ติดตามกระแสหุ้น เตรียมขึ้นอีกระลอก

นาย ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า แม้สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนค่อนข้างมาก แต่มีแนวโน้มที่จะลดน้อยลง ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังมีทิศทางที่เติบโตขึ้นตามปัจจัยของกำไรบริษัทจด ทะเบียน (บจ.) เป็นหลัก โดยในปีที่ผ่านมา บจ.มีกำไรรวมกันทั้งหมดกว่า 7.2 แสนล้านบาท เติบโตกว่า 12-13% และในอนาคต 3 ปีจากนี้ การเติบโตของกำไรจะอยู่ที่อัตรา 15% ต่อปี

นายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีแกว่งตัวในแดนลบตลอดทั้งวัน และมีแรงเทขายทำกำไรมาเป็นระยะ ไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากดดันตลาด จะเป็นเพียงปัจจัยต่างประเทศเท่านั้นที่มากระทบบ้าง ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมสภาเรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งหากผ่านการพิจารณาจะสร้างความคึกคัก และอาจจะทำให้บริษัทหลักทรัพย์ต้องปรับประมาณการใหม่

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ในระยะยาวดัชนีหุ้นไทยยังสามารถเติบโตได้อีก การปรับฐานในครั้งที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 7-8% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น้อย ถ้าเทียบในอดีตที่ปรับฐานในระดับ 10-15% ในระยะยาวตลาดหุ้นจะปรับขึ้นโดยปัจจัยของกำไรบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เผยกำไรกว่า 8แสนล้าน

การเงิน

ด้าน สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปีจะเป็นช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผลของบริษัท จดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ซึ่งช่วงก่อนเทศกาลเป็นโอกาสอันดีสำหรับนักลงทุนที่เน้นลงทุนระยะยาวในหุ้น ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี โดยจากผลประกอบการสำหรับรอบ 9 เดือนของปี 2555 บริษัทจดทะเบียน มีกำไรสุทธิรวมสูงถึง 553,353 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.50% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนสิทธิประโยชน์จากเงินปันผลที่นักลงทุนได้รับ จะมากน้อยเพียงไรก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่นักลงทุนถือ หุ้นอยู่ในพอร์ต และนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนนั้นๆ

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการรายงานงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดเอ็มเอไอในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนมีกำไรรวมกันกว่า 1.61 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 167% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากผลประกอบการไตรมาส 4 ในปี 2554 ประสบปัญหาจากน้ำท่วม โดยในช่วงไตรมาส 4 อุตสาหกรรมที่่มีการเติบโตอย่างมาก 6 ลำดับแรก ได้แก่ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 225% วัสดุก่อสร้าง 145% พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ 117% กลุ่มธุรกิจบันเทิง 40% กลุ่มโรงพยาบาล 34% กลุ่มค้าส่งและค้าปลีก 24% ส่วนอุตสาหกรรมที่หดตัวมากที่สุดได้แก่ กลุ่มอาหาร ติดลบ 28% รองลงมากลุ่มสินค้าเกษตร ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวจากที่ประสบภาวะขาดทุนมาเป็นกำไรได้ในไตรมาส 4 ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ และกลุ่มประกันภัย ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน ทั้งปี 2555 อยู่ที่ 7.19 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17%

บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยต่อว่า ด้านอัตรากำไรของบริษัทจดทะเบียนในปี 2556 นั้น คาดการณ์ว่าจะมีกำไรสุทธิเติบโต 8.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 16% สาเหตุที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการเติบโตต่อเนื่องของบริษัทจดทะเบียน จากช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวอุตสาหกรรมหลายกลุ่ม ได้แก่ ประกันภัย หลังประสบภาวะขาดทุนหนักจากการชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมปี 2554 ที่คาดการณ์ว่าจะมีกำไรเติบโตในปี 2556 กว่า 237% และธนาคารพาณิชย์ ซึ่งได้รับผลดีจากแผนการลงทุนภาครัฐ เติบโตกว่า 30% และไอซีที 17% กลุ่มอสังหาริทรัพย์เติบโต 30% กลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง เติบโต 22% และกลุ่มภาคการเงิน 21% จากการคาดการณ์กำไรที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น จะส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยน่าจะมีพีอี 14.7 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงหากพิจารณาสถิติในอดีต จึงคาดว่าแนวโน้มดัชนีที่ปัจจุบันยังมีโอกาสปรับฐานต่อ หรือมีความผันผวนสูง โดยคาดว่ากรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยน่าจะอยู่ 1,470-1,575 จุด ในระยะ 1 เดือนข้างหน้า