มุมมองการแข็งค่าของเงินบาท

ในมุมมองของ นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยไทย เห็นว่า การแข็งค่าของเงินบาทเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการกำหนดราคาขายสินค้า และกำหนดราคาเปิดรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า

สิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามา ช่วยเหลือคือ เร่งเข้ามาดูแลและช่วยเหลือผู้ประกอบการในเรื่องส่วนต่างซื้อประกันความ เสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เพื่อทำให้การเจรจาการค้าไม่สะดุดกระทบกับคำสั่งซื้อไตรมาสสอง

ให้ ภาครัฐช่วยเพราะเอสเอ็มอีสายป่านสั้น แตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบน้อยเพราะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ โดยการซื้อประกันความเสี่ยงล่วงหน้า

ทั้งหมดคือ มองต่างมุมเรื่องบาท-อ่อนแข็ง มีทั้งฝ่ายได้และเสียประโยชน์ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ส่งออกทั้งรายเล็ก-กลาง-ใหญ่ ต้องมีการปรับตัวหันมาเน้นประสิทธิภาพการผลิตในลักษณะสินค้าเพิ่มมูลค่า รับเสรีการค้าตามข้อผูกพันที่กำลังจะเกิดขึ้นหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเสรีการค้าไทย-อียู ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี

ต้อง ปรับตัวเพราะการค้ากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคนโยบายการกำกับดูแลให้ เงินบาทอ่อนค่า เพื่อส่งเสริม เอื้อประโยชน์ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกไปในตลาดการค้าโลก มาเป็นการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกอย่างแท้จริง

หลายสำนักทั้งนักวิชาการ สำนักที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเศรษฐกิจ ประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับเดียวกับก่อนเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 จนทำให้ประเทศไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด

จริงอยู่เมื่อ บาทแข็งค่า ส่งออกในรูปดอลลาร์นำกลับเข้ามาแลกเป็นบาทได้เงินน้อยลงย่อมส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึงร้อยละ 60 ของจีดีพี

ส่งออกคือ หนึ่งในสี่ เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลงทุนภาครัฐ การใช้จ่ายในประเทศ และการลงทุนทางตรงจากนักลงทุนต่างชาติ

…ทว่า อีกด้านยังมีอีกมุมของเหรียญในมิติของผู้นำเข้า!!

ห้วง บาทแข็งค่าเป็นเวลาที่ดีสุดในการนำเข้าเครื่องจักรมาปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี การผลิตให้ทันสมัย และผู้นำเข้าประเภทสินค้าแบรนด์เนม ยังได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทจากต้นทุนนำเข้าในรูปดอลลาร์ที่ถูกลง

ซีพีแนะส่งออกปรับตัวผลิตสินค้า′มูลค่าเพิ่ม′

ราย แรก ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ปีก่อนหน้ามีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นร้อย 60% หรือส่งออกข้าวไปต่างประเทศ 6 แสนตัน ขายในประเทศ 4 แสนตัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจึงมีผลอย่างยิ่งกับการส่งออกของ ซี.พี อินเตอร์เทรด

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ สายธุรกิจข้าวและอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี เห็นว่า หากค่าเงินแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ 28 บาทต่อดอลลาร์ ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ แต่หากแข็งค่าขึ้นไปมากกว่านั้น จนไปแตะที่ระดับ 26-27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะส่งผลกระทบกับการส่งออกได้

สุเมธให้ข้อมูล เพิ่มเติมว่า ทุกๆ การแข็งค่าของเงินบาทจะทำให้ไทยสูญเสียเงินตราต่างประเทศ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี เทียบเคียงจากปีก่อนหน้าไทยมีการส่งออก 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยต่อเดือน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

สุเมธเห็นว่าเอกชนจึงควร ปรับตัวโดยการหันไปส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับที่ ซี.พี. อินเตอร์เทรด พยายามปรับเพิ่มมูลค่าโดยหันไปส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม ทั้งเส้น แป้ง และเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ในการเพาะปลูกข้าวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น

นอก เหนือจากการปรับตัว ปรับระบบการผลิตเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มแล้ว ช่วงบาทแข็งค่าสุเมธเห็นว่า ยังเป็นโอกาสดีในการนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งการมองหาโอกาสในการลงทุนต่างประเทศ ในประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าเงินอ่อนกว่าบาทและค่าแรงถูกกว่า ไทย เช่น เวียดนาม พม่า เป็นมาตรการเดียวกับที่ญี่ปุ่นนำมาใช้ช่วงการแข็งค่าของเงินเยนจาก 100 เยน เป็น 70 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อหลายปีก่อนหน้า

เมื่อพลวัตเศรษฐกิจ หลายด้านกำลังเปลี่ยนไป หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนและช่วยเหลือผู้ส่งออกอย่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ควรปรับบทบาทตามเช่นกัน

สิ่งที่ผู้ส่งออกรายใหญ่อย่าง ซี.พี. อินเตอร์เทรดอยากเห็นคือ การส่งเสริมให้เอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการค่าเงิน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ต่างชาติมาลงทุนในไทย และกฎเกณฑ์ในการปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ควรมีความยืดหยุ่นให้มากขึ้น

แบรนด์เนมยิ้มต้นทุนลด30%

มอง ในมุมผู้เสียประโยชน์จากผู้ส่งออกแล้ว มาดูเหรียญอีกด้านในมุมของผู้นำเข้ารายหลักที่นำสินค้าแบรนด์เนมทั้งเสื้อ ผ้า เครื่องหนัง จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง หรือซีเอ็มจี รวมทั้งผู้นำเข้าแบรนด์เนมที่ขายในสยามเซ็นเตอร์ สยามพารากอน และสยามดิสคัฟเวอรี่ เห็นว่าผู้นำเข้าจะได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าถูกลง และจะส่งต่อผลประโยชน์นี้ไปให้กับผู้บริโภคอีกต่อหนึ่งในเรื่องราคาสินค้า

ใน มุมมองของนายชาญชัย เชิดชูวงศ์ธนากร รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม สเปเชียล ลิตี้ จำกัด ผู้นำเข้าสินค้าลอฟท์จากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน อเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง จีน เห็นว่าการแข็งค่าของเงินบาทผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์ในแง่ต้นทุนนำเข้าถูกลง หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐตามที่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายได้ประเมินไว้ต้นทุนนำเข้าจะ ถูกลงถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงค่าเงิน 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ใน ส่วนนโยบายราคาของลอฟท์เอง ปล่อยยืดหยุ่นตามค่าเงินบาท หากเงินถูกต้นทุนต่ำราคาต่ำลง เช่นเดียวกับช่วงบาทอ่อนค่าต้นทุนนำเข้าแพง ราคาก็จะปรับเพิ่มตาม แต่เมื่อมีการหักลบ นำราคาช่วงบาทแข็งกับอ่อนมาถัวเฉลี่ยกันแล้ว ช่องว่างกำไรยังเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะสินค้านำเข้ายังมีต้นทุนในเรื่องภาษีที่ต้องจ่ายอีก เฉลี่ยประมาณ 30% ของนำเข้าหากขายแพง จะมีภาษีนำเข้าอีกรอบหากทำกำไรเยอะขายของไม่ได้ ปกตินำเข้ามาจะเสียภาษีประมาณ 30%

ประโยชน์เรื่องที่สอง ชาญชัยมองว่า ต้นทุนที่ถูกลง ยังเอื้อให้ผู้นำเข้าสามารถมองหาสินค้ารายการใหม่ เข้ามาทำตลาด เป็นทางเลือกของผู้บริโภค และจากนี้ไปโอกาสทางธุรกิจของญี่ปุ่นในไทยก็จะมีมากขึ้นเช่นเดียวกันเพราะ ไทยถือเป็นประเทศเป้าหมายในการขยายธุรกิจแบรนด์เนมหลังภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่น อยู่ในภาวะถดถอยและพยายามปรับแนวทางด้วยการไปลงทุนต่างประเทศ

ในมุม มองของชาญชัยยังเห็นว่า ต้นทุนนำเข้าที่ถูกลงจากบาทแข็งค่ายังช่วยเอื้อกับการท่องเที่ยว ราคาสินค้าที่ถูกลงเมื่อเทียบกับราคาของลอฟท์ในประเทศใกล้เคียงทำให้นักท่อง เที่ยวตัดสินใจซื้อสินค้าในเมืองไทยได้ง่ายขึ้น

เอสเอ็มอีวอนรัฐช่วยลดต้นทุนสู้บาทแข็ง

ถึง จะมีทั้งมุมได้เสีย ทว่า ในความเป็นจริงต้องเลือกในฝั่งที่เอื้อประโยชน์สูงสุด เรื่องแข็ง-อ่อนของบาทเช่นเดียวกัน เมื่อนำเรื่องจีดีพีเป็นตัวตั้งและส่งออกเป็นภาคหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยไปควบคู่กับอีก 3 เครื่องยนต์หลักข้างต้น ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกรายเล็ก สายป่านสั้นอย่างกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีคือธุรกิจรากฐานที่จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มีผลกับการ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยในอนาคต

เตือนระวังการเล่นหุ้นระวังติดดอย


นาย กิตติรัตน์กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในปี 2555 เติบโต 21% หรือคิดเป็นมูลค่า 8.58 ล้านล้านบาทจากปี 2554 ที่มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 2.1 หมื่นล้านบาท โดยมีหุ้นกู้และตราสารหนี้ที่ออกใหม่ 5.1 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้กลุ่มพลังงาน สถาบันการเงิน และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งนี้ มีสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยมากกว่า 50% และนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อตราสารหนี้ระยะยาวสุทธิ 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้มูลค่าการถือครองตราสารหนี้รวมของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2555 อยู่ที่ 7.1 แสนล้านบาท คิดเป็น 8.3% ของมูลค่าตราสารหนี้ทั้งระบบ

นาย นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนรายใหญ่ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน บจ.นิยมจ่ายปันผลเป็นหุ้นแทนเงินสดมากขึ้น เนื่องจากหลายบริษัทต้องการรักษาเงินสดไว้รองรับการขยายกิจการในอนาคต ซึ่งนักลงทุนให้การตอบรับกับหุ้นปันผลของบริษัทที่มีผลประกอบการดี

นาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานประกาศผลรางวัลตราสารหนี้ยอดเยี่ยมและผู้ประกอบการตรา สารหนี้ยอดเยี่ยมแห่งปี 2555 ว่า การดำเนินการของสมาคมตราสารหนี้ไทยที่ผ่านมา ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดตราสารหนี้และตลาดทุนโดยรวมอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคในเรื่องของกฎระเบียบบางข้อ ซึ่งกระทรวงการคลังพร้อมพิจารณาแก้ไขอุปสรรคเหล่านั้น เพราะตราสารหนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการระดมทุน โดยเฉพาะการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท

นาย กิตติรัตน์กล่าวว่า หลังจากร่าง พ.ร.บ.กู้เงินผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลจะดำเนินการกู้เงินในหลายรูปแบบ โดยจะดำเนินการกู้เงินให้สอดคล้องกับระยะเวลาของแต่ละโครงการ และเชื่อว่าการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้ตลาดตราสารหนี้ เติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

“บจ.ที่ ปันผลเป็นหุ้นมีจำนวนมากขึ้น และส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีพื้นฐานดี ปันผลเป็นหุ้นออกมาแล้วราคาหุ้นไม่ตก ทำให้หุ้นบางตัวที่คลุมเครือว่าดีหรือไม่ดี ปันผลเป็นหุ้นบ้าง นักลงทุนก็เข้ามาซื้อ ราคาหุ้นก็ไม่ลง ทางบริษัทก็มีหุ้นมากขึ้น ดังนั้น นักลงทุนต้องพิจารณาให้ดีก่อนที่จะลงทุน” นายนิเวศน์กล่าว

นายชัย จิรเสวีนุปพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด กล่าวว่า การปันผลเป็นหุ้นส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น เช่นเดียวกับการเพิ่มทุน โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการถือเงินสดไว้ แต่สำหรับนักลงทุนแล้วจะได้ประโยชน์จากการได้รับเงินปันผลในรูปเงินสด มากกว่า

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์รายหนึ่งกล่าวว่า การปันผลเป็นหุ้น เป็นการเพิ่มฟรีโฟลตหรือสภาพคล่องของหุ้น ซึ่งมีบางบริษัทที่กิจการไม่ดี แต่ออกปันผลเป็นหุ้นเพื่อล่อใจ เป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้น ดังนั้น นักลงทุนต้องระมัดระวังในการเข้าลงทุนมากขึ้น

วิเคราะห์หุ้นวันนี้

ราคา Spot ปรับตัวลงเมื่อคืนวันศุกร์ เนื่องจากแรงกดดันจากสกุลเงิน US ที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเปลี่ยนการลงทุนจากสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปทองคำแท่งไปลงทุน ให้ค่าเงินสกุล US Dollar และตลาดหุ้นดาวโจนส์แทน ทั้งนี้ค่าเงิน US และตลาดหุ้นดาวโจนส์ ได้รับอานิงส์จากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐที่ประกาศออกมาดีอย่างต่อ เนื่อง รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นเกินคาด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยลดปัจจัยลบที่เกิดจากความวิตกกังวลในเรื่องมาตรการลด รายจ่ายของสหรัฐ ทำให้ราคา Spot ปรับตัวลดลงมาทดสอบแนวรับทางเทคนิค ที่ 1665/1667 ก่อนมีแรงขายทำกำไรดันราคาปรับตัวขึ้นมาช่วง 4 ทุ่ม ถึงตลาดให้ราคามาปิดที่ 1574

 

เรายังมองราคา Spot เป็นแนวโน้มขาลงอยู่ แม้ราคาอาจรีบาวด์ขึ้นได้ แต่ก็มีแนวต้านของ Fibonacci Retracement ที่ 38.2%, 50.0% ที่ราคา 1585 1593 ตามลำดับ

 

Gold Futures

 

สร้างกรอบการเคลื่อนไหวในระยะสั้นที่1562 – 1593

แนวรับ ($/oz)

1572

1567

1562

แนวต้าน ($/oz)

1584

1587

1593

 

SET50
ดัชนีSET50 ปรับตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  แต่ราคายังไม่สามารถผ่านแนวต้านทางเทคนิคที่สำคัญ 1021 ไปได้ ส่งผลให้ท้ายตลาดมีแรงเทขายทำกำไรเข้ามา สาเหตุอีกประการหนึ่งคือ นลท.เองมีความกังวล หลังจากดัชนี PMI ของจีนออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ โดยลดลงมาอยู่ที่ 50.1 จุด จาก 50.4 จุดในเดือนก่อน เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน แต่ยังสูงกว่าระดับ 50 จุด ที่บ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้เศรษฐกิจจีนเริ่มส่งสัญญาณความไม่แน่นอนอีกครั้ง รวมทั้งความกังวลต่อ สถานการณ์การเมืองของอิตาลี และการเจรจาปรับลดงบประมาณรายจ่ายของสหรัฐ อย่างไรก็ตามเรายังมองดัชนีSET50 ยังเป็นขาขึ้นอยู่ แม้ราคาอาจย่อลงได้ โดยมีแนวรับสำคัญทางเทคนิคที่ 1005 ที่เส้น EMA 200 วันในกราฟรายชั่วโมง แต่คาดว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านทางเทคนิคที่ 1021 อีกครั้งหลังจากนี้

 

SET50 Index Futures

 

สร้างกรอบการเคลื่อนไหวในระยะสั้นที่1007-1021

แนวรับ (pt.)

1010

1006

1001

 

แนวต้าน (pt.)

1015

1019

1021

 
Brent Crude Oil


ราคาน้ำมันยังปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง แม้คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับ Fibonacci 61.8% ที่ราคา 110 ได้ แต่ยังคงมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการลดการใช้จ่าย โดยอัตโนมัติของสหรัฐ ซึ่งความกังวลในเรื่องดังกล่าวได้สกัดปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็ง แกร่งของสหรัฐ ทำให้ราคายังคงไม่เคลื่อนไหวปรับตัวขึ้นไปได้ เรายังคงมองน้ำมันในระยะนี้เป็นขาลงอยู่ เนื่องจากราคายังคงอยู่ต่ำกว่าเส้น EMA ทั้ง 2 เส้น แม้ราคามีโอกาสปรับตัวรีบาวด์ขึ้นมาทดสอบแนวต้านที่ 112.5/113.5 ได้ แต่คาดว่ามีโอกาสปรับตัวลงได้อีกครั้งเนื่องจากยังไม่มีสัญญาณปรับตัวปรากฏ ขึ้น (Bullish Divergence) ให้เห็นในกราฟราคา

หุ้นไทยแกว่งเล็กน้อย

การเงินนายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นวันที่ 17 มกราคม ดัชนีแกว่งตัวเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบแคบๆ โดยช่วงเช้าดัชนีแกว่งตัวในแดนลบจากแรงเทขายทำกำไร หลังจากจบข่าวการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของสหรัฐออกมาดี เกินคาด ประกอบกับมีแรงเทขายจากกองทุนออกมา ส่วนในช่วงบ่ายดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในกรอบแคบทางเทคนิคตลาดหุ้นไทยเคลื่อน ไหวผันผวนในกรอบแคบๆ โดนแรงขายนักลงทุนหลังจบข่าวดีบจ.สหรัฐฯประกาศงบดีกว่าคาด พรุ่งนี้คาดหุ้นบวกรอบแคบตลท.ออกโรงเตือนให้ดูแลหุ้นร้อนให้แนวรับ1,410 จุด  แนวต้าน1,425-1,430 จุด

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยใน วันพรุ่งนี้(18 ม.ค.) ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในกรอบแคบๆ หลังตลาดหลักทรัพย์ออกมาเตือนให้โบรกเกอร์ กำกับการดูแลซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีการเก็งกำไรสูง ซึ่งน่าจะทำให้ความร้อนแรงของการเก็งกำไรลดลงได้บ้าง โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม คือการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนของไทยและสหรัฐฯ รวมถึงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศโดยแนะนำขายเมื่อดัชนีปรับเพิ่ม ขึ้น ประเมินแนวรับที่ 1,410 จุด  ประเมินแนวต้านที่ 1,425-1,430 จุด

การเสียภาษี

การเงิน“Taxmageddon” จะมา 1 มกราคม 2013 หมายความว่าอะไร? ดีเรา (ผู้เสียภาษีสหรัฐ) สามารถคาดหวังการเพิ่มภาษีที่มีขนาดใหญ่ Romina Boccia เจมส์ Sherk และเคธี่ Tubb จากไข่สถาบันที่มูลนิธิเฮอริเทกล่าวว่า

“ประเทศชาติอยู่ในขณะนี้ได้อย่างมั่นคงบนเส้นทางที่จะไปมากกว่าหน้าผาการคลังในมกราคม 2013 เว้นแต่วอชิงตันใช้เวลาดำเนินการไม่แน่นอนที่นำไปสู่หน้าผาการคลัง -. Taxmageddon โดยเฉพาะอย่างยิ่ง – มีอยู่แล้วทำร้ายเศรษฐกิจวันนี้และตามประมาณการโดยสำนักงบประมาณรัฐสภา สามารถส่งกลับประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2013. “

ดังนั้นเพียงแค่สิ่งที่เป็น “Taxmageddon?” มันเป็นภาษีที่เพิ่มขึ้นมหาศาลของ $ 494,000,000,000 กว่าสิ่งที่เรามีอยู่แล้วจ่ายภาษีที่เพิ่มขึ้นใหญ่ที่สุดที่เคย! และที่ด้านบนของ $ 502,000,000,000 ภาษี ObamaCare, เอ้อ, อาณัติเอ้อภาษีมามากกว่าสิบปีถัดไปของใช้ในครัวเรือนโดยเฉลี่ยในสหรัฐอเมริกาจะเห็นการเพิ่มขึ้นของภาษีของ $ 3,800 ในปี 2013 คนเดียวกับที่สูงขึ้นกัดภาษีในปีต่อ ๆ มา ฉันไม่เคยจะเข้าใจวิธีการที่มีการใช้จ่ายน้อยจะมีผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯไม่มี แต่, เฮ้, ทีมเศรษฐกิจของโอบามาสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (CEA) ของเขาได้เป็นที่รู้จักในสิ่งที่ดีที่สุดในแม้ถูกผิดทุกครั้ง ตามที่รายงาน CEA ล่าสุด:

“… เศรษฐกิจไตรมาสโพสต์ตรงที่สิบสามของการเจริญเติบโตในเชิงบวกเป็นจริงทางเศรษฐกิจ (จำนวนของสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศ) ขยายตัว 2.0 ที่อัตราประจำปีในไตรมาสที่สามของปีนี้ตาม ‘ประมาณการล่วงหน้าปล่อยโดยสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ. กว่าไตรมาสสามที่ผ่านมาเศรษฐกิจมีการขยายตัวร้อยละ 7.2 โดยรวม, …. “

การเติบโต” และ “ขยาย” ไม่ได้ในสิ่งเดียวกัน อื่น ๆ กว่าที่จะทำให้ประธานาธิบดี (สำหรับชีวิต?) บารักโอบามาของฮุสเซนนโยบายเศรษฐกิจดูดีทั้งสองทำไม (ที่แตกต่างกันอย่างสมบูรณ์) แนวคิดรวม? นอกจากนี้ไม่มีที่ไหนในรายงาน CEA ฉันสามารถหาคำอธิบายของสิ่ง “ประมาณการล่วงหน้า” คือหรือว่าประมาณการล่วงหน้าจะมีการปรับลดลงเป็นปกติข้อมูลที่สมบูรณ์จะกลายเป็นใช้ได้