รีวิวหุ้นแบงค์ที่มีอนาคตเติบโต

ภาย ใต้ข้อตกลง จ่าย ปัจจุบันของพวกเขา ผู้บังคับบัญชา ธนาคาร มีศักยภาพในการ สร้างรายได้ มากที่สุดเท่าที่ 700 % ของ เงินเดือนของพวกเขา ใน โบนัสและ นายจ้าง ของพวกเขาได้รับการ scrambling เพื่อ หาวิธีที่จะ ให้ ข้อเสนอ จ่ายเงิน ที่มีศักยภาพ ของพวกเขา ในระดับ ดังกล่าว ต่อไปนี้ การแนะนำของ หมวกวันที่ 1 มกราคม ในปีนี้

รัฐบาล จะ ตรงข้ามกับการ จำกัด โบนัสและผู้ว่าราชการจังหวัด มาร์ค มวล ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ได้ กล่าวว่าเขาไม่ กลับ”หมวก โบนัส ดิบ ” แอนดรู เบลีย์ หัวหน้าของ ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ของ พรูเด็นเชีย ระเบียบ ผู้มีอำนาจ ได้เตือน ว่ามัน อาจนำไปสู่ การเพิ่มขึ้น £ 500m ใน ค่าใช้จ่าย เงินเดือนประจำ ที่ ธนาคารขนาดใหญ่

รางวัล ที่ได้รับ ส่วนแบ่ง เป็น ทางเลือกในการ เพิ่มขึ้น ของเงินเดือน ตรงไปตรงมาแต่อาจ ต้องเผชิญกับ การตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยการธนาคาร แห่ง ยุโรป ที่สร้าง แนวทาง สำหรับวิธีการที่ ระบอบการปกครองใหม่จะทำงานเมื่อมันมา มีผลบังคับใช้ สำหรับโบนัส ที่จ่าย ใน เวลาปี ตรวจสอบคาดว่าใน ช่วงครึ่งหลังของ 2014

ข้อ จำกัด ในการ ส่งผลกระทบต่อ โบนัสบุคคลที่ ถือได้ว่าเป็น การ และการจัดการ ความเสี่ยงและ ตาม EBAทุกคนที่ มีรายได้ มากกว่า 750,000 € ( £ 620,000 ) ในปีอาจจะรวม

การชำระเงิน ใหม่ จะอยู่ใน นอกเหนือจากการ เป็นผู้นำ ของธนาคาร จ่าย ขั้นพื้นฐาน เพราะ สหภาพยุโรป ที่มีการ จำกัด โบนัส 100% ของเงินเดือน – หรือ 200 % หาก ผู้ถือหุ้น อนุมัติ การชำระเงิน ขนาดใหญ่

ใหญ่ สี่ ธนาคารถนน สูงจะ ให้คำปรึกษา ของผู้ถือหุ้น เกี่ยวกับโบนัส สำหรับผู้บริหาร หัวหน้า ที่ตีวงเงิน 200 % พร้อมกับ การอภิปรายเกี่ยวกับ การชำระเงิน ส่วนแบ่ง เพิ่มเติมเพื่อ ว่าจะไม่มีการประชุมคณะกรรมการ ธนาคาร ในระดับ ชนชั้นสูง จะ แย่ลง เป็นผลมาจาก ฝาครอบ

ความคิดริเริ่มที่ ขู่ว่าจะ นำ ไป ดูถูก ทางการเมือง และประชาชน เกี่ยวกับการ อุตสาหกรรม ที่ ได้รับความเดือดร้อน อีก เป่า ชื่อเสียง ในเดือนนี้ เพิ่มขึ้น เมื่อ บาร์เคล โบนัส ของ พนักงาน โดย 10% ถึง £ 2.4bn แม้จะมี การรายงาน32% การลดลง ของผลกำไร

ความพยายามที่จะ รุก การ จำกัด การจ่ายเงิน มาเป็น พัน ของพนักงาน ธนาคาร ต้องเผชิญกับ การคุกคามของ ความซ้ำซ้อน

ของ สหราชอาณาจักร ที่ใหญ่ที่สุดของ ธนาคาร HSBC ในวันจันทร์ที่ จะกลายเป็น ผู้เล่นที่ ถนนสูง เป็นครั้งแรก ที่จะเปิดเผยรายละเอียดของ วิธีการที่จะ มีการจ่ายเงิน 200,000 พนักงาน โดยการ เผยแพร่รายงานประจำปี 500 หน้า ซึ่งมี จำนวนเงิน ที่แม่นยำ ที่จ่ายให้แก่ ผู้บริหารระดับสูง ของ จวร์ต กัลลิเวอร์ และผู้บริหาร ชั้นนำอื่น ๆ

HSBC คาดว่าจะ สรุป วิธีการ ที่จะ สวมหมวก โบนัสท่ามกลาง การเก็งกำไร ที่ กัลลิเวอร์ ยืน ที่จะได้รับ รางวัล ร่วมกัน ที่ด้านบน ของเงินเดือน ของเขา £ 1.2m

คู่ ของเขาที่ บาร์เคล , แอนโทนี เจนกินส์ และผู้บริหาร หัวหน้า เพื่อน ที่ ประกันตัว ออก ธนาคารลอยด์ กลุ่ม António Horta – Osório และ รอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ , รอสส์ แม็กอีแวน นอกจากนี้ยังมี แนวโน้มที่จะ ได้รับ ห่อ ของหุ้น ควบคู่ไปกับ เงินเดือนของพวกเขา ในช่วงหลายเดือน ที่ผ่านมา

ราย ละเอียดยังคงถูก ตอก ออก กับผู้ถือหุ้น แต่มัน เป็นความคิดที่ ธนาคารจะต้อง ยึดมั่นใน หุ้น เป็นเวลาอย่างน้อย สามปี – หรือห้า ในกรณี ของ บาร์เคลย์ – ก่อนที่พวกเขา สามารถขายได้ แผนการที่จะถูกนำไป ลงทุน ในการประชุม สามัญประจำปี ในฤดูใบไม้ผลิ

ท่ามกลาง ความคิดที่ ถูกกล่าว มี การชำระเงิน รายเดือน หรือรายไตรมาส ในหุ้น แต่ นักลงทุน ที่คาดว่าจะ เรียกร้องให้กำลังการผลิต รายได้ รวมของ ธนาคาร ด้านบน จะลดลง ในทางกลับกัน สำหรับ การชำระเงินเพิ่มเติม

โบนัสสำหรับ ปี 2013 จะไม่ได้ รับผลกระทบจาก หมวกและ RBS เป็น สัปดาห์หน้า คาดว่าจะจ่าย ออก โบนัส ของ ประมาณ£ 500m แม้จะมี การรายงาน ความสูญเสีย ของ £ 8BN และการปรับโครงสร้าง ขนาดใหญ่ ของการดำเนินงาน ของ บริษัท ซึ่งเป็น 81% เป็นของ ผู้เสียภาษีอากร

หมวก โบนัสจะบังคับให้ การแก้ไข จากเดิมอย่างสิ้นเชิง กับวิธีการ จ่ายเงิน ข้อเสนอ มีโครงสร้าง ที่ ย้ายออกจากโครงสร้าง ที่ซับซ้อน สามง่าม ของ เงินเดือนโบนัส ประจำปีและ แผนระยะยาว แรงจูงใจในการ โครงการ ที่คาดว่าจะ ประกอบด้วย เงินเดือน ค่า หุ้น และโบนัส

หุ้นโดนแรงต้านไม่ผ่าน 1600 จุด

 

นายยศพณ แสงนิล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 2 พ.ค. ดัชนีปิดตลาดในแดนลบ หลังจากที่ปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุด 1,603.01 จุดจึงทำให้เกิดแรงขายทางจิตวิทยาออกมา กดดันให้ตลาดปรับตัวลดลง ประกอบกับนังลงทุนยังคงกังวลกับมาตรการที่อาจจะออกมาแทรกแซงค่าเงินบาท จึงทำให้การซื้อขายไม่สดใสนัก

 

“แนวต้านที่ระดับ 1,600 จุด ถือเป็นจุดที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งหากหลังจากนี้ถ้าตลาดจะปรับตัวขึ้นมาในระดับนี้อีก ก็ต้องยืนให้ได้ 3 วัน ถึงจะเรียกได้ว่าผ่านอย่างปลอดภัย” นายยศพณกล่าว

 

สำหรับการซื้อขายวันที่ 3 พ.ค.ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,575 จุด และแนวต้านที่ระดับ 1,595 จุด โดยแนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทนที่ต้านตลาดช่วงขาลงได้ เช่น บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) (DEMCO) บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG) บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (GUNKUL) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BGH) เป็นต้น

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์เผยตัวเลขดัชนี

สำหรับ ด้านตลาดหุ้น นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยถึง ผลสำรวจความเห็นแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ของนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ รวม 17 แห่ง ครั้งที่ 1/56 ว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯในปีนี้อยู่ที่เฉลี่ย 1,704 จุด สูงสุดนับจากวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยมีนักวิเคราะห์ให้ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ระดับ 1,850 จุด และสิ้นปีนี้จะอยู่ที่เฉลี่ย 1,625 จุด

โดยปัจจัยบวกที่หนุนการลงทุน ได้แก่ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาท, การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 20% จากปัจจัยการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่งและการลงทุนภาคเอกชนและรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับการปรับการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขึ้นมาอยู่ที่ 4.9% พร้อมทั้งคาดปีนี้นักลงทุนต่างชาติจะซื้อสุทธิต่อเนื่องเฉลี่ย 2.7 หมื่นล้านบาท เป็นผลจากธนาคารกลางหลายประเทศอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินทั่วโลก

ปัจจัย เสี่ยงต่อการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หากดัชนีปรับขึ้น 1,700 จุด ค่าพี/อีของตลาดหุ้นปรับขึ้น 16 เท่า, ความเสี่ยงวิกฤตยูโรโซน และการเมืองไทย อาทิ ประเด็น พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทที่อาจล่าช้าหรือการตรวจสอบนายกรัฐมนตรี

นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 1/56 มูลค่าการซื้อขาย (วอลุ่ม) ตราสารหนี้ในตลาดรองอยู่ที่ 6.02 ล้านล้านบาท โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ยังเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น พันธบัตร ธปท. แต่มีนักลงทุนสนใจซื้อขายตราสารหนี้ (บอนด์) ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามคาดการณ์ของตลาดที่มองทิศทางอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศมีโอกาสปรับตัวลดลง ส่งผลให้มูลค่าซื้อขายตราสารหนี้ระยะยาวในตลาดรองมีมูลค่าวันละ 34,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนยอดถือครองตราสารหนี้รวมอยู่ที่ 8.64 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากสิ้นปีก่อน

ขณะที่การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไตรมาสแรกนี้ ยังมียอดซื้อสุทธิกว่า 2.81 แสนล้านบาท และ ณ สิ้น มี.ค.นี้ มียอดถือครองตราสารหนี้อยู่ที่กว่า 8.5 แสนล้านบาท เติบโต 20% จากสิ้นปีก่อนหน้าโดยการถือครองตราสารหนี้โดยต่างชาติ 73% เป็นตราสารหนี้ระยะยาว ส่วนความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ยังอยู่ในกรอบแคบ

“แนวโน้ม 3 ไตรมาสที่เหลือ น่าจะมีหุ้นกู้ใหม่ออก 3 แสนล้านบาท ถ้าไม่มี QE3 เงินต่างชาติยังไหลเข้ามาเรื่อยๆ และถ้าดอกเบี้ยคงที่ จะหนุนออกหุ้นกู้เพิ่มได้อีก 1-1.2 แสนล้านบาท”นายนิวัฒน์ กล่าว

ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ลดลง ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม 3 เม.ย.นี้ และยังมีแนวโน้มที่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยในระยะต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศจะร้อนแรงเพิ่มขึ้น

สำหรับคำแนะนำลงทุนหุ้นหรือกองทุนหุ้น ควรลดสัดส่วนเหลือ 40% ของมูลค่าพอร์ตลงทุน และเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นหรือกองหุ้นในต่างประเทศเป็น 12% โดยรอจังหวะตลาดปรับฐานลงและเลือกหุ้นพื้นฐานดีและมีผลตอบแทนเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ โดยกลุ่มหุ้นที่มีกำไรเติบโตดี 3 อันดับแรก คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เติบโตเฉลี่ย 37.41%, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์โตเฉลี่ย 33.42% และ 3.กลุ่มธนาคารพาณิชย์โต 24.84%

การค้นพบพลังงานในพม่า

 

ที่ผ่านมาพม่าเคยเปิดประมูลแหล่งน้ำมันและก๊าซครั้งใหญ่ไปเมื่อปี 2554 ซึ่งบริษัทต่างชาติประมูลได้สัมปทานไปจำนวน 9 แปลง ส่วนการยื่นประมูลในรอบที่ 2 ได้ถูกเลื่อนมานับแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว เนื่องจากพม่าอยู่ในระหว่างการตรวจสอบด้านความโปร่งใสให้ได้มาตรฐานระดับ นานาชาติในการประมูล

 

ทั้งนี้บริษัทที่ต้องการประมูลต้องยื่นแสดงความ สนใจภายใน 2 เดือน หรือภายในช่วงกลางเดือนนี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลพม่าก็จะจัดการประชุมนานาชาติเรื่องพลังงาน ณ กรุงย่างกุ้ง

 

กระแสความสนใจในแหล่งไฮโดรคาร์บอนของพม่าเป็นที่พูดถึงอย่างมาก ทั้งที่ยังไม่มีข้อมูลการตรวจพบแต่อย่างใด

 

ข้อมูล ทางการพม่าระบุว่า พม่าส่งออกก๊าซธรรมชาติในปีงบประมาณ 2555 ซึ่งสิ้นสุดเดือนมีนาคม มีมูลค่า 3.5 พันล้านดอลลาร์ สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2.5 พันล้านดอลลาร์ ส่วนในปี 2551-2552 มีมูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์ โดยที่มีตลาดส่งออกหลักคือ ประเทศไทย

 

ในกลางปี 2556 นี้ พม่าจะเริ่มส่งออกก๊าซจากหลุมในรัฐยะไข่ไปยังจีน โดยผ่านท่อส่งก๊าซระหว่างประเทศความยาว 840 ไมล์อีกด้วย

 

นายโมว์ ทิน ผู้จัดการบ.ผู้ผลิตและสำรวจน้ำมันเมียนมาร์ ปิโตรเลียม ซึ่งได้แปลงน้ำมันสัมปทานในประเทศ กล่าวว่า

 

บริษัท ต่างชาติที่เข้ามาควรได้รับการสนับสนุน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศ การสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งต้องการบริษัทใหญ่ ๆ

 

เข้ามาถ่ายทอดความรู้ในการสำรวจและพัฒนางานด้านการขุดเจาะเพิ่มขึ้น

 

ยิ่งจำนวนบริษัทต่างชาติเข้ามามากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งลดการผูกขาดตลาดด้านนี้เท่านั้น

 

ความ “สดใหม่” ของขุมทรัพย์ล้ำค่าทางพลังงานในพม่า ซึ่งยังไม่ถูกค้นพบและขุดเจาะอย่างจริงจัง ทำให้ทุนต่างชาติอยากเข้ามาครอบครองแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พม่ามีอยู่

นายราจิฟ บิสาวาส นักเศรษฐศาสตร์จากไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ ให้ความเห็นว่า แหล่งน้ำมันและก๊าซในพม่ายังไม่ได้รับการสำรวจด้วยเทคโนโลยีคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Technology)

มากพอ จึงทำให้เกิดกระแสตื่นเต้นในการเข้ามาสำรวจแหล่งพลังงานในพม่า ทั้งยังมีข้อมูลเปิดเผยเกี่ยวกับแหล่งพลังงานในพม่าอยู่น้อยมากอีกด้วย

ข้อมูลจากซีไอเอ เวิลด์ แฟกต์บุ๊ก พบว่าพม่าครอบครองแหล่งน้ำมันอยู่ 50 ล้านบาร์เรล และแหล่งก๊าซธรรมชาติ 283.2 พันล้านลูกบาศก์เมตร

ช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา พม่าได้เปิดประมูลบ่อน้ำมันบนฝั่งบริเวณต่าง ๆ

ทั่วประเทศจำนวน 18 แปลง ส่วนแผนเปิดประมูลแหล่งน้ำมันอีกราว 50 แห่งก็ยังพักการดำเนินการอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2555

สัญญาการสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของบริษัทข้ามชาติจำนวนมากหมดลง ทั้ง ปตท.ผส. ของไทย, อีพีไอ โฮลดิ้ง ของฮ่องกง, สวิสเฟิร์ม จีโอปิโตร อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง และปิโตรนาส ของมาเลเซีย

ต่อมาในเดือนกันยายน 2555 โทเทิล บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติฝรั่งเศสได้เข้าซื้อหุ้น 40% จากบริษัทสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซนอกฝั่งพม่าแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นบริษัท วูดไซด์ ผู้ทำธุรกิจด้านพลังงานในออสเตรเลียก็แสดงความสนใจที่จะเข้าไปในพม่า ทั้งยัง มีบริษัทอเมริกันและยุโรปอีกหลายแห่งที่เตรียมตัวจะเข้าไปลงทุนด้านน้ำมันและก๊าซในพม่าเช่นเดียวกัน

 

 

การลงทุนของรัฐบาล

แม้การประชุมใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 1 ชั่วโมง และยุติลงแบบไร้ข้อสรุป เมื่อเจ้ากระทรวงไม่อยู่ โปรเจ็กต์ต่าง ๆ ที่ “กรมทางหลวง” และ “กรมทางหลวงชนบท” เสนอเพิ่ม จึงยังไม่สามารถบรรจุในสารบบบัญชีได้ถึงการประชุมจบไปแล้ว แต่ยังมีเสียงวิพากษ์ถึงการมาของ “วราเทพ” มีนัยสำคัญซ่อนเร้น จะมาช่วยสแกนจุดอ่อนจุดแข็งของโครงการให้จบโดยเร็ว หรือมีจุดเป้าหมายอื่น

หลังก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาเป็นระยะว่า งานถนนที่ยังไม่ตกผลึก เพราะยังมีคลื่นแทรกของคนกันเอง

ขณะที่บรรยากาศในที่ประชุม ยังมีโครงการถนนที่ 2 อธิบดีจาก “กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท” พยายามเสนอขอใช้เงินลงทุนจาก 2 ล้านล้านบาท

“มีโครงการถนนทั้งทางหลวงและทางหลวงชนบทเสนอกลับเข้าสู่ที่ประชุมอีก หลังรอบที่แล้วถูกตัดเงินลงทุนไป แต่ยังไม่ได้อนุมัติและวงเงินก็ยังไม่สรุป รอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมาพิจารณาก่อน” แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวและว่า

สำหรับแผนงานที่ “กรมทางหลวง” เสนอเพิ่มมี 2 รายการ มูลค่าลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท หลังถูกตัดโครงการไปเหลือ 180,230 ล้านบาท (ณ วันที่ 4 ก.พ.)

โดยโครงการใหม่ที่เสนอ ประกอบด้วย โครงการขยายถนน 4 ช่องจราจร จำนวน 15 สายทาง วงเงิน 13,200 ล้านบาท ในพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ 11 สายทาง มีจังหวัดพังงา สุราษฎร์ธานี สงขลา ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม และเมืองระดับรอง 4 สายทาง ในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ลำพูน ลพบุรี และนครศรีธรรมราช และโครงการก่อสร้างสะพานกลับรถบนถนนสายหลัก จำนวน 9 แห่ง ประมาณ 2,000 ล้านบาท

อีกเป้าหมายเพื่อติดตามบัญชีรายชื่อโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทของ “คมนาคม” ที่ยังไม่ลงล็อก โดยเฉพาะแผนโครงการถนนของ 2 หน่วยอย่าง “กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท” ที่มีเทศกาล “ชักเข้า-ชักออก” อยู่ตลอดเวลา ด้วยผู้คุมหน่วยก็ไม่อยากตัดโครงการของตัวเองออก

เพราะต่างก็รู้กัน ดีว่า “งบฯถนน” เป็นสิ่งที่ “ส.ส.” อยากดึงไปลงพื้นที่ตัวเองให้มากที่สุด เนื่องจากจับต้องง่ายและเกิดได้เร็ว จึงไม่แปลกที่แผนลงทุนถนนจึงยังไม่นิ่ง เพราะยังมีคลื่นใต้น้ำตีกระเพื่อม “จัดสรรเงิน-จัดสรรพื้นที่” ลงทุน

แต่ ที่ยิ่งแปลกไปกว่านั้น เมื่อ “วราเทพ รัตนากร” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เด็กในคาถา “เจ๊ ด.” แห่งวังบัวบาน จู่ ๆ ก็มาปรากฏตัวที่ “คมนาคม” และทำหน้าที่ประธานที่ประชุมแทน”ชัชชาติ” ทันทีที่มีภารกิจด่วนอยู่ที่ทำเนียบ

“หลังโครงการใหญ่อย่างมอเตอร์เวย์ 2 สาย ทั้งสายบางปะอิน-โคราช และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่กรมทางหลวงพยายามจะขอค่าก่อสร้างด้วย แต่ได้เฉพาะค่าเวนคืนที่ดิน จึงหาโครงการอื่นมาแทน แต่ยังไม่สรุป” แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับในส่วนของ “กรมทางหลวงชนบท” ขอเพิ่มอีก 8,000 ล้านบาท จากเดิมที่ถูกตัดเหลือ 48,731 ล้านบาท สำหรับค่าเวนคืนที่ดินก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อม “อ.พระสมุทรเจดีย์ กับ อ.มหาชัย” ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและสมุทรสาคร จากเดิมถูกตัดออกไปแล้ว เนื่องจากใช้เงินก่อสร้างค่อนข้างสูงถึง 49,000 ล้านบาท

ขณะที่บทบาทของ “รองนายกฯวราเทพ” ในที่ประชุมวันนั้น กำชับให้แต่ละหน่วยพิจารณาโครงการเป็นภาพรวมตามยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจหลักในภูมิภาค และใช้เงินลงทุนในงบประมาณปกติไม่ได้

แต่ไม่ลืมโฟกัสไปที่ “โครงการถนน” ซึ่งระบุว่าต้องเป็นเส้นทางโครงการใหญ่ที่พร้อมดำเนินการ ช่วยเสริมศักยภาพของการเป็น “ฮับ” หรือศูนย์กลางทั้ง “เมืองหลัก-เมืองรอง” ครอบคลุมทุกภูมิภาคและรองรับประตูการค้าชายแดนทั้ง9 แห่ง ประกอบด้วย ด่านเชียงของ แม่สาย แม่สอด หนองคาย มุกดาหาร นครพนม อรัญประเทศ สะเดา และปาดังเบซาร์ เช่น ขยายถนนสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร เชื่อมระหว่างเส้นทางเศรษฐกิจการค้า

ซึ่ง “ภาคเหนือ” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ส่วนเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “ลำปาง แม่ฮ่องสอน ลำพูน กำแพงเพชร สุโขทัย พิจิตร และเพชรบูรณ์” มีประตูการค้าอยู่ที่ “เชียงราย-ตาก”

“ภาคอีสาน” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย นครราชสีมา อุบลราชธานี ซึ่งเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “เลย-กาฬสินธุ์-ชัยภูมิ-ร้อยเอ็ด-บุรีรัมย์ และสุรินทร์” ส่วนประตูการค้าอยู่ที่ “มุกดาหารและนครพนม”

ขณะที่ “ภาคกลาง” มีกรุงเทพฯและเมืองปริมณฑลเป็นเมืองศูนย์กลาง และมีจังหวัด “สระบุรีและลพบุรี” เป็นเมืองระดับรอง

“ภาคตะวันตก” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่ “ประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี” มี “ราชบุรีและสมุทรสงคราม” เป็นเมืองระดับรอง มีจังหวัดกาญจนบุรีเป็นประตูการค้า

“ภาคตะวันออก” มีจังหวัด “ชลบุรีและระยอง” เป็นเมืองศูนย์กลาง ส่วนเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “ฉะเชิงเทรา จันทบุรี”

หุ้นชั้นนำ ขยายตัวต่อเนื่อง

ธุรกิจทีวีดาวเทียมได้สร้างรายได้ให้กับเวิร์คพอยท์ฯเป็นปีแรกเมื่อปีที่แล้วโดยสร้างรายได้ประมาณ 130 ล้านบาท และทำกำไรได้ 20 ล้านบาท ดีกว่าคาดการณ์ที่คิดว่าจะทำได้ถึงจุดคุ้มทุนเท่านั้น มาถึงปีนี้เขาเชื่อว่าทีวีดาวเทียมยังขยายตัวได้อีกสูง จึงมีแผนลงทุนผลิตคอนเทนต์ใหม่ ซึ่งจะหนุนให้ฐานผู้ชมและอัตราการโฆษณาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับเวิร์คพอยท์ฯได้ตั้งบริษัทร่วมทุน “ฟรีไซส์ บรอดแคสติ้ง”กับ “พีเอสไอ” จะช่วยเพิ่มอีก 1 ช่องทีวีดาวเทียม จะเปิดตัวในเดือน ก.พ.นี้ และปี”57 มีแผนเปิดอีก 1 ช่อง
“ปีนี้จะรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิที่ 23% เป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมมีเดีย โดยใช้กลยุทธ์การควบคุมต้นทุนการผลิต และสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด คือการใช้ทุนน้อยแต่สร้างสรรค์ได้มาก”

มือการเงินแห่งเวิร์คพอยท์ฯ ยังพูดคุยถึงความร้อนแรงของหุ้นในปีที่ผ่านมาว่า นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจกับหุ้น WORK มากขึ้น สะท้อนจากที่ผ่านการถูกเชิญไปโรดโชว์บ่อยในต่างประเทศ โดยเห็นตัวเลขผลประกอบการที่ออกมาขยายตัวและเห็นทิศทางการเติบโตดี ประกอบกับตอนนี้หุ้น WORK ติดกลุ่ม SET100 แล้ว แต่นักลงทุนอยากให้หุ้นมีฟรีโฟลตมากขึ้น ซึ่งบริษัทกำลังพิจารณาหลายแนวทางน่าจะชัดเจนในไตรมาสแรกนี้ แต่ไม่ใช่การออกหุ้นใหม่แน่ โดยคาดว่าจะเพิ่มฟรีโฟลตขึ้นมาให้เหมาะสมที่ระดับ 30-35% ซึ่งจะทำให้นักลงทุนแถบยุโรปและสหรัฐสนใจลงทุนมากขึ้น

แผนลงทุนในปีนี้ จะต้องใช้งบฯขยายสตูดิโอและอุปกรณ์ของเคเบิลทีวีราว 70 ล้านบาท และงบฯลงทุนทีวีดาวเทียมอีก 150 ล้านบาท สำหรับช่องเวิร์คพอยท์ทีวีและลงทุนกับบริษัทร่วมทุนกับพีเอสไอเปิดช่องใหม่ตามสัดส่วนการถือหุ้นอีก 50 ล้านบาท ด้านแหล่งเงิน ขณะนี้บริษัทมีเงินสดในมือ 370 ล้านบาท เพียงพอรองรับการลงทุน ทำให้ไม่มีหนี้จากการกู้ ขณะที่สัดส่วนหนี้สินต่อทุนยังเป็นศูนย์อยู่

โดยเป้าหมายในปีนี้ เฉพาะช่อง “เวิร์คพอยท์ฯ” จะมีรายได้ขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 200 ล้านบาท และช่องใหม่อีก 1 ช่อง ที่ร่วมทุนกับพีเอสไอ ตั้งรายได้ไว้ที่ 100 ล้านบาท จากความเข้าใจตลาดหลังจากทำทีวีดาวเทียมมา 1 ปี และแนวโน้มเม็ดเงินโฆษณาที่ไหลเข้ามาเพิ่มขึ้น และปัจจุบันทีวีดาวเทียมมีการวัดเรตติ้งเพื่อนำมาคำนวณคิดราคาในการขายโฆษณา

“ปีนี้คาดว่าจะขายเวลาโฆษณาในราคาเฉลี่ยที่สูงขึ้นได้ราว 1 หมื่นบาทต่อนาที เพิ่มจากปีก่อนที่ขายเฉลี่ย 6 พันบาทต่อนาที เป็นไปตามดีมานด์ของลูกค้าที่เข้ามาซื้อเต็มเวลา และจากเรตติ้งที่ดีขึ้น อนาคตค่าโฆษณายังมีโอกาสเพิ่มสูงได้อีกจากที่มีเรตติ้งเป็นตัวหนุน ปัจจุบันเรตติ้งของสื่อฟรีทีวีและทีวีดาวเทียมยังไม่สมดุล อัตราค่าโฆษณามีช่องว่างที่ห่างสูงกว่าเมื่อเทียบกับระดับเรตติ้ง เพราะเอเยนซี่โฆษณาจะซื้อตามเรตติ้งที่สูง ก็จะจ่ายในราคาที่สูง โดยในช่วง 3-5 ปีนี้ อัตราค่าโฆษณาของทีวีดาวเทียมจะขยับขึ้นเป็นหลักหลายหมื่นบาท”

สำหรับธุรกิจฟรีทีวียังเป็นธุรกิจหลักของเวิร์คพอยท์ฯอยู่ซึ่งจะมีเพิ่มรายการที่ช่อง 9 อีก 1 รายการ และช่อง 5 อีก 2 รายการ ส่วนการปรับขึ้นค่าโฆษณาของฟรีทีวีจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7-8% โดยอุตสาหกรรมทีวียังมีโอกาสเติบโตสูง โดยมีแรงสนับสนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคและนโยบายกลยุทธ์การขายสินค้า ประกอบกับปีนี้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ทำให้กำลังซื้อสูงขึ้น ผู้ผลิตสินค้าจะกล้าทุ่มเม็ดเงินโฆษณามากขึ้น

“ครรชิต” คาดการณ์รายได้รวมของเวิร์คพอยท์ฯในปีนี้ จะเติบโตประมาณ 31% จากปี”55 ที่มีรายได้รวมที่ 2.13 พันล้านบาท โดยเติบโตจาก 3 ธุรกิจหลัก โดยรายได้หลัก ๆ ยังมาจากธุรกิจทีวี สัดส่วนประมาณ 80% โดยจะรวมส่วนของธุรกิจทีวีดาวเทียมด้วยราว 12.5% ส่วนธุรกิจอีเวนต์มีลูกค้าเพิ่มขึ้นหลังจากที่ทำมา 2-3 ปีก่อน ซึ่งจะมีจุดแข็งที่สามารถนำ

อีเวนต์มาออกช่องรายการของบริษัทได้ ปีนี้ตั้งเป้าธุรกิจนี้ 360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% ส่วนธุรกิจภาพยนตร์มีแผนปรับทิศทางให้ดีขึ้น หลังจากปีที่แล้วพลาดเป้าทำรายได้ 60 ล้านบาท จากหนัง 3 เรื่อง ลดลงจากปี”54 ที่เคยทำได้กว่า 90 ล้านบาท โดยปีนี้จะมีหนังใหม่ 3 เรื่อง คาดหวังทำรายได้ 100 ล้านบาท ส่วนธุรกิจแมกาซีนเป็นธุรกิจที่ไม่ถนัด ทำให้ปีที่แล้วรายได้พลาดเป้า ปีนี้จึงยังไม่มีแผนลงทุนเพิ่ม แต่จะเน้นการปรับหัวหนังสือเดิม

ข่าวธุรกิจ

ผมเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นจริงที่ว่ามันเป็นผลกระทบจากพฤติกรรมของมนุษย์และการปล่อยก๊าซคาร์บอน คุณจะรู้ว่าที่คุณรู้ว่า Mark เราไม่สามารถแสดงที่มาของเหตุการณ์สภาพอากาศใดโดยเฉพาะเพื่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สิ่งที่เราจะทราบได้อุณหภูมิทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เป็น 10 ปีที่ผ่านมา เราจะรู้ว่าน้ำแข็งอาร์กติกละลายหมวกเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เป็นแม้แต่ห้าปีที่ผ่านมา เราจะรู้ว่ามีการพิเศษ – มีมีจำนวนมากผิดปกติของสภาพอากาศที่รุนแรงเหตุการณ์ที่นี่ในอเมริกาเหนือ แต่ยังทั่วโลก และฉันเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นจริงที่ว่ามันเป็นผลกระทบจากพฤติกรรมของมนุษย์และการปล่อยก๊าซคาร์บอน และเป็นผลผมคิดว่าเรามีหน้าที่ที่จะต้องชนรุ่นหลังทำอะไรกับมัน

ลืมการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้นหยุด 16 ปีที่ผ่านมา หากคุณอาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งผมหวังว่าคุณมีกระเป๋าเดินทางพร้อม ฉันหวังว่าคุณไม่ได้ยักนี้ออกเพราะอาจจะร้ายแรงมากอย่างแน่นอน

คุณได้ยินฉันขวา ประธานของเราบอกกับเราดังนั้นวันนี้ เมื่อเขาถูกถามเกี่ยวกับความเชื่อ NYC นายกเทศมนตรีไมเคิล “พี่เลี้ยง” บลูมเบิร์กว่าโอบามาจะทำอะไรได้มากกว่าที่จะต่อสู้กับภาวะโลกร้อน, โอบามาทำให้มันชัดเจนว่าเขาต้องการถือขึ้นปลายของเขาจากการต่อรองราคาที่ ในความเป็นจริงเขาไปไกลเท่าที่จะบอกว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เพียงสิบปีที่ผ่านมา นี่คือสิ่งที่เขาพูดคำต่อคำ:

ในขณะที่ส่วนที่เหลือของตัวเองเรายุ่งด้วยการซื้อจักรยานคงทนประท้วงการสำรวจด้านพลังงานในทวีปอเมริกาเหนือและทำให้กองปุ๋ยหมักในสนามของเรากับทุกสิ่งที่เราไม่สามารถล้างส้วมลงกระแสต่ำของเราประธานาธิบดีโอบามาและทีมงานของเขาจะทำงาน ยากที่จะทำส่วนหนึ่งของพวกเขาโดยทำให้ไม่แน่ใจว่าเราใช้หลอดไฟผิดหรือกรอกน้ำมากเกินไป