 43,768 และ 36,074 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่การคืนภาษีของกรมสรรพากรสูงกว่าเป้าหมาย 9,622 ล้านบาท ผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้

 

2.1 กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวม 346,196 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 25,917 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.1 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 24.2) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ (1) ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 10,408 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 22.1) บ่งชี้ถึงอุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าสูงกว่า เป้าหมาย 5,729 ล้านบาท และ 4,679 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.6 และ 5.8 ตามลำดับ (2) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5,641 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 14.9) สะท้อนรายได้ภาคครัวเรือนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และ (3) ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5,232 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.1 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 32.2) เนื่องจากผลประกอบการของภาคธุรกิจที่ฟื้นตัว หลังจากได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปีงบประมาณที่ผ่านมา

 

2.2 กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 119,070 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 17,179 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 43.1) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิตรถยนต์จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 16,615 ล้านบาท หรือร้อยละ 53.5 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 180.3) เป็นผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นสำคัญ สำหรับภาษียาสูบและภาษีเบียร์จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 2,621 ล้านบาท และ 2,541 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 และ 14.1 ตามลำดับ ส่วนหนี่งเป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบเมื่อเดือนสิงหาคม 2555

 

2.3 กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 30,922 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 672 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 13.6) โดยอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ572 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 13.5) เป็นผลจากมูลค่าการนำเข้า โดยเฉพาะหมวดรถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง สืบเนื่องจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินบาทในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2555) ขยายตัวร้อยละ 23.0 และร้อยละ 23.5 ตามลำดับ

 

2.4 รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 21,196 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 3,642 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.7 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 40.0)

 

2.5 หน่วยงานอื่น จัดเก็บรายได้รวม 62,979 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 37,557 ล้านบาท หรือร้อยละ 147.7 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 131.1) โดยมีรายได้จัดเก็บที่สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ (1) รายได้จากค่าใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3จี งวดที่ 1 จำนวน 20,843 ล้านบาท (2) การส่งคืนเงินที่กันไว้เพื่อชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับผู้ส่งออกสินค้าจำนวน 8,227 ล้านบาท (3) รายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 2,161 ล้านบาท สาเหตุมาจากมูลค่าการขายปิโตรเลียมที่สูงขึ้นและ (4) เงินชำระหนี้ค่าข้าวจากโครงการขายข้าวรัฐบาลรัสเซียจำนวน 1,118 ล้านบาท

 

2.6 การคืนภาษีของกรมสรรพากร จำนวน 68,073 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 9,622 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.5 ประกอบด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 62,169 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 11,900 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.7 และการคืนภาษีอื่นๆ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์) จำนวน 5,904 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,278 ล้านบาท หรือร้อยละ 27.8

เงินเฟ้อพื้นฐาน

แหล่ง ข่าวกระทรวงการคลังกล่าวด้วยว่า ตัวเลขปัจจุบัน สศค.ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในปีหน้าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% โดยกำหนดช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 3-4% และคาดจะขึ้นไปสูงสุด 3.8% ในไตรมาสแรก เนื่องจากฐานที่สูงในปีนี้เป็นปัจจัยหลัก ต่อจากนั้นจะค่อย ๆ ทยอยปรับลดลงเหลือ 3.7% ในไตรมาส 2-3 และเหลือ 2.7% ในไตรมาสสุดท้าย ขณะที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 118 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะอยู่ในช่วง 2.75-3%

คลัง-แบงก์ ชาติตกลงกรอบเงินเฟ้อปีหน้า 0.5-3% เท่าปีนี้ ยึดเป้าหมาย “กรอบเงินเฟ้อพื้นฐาน” เหมือนเดิม หวั่นเปลี่ยนใช้ “กรอบเงินเฟ้อทั่วไป” อาจผันผวนตามราคาพลังงาน เหตุรัฐบาลอยู่ในช่วงปรับราคาพลังงานให้สะท้อนราคาตลาด

นายกิตติ รัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในเบื้องต้นการกำหนดกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อปี 2556 น่าจะใช้กรอบเดิมที่ใช้ในปี 2555 อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ได้เสนอเรื่องมาให้พิจารณา

“คงจะเป็นกรอบเดิม แต่ตอนนี้เขา (ธปท.) ยังไม่เสนอมา” นายกิตติรัตน์กล่าว

แหล่ง ข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า ทางคลังกับ ธปท.ได้หารือร่วมกันในการยึดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) เช่นเดิม เพราะมองว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อให้สะท้อนตามราคาตลาด หากเปลี่ยนไปใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) จะทำให้อัตราเงินเฟ้อมีความผันผวนตามราคาพลังงาน ส่งผลให้ดูแลยาก โดยในปี 2556 คลังและ ธปท.เห็นควรให้กำหนดกรอบเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 0.5-3.0% ต่อปี เช่นเดียวกับปีนี้

อย่างไรก็ตาม การหารือดังกล่าวเป็นข้อสรุปเบื้องต้น หลังจากนี้จะต้องมีการเสนอรายละเอียดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเสนอได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้ เพราะขณะนี้ต้องรอให้ทาง ธปท.ส่งเรื่องที่จะเสนอ ครม.มาให้คลังก่อน

“เนื่องจากรัฐบาลยังอยู่ ระหว่างปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนราคาตลาด และบางมาตรการจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในปีหน้า ก็เลยเห็นว่ายังไม่ควรเปลี่ยนไปใช้เงินเฟ้อทั่วไปเป็นเป้าหมาย เพราะจะผันผวนตามราคาพลังงาน” แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ธปท.ได้หารือกับกระทรวงการคลังถึงการจะนำเกณฑ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมาใช้ กำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแทนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานว่าน่าจะต้องใช้เวลาอีก ประมาณ 1 ปี เพื่อให้รัฐบาลปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้แล้วเสร็จก่อน

ภาวะตลาดหุ้นไทยปิดเช้าบวก 4.19 จุด รับ Sentiment จากตลาดตปท.หลังปัจจัยนอกปท.เอื้อรีบาวน์ตามสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี สศค.จะปรับประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีนี้และปีหน้าอีกครั้งใน เดือน ธ.ค. ซึ่งคงต้องดูว่ามีปัจจัยบวกหรือลบเพิ่มเติมหรือไม่

วัน ที่ 22 พฤศจิกายน ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าปิดที่ระดับ 1,280.58 จุด เพิ่มขึ้น 4.19 จุด(+0.33%) มูลค่าการซื้อขาย 12,426.05 ล้านบาท โดยตลาดภูมิภาครีบาวน์ขึ้นส่วนใหญ่ตามตลาดสหรัฐฯ จากความคาดหวังเชิงบวกในการประชุมของสหรัฐฯในวันศุกร์นี้ในประเด็น Fiscal Cliff และรอผลพิจารณาช่วยกรีซในวันจันทร์หน้าด้วย บ่ายนี้ตลาดโดยรวมคงเป็นลักษณะแกว่งทรงตัว พร้อมให้แนวรับ 1,273-1,275 แนวต้าน 1,282-1,285 จุด

รายได้ลดลงในปี55

“ช่วงที่ผ่านมาเราต้องตั้งสำรองประมาณ 140 ล้านบาท แถมเป็นช่วงที่จีนชะลอการนำเข้าถ่านหินด้วย ดังนั้นจึงทำให้รายได้และกำไรของบริษัทปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4
นี้ จนถึงปีหน้าสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น”นายพนมกล่าว

สำหรับ ปี2556 บริษัทคาดว่ารายได้น่าจะเติบโตดีขึ้นอยู่ที่ราว6 พันล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ(Net Profit Margin)จะอยู่ที่6.5% จากปกติที่อยู่ประมาณ 4.5%
ทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยบวกผลักดัน ได้แก่ โครงการคลังสินค้า และท่าเรือ ที่จะช่วยให้สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์เฉลี่ยปีละ100 ล้านบาท


นายพนมกล่าวว่า ในปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังประเทศอินเดียเพิ่ม
จาก ปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ส่งออกไปในประเทศจีน และอนาคตอาจจะเจาะตลาดอื่นๆเช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เป็นต้น ซึ่งจะทำให้โครงสร้างรายได้ ใน2ปีข้างหน้ามากจากการขายถ่านหินในประเทศ 50% และขายในประเทศ 50% จากปีนี้ที่มียอดขายต่างประเทศราว 20-25%  ที่เหลือเป็นยอดขายในประเทศ

โดย การผลักดันไปสู่ตลาดต่างประเทศนั้น จะส่งเสริมให้ผลประกอบการAGE ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากการใช้ถ่านหินในประเทศมีอัตราการเติบโตค่อนข้างน้อย อยู่ที่ปีละ 5-10% เท่านั้น

รวมถึง ความต้องการถ่านหินมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นนับตั้งแต่ไตรมาส4 เนื่องจากเป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูหนาว ดังนั้นประเทศจีนจึงน่าจะสั่งออร์เดอร์เข้ามาอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันประเมินว่าแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของราคาถ่านหินในปีหน้ามีโอกาส วิ่งขึ้นไปถึงราว 90 เหรียญต่อตัน เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 80 เหรียญต่อตัน ช่วยให้ทิศทางผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าปริมาณขายถ่านหินในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านตัน จากปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านตัน

สำหรับแผนขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศอินโดนีเซีย โดย
AGE ถือหุ้น 100% ทุนจดทะเบียน 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่าเสร็จช่วงปลายปีนี้

โดยการตั้งบริษัทดังกล่าวขึ้น มีจุดประสงค์เพื่อรองรับต่อการทำธุรกิจเหมืองแร่ในอินโดนีเซีย
ซึ่ง แนวทางการลงทุนนั้นอาจเป็นไปได้ทั้งการซื้อเหมือง หรือซื้อบริษัทที่ประกอบธุรกิจถ่านหิน โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจา และหากดีลดังกล่าวใช้เงินลงทุนราว 1-2 พันล้านบาท ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุน หรือกู้เงินเพิ่ม เพราะมีเงินสภาพคล่องเพียงพอ

นายพนม ควรสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด(มหาชน)(AGE) ผู้นำเข้า และจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด)กล่าวว่า บริษัทคาดว่ารายได้ทั้งปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับราว 4.5-4.7 พันล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนที่มีรายได้ 5.2 พันล้านบาท

ขณะ ที่กำไรสุทธิคาดว่าจะติดลบเล็กน้อยราว 10 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทได้ตั้งสำรองขาดทุนสต็อกถ่านหิน 140 ล้านบาท ประกอบกับประเทศจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักนำเข้าถ่านหินลดลงจึงส่งผลกระทบต่อAGE โดยตรง

“ในช่วงที่ผ่านมาเหมืองถ่านหินและ บริษัทที่ทำธุรกิจนี้ในอินโดนีเซียปิดตัวไปหลายแห่ง เพราะราคาถ่านหินปรับตัวลดลงแรงจาก ประมาณ140 เหรียญต่อตัน มาอยู่ที่ราว 80 เหรียญต่อตัน ดังนั้นจังหวะนี้จึงถือเป็นโอกาสทองที่เราจะเข้าไปเจรจากับบริษัทเหล่านี้
รวม ถึงบริษัทอื่นๆในประเทศที่อาจจะไม่ได้ประสบปัญหาด้วย เพราะปีหน้าเรามองว่าธุรกิจถ่านหินจะเริ่มฟื้นตัว จากสัญญานราคาที่มีแนวโน้มดี”นายพนมกล่าว