เงินร้อนไหลเข้าไทย

 

ทั้งนี้ “สุธาศินี นิมิตกุล” ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและกำกับการแลกเปลี่ยนเงิน ธปท. ระบุว่า ธปท. ได้เสนอแผนเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อส่งเสริมการออกไปลงทุนต่างประเทศไปให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผ่อนเกณฑ์ให้ไปลงทุนต่างประเทศง่ายขึ้น อาทิ เปิดเสรีสำหรับวงเงินของบุคคลธรรมดาที่ออกไปลงทุนโดยตรง หรือไม่จำกัด จากเดิมกำหนด 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี การเปิดให้รับฝากเงินในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) แบบมีภาระผูกพันได้อย่างเสรี จากเดิมกรณีมีภาระผูกพัน นิติบุคคลมียอดคงค้างที่ 100 ดอลลาร์ และไม่มีภาระผูกพันที่ 5 แสนดอลลาร์

 

ยัง มีการเปิดให้มีการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Unwind Hedging) อย่างเสรี สำหรับธุรกรรมที่มี Underlying กรณีลงทุนโดยตรง และเงินกู้กิจการในเครือ จากเดิมอนุญาตแค่การทำ Unwind เฉพาะค่าสินค้าและบริการ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอการผ่อนคลายคุณสมบัติของธุรกิจและผู้รับอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อ ขายแลกเปลี่ยนเงินตรา (MC/MT) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ผู้ประกอบการ จากเดิมกำหนดรับซื้อเงินตราไม่จำกัด แต่ขายเงินตราได้ไม่เกิน 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง และสุดท้าย การอนุญาตถือเงินสดข้ามแดนประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น เป็น 2 ล้านบาทต่อคน จากเดิมที่กำหนดเพียง 5 แสนบาทต่อคนเท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี การออกมาตรการเหล่านี้ ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือจากฟากกระทรวงการคลังทั้งสิ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

 

ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ยังคงเป็น “หนังยาว” ที่ต้องติดตามว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลังจะเห็นพ้องต้องกันในการออกมาตรการใดมาดูแล ซึ่งในระหว่างที่ยังตกลงกันไม่ได้ กระแสเงินทุนไหลเข้า (ฟันด์โฟลว์) ก็ยังคงเป็นปมปัญหาสำคัญที่รอการแก้ไข แม้ข่าวลือการออกมาตรการ “สกัดเงินร้อน” จะช่วยสกัด “นักเก็งกำไร” ได้ระดับหนึ่ง จนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจนใกล้ 30 บาทต่อดอลลาร์ จากที่เคยทำสถิติแข็งค่าสูงสุดที่ 28.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.แต่ด้วยความน่าสนใจของเศรษฐกิจภูมิภาคนี้ จึงมีการคาดการณ์กันว่า หากรัฐไม่มีมาตรการใดออกมา เงินบาทก็จะกลับมาแข็งค่ามากขึ้นอีก

 

เช่นเดียวกับ “เกาหลีใต้” ที่ใช้มาตรการเก็บภาษี (Levy) จากหนี้ต่างประเทศภาคธนาคาร โดยมีแนวคิดว่า “ยิ่งกู้สั้นยิ่งเสียภาษีมาก” ซึ่งเก็บแบบขั้นบันได คืออายุสัญญาไม่เกิน 1 ปี จะเก็บ 0.2% ของวงเงินกู้ อายุ 1.3 ปี เก็บ 0.1% อายุ 3-5 ปี เก็บ 0.05% และอายุ 5 ปี เก็บ 0.02% ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์กู้เงินตราต่างประเทศที่มีอายุสัญญายาวขึ้นให้สอดคล้องกับการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward) ซึ่งมาตรการนี้ IMF วิเคราะห์ว่า มีผลไม่มากเพราะเก็บภาษีค่อนข้างต่ำ แต่การกู้ยืมเงินต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ลดลงอย่างชัดเจน และการกำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศต้องลงทะเบียนเพื่อลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ก็ช่วยให้สามารถติดตามพฤติกรรมการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ด้าน “อินเดีย” มีการออกมาตรการกำกับดูแลการลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติคล้ายกับเกาหลีใต้ แต่เข้มงวดกว่า คือกำหนดให้ต้องลงทะเบียนก่อนลงทุน พร้อมกำหนดโควตาเงินลงทุนต่างชาติสำหรับนักลงทุนสถาบันให้ลงทุนตราสารรัฐบาลได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และต่อมากำหนดให้ลงทุนได้ไม่เกิน 25 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงลงทุนในตราสารเอกชนได้ไม่เกิน 51 พันล้านดอลลาร์

แม้ว่า ณ เวลานี้ ธปท.จะส่งมาตรการไปถึงมือ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังแล้ว แต่ก็ดูเหมือนยังไม่เป็นที่ “ถูกใจ” ของขุนคลังนัก แต่ฟาก ธปท.เองก็พยายามหยิบยกมาตรการต่าง ๆ มานำเสนอ อย่างล่าสุด มีการออกรายงานที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลดแรงกดดันอัตราแลกเปลี่ยน สกัดเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ (Capital Control) โดยเป็นการหยิบยกตัวอย่างจากต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.มองว่าเป็นมาตรการที่เคย “ใช้ได้ผลเป็นที่ยอมรับ” และไทยยังไม่เคยนำมาใช้

“มาตรการ Capital Control เพื่อสกัด “เงินร้อน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็น “ตลาดเกิดใหม่” มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีการหยิบยกมาตรการดังกล่าวออกมาพูด เพราะ IMF มองว่าเป็นมาตรการที่ได้ผล และเป็นทางเลือกหนึ่งของแต่ละประเทศในการดูแลเงินทุนไหลเข้าออกประเทศ โดยจะใช้มาตรการดังกล่าว ก็ต่อเมื่อนโยบายการเงินการคลังตามปกติ ไม่สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินได้”

ตัวอย่างแรก กรณีประเทศ “อินโดนีเซีย” ที่เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศอย่างหนักเมื่อปี 2552 จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีและดอกเบี้ยนโยบายที่สูงถึง 6.5% จึงจูงใจนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารกลางอย่างมาก และมีการเทขายทำกำไรเป็นระยะ ค่าเงินรูเปียห์จึงผันผวนมาก ในเดือน มิ.ย.2553 ทางการจึงประกาศใช้มาตรการกำหนดระยะเวลาการถือตราสารหนี้ขั้นต่ำ ให้ผู้ลงทุนต้องถือตราสารอย่างน้อย 1 เดือน จึงจะขายได้ (และต่อมาเพิ่มเป็น 6 เดือน)

 

สินเชื่อพุ่งจนน่าห่วง

 

ส่วนปัจจัยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย พบว่าในปี 2555 มีอัตราอยู่ที่ 2.3% ลดลงจากปี 2554 ที่มีเอ็นพีแอลอยู่ที่อัตรา 2.4% ขณะที่สถาบันการเงินมีการกลั่นกรองลูกค้าอย่างดี จึงยังไม่เห็นการกู้ยืมเงินเพื่อเก็งกำไร ปัจจัยสุดท้าย บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยังมีส่วนของทุนสูง สามารถรองรับปัญหาและสภาพคล่องได้ดีกว่า

 

นายชาติชายกล่าวเพิ่มเติมถึง หนี้เอ็นพีแอลของสินเชื่อประเภทอื่นว่า สินเชื่อรถมีเอ็นพีแอล 1.4% สินเชื่อบัตรเครดิตมีเอ็นพีแอล 1.9% และสินเชื่อส่วนบุคคลมีสัดส่วน 3%


“ปีที่แล้ว ยอดสินเชื่อบ้านเติบโตประมาณ 11% หรือประมาณ 2.26ล้านล้านบาท แต่ปีนี้ธนาคารคาดว่าตลาดรวมสินเชื่อบ้านจะโตลดลงอยู่ที่ 8.5% หรืออยู่ที่ประมาณ 2.45 ล้านล้านบาท ขณะที่ปีที่แล้วสินเชื่อบ้านโต 11% หรืออยู่ที่ 2.26 ล้านล้านบาท จากที่ธนาคารได้ประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด โดยภาพรวมพบว่ายังไม่มีสัญญาณฟองสบู่ที่ชัดเจน”

นายชาติชาย กล่าวว่า ธนาคารได้ประเมินสถานการณ์ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่พบปัญหาของด้านอุปทานที่อยู่อาศัยที่มีมากเกินความต้องการ ส่วนราคาขายที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาที่ดินในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีการปรับเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 10.5% ส่งผลให้ดีเวลอปเปอร์ซื้อที่ดินมาในราคาสูง

 

หุ้นไทยเหวี่ยงตัวในช่วงแคบ

สำหรับแนวโน้ม ตลาดหุ้นไทยในการซื้อขายภาคบ่าย ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งตัวผันผวนในลักษณะผันผวนต่อเนื่อง เนื่องจากยังขาดปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุน โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ  รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆ ในต่างประเทศ ได้แก่ การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมี.ค.ของเยอรมนี และการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษซึ่งจะเริ่มประชุมในวันพรุ่งนี้ ให้แนวรับแรก 1,580 จุด แนวรับถัดไปที่  1,572 จุด และประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,596 จุด

โดย กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยเลือกหุ้นเข้าซื้อเก็งกำไรในช่วงดัชนีอ่อนตัวลงในหุ้นที่ผลการ ดำเนินงานยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ทั้งนี้ประเมินแนวรับแรกที่ 1,580 จุด แนวรับถัดไปที่  1,572 จุด และประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,596 จุด

ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน ทั้งในแดนบวกและลบเหตุขาดปัจจัยใหม่กระตุ้นการลงทุน ทำหุ้นบ่ายแกว่งผันผวนต่อ จับตาการเมืองในประเทศ ตัวเลขเศรษฐกิจในต่างประเทศ ผลประชุมแบงก์ชาติเมืองผู้ดีพรุ่งนี้ ให้แนวรับแรก 1,580 จุด แนวรับถัดไป  1,572 จุดแนวต้านแรกที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดที่ 1,596 จุด

นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส  กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 7 พฤษภาคม ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้ามีการเคลื่อนไหวผันผวนสลับกันทั้งในแดนนบ วกและลบ เนื่องตลาดดหุ้นยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆที่มีผลต่อการลงทุน ทั้งปัจจัยสนับสนุนการลงทุนและปัจจัยกดดันการลงทุน

 

เตือนระวังการเล่นหุ้นระวังติดดอย


นาย กิตติรัตน์กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในปี 2555 เติบโต 21% หรือคิดเป็นมูลค่า 8.58 ล้านล้านบาทจากปี 2554 ที่มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 2.1 หมื่นล้านบาท โดยมีหุ้นกู้และตราสารหนี้ที่ออกใหม่ 5.1 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้กลุ่มพลังงาน สถาบันการเงิน และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งนี้ มีสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยมากกว่า 50% และนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อตราสารหนี้ระยะยาวสุทธิ 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้มูลค่าการถือครองตราสารหนี้รวมของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2555 อยู่ที่ 7.1 แสนล้านบาท คิดเป็น 8.3% ของมูลค่าตราสารหนี้ทั้งระบบ

นาย นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนรายใหญ่ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน บจ.นิยมจ่ายปันผลเป็นหุ้นแทนเงินสดมากขึ้น เนื่องจากหลายบริษัทต้องการรักษาเงินสดไว้รองรับการขยายกิจการในอนาคต ซึ่งนักลงทุนให้การตอบรับกับหุ้นปันผลของบริษัทที่มีผลประกอบการดี

นาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานประกาศผลรางวัลตราสารหนี้ยอดเยี่ยมและผู้ประกอบการตรา สารหนี้ยอดเยี่ยมแห่งปี 2555 ว่า การดำเนินการของสมาคมตราสารหนี้ไทยที่ผ่านมา ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดตราสารหนี้และตลาดทุนโดยรวมอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคในเรื่องของกฎระเบียบบางข้อ ซึ่งกระทรวงการคลังพร้อมพิจารณาแก้ไขอุปสรรคเหล่านั้น เพราะตราสารหนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการระดมทุน โดยเฉพาะการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท

นาย กิตติรัตน์กล่าวว่า หลังจากร่าง พ.ร.บ.กู้เงินผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลจะดำเนินการกู้เงินในหลายรูปแบบ โดยจะดำเนินการกู้เงินให้สอดคล้องกับระยะเวลาของแต่ละโครงการ และเชื่อว่าการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้ตลาดตราสารหนี้ เติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

“บจ.ที่ ปันผลเป็นหุ้นมีจำนวนมากขึ้น และส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีพื้นฐานดี ปันผลเป็นหุ้นออกมาแล้วราคาหุ้นไม่ตก ทำให้หุ้นบางตัวที่คลุมเครือว่าดีหรือไม่ดี ปันผลเป็นหุ้นบ้าง นักลงทุนก็เข้ามาซื้อ ราคาหุ้นก็ไม่ลง ทางบริษัทก็มีหุ้นมากขึ้น ดังนั้น นักลงทุนต้องพิจารณาให้ดีก่อนที่จะลงทุน” นายนิเวศน์กล่าว

นายชัย จิรเสวีนุปพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด กล่าวว่า การปันผลเป็นหุ้นส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น เช่นเดียวกับการเพิ่มทุน โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการถือเงินสดไว้ แต่สำหรับนักลงทุนแล้วจะได้ประโยชน์จากการได้รับเงินปันผลในรูปเงินสด มากกว่า

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์รายหนึ่งกล่าวว่า การปันผลเป็นหุ้น เป็นการเพิ่มฟรีโฟลตหรือสภาพคล่องของหุ้น ซึ่งมีบางบริษัทที่กิจการไม่ดี แต่ออกปันผลเป็นหุ้นเพื่อล่อใจ เป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้น ดังนั้น นักลงทุนต้องระมัดระวังในการเข้าลงทุนมากขึ้น

กองทุนประกาศปันผล

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านทรัพย์สิน และประธานกรรมการ ในคณะกรรมการลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้แถลงผลการดำเนินงานสำหรับปี 2555 ของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้มีมติเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2556 อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 ปี (1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2555) ในอัตราร้อยละ 6.0 สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนประเภท ก. หรือนักลงทุนทั่วไป และนักลงทุนประเภท ข. ในอัตราร้อยละ 3.0 หรือเท่ากับ 0.30 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะทำการจ่ายสำหรับงวดครึ่งปีหลังสำหรับนักลงทุนประเภท ก ในอัตราร้อยละ 3.0 หรือ 0.30 บาทต่อหน่วย และสำหรับนักลงทุนประเภท ข ในอัตราร้อยละ 3.0 หรือเท่ากับ 0.30 บาทต่อหน่วย เนื่องจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิจากการดำเนินงานในปี 2555 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2554 เท่ากับ 16,790.77 ล้านบาท เทียบกับในปี 2554 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 9,336.95 ล้านบาท โดยกองทุนได้รับผลบวกจากสภาวะตลาดตราสารทุน ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย SET Index งวดปี 2555 ปรับเพิ่มขึ้น 35.76% เนื่องจากได้รับผลดีจากการไหลเข้าของเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติ อันเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีอัตราการเติบโตที่ดี อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำทั่วโลก และสภาพคล่องในตลาดที่มีอยู่สูง ในการนี้ การจ่ายเงินปันผลของกองทุนในอัตราร้อยละ 6.0 สำหรับนักลงทุนประเภท ก เป็นผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ที่ประมาณร้อยละ 2.92 และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี (เฉลี่ย 4 ธนาคาร) ที่ประมาณร้อยละ 2.43

โดยตลาดหลักทรัพย์จะประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ จะทำการปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 และผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับเงินปันผลในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556

กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีขนาดมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ 28 ธันวาคม 2555 เท่ากับ 180,367.01 ล้านบาท และมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยลงทุนของนักลงทุนประเภท ก (นักลงทุนทั่วไป) เท่ากับ 11.0240 บาท กองทุนเป็นกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นซึ่งมีนโยบายการลงทุน ทั้งในตราสารแห่งทุนและตราสารแห่งหนี้ โดยปัจจุบันลงทุนในตราสารแห่งทุนประมาณ 85% และ ตราสารแห่งหนี้ประมาณ 15%

ไทยพาณิชย์ ขยายการลงทุนใน ตปท.

 

 

ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปได้ออกมาตรการ OMT (Outright Monetary Transaction) โดยเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศที่ประสบปัญหาแบบไม่จำกัด ตลอดจนรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายให้ เงินเยนอ่อนค่า และพยายามให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่ระดับเป้าหมาย อีกทั้งอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ระดับต่ำมาก ในขณะที่มูลค่าพื้นฐาน Forward P/E ของตลาดหุ้นทั่วโลกยังน่าสนใจ ยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้นักลงทุนหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น

การกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากมองภาพรวมการลงทุน ในปี 2556 น่าจะเป็นปีที่ดีมากสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น สภาพคล่องทั่วโลกอยู่ในระดับสูง จากการดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของ ธนาคารกลางต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ประกาศมาตรการ QE (Quantitative Easing) เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มวงเงินเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล และ Mortgage-backed securities รวมกันกว่าเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล อิควิตี้ มีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ กองทุน VERITAS GLOBAL FOCUS ชนิดหน่วยลงทุน “A Share Class” ซึ่งลงทุนด้วยสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ และเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) อยู่ภายใต้ UCITS (มาตรฐานเพื่อการซื้อขายกองทุนข้ามประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป : Undertaking for Collective Investments in Transferable Securities) ซึ่งบริหารจัดการโดย Veritas Asset Management มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทคุณภาพชั้นนำที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาด หลักทรัพย์ทั่วโลก และมีรูปแบบการบริหารจัดการการลงทุนแบบเน้นวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้น รายตัว (Value style) เพื่อผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ซึ่งหุ้นแบบ Value มักให้ผลตอบแทนที่ดีภายใต้วัฏจักรเศรษฐกิจที่พ้นจากสภาวะถดถอยเริ่มฟื้นตัว คล้ายกับสภาพตลาดในปัจจุบัน

ทั้งนี้กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล อิควิตี้ จะลงทุนในกองทุนดังกล่าวเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนจะลงทุนหรือมีไว้ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินในสกุล เงินต่างประเทศที่กองทุนถืออยู่เทียบกับสกุลเงินบาท ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนในต่างประเทศ

 

ดอลลาร์ยังคงร่วงต่อเนื่อง

การเงิน

 

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐสำคัญที่ตลาดจับตา ได้แก่ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เผยดัชนีภาวะธุรกิจรัฐนิวยอร์คเดือน ม.ค., กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือน ธ.ค. และ Conference Board เผยดัชนีการจ้างงานเดือน ม.ค. (4/2), สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (IMS) เผยดัชนีภาคบริการเดือน ม.ค. (5/2), กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เผยตัวเลขประมาณการครั้งแรกสำหรับประสิทธิภาพการผลิตและต้นทุนแรงงานต่อ หน่วยประจำไตรมาส 4/2012 (7/2), กระทรวงพาณิชย์ สหรัฐเผยข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือน ธ.ค. และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผยข้อมูลสต๊อกสินค้าภาคค้าส่งเดือน ธ.ค. (8/2)

 

อย่าง ไรก็ดี ในช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง จากแรงจากกลุ่มผู้นำเข้าในช่วงสิ้นเดือน ประกอบกับตลาดขาดปัจจัยบวกใหม่ ๆ เข้ามาสนับสนุน แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงยืนยันที่จะดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษต่อไป จนกว่าอัตราว่างงานจะลดลงอย่างมากก็ตาม โดยเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในกรอบ 0-0.25% ตามคาด และจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเข้าซื้อตราสารหนี้ในอัตรา 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือนต่อไป โดยให้เหตุผลว่าเป็นสิงจำเป็นสำหรับการปรับลดอัตราการว่างงานประกอบกับตัว เลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่อ่อนแอ ซึ่งดูเหมือนว่าจะสนับสนุนมุมมองของเฟดที่ยังต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะกดดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักก็ตาม โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เผยตัวเลขประมาณการครั้งแรกของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาย ในประเทศ (จีดีพี) ที่แท้จริงประจำไตรมาส 4/55 หดตัว 0.1% ในไตรมาส 4 หลังจากขยายตัว 3.1% ในไตรมาส 3/55 และตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 38,000 รายสู่ 368,000 รายในสัปดาห์นี้ แต่เรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้หนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแต่อย่างใด โดยเงินบาทได้แรงกดดันจากการขายหุ้นและพันธบัตรระยะสั้นในประเทศของกลุ่มนัก ลงทุนในช่วงท้ายสัปดาห์ ทั้งนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 29.71-29.985 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 29.82/83 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

 

สำหรับ การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุล หลักอื่น ๆ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (28/1) ที่ระดับ 1.3463/65 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (25/1) 1.3423/26 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ภายหลังจากที่ธนาคารในยุโรปกำลังชำระคืนหนี้เงินกู้ฉุกเฉินที่กู้ไปจาก ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในช่วงวิกฤตหนี้ในวงเงินที่สูงกว่าคาด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นในยุโรป ประกอบกับตัวเลขทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในกลุ่มยูโรโซนออกมาแข็งแกร่ง อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีและยุโรป หนุนให้เงินยูโรทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปรับตัวแข็งค่าใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 14 เดือนเหนือ 1.3600 ดอลลาร์/ยูโรในช่วงท้ายสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นการพุ่งขึ้นรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 1 ปี นอกจากนี้ การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปของเฟด เป็นอีกหนึ่งแรงหนุนให้เงินยูโรเคลื่อนไหวในแนวแข็งค่าต่อเนื่องจนกระทั่ง ปิดตลาดท้ายสัปดาห์ แม้ว่าในช่วงท้ายสัปดาห์ตัวเลขเศรษฐกิจในยุโรปที่อ่อนแอ อาทิ ยอดค้าปลีกในเยอรมนี ได้เข้ามากดดันตลาดในช่วงสั้น ๆ แต่เงินยูโรก็ยังคงอยู่ในระดับสูง และนักลงทุนคาดว่า ยูโรจะแข็งค่าขึ้นต่อไปในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ทั้งนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 1.3413-1.3656 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 1.3653/54 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

 

ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนนั้น ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (28/1) ที่ระดับ 91.06/10 เยน/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (25/1) ที่ระดับ 90.82/83 เยน/ดอลลาร์ ภายหลังได้รับผลกระทบจากสัญญาณที่สดใสของสินทรัพย์เสี่ยง ประกอบกับการคาดการณ์ที่ว่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นในญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี เงินเยนฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงสั้น ๆ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันที่มีอยู่ในตลาดได้ และกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง จากคำกล่าวของนายฮิโรฮิเดะ ยามากูชิ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่ว่า บีโอเจอาจผ่อนคลายนโยบายการเงินลงอีกหากจำเป็น ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดจนถึงขณะนี้ของผู้กำหนดนโยบายของบี โอเจว่า อาจจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษบกิจอีกเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ ที่ระดับ 2% เป็๋นอีกหนึ่งแรงกดดันให้เงินเยนเคลื่อนไหวในแนวอ่อนค่าต่อเนื่องจนกระทั่ง ปิดตลาดท้ายสัปดาห์ ทั้งนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 90.30-92.29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 92.16/19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

 

 

หุ้นทะยานสูงสุดในรอบสิปปี

ตลาดหุ้นไทยรีบาวน์ทะยานบวกร้อนแรงจากวานนี้ปรับฐานแรง โดยพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 10 ปี ได้อานิสงส์ Fund Flow ไหลทะลักซื้อหุ้นยักษ์แบงก์-พลังงาน สัปดาห์หน้ามีมุมมองบวกหหากดัชนียืนเหนือ 1,500 จุดไปต่อ แต่ถ้าหลุดเสี่ยงปรับฐาน ให้แนวรับ 1,490 จุด แนวต้าน 1,520 จุด
ด้านปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้าคือในช่วง ต้นสัปดาห์ที่จะมีการประกาศตัวเลขการว่างงานประจำเดือนม.ค.และในช่วงกลาง สัปดาห์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED) จะรายงานตัวประสิทธิภาพการผลิตและต้นทุนแรงงานต่อหน่วยในไตรมาส 4/55ของสหรัฐฯ  กลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อหุ้นให้เป็น Top Pick ที่ราคาหุ้นไม่ปรับลงตามตลาดหุ้นที่ลง ได้แก่ GLOBAL,TTW รวมทั้งหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ขยับขึ้น ได้แก่ PTT,PTTEP,TOP,BCP และให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสาร โดยประเมินแนวรับอยู่ที่ 1,490 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,520 จุด

นาย ยศพณ แสงนิล รองผู้อำนวยการฝ่าวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ยู โอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่  1 กุมภาพันธ์ ดัชนีสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 10 ปีอีกครั้ง โดยเป็นการรีบาวน์จากวานี้ที่ดัชนีปรับตัวลดลงค่อนแรง เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ยังมีแนวโน้มไหลเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งในวันนี้เข้าในหุ้นขนาดใหญ่ทั้งกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ที่สนับ สนุนให้ภาพตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นได้

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในการ ซื้อขายของตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์หน้า(4-8 ก.พ.) ประเมินว่า หากดัชนีสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นยืนเหนือที่ระดับแนวต้านสำคัญที่ 1,500 จุดได้ต่อเนื่อง 2-3 วันมีโอกาสทีดัชนีจะเคลื่อนไหวปรับตัวขึ้นไปต่อได้จากปัจจัยบวกหลักคือ Fund Flow ที่ยังไหลเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง แต่หากดัชนีปรับตัวลงหลุดที่ระดับดังกล่าวมีโอกาสที่ปรับฐานลงแรงถึง 30 จุดในช่วง 1-2 วัน

ภาวะเศรษฐกิจขยายตัว

นายสมชัยฯกล่าวเพิ่มเติมว่า “ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริโภคและการลงทุนประกอบกับการดำเนินมาตรการสนับสนุนการเติบโตทาง เศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจว่าในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายที่ 2.1 ล้านล้านบาท” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

1.เดือนธันวาคม 2555 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 183,688 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 41,985 ล้านบาท หรือร้อยละ 29.6 (สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 45.0) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญได้แก่ (1) ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 6,002 ล้านบาท หรือร้อยละ 57.0 เป็นผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก และ (2) ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 4,569 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.7 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผู้เสียภาษีใช้สิทธิยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.51 ทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งได้รับการขยายเวลาจากเดือนพฤศจิกายนสูงกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ ส่วนราชการอื่นนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 31,182 ล้านบาท หรือร้อยละ 780.5 โดยเป็นรายได้นำส่งจากการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3จี งวดแรกจำนวน 20,843 ล้านบาท 1/ และการส่งคืนเงินกันเพื่อชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับผู้ส่งออก 8,227 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นผลจากการส่งออกในปีงบประมาณที่ผ่านมาชะลอตัวลง ประกอบกับมีการนำพิกัดฮาร์โมไนซ์อาเซียนมาใช้ ทำให้กระบวนการจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในช่วงแรกชะลอลง

 

2.ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม – ธันวาคม 2555)รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 504,582 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 66,910 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.3 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 26.6) เป็นผลจากการจัดเก็บที่สูงกว่าเป้าหมายของ 3 กรมภาษีสังกัดกระทรวงการคลังและส่วนราชการอื่นจำนวน 43,768 และ 36,074 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่การคืนภาษีของกรมสรรพากรสูงกว่าเป้าหมาย 9,622 ล้านบาท ผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้

 

2.1 กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวม 346,196 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 25,917 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.1 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 24.2) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ (1) ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 10,408 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 22.1) บ่งชี้ถึงอุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น โดยภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าสูงกว่า เป้าหมาย 5,729 ล้านบาท และ 4,679 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.6 และ 5.8 ตามลำดับ (2) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5,641 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 14.9) สะท้อนรายได้ภาคครัวเรือนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และ (3) ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 5,232 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.1 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 32.2) เนื่องจากผลประกอบการของภาคธุรกิจที่ฟื้นตัว หลังจากได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปีงบประมาณที่ผ่านมา

 

2.2 กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 119,070 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 17,179 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 43.1) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิตรถยนต์จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 16,615 ล้านบาท หรือร้อยละ 53.5 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 180.3) เป็นผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นสำคัญ สำหรับภาษียาสูบและภาษีเบียร์จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 2,621 ล้านบาท และ 2,541 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.9 และ 14.1 ตามลำดับ ส่วนหนี่งเป็นผลจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบเมื่อเดือนสิงหาคม 2555

 

2.3 กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 30,922 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 672 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 13.6) โดยอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ572 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 13.5) เป็นผลจากมูลค่าการนำเข้า โดยเฉพาะหมวดรถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง สืบเนื่องจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินบาทในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2555) ขยายตัวร้อยละ 23.0 และร้อยละ 23.5 ตามลำดับ

 

2.4 รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 21,196 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 3,642 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.7 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 40.0)

 

2.5 หน่วยงานอื่น จัดเก็บรายได้รวม 62,979 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 37,557 ล้านบาท หรือร้อยละ 147.7 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 131.1) โดยมีรายได้จัดเก็บที่สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ (1) รายได้จากค่าใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3จี งวดที่ 1 จำนวน 20,843 ล้านบาท (2) การส่งคืนเงินที่กันไว้เพื่อชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับผู้ส่งออกสินค้าจำนวน 8,227 ล้านบาท (3) รายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 2,161 ล้านบาท สาเหตุมาจากมูลค่าการขายปิโตรเลียมที่สูงขึ้นและ (4) เงินชำระหนี้ค่าข้าวจากโครงการขายข้าวรัฐบาลรัสเซียจำนวน 1,118 ล้านบาท

 

2.6 การคืนภาษีของกรมสรรพากร จำนวน 68,073 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 9,622 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.5 ประกอบด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 62,169 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 11,900 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.7 และการคืนภาษีอื่นๆ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์) จำนวน 5,904 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,278 ล้านบาท หรือร้อยละ 27.8

ตลาดหุ้นไทยเดือนธ.ค.

การเงินกูรูเอ็กซ์เรย์ตลาดหุ้นไทยยังใสปิ้ง ยังปัจจัยบวกหนุนตลาดเพียบ พบเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันการลงทุนผ่าน LTF-RMF เชื่อมีโอกาสเห็นหุ้นไทยไต่ระดับสูงสุดใหม่ที่ 1360 จุด ไม่หวั่นวันนี้หุ้นไทยลงสวนต่างชาติ เชื่อนักลงทุนปรับความเสี่ยงก่อนวันหยุดยาว 3 วันทำการ

นายอภิชาติ  ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 ธ.ค. แกว่งตัวผันผวน โดยดัชนีปรับตัวลดลงในช่วงเช้าของการซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนมีการป้องกันความเสี่ยงโดยการชะลอการลงทุนจากวัดหยุดยาว 3 วันทำการ  ขณะที่ประเด็นการยื่นอุทรณ์ กรณี 3 จี ต่อศาลปกครองสูงสุดก็ยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับนักลงทุน ทำให้กระทบต่อจิตวิทยาในการลงทุนในกลุ่มกลุ่มสื่อสารในระยะนี้ได้

อย่างไรก็ตามหากดูภาพรวมแล้ว ตลาดหุ้นไทย ยังถือว่ามีปัจจัยบวกสนับสนุน จากสภาพคล่องที่ยังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งนับตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. มาจนถึงขณะนี้ มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนถึง 4.4 พันล้านบาท   นอกจากนี้เชื่อว่า ภายในเดือนนี้จะมีเม็ดเงินจากกองทุน LTF และ RMF เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีในเดือนธ.ค.มีโอกาสแตะระดับจุดสูงสุดใหม่ได้ที่ 1360 จุด

“สำหรับปัจจัยนอกประเทศ  ตัวเลขเศรษฐกิจของอเมริกาเมื่อคืนนี้(6 ธ.ค.)  ออกมาดีเกินคาด โดยจำนวนของสัดส่วนการว่างงานลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้  ส่งผลให้ราคาหุ้นต่างประเทศเป็นบวก แต่ที่หุ้นไทยไม่บวกอาจติดอุปสรรคเรื่องวันหยุดยาว 3 วันทำการทำให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการลงทุนได้ แต่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังดี”

กลยุทธ์แนะนำนักลงทุน หาจังหวะสะสมในช่วงที่ดัชนีอ่อนตัวลงระหว่างวัน ประเมินแนวรับอยู่ที่ 1,333-1,335  จุด และแนวต้านอยู่ที่  1,345-1,350 จุด