นักวิเคราะห์หลักทรัพย์เผยตัวเลขดัชนี

สำหรับ ด้านตลาดหุ้น นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยถึง ผลสำรวจความเห็นแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ของนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ รวม 17 แห่ง ครั้งที่ 1/56 ว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯในปีนี้อยู่ที่เฉลี่ย 1,704 จุด สูงสุดนับจากวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยมีนักวิเคราะห์ให้ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ระดับ 1,850 จุด และสิ้นปีนี้จะอยู่ที่เฉลี่ย 1,625 จุด

โดยปัจจัยบวกที่หนุนการลงทุน ได้แก่ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาท, การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 20% จากปัจจัยการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่งและการลงทุนภาคเอกชนและรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับการปรับการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขึ้นมาอยู่ที่ 4.9% พร้อมทั้งคาดปีนี้นักลงทุนต่างชาติจะซื้อสุทธิต่อเนื่องเฉลี่ย 2.7 หมื่นล้านบาท เป็นผลจากธนาคารกลางหลายประเทศอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินทั่วโลก

ปัจจัย เสี่ยงต่อการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หากดัชนีปรับขึ้น 1,700 จุด ค่าพี/อีของตลาดหุ้นปรับขึ้น 16 เท่า, ความเสี่ยงวิกฤตยูโรโซน และการเมืองไทย อาทิ ประเด็น พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทที่อาจล่าช้าหรือการตรวจสอบนายกรัฐมนตรี

นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 1/56 มูลค่าการซื้อขาย (วอลุ่ม) ตราสารหนี้ในตลาดรองอยู่ที่ 6.02 ล้านล้านบาท โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ยังเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น พันธบัตร ธปท. แต่มีนักลงทุนสนใจซื้อขายตราสารหนี้ (บอนด์) ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามคาดการณ์ของตลาดที่มองทิศทางอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศมีโอกาสปรับตัวลดลง ส่งผลให้มูลค่าซื้อขายตราสารหนี้ระยะยาวในตลาดรองมีมูลค่าวันละ 34,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนยอดถือครองตราสารหนี้รวมอยู่ที่ 8.64 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากสิ้นปีก่อน

ขณะที่การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไตรมาสแรกนี้ ยังมียอดซื้อสุทธิกว่า 2.81 แสนล้านบาท และ ณ สิ้น มี.ค.นี้ มียอดถือครองตราสารหนี้อยู่ที่กว่า 8.5 แสนล้านบาท เติบโต 20% จากสิ้นปีก่อนหน้าโดยการถือครองตราสารหนี้โดยต่างชาติ 73% เป็นตราสารหนี้ระยะยาว ส่วนความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ยังอยู่ในกรอบแคบ

“แนวโน้ม 3 ไตรมาสที่เหลือ น่าจะมีหุ้นกู้ใหม่ออก 3 แสนล้านบาท ถ้าไม่มี QE3 เงินต่างชาติยังไหลเข้ามาเรื่อยๆ และถ้าดอกเบี้ยคงที่ จะหนุนออกหุ้นกู้เพิ่มได้อีก 1-1.2 แสนล้านบาท”นายนิวัฒน์ กล่าว

ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ลดลง ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม 3 เม.ย.นี้ และยังมีแนวโน้มที่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยในระยะต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศจะร้อนแรงเพิ่มขึ้น

สำหรับคำแนะนำลงทุนหุ้นหรือกองทุนหุ้น ควรลดสัดส่วนเหลือ 40% ของมูลค่าพอร์ตลงทุน และเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นหรือกองหุ้นในต่างประเทศเป็น 12% โดยรอจังหวะตลาดปรับฐานลงและเลือกหุ้นพื้นฐานดีและมีผลตอบแทนเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ โดยกลุ่มหุ้นที่มีกำไรเติบโตดี 3 อันดับแรก คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เติบโตเฉลี่ย 37.41%, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์โตเฉลี่ย 33.42% และ 3.กลุ่มธนาคารพาณิชย์โต 24.84%

SCB เตรียมเข้าช่วนธุรกิจ SME

ด้วยยุทธศาสตร์การมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) ของธนาคาร ธนาคารจึงต้องการสร้างความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าผู้นำเข้าส่งออก ซึ่งมีความกังวลในเรื่องความผันผวนของค่าเงิน และมีการเตรียมพร้อมทั้งทางด้านการให้คำปรึกษาและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับทุก สภาวะเศรษฐกิจ โดย ลูกค้าที่มีความต้องการในบริการดังกล่าว สามารถขอรับบริการได้ที่สำนักงานธุรกิจหรือศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศของ ธนาคารทั่วประเทศ

นายศิริชัย สมบัติศิริ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “สืบเนื่องจากภาวะอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนในตลาดการเงินของประเทศไทย จึงมีลูกค้าเอสเอ็มอีหลายราย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากจากความไม่แน่นอนของค่าเงินที่เกิดขึ้นในณะนี้ โดยปัจจุบันนี้ ธนาคารมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ภายใต้ โครงการ forward contract ให้กับลูกค้า SME สูงสุด 10 ล้านบาทโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพียงแค่มีบุคคลค้ำประกัน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งยังเป็นการตอบรับกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้ธนาคารพาณิชย์ เตรียมผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อช่วยบรรเทาความกังวลใจของลูกค้าเอสเอ็มอีที่ อาจเกิดขึ้น โดยธนาคารพร้อมจะให้ความช่วยเหลือกับลูกค้า SME ของธนาคารอย่างเต็มที่ทั้งในเชิงสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ และบริการเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีผลิตภัณฑ์โครงการ SCB SME Trade โดยสนับสนุนวงเงินสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศโดยสามารถให้วงเงินกับ ลูกค้าได้สูงสุดถึง 120 ล้านบาทต่อราย ซึ่งมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้วกว่า 7,000 ล้านบาท

 

 

การลงทุนของรัฐบาล

แม้การประชุมใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 1 ชั่วโมง และยุติลงแบบไร้ข้อสรุป เมื่อเจ้ากระทรวงไม่อยู่ โปรเจ็กต์ต่าง ๆ ที่ “กรมทางหลวง” และ “กรมทางหลวงชนบท” เสนอเพิ่ม จึงยังไม่สามารถบรรจุในสารบบบัญชีได้ถึงการประชุมจบไปแล้ว แต่ยังมีเสียงวิพากษ์ถึงการมาของ “วราเทพ” มีนัยสำคัญซ่อนเร้น จะมาช่วยสแกนจุดอ่อนจุดแข็งของโครงการให้จบโดยเร็ว หรือมีจุดเป้าหมายอื่น

หลังก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาเป็นระยะว่า งานถนนที่ยังไม่ตกผลึก เพราะยังมีคลื่นแทรกของคนกันเอง

ขณะที่บรรยากาศในที่ประชุม ยังมีโครงการถนนที่ 2 อธิบดีจาก “กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท” พยายามเสนอขอใช้เงินลงทุนจาก 2 ล้านล้านบาท

“มีโครงการถนนทั้งทางหลวงและทางหลวงชนบทเสนอกลับเข้าสู่ที่ประชุมอีก หลังรอบที่แล้วถูกตัดเงินลงทุนไป แต่ยังไม่ได้อนุมัติและวงเงินก็ยังไม่สรุป รอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมาพิจารณาก่อน” แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวและว่า

สำหรับแผนงานที่ “กรมทางหลวง” เสนอเพิ่มมี 2 รายการ มูลค่าลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท หลังถูกตัดโครงการไปเหลือ 180,230 ล้านบาท (ณ วันที่ 4 ก.พ.)

โดยโครงการใหม่ที่เสนอ ประกอบด้วย โครงการขยายถนน 4 ช่องจราจร จำนวน 15 สายทาง วงเงิน 13,200 ล้านบาท ในพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ 11 สายทาง มีจังหวัดพังงา สุราษฎร์ธานี สงขลา ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม และเมืองระดับรอง 4 สายทาง ในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ลำพูน ลพบุรี และนครศรีธรรมราช และโครงการก่อสร้างสะพานกลับรถบนถนนสายหลัก จำนวน 9 แห่ง ประมาณ 2,000 ล้านบาท

อีกเป้าหมายเพื่อติดตามบัญชีรายชื่อโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทของ “คมนาคม” ที่ยังไม่ลงล็อก โดยเฉพาะแผนโครงการถนนของ 2 หน่วยอย่าง “กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท” ที่มีเทศกาล “ชักเข้า-ชักออก” อยู่ตลอดเวลา ด้วยผู้คุมหน่วยก็ไม่อยากตัดโครงการของตัวเองออก

เพราะต่างก็รู้กัน ดีว่า “งบฯถนน” เป็นสิ่งที่ “ส.ส.” อยากดึงไปลงพื้นที่ตัวเองให้มากที่สุด เนื่องจากจับต้องง่ายและเกิดได้เร็ว จึงไม่แปลกที่แผนลงทุนถนนจึงยังไม่นิ่ง เพราะยังมีคลื่นใต้น้ำตีกระเพื่อม “จัดสรรเงิน-จัดสรรพื้นที่” ลงทุน

แต่ ที่ยิ่งแปลกไปกว่านั้น เมื่อ “วราเทพ รัตนากร” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เด็กในคาถา “เจ๊ ด.” แห่งวังบัวบาน จู่ ๆ ก็มาปรากฏตัวที่ “คมนาคม” และทำหน้าที่ประธานที่ประชุมแทน”ชัชชาติ” ทันทีที่มีภารกิจด่วนอยู่ที่ทำเนียบ

“หลังโครงการใหญ่อย่างมอเตอร์เวย์ 2 สาย ทั้งสายบางปะอิน-โคราช และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่กรมทางหลวงพยายามจะขอค่าก่อสร้างด้วย แต่ได้เฉพาะค่าเวนคืนที่ดิน จึงหาโครงการอื่นมาแทน แต่ยังไม่สรุป” แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับในส่วนของ “กรมทางหลวงชนบท” ขอเพิ่มอีก 8,000 ล้านบาท จากเดิมที่ถูกตัดเหลือ 48,731 ล้านบาท สำหรับค่าเวนคืนที่ดินก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อม “อ.พระสมุทรเจดีย์ กับ อ.มหาชัย” ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและสมุทรสาคร จากเดิมถูกตัดออกไปแล้ว เนื่องจากใช้เงินก่อสร้างค่อนข้างสูงถึง 49,000 ล้านบาท

ขณะที่บทบาทของ “รองนายกฯวราเทพ” ในที่ประชุมวันนั้น กำชับให้แต่ละหน่วยพิจารณาโครงการเป็นภาพรวมตามยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจหลักในภูมิภาค และใช้เงินลงทุนในงบประมาณปกติไม่ได้

แต่ไม่ลืมโฟกัสไปที่ “โครงการถนน” ซึ่งระบุว่าต้องเป็นเส้นทางโครงการใหญ่ที่พร้อมดำเนินการ ช่วยเสริมศักยภาพของการเป็น “ฮับ” หรือศูนย์กลางทั้ง “เมืองหลัก-เมืองรอง” ครอบคลุมทุกภูมิภาคและรองรับประตูการค้าชายแดนทั้ง9 แห่ง ประกอบด้วย ด่านเชียงของ แม่สาย แม่สอด หนองคาย มุกดาหาร นครพนม อรัญประเทศ สะเดา และปาดังเบซาร์ เช่น ขยายถนนสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร เชื่อมระหว่างเส้นทางเศรษฐกิจการค้า

ซึ่ง “ภาคเหนือ” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ส่วนเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “ลำปาง แม่ฮ่องสอน ลำพูน กำแพงเพชร สุโขทัย พิจิตร และเพชรบูรณ์” มีประตูการค้าอยู่ที่ “เชียงราย-ตาก”

“ภาคอีสาน” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย นครราชสีมา อุบลราชธานี ซึ่งเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “เลย-กาฬสินธุ์-ชัยภูมิ-ร้อยเอ็ด-บุรีรัมย์ และสุรินทร์” ส่วนประตูการค้าอยู่ที่ “มุกดาหารและนครพนม”

ขณะที่ “ภาคกลาง” มีกรุงเทพฯและเมืองปริมณฑลเป็นเมืองศูนย์กลาง และมีจังหวัด “สระบุรีและลพบุรี” เป็นเมืองระดับรอง

“ภาคตะวันตก” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่ “ประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี” มี “ราชบุรีและสมุทรสงคราม” เป็นเมืองระดับรอง มีจังหวัดกาญจนบุรีเป็นประตูการค้า

“ภาคตะวันออก” มีจังหวัด “ชลบุรีและระยอง” เป็นเมืองศูนย์กลาง ส่วนเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “ฉะเชิงเทรา จันทบุรี”

TMB กำไรกว่า30% ในปี55

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งผลการดำเนินงานสำหรับงวดผลประกอบการ งวดปี 2555 ในวันนี้ ว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีผลกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรอง 10,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

 

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีกล่าวว่า “ธนาคารมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2555 มีผลกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองสูงสุดในประวัติการดำเนินงานของธนาคาร อันเป็นผลจากรายได้จากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 17% โดยรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิโตขึ้น 20% รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้น 25% และการบริหารจัดการด้านค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพทำให้ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ ดอกเบี้ยโตขึ้นเพียง 5%

 

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555 ธนาคารมีสินเชื่อคุณภาพ (Performing loans) เพิ่มขึ้น 17% ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป็นผลจากการขยายตัวของทั้งสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกค้าขนาดใหญ่  ส่วนในด้านเงินฝาก ปริมาณเงินรับฝากของธนาคารเพิ่มขึ้น 9.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มของเงินฝากลูกค้ารายย่อย โดยเฉพาะบัญชีเงินฝากไม่ประจำ (No Fixed Account) ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ “ทีเอ็มบี วันแบงก์ วันแอคเค้าท์” และ “ทีเอ็มบี วันแบงก์ วันเดย์” ที่มุ่งตอบสนองความต้องการทางการเงินของลูกค้าธุรกิจ ช่วยขจัดปัญหาความไม่สะดวกรำคาญใจและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมเพื่อให้ ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการทำธุรกรรมกับทีเอ็มบีมากยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคย ได้รับจากสถาบันการเงินอื่นมาก่อน  ทำให้ธนาคารยังคงดำรงสภาพคล่องไว้ในระดับที่ดี โดยมีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรวมตั๋วเงินฝาก (Loan to Deposit & BE Ratio) ที่ระดับ 92% ณ วันสิ้นงวด

 

นายบุญทักษ์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของปี 2555 จึงถือโอกาสนี้ เพิ่มความแข็งแกร่งของของธนาคาร ด้วยการปิดความเสี่ยงสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีมาแต่เดิม (remaining legacy NPL) โดยการขาย NPL เดิม ออกไปเป็นจำนวน 5,676 ล้านบาท ทำให้สัดส่วน NPL ของธนาคารลดลงเหลือ 3.75% จากเดิม 5.24% และสัดส่วน NPL ของงบการเงินธนาคารและบริษัทย่อยลดลงเหลือ 4.10% จาก 5.67% ในปีก่อนหน้า และจัดตั้งสำรองพิเศษเพิ่มอีกจำนวน 5,286 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (coverage ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 118% สำหรับงบเฉพาะธนาคารและ 113% สำหรับธนาคารและบริษัทย่อย

 

ทั้งนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 1,605 ล้านบาท และมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่งชั้นแนวหน้าในระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ด้วยระดับความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio – CAR)  ที่ 18.2% ซึ่งเป็นกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ในสัดส่วน 11.1%
นายบุญทักษ์กล่าวด้วยว่า “ด้วยผลการดำเนินงานที่ดีมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งนี้ ธนาคารจะสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพื่อมุ่งเน้นในการมอบประโยชน์ สร้างคุณค่า และประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการธุรกรรมทางการเงินของธนาคาร ได้ดียิ่งขึ้นต่อไป”

 

ปัญหาระหว่างปาเลสไตน์

เป็นน่าสังเกตว่าการลงคะแนนเสียงในการอัพเกรดปาเลสไตน์จาก “นิติบุคคล” เพื่อ “รัฐที่ไม่ใช่สมาชิก” คืออะไร แต่ปิด หนึ่งร้อยสามสิบแปดสมาชิกของสหประชาชาติคะแนนสำหรับการเปลี่ยนแปลงในสถานะ; เพียงเก้ารวมทั้งสหรัฐอเมริกาโหวตกับ ความไม่สมดุลนี้จะช่วยให้เราเกิดความกังวล

ความแตกต่างอยู่ในสถานะระหว่างรัฐอาหรับและยิวได้รับไม่เป็นที่พอใจปัญหาสำหรับบาง 65 ปี ในปี 1947, แผนก็เสนอว่าให้ความคืบหน้าบางในการปกป้องสิทธิทางเศรษฐกิจและทางศาสนา แต่มันก็ถูกปฏิเสธโดยผู้นำของชุมชนมุสลิม ตามข้อเสนอดังกล่าวและปฏิเสธสงครามมีการต่อสู้และแผนไม่เคยมาเต็มที่ ในปี 2011 ประธานาธิบดีปาเลสไตน์มาห์มุดอับบาระบุความเชื่อที่ว่าปฏิเสธเป็นความผิดพลาดและอาจมีการแก้ไข

สหรัฐอเมริกาได้รับเหตุผลในการไม่โหวต แต่พวกเขาดูเหมือนแก้ตัวมากกว่าเหตุผล เลขานุการ ของรัฐ Hillary Clinton บอก Brookings สถาบันว่ามติจะ “ทำอะไรเพื่อความก้าวหน้าของความสงบสุขและโซลูชั่นสองรัฐที่เราทุกคนต้องการ ที่จะเห็น.”

สหรัฐอเมริกาชอบธรรมยืนอยู่ในทุกกรณีอย่างแข็งขันหลังชุมชนชาวยิว ชาวยิวเป็นผู้นำของหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้องมากที่สุดของโลกสมัยใหม่ของเรา โดยไม่ต้องชุมชนชาวยิว, ภาพเคลื่อนไหววงการโทรทัศน์, สื่อ, ละคร – วัฒนธรรมใหญ่ของโลกสมัยใหม่ของเราจะไกลน้อยกว่าที่เป็นอยู่ พวกเขานำไม่เล็กน้อย แต่อย่างมีนัยสำคัญ

แต่เราอาจจะได้เรียนรู้จากชุมชนทางปัญญาว่าอารมณ์บิดเบือนก็ไม่ได้ชี้แจง การตัดสินใจควรจะทำจากรากฐานของเหตุผลและความเที่ยงธรรม ถ้าเราปฏิเสธสิทธิของชาวปาเลสไตน์ออกจากความผูกพันทางอารมณ์กับชุมชนชาวยิวพวกเราจะได้ไม่ละเลยศีลมากที่พวกเขาล่วงหน้า?

ผู้สังเกตการณ์บอกว่าชาวปาเลสไตน์ที่เหลือของเวลาก่อนหน้านี้; วิทยาการเพื่อไม่ให้ดำเนินการอย่างจริงจัง พวกเขาสามารถถูกละเว้นและ maltreated ลงคอ ไม่ทราบเมืองที่ทันสมัยของพวกเขา, มหาวิทยาลัย, ปรัชญา ความคิดดังกล่าวไม่สอดคล้องกับบทบาทของอเมริกามุ่งมั่นเพื่อในโลก

ผมไม่ได้เดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็มและฉันมีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้กว่าจะชื่นชอบฉลาดหลาย ผมมีบทความนี้ใน “มีผมว่ามัน” และฉันอาจจะผิด; ออกจากความลึกของฉัน ถ้าเป็นเช่นนั้นฉันหวังว่าจะเห็นที่อาจมาจากที่ใด