รีวิวหุ้นแบงค์ที่มีอนาคตเติบโต

ภาย ใต้ข้อตกลง จ่าย ปัจจุบันของพวกเขา ผู้บังคับบัญชา ธนาคาร มีศักยภาพในการ สร้างรายได้ มากที่สุดเท่าที่ 700 % ของ เงินเดือนของพวกเขา ใน โบนัสและ นายจ้าง ของพวกเขาได้รับการ scrambling เพื่อ หาวิธีที่จะ ให้ ข้อเสนอ จ่ายเงิน ที่มีศักยภาพ ของพวกเขา ในระดับ ดังกล่าว ต่อไปนี้ การแนะนำของ หมวกวันที่ 1 มกราคม ในปีนี้

รัฐบาล จะ ตรงข้ามกับการ จำกัด โบนัสและผู้ว่าราชการจังหวัด มาร์ค มวล ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ได้ กล่าวว่าเขาไม่ กลับ”หมวก โบนัส ดิบ ” แอนดรู เบลีย์ หัวหน้าของ ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ของ พรูเด็นเชีย ระเบียบ ผู้มีอำนาจ ได้เตือน ว่ามัน อาจนำไปสู่ การเพิ่มขึ้น £ 500m ใน ค่าใช้จ่าย เงินเดือนประจำ ที่ ธนาคารขนาดใหญ่

รางวัล ที่ได้รับ ส่วนแบ่ง เป็น ทางเลือกในการ เพิ่มขึ้น ของเงินเดือน ตรงไปตรงมาแต่อาจ ต้องเผชิญกับ การตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยการธนาคาร แห่ง ยุโรป ที่สร้าง แนวทาง สำหรับวิธีการที่ ระบอบการปกครองใหม่จะทำงานเมื่อมันมา มีผลบังคับใช้ สำหรับโบนัส ที่จ่าย ใน เวลาปี ตรวจสอบคาดว่าใน ช่วงครึ่งหลังของ 2014

ข้อ จำกัด ในการ ส่งผลกระทบต่อ โบนัสบุคคลที่ ถือได้ว่าเป็น การ และการจัดการ ความเสี่ยงและ ตาม EBAทุกคนที่ มีรายได้ มากกว่า 750,000 € ( £ 620,000 ) ในปีอาจจะรวม

การชำระเงิน ใหม่ จะอยู่ใน นอกเหนือจากการ เป็นผู้นำ ของธนาคาร จ่าย ขั้นพื้นฐาน เพราะ สหภาพยุโรป ที่มีการ จำกัด โบนัส 100% ของเงินเดือน – หรือ 200 % หาก ผู้ถือหุ้น อนุมัติ การชำระเงิน ขนาดใหญ่

ใหญ่ สี่ ธนาคารถนน สูงจะ ให้คำปรึกษา ของผู้ถือหุ้น เกี่ยวกับโบนัส สำหรับผู้บริหาร หัวหน้า ที่ตีวงเงิน 200 % พร้อมกับ การอภิปรายเกี่ยวกับ การชำระเงิน ส่วนแบ่ง เพิ่มเติมเพื่อ ว่าจะไม่มีการประชุมคณะกรรมการ ธนาคาร ในระดับ ชนชั้นสูง จะ แย่ลง เป็นผลมาจาก ฝาครอบ

ความคิดริเริ่มที่ ขู่ว่าจะ นำ ไป ดูถูก ทางการเมือง และประชาชน เกี่ยวกับการ อุตสาหกรรม ที่ ได้รับความเดือดร้อน อีก เป่า ชื่อเสียง ในเดือนนี้ เพิ่มขึ้น เมื่อ บาร์เคล โบนัส ของ พนักงาน โดย 10% ถึง £ 2.4bn แม้จะมี การรายงาน32% การลดลง ของผลกำไร

ความพยายามที่จะ รุก การ จำกัด การจ่ายเงิน มาเป็น พัน ของพนักงาน ธนาคาร ต้องเผชิญกับ การคุกคามของ ความซ้ำซ้อน

ของ สหราชอาณาจักร ที่ใหญ่ที่สุดของ ธนาคาร HSBC ในวันจันทร์ที่ จะกลายเป็น ผู้เล่นที่ ถนนสูง เป็นครั้งแรก ที่จะเปิดเผยรายละเอียดของ วิธีการที่จะ มีการจ่ายเงิน 200,000 พนักงาน โดยการ เผยแพร่รายงานประจำปี 500 หน้า ซึ่งมี จำนวนเงิน ที่แม่นยำ ที่จ่ายให้แก่ ผู้บริหารระดับสูง ของ จวร์ต กัลลิเวอร์ และผู้บริหาร ชั้นนำอื่น ๆ

HSBC คาดว่าจะ สรุป วิธีการ ที่จะ สวมหมวก โบนัสท่ามกลาง การเก็งกำไร ที่ กัลลิเวอร์ ยืน ที่จะได้รับ รางวัล ร่วมกัน ที่ด้านบน ของเงินเดือน ของเขา £ 1.2m

คู่ ของเขาที่ บาร์เคล , แอนโทนี เจนกินส์ และผู้บริหาร หัวหน้า เพื่อน ที่ ประกันตัว ออก ธนาคารลอยด์ กลุ่ม António Horta – Osório และ รอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ , รอสส์ แม็กอีแวน นอกจากนี้ยังมี แนวโน้มที่จะ ได้รับ ห่อ ของหุ้น ควบคู่ไปกับ เงินเดือนของพวกเขา ในช่วงหลายเดือน ที่ผ่านมา

ราย ละเอียดยังคงถูก ตอก ออก กับผู้ถือหุ้น แต่มัน เป็นความคิดที่ ธนาคารจะต้อง ยึดมั่นใน หุ้น เป็นเวลาอย่างน้อย สามปี – หรือห้า ในกรณี ของ บาร์เคลย์ – ก่อนที่พวกเขา สามารถขายได้ แผนการที่จะถูกนำไป ลงทุน ในการประชุม สามัญประจำปี ในฤดูใบไม้ผลิ

ท่ามกลาง ความคิดที่ ถูกกล่าว มี การชำระเงิน รายเดือน หรือรายไตรมาส ในหุ้น แต่ นักลงทุน ที่คาดว่าจะ เรียกร้องให้กำลังการผลิต รายได้ รวมของ ธนาคาร ด้านบน จะลดลง ในทางกลับกัน สำหรับ การชำระเงินเพิ่มเติม

โบนัสสำหรับ ปี 2013 จะไม่ได้ รับผลกระทบจาก หมวกและ RBS เป็น สัปดาห์หน้า คาดว่าจะจ่าย ออก โบนัส ของ ประมาณ£ 500m แม้จะมี การรายงาน ความสูญเสีย ของ £ 8BN และการปรับโครงสร้าง ขนาดใหญ่ ของการดำเนินงาน ของ บริษัท ซึ่งเป็น 81% เป็นของ ผู้เสียภาษีอากร

หมวก โบนัสจะบังคับให้ การแก้ไข จากเดิมอย่างสิ้นเชิง กับวิธีการ จ่ายเงิน ข้อเสนอ มีโครงสร้าง ที่ ย้ายออกจากโครงสร้าง ที่ซับซ้อน สามง่าม ของ เงินเดือนโบนัส ประจำปีและ แผนระยะยาว แรงจูงใจในการ โครงการ ที่คาดว่าจะ ประกอบด้วย เงินเดือน ค่า หุ้น และโบนัส

การลงทุนโดยใช้เครดิต

ขอ ให้ ปรับ การจ่ายเงินรางวัล ใหญ่ ธนาคาร ที่มี บทบาท ไม่ได้ มีประโยชน์ ต่อสังคม แม็กอีแวน กล่าวว่า “มีกลุ่มเล็ก ๆ ของ คนที่มี ทักษะเฉพาะ บางอย่างใน การร่วมกันวาง ‘ ธุรกิจการค้า ที่ ลูกค้าองค์กร ‘ , ที่เพิ่มมูลค่า ที่ดีจริงๆ กับธุรกิจ ที่เป็น มัน . ลงมาเพื่อ อุปสงค์และอุปทาน – มีเพียงไม่กี่ คนที่มี ทักษะเหล่านี้ (อีกครั้ง ทั่วโลก ) และเรา ต้องจ่าย อัตราดอกเบี้ยในตลาดเพื่อดึงดูดผู้คน เหล่านี้เพื่อ องค์กรของเรา ในการดำเนิน บทบาท ของพวกเขา ในนามของ บริษัท เอกชนขนาดใหญ่

“ผม คิดว่าเราจะ ตกอยู่ในอันตราย ของการสูญเสีย บางส่วนของ ธนาคาร การลงทุน ที่มีความเชี่ยวชาญ มากที่สุด ของเราถ้าเรา ไม่ได้ จ่ายอัตรา ตลาด. แต่ให้ฉัน จะค่อนข้าง ชัดเจนก็ จะต้อง ขึ้นอยู่กับ ผลการดำเนินงาน . เมื่อ ประสิทธิภาพการทำงาน จะขึ้นแล้ว อัตรา สามารถ ขึ้น . เมื่อ ผลการดำเนินงาน จะลดลง อัตรา จะลงไป “เขากล่าวว่า

วิกฤต ไอทีในเดือนมิถุนายน 2012 ที่เหลือ ลูกค้าที่ ไม่สามารถเข้าถึงบาคาร่า บัญชี ของพวกเขาสำหรับ สัปดาห์และ ตราบเท่าที่ เดือน ในสาธารณรัฐ ไอร์แลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ มันแสดงให้เห็น ธนาคาร ที่จำเป็นในการ อัพเกรดระบบ และการ จ้าง คนที่เหมาะสม ” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า เราจะ หายไปจำนวนมาก ของ ทักษะหลักในการ ระบบ เก่าเหล่านี้ ดำเนินการ ที่ซับซ้อนมาก ” แม็กอีแวน กล่าวว่า

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม บังคับ ของมูดี้ส์ จะคิดใหม่ การประเมิน ของ กลยุทธ์ ของธนาคารและ กล่าวว่า “การ จัดการ ใบหน้าจำนวน ของ headwinds ระยะสั้นซึ่ง สามารถท้าทาย การดำเนินการตาม แผนนี้และในทางกลับ เป็น ลบสำหรับ เจ้าหนี้ ”

” นอกจากนี้ มูดี้ส์ เชื่อว่าความเสี่ยง โดยรวม ที่เกี่ยวข้อง กับการกู้คืน ของธนาคาร ได้เพิ่มขึ้น ” หน่วยงานที่ กล่าวว่า

เป็น ไปได้ของ การปรับลด การ ธนาคารคะแนน A3มา ก่อน การประกาศ ผล ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เมื่อเจ้านาย ใหม่ ของ รอสส์ แม็กอีแวน ด้านล่าง นี้ยัง กำหนด ที่จะประกาศ กลยุทธ์ของเขา สำหรับธนาคาร หลังจากการ หางเสือวันที่ 1 ตุลาคม รวมถึง การตัด ค่าใช้จ่าย และปรับ กลับมาใน สายธุรกิจ บางอย่าง

มู ดี้ส์ ประกาศ ความกังวล เกี่ยวกับการ ที่ธนาคาร ไม่นานหลังจากที่ แม็กอีแวน ได้รับ คำถาม จากผู้อ่าน ในเว็บไซต์ของผู้ปกครอง ในการที่ เขาปกป้อง จำเป็นต้องจ่าย โบนัส ศิลป espite สูญเสียที่ สัญญาว่าจะ ใส่ ธนาคาร ธุรกิจ เป็น 300 สาขาและ ยอมรับว่า คอมพิวเตอร์Meltdown สอง ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ธนาคาร ที่จำเป็นใน ระบบไอที ใหม่ เขากล่าวว่า ธนาคารจะใช้คาสิโน สิ่งที่ มันต้องใช้เวลา เพื่อให้ ระบบมีความน่าเชื่อถือ มากขึ้น

นอก จากนี้เขายัง ตอบโต้ การวิจารณ์ เช่น ที่ยก โดย อเรนซ์ ทอมลินสัน ที่ปรึกษา วินซ์เคเบิลที่ มี การทุจริต ในระบบ ภายใน ส่วน การปรับโครงสร้าง และการ เข้ารับการรักษา ที่ธนาคาร ได้ ลุกออกไป” เริ่มช้า ” ในการจัดการกับ การเรียกร้อง เกี่ยวกับการ แลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย การขายผิดพลาด

จำนวน เงินที่ ธนาคาร มีความตั้งใจที่ จะจ่าย ออก โบนัส ที่คาดว่าจะ ได้รับการประกาศ พร้อมกับ ตัวเลข 2013 แม้ว่ามันจะ คาดว่าจะมี ประมาณ£ 500m ธนาคารยังเผชิญ ความขัดแย้ง ต่อไป ผ่าน วิธีการที่จะ เดินเข้ามาใกล้ ขีด จำกัด ของ สหภาพยุโรป เกี่ยวกับ โบนัส 100 % ของเงินเดือน หมวกใบนี้ สามารถขึ้น ถึง 200 % หาก ผู้ถือหุ้น อนุมัติ และเงินฝากธนาคาร ที่คาดว่าจะ ขอ การสนับสนุนดังกล่าว ในที่ประชุม ประจำปี ในเดือนพฤษภาคม

แม็ก อีแวน ป้องกัน การจ่ายเงิน โบนัสให้ ธนาคาร : “ฉัน จะจ่าย ในตลาด เพื่อให้ได้คน ที่ดีที่สุดและ ที่จะถือ ไปยังพวกเขา ” เขากล่าวว่า เขา ชี้ให้เห็นว่า ได้รับเงิน โบนัส จาก ผลกำไร จากการดำเนินงาน ไม่ได้ ผลรวมของ กรรมการ ซึ่ง ได้แสดงให้เห็น การสูญเสีย ตั้งแต่วิกฤตการธนาคาร 2008

“ในการ ดึงดูดและรักษา คน ที่ดีผม จะต้องมีการ จ่ายเงิน หรือรอบ ตลาดอย่างอื่นผม ใส่ที่ อันตราย บางส่วนของ ธุรกิจหลัก เหล่านี้” แม็กอีแวน กล่าวว่า

ไทยพาณิชย์ จ่ายปันผล เพิ่มขึ้น

สำหรับภาวะการลงทุนในครึ่งปีหลังของปี 2556 คาดว่าตลาดหุ้นไทยโดยรวมยังคงมีทิศทางเป็นขาขึ้น โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ และการกระจายความเจริญสู่ต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้งการเป็นศูนย์กลางการขยายการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ความคืบหน้าของการลงทุนจากภาครัฐซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านบาทจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น จึงทำให้หลายบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าวมีอัตราการเติบโตของ ผลกำไรในระดับสูงได้ต่อเนื่อง    เมื่อประกอบกับสภาพคล่องทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง  และความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวดีขึ้น จากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว คาดว่าการลงทุนในหุ้นยังจะได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ

 

อย่างไร ก็ตาม การลงทุนในตลาดทุนมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด  ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและประเทศจีนที่อาจจะไม่เป็นไปตามคาด  ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศแถบยุโรปที่ปัญหาหนี้สาธารณะสูงยังไม่ได้รับการแก้ไข อย่างเบ็ดเสร็จ  การเมืองภายในประเทศ     และความกังวลเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ สำหรับป้องกันการแข็งค่าของเงินบาท   ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะการลงทุนมีความผันผวนเป็นระยะ

 

นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทฯ เตรียมจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยที่ลงทุนในกองทุนหุ้นจำนวน 1 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนปันผล (SCBDV) สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2555  ถึง 26 เมษายน 2556 ในอัตราหน่วยละ 2 บาท สำหรับการจ่ายเงินปันผลในครั้งนี้คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 12.30% เมื่อเทียบกับมูลค่าหน่วยลงทุน ณ วันที่ 26 เมษายน 2556 ซึ่งอยู่ที่ 16.28บาท/หน่วย โดยจะจ่ายให้กับผู้ถือหน่วยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 รวมเป็นเงินประมาณ  372 ล้านบาท

 

นางโชติกา กล่าวว่า กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนปันผล จะคัดเลือกลงทุนหุ้นที่มีอัตราการเติบโตในระดับปานกลาง-สูง  ฐานะการเงินแข็งแรง สามารถจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ทั้งนี้กองทุนดังกล่าวมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน อยู่ที่ 15.08% (เดือน ก.พ.-เม.ย. 56)   และจ่ายเงินปันผลรวมนับแต่ก่อตั้งในปี 2546 ไปแล้วถึง 12.93 บาท/หน่วย

 

 

คิวทีซี แจงปันผลดีเป็นลำดับ

 

“ผลประกอบการไตรมาส 4/2555 บริษัทฯ มีรายได้  420.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 298.64 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ  90.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน” นายพูลพิพัฒน์กล่าว

 

นอกจากนี้ นายพูลพิพัฒน์ ยังได้กล่าวถึง แผนการขยายการลงทุนกับ พันธมิตรในประเทศลาว ว่าคาดว่าจะมีความชัดเจนประมาณกลางปีนี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแผน การร่วมทุนกับโรงงานผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าในประเทศดังกล่าวอยู่ และหากแผนการร่วมลงทุนสำเร็จ จะเพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งในตลาดต่างประเทศมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทฯมีแผนที่จะบุกตลาด แถบเอเซีย เนื่องจากมองว่าตลาดในประเทศดังกล่าว เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง และยังเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นเดียว กัน

 

พร้อมกันนี้ บริษัทฯมีแผนที่จะลงทุนในโคงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า 10 เมกกะวัตต์ ร่วมกับ 3 พันธมิตรใหญ่ อย่าง บมจ.ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์แอนด์ เคมิคัลส์ (UAC), บมจ.เอเชียกรีนเอนเนอจี(AGE) และ บมจ.ไฮโดรเท็ค(HYDRO) ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในช่วงกลางปีนี้

 

“นอก จากบริษัทฯจะขยายการลงทุนในต่างประเทศแล้ว บริษัทฯก็ยังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในประเทศ อย่าง  บริษัท ชไนเดอร์ (ประเทศไทย) ในการเป็นตัวแทนผลิตและขายหม้อแปลงไฟฟ้าแบบแห้ง (Dry Type)ด้วยเช่นกัน  ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ ส่งทำให้ บริษัทฯสามารถ แย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ ไม่ต่ำกว่า 20% ภายในปีนี้  ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในปีนี้ เป็นปีที่บริษัทฯมีแผนที่จะขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งขององค์กร“

 

อย่างไร ก็ตาม สำหรับประมาณการรายได้ในปีนี้ นายพูลพิพัฒน์กล่าวว่า บริษัทฯคาดว่าจะมีอัตราการเติบโต เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า10% โดยแบ่งสัดส่วนในประเทศ 80% ต่างประเทศ 20% ขณะเดียวกันบริษัทฯ เตรียมเข้าประมูลงานของหน่วยงานภาครัฐ และงานเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดอยู่ระหว่างการเข้าประมูลงาน มูลค่ารวม กว่า 4,000 ล้านบาท จากปัจจุบันบริษัทฯมีงานในมือ (Backlog) กว่า 200 ล้านบาท และคาดว่าภายในปีนี้บริษัทฯจะได้รับงานใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง

นายพูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด(มหาชน) หรือ QTC ผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้า เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2555 ว่าบริษัทฯมีกำไรสุทธิ 118.88 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 84.61 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 41.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการทำกำไรสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รายได้อยู่ ที่ 959.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.29% ทั้งนี้ สาเหตุที่ผลประกอบการปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากในไตรมาส 4/2555 มีการส่งมอบงาน เป็นจำนวนมาก จนส่งผลให้ภาพรวมกำไรมีการเติบโตในทิศทางเดียวกับรายได้

 

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานที่ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติจ่ายเงินปันผล สำหรับผลประกอบการปี 2555 ในอัตรา0.31 ต่อหุ้น ซึ่งมากกว่าปี 2554 ที่มีการจ่ายปันผลในอัตรา 0.19 บาทต่อหุ้น ซึ่งการจ่ายปันผลดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของบริษัทฯที่จะจ่ายเงินปันผลไม่ ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ โดยบริษัทฯกำหนดวันปิดสมุดทะเบียน ในวันที่ 11 มี.ค.2556 และกำหนดจ่ายปันผล วันที่  15 พ.ค.2556

 

 

TMB กำไรกว่า30% ในปี55

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งผลการดำเนินงานสำหรับงวดผลประกอบการ งวดปี 2555 ในวันนี้ ว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีผลกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรอง 10,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

 

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีกล่าวว่า “ธนาคารมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2555 มีผลกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองสูงสุดในประวัติการดำเนินงานของธนาคาร อันเป็นผลจากรายได้จากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 17% โดยรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิโตขึ้น 20% รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้น 25% และการบริหารจัดการด้านค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพทำให้ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ ดอกเบี้ยโตขึ้นเพียง 5%

 

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555 ธนาคารมีสินเชื่อคุณภาพ (Performing loans) เพิ่มขึ้น 17% ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป็นผลจากการขยายตัวของทั้งสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกค้าขนาดใหญ่  ส่วนในด้านเงินฝาก ปริมาณเงินรับฝากของธนาคารเพิ่มขึ้น 9.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มของเงินฝากลูกค้ารายย่อย โดยเฉพาะบัญชีเงินฝากไม่ประจำ (No Fixed Account) ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ “ทีเอ็มบี วันแบงก์ วันแอคเค้าท์” และ “ทีเอ็มบี วันแบงก์ วันเดย์” ที่มุ่งตอบสนองความต้องการทางการเงินของลูกค้าธุรกิจ ช่วยขจัดปัญหาความไม่สะดวกรำคาญใจและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมเพื่อให้ ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการทำธุรกรรมกับทีเอ็มบีมากยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคย ได้รับจากสถาบันการเงินอื่นมาก่อน  ทำให้ธนาคารยังคงดำรงสภาพคล่องไว้ในระดับที่ดี โดยมีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรวมตั๋วเงินฝาก (Loan to Deposit & BE Ratio) ที่ระดับ 92% ณ วันสิ้นงวด

 

นายบุญทักษ์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของปี 2555 จึงถือโอกาสนี้ เพิ่มความแข็งแกร่งของของธนาคาร ด้วยการปิดความเสี่ยงสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีมาแต่เดิม (remaining legacy NPL) โดยการขาย NPL เดิม ออกไปเป็นจำนวน 5,676 ล้านบาท ทำให้สัดส่วน NPL ของธนาคารลดลงเหลือ 3.75% จากเดิม 5.24% และสัดส่วน NPL ของงบการเงินธนาคารและบริษัทย่อยลดลงเหลือ 4.10% จาก 5.67% ในปีก่อนหน้า และจัดตั้งสำรองพิเศษเพิ่มอีกจำนวน 5,286 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (coverage ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 118% สำหรับงบเฉพาะธนาคารและ 113% สำหรับธนาคารและบริษัทย่อย

 

ทั้งนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 1,605 ล้านบาท และมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่งชั้นแนวหน้าในระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ด้วยระดับความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio – CAR)  ที่ 18.2% ซึ่งเป็นกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ในสัดส่วน 11.1%
นายบุญทักษ์กล่าวด้วยว่า “ด้วยผลการดำเนินงานที่ดีมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งนี้ ธนาคารจะสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพื่อมุ่งเน้นในการมอบประโยชน์ สร้างคุณค่า และประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการธุรกรรมทางการเงินของธนาคาร ได้ดียิ่งขึ้นต่อไป”

 

นักลงทุนยังหวั่นกับราคาน้ำมัน

 

สถาบันปิโตรเลียมของสหรัฐฯ (API) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสิ้นสุด ณ วันที่ 28 ธ.ค. 55 ปรับตัวลดลงมากถึง 12 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันเบนซินและดีเซลคงคลังปรับเพิ่มขึ้น 3.3 ล้านบาร์เรลและ 6.7 ล้านบาร์เรล ตามลำดับ โดยสาเหตุที่ปรับลดลงมากมาจากเหตุผลทางภาษีของโรงกลั่นในสหรัฐฯ อย่างไรก็ดีราคายังไม่ปรับตัวมากนักเนื่องจากนักลงทุนรอตัวเลขจากสำนักงาน สารสนเทศน์ด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ในวันศุกร์นี้

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากว่าอุปทานในเอเซียที่ค่อนข้างทรงตัวขณะที่ความต้องการจากภูมิภาค ตะวันออกเฉียงเหนือที่น้อยลงมาก

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยยังคงมีอุปสงค์จากเซียตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ ขณะที่โรงกลั่นมีการผลิตและส่งออกน้อยลง

 

ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์หน้า เบรนท์ 108 -115 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส 88 – 95 เหรียญฯ คืนนี้ติดตามอัตราการว่างงาน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ดัชนีภาคบริการและยอดคำสั่งซื้อของโรงงานสหรัฐฯ  ดัชนีภาคบริการยูโรโซน รวมถึงยอดขายปลีกในเยอรมนี

 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่
วันศุกร์ : อัตราการว่างงาน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ดัชนีภาคบริการและยอดคำสั่งซื้อของโรงงานสหรัฐฯ ดัชนีภาคบริการยูโรโซน ยอดขายปลีกในเยอรมนี
ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์หน้า ได้แก่
วันจันทร์ : ดัชนีราคาผู้ผลิตยูโรโซน
วันอังคาร : ยอดค้าปลีกและอัตราการว่างงานยูโรโซน ดุลการค้าและยอดคำสั่งซื้อของโรงงานเยอรมนี
วันพุธ : จีดีพีไตรมาส 3 ยูโรโซน(Final) การผลิตภาคอุตสาหกรรมเยอรมนี
วันพฤหัส : การประชุมธนาคารกลางยุโรป การผลิตภาคอุตสาหกรรมฝรั่งเศส รวมทั้งยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานสหรัฐฯ
วันศุกร์ : ดุลการค้าสหรัฐฯ และดัชนีราคาผู้บริโภคจีน

นักลงทุนทยอยขายน้ำมันดิบซึ่งถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยง หลังสรุปผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯในเดือน ธ.ค. 55 มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคณะกรรมการของธนาคารกลางหลายคนจะเห็นว่าควรชะลอหรือหยุดการเข้าซื้อ พันธบัตรดังกล่าว เพื่อไม่ให้เสียเสถียรภาพทางการเงินไปมากกว่านี้ โดยธนาคารกลางจะยังเข้าซื้อพันธบัตรอสังหาริมทรัพย์ 45,000 ล้านเหรียญฯและพันธบัตรการเงิน (Treasury Bill) อีก 40,000 ล้านเหรียญฯต่อเดือน

 

+ การจ้างงานภาคเอกชนในเดือน ธ.ค. ปรับตัวสูงขึ้น 215,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงที่สุดตั้งแต่เดือน ก.พ. 55 แสดงภาพรวมของภาคแรงงานสหรัฐฯที่กำลังฟื้นตัว แม้ว่ายอดผู้ขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานของสหรัฐฯในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นมา 10,000 ตำแหน่งมาอยู่ที่ 372,000 ตำแหน่ง โดยการปรับขึ้นมาจากการคาดการณ์เนื่องจากข้อมูลจากบางรัฐเป็นการประมาณการ เท่านั้น

 

 

- แม้ว่ารัฐสภาสหรัฐฯจะสามารถผ่านร่างแนวทางเลี่ยงปัญหาหน้าผาการคลังได้ใน ช่วงปีใหม่ อย่างไรก็ดีหลายฝ่ายรวมทั้ง IMF ออกมาเตือนว่าแนวทางดังกล่าวยังไม่แก้ปัญหาหนี้ในภาพรวมแต่เป็นเพียงการยืด เส้นตายเท่านั้น สภาสหรัฐฯยังจำเป็นต้องถกกันต่อในช่วง 2 เดือนข้างหน้าในประเด็นการตัดลดงบรายจ่ายและเพิ่มเพดานหนี้ซึ่งในประเด็นดัง กล่าวพรรครีพับลิกันมีจุดยืนที่ต้องการให้รัฐบาลปรับลดรายจ่ายในหลายภาคส่วน ลง
- ติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรปวันที่ 10 ม.ค. 2556 ว่าธนาคารกลางยุโรปจะมีมุมมองอย่างไรต่อสภาพเศรษฐกิจและสถานการณ์หนี้สินใน ยุโรป รวมถึงติดตามว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่
- ติดตามผลการเจรจาครั้งใหม่ระหว่าง IAEA และอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ในวันที่ 16 ม.ค. 56 อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ เตรียมออกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่มเติมภายในเดือน ก.พ. ปี 56 อาจส่งผลให้การเจรจาดังกล่าวล้มเหลว
- จับตาการเปิดใช้ส่วนต่อขยายของท่อส่งน้ำมัน Seaway Pipeline ในช่วงต้นเดือน ม.ค. ที่จะทำให้กำลังการขนส่งรวมเพิ่มเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน จาก 150,000 บาร์เรลต่อวัน ในปัจจุบัน และจะทำให้การขนส่งน้ำมันออกจากจุดส่งมอบน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสบริเวณคุ ชชิ่ง โอกลาโฮมาไปยังโรงกลั่นในบริเวณรัฐเท็กซัสเพิ่มมากขึ้น

เงินเฟ้อพื้นฐาน

แหล่ง ข่าวกระทรวงการคลังกล่าวด้วยว่า ตัวเลขปัจจุบัน สศค.ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในปีหน้าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% โดยกำหนดช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 3-4% และคาดจะขึ้นไปสูงสุด 3.8% ในไตรมาสแรก เนื่องจากฐานที่สูงในปีนี้เป็นปัจจัยหลัก ต่อจากนั้นจะค่อย ๆ ทยอยปรับลดลงเหลือ 3.7% ในไตรมาส 2-3 และเหลือ 2.7% ในไตรมาสสุดท้าย ขณะที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 118 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะอยู่ในช่วง 2.75-3%

คลัง-แบงก์ ชาติตกลงกรอบเงินเฟ้อปีหน้า 0.5-3% เท่าปีนี้ ยึดเป้าหมาย “กรอบเงินเฟ้อพื้นฐาน” เหมือนเดิม หวั่นเปลี่ยนใช้ “กรอบเงินเฟ้อทั่วไป” อาจผันผวนตามราคาพลังงาน เหตุรัฐบาลอยู่ในช่วงปรับราคาพลังงานให้สะท้อนราคาตลาด

นายกิตติ รัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในเบื้องต้นการกำหนดกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อปี 2556 น่าจะใช้กรอบเดิมที่ใช้ในปี 2555 อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ได้เสนอเรื่องมาให้พิจารณา

“คงจะเป็นกรอบเดิม แต่ตอนนี้เขา (ธปท.) ยังไม่เสนอมา” นายกิตติรัตน์กล่าว

แหล่ง ข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า ทางคลังกับ ธปท.ได้หารือร่วมกันในการยึดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) เช่นเดิม เพราะมองว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อให้สะท้อนตามราคาตลาด หากเปลี่ยนไปใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) จะทำให้อัตราเงินเฟ้อมีความผันผวนตามราคาพลังงาน ส่งผลให้ดูแลยาก โดยในปี 2556 คลังและ ธปท.เห็นควรให้กำหนดกรอบเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 0.5-3.0% ต่อปี เช่นเดียวกับปีนี้

อย่างไรก็ตาม การหารือดังกล่าวเป็นข้อสรุปเบื้องต้น หลังจากนี้จะต้องมีการเสนอรายละเอียดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเสนอได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้ เพราะขณะนี้ต้องรอให้ทาง ธปท.ส่งเรื่องที่จะเสนอ ครม.มาให้คลังก่อน

“เนื่องจากรัฐบาลยังอยู่ ระหว่างปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนราคาตลาด และบางมาตรการจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในปีหน้า ก็เลยเห็นว่ายังไม่ควรเปลี่ยนไปใช้เงินเฟ้อทั่วไปเป็นเป้าหมาย เพราะจะผันผวนตามราคาพลังงาน” แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ธปท.ได้หารือกับกระทรวงการคลังถึงการจะนำเกณฑ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมาใช้ กำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแทนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานว่าน่าจะต้องใช้เวลาอีก ประมาณ 1 ปี เพื่อให้รัฐบาลปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้แล้วเสร็จก่อน

ภาวะตลาดหุ้นไทยปิดเช้าบวก 4.19 จุด รับ Sentiment จากตลาดตปท.หลังปัจจัยนอกปท.เอื้อรีบาวน์ตามสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี สศค.จะปรับประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีนี้และปีหน้าอีกครั้งใน เดือน ธ.ค. ซึ่งคงต้องดูว่ามีปัจจัยบวกหรือลบเพิ่มเติมหรือไม่

วัน ที่ 22 พฤศจิกายน ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าปิดที่ระดับ 1,280.58 จุด เพิ่มขึ้น 4.19 จุด(+0.33%) มูลค่าการซื้อขาย 12,426.05 ล้านบาท โดยตลาดภูมิภาครีบาวน์ขึ้นส่วนใหญ่ตามตลาดสหรัฐฯ จากความคาดหวังเชิงบวกในการประชุมของสหรัฐฯในวันศุกร์นี้ในประเด็น Fiscal Cliff และรอผลพิจารณาช่วยกรีซในวันจันทร์หน้าด้วย บ่ายนี้ตลาดโดยรวมคงเป็นลักษณะแกว่งทรงตัว พร้อมให้แนวรับ 1,273-1,275 แนวต้าน 1,282-1,285 จุด