หุ้นร่วงหนัก เงินสพัดกว่าแสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กฏเกณฑ์ในการบังคับขายหุ้นนั้น จะมีการบังคับในบัญชีเครดิตบาลานซ์ หากหลักทรัพย์ที่วางค้ำประกันบัญชีมีมูลค่าลดลงเกิน 50 % โบรกเกอร์จะบังคับขายหุ้นที่มีอยู่เพื่อให้ได้วงเงินค้าประกัน ที่ได้ตกลงไว้ ทั้งนี้ หากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลงเกิน 5 % เจ้าหน้าที่การตลาดหรือมาเก็ตติ้งจะติดต่อผู้เปิดบัญชีเพื่อแจ้งเตือน หากมูลค่าหลักทรัพย์ลดลง 30 % เจ้าของบัญชีจะต้องนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันบัญชีเพิ่ม และหากเกิน 50 % บริษัทหลักทรัพย์จะบังคับขายหุ้นเพื่อเพิ่มหลักประกันของบัญชี

นายจรัมพร  โชติกเสถียร  กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)เปิดเผยว่า ดัชนีที่ปรับตัวลงแรงวันนี้ เป็นเรื่องปกติ หากเทียบเป็นระดับเปอร์เซ็น เพราะที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปสูงมากมาตั้งแต่ปีทีjแล้วมากกว่า 40 %  และไม่มีการเทขายของนักลงทุนต่างประเทศ เป็นนักลงทุนรายย่อยเท่านั้นที่ซื้อขายหุ้น
“หุ้นปรับตัวลดลง 4-5 %นั้นเป็นเรื่องปกติ  เพราะที่ผ่านมาหุ้นขึ้นไปกว่า 40 % จึงมีโอกาสปรับตัวลงได้  ทั้งที่ไม่มีปัจจัยใกระทบ และนักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้ขายหุ้นมาก ทำให้เห็นว่าการที่หุ้นลงในครั้งนี้เป็นคนไทยที่เล่นกันเองทั้งนั้น ในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว อย่างในวันที่ 4 กันยายน 2554  ดัชนีหุ้นก็เคยร่วงเป็น 100 จุด”
การที่หุ้นปรับตัวลดลงในครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้กับนัก ลงทุนที่ไม่ดูปัจจัยพื้นฐาน และสะท้อนให้เห็นว่าหุ้นมันจะไม่ขึ้นตลอดไป และมีโอกาสที่ปรับตัวลดลงได้ทุกเมื่อ ส่วนนักลงทุนที่เลือกซื้อหุ้นจากปัจจัยพื้นฐานจริงๆ การลดลงของราคาหุ้นนั้นอาจเป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้าซื้อหุ้นมากขึ้นก็ได้ และหากมองในแง่ดี อาจช่วยให้ผู้ที่ต้องการซื้อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(แอลทีเอฟ)เข้าซื้อใน จังหวะนี้

ในส่วนมาตรการของตลาดหลักทรัพย์ในการรับมือในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงใน ช่วงนี้นั้นยังไม่มีมาตรการอะไรออกมา ทั้งนี้หากดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงเกิน 5 % ตลท.จะต้องแจ้งให้กับ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และกระทรวงการคลัง ถึงสถานการณ์ที่หุ้นปรับตัวลดลง และหากหุ้นตกลงถึง 10 % ถึงจะมีการหยุดการซื้อขายชั่วคราว ส่วนเรื่องบังคับขายหุ้น(ฟอร์ซเซล) นั้นจากการพูดคุยกับบริษัทหลักทรัพย์ ยังไม่พบความผิดปกติในเรื่องดังกล่าวและยังไม่ห่วงในปัญหานี้  แต่ทั้งนี้ก็ทางตลท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ด้านนายประสาร  ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ในช่วงเช้าวันที่ 22 มีนาคม ว่าตลาดหุ้นซึ่งปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเงินทุนจากต่าง ประเทศแต่อย่างใด เนื่องจากดูจากการซื้อขายแล้วนักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ หมายความว่าผู้ที่ขายสุทธิน่าจะเป็นนักลงทุนไทยและจากตัวเลขเงินทุนเคลื่อน ย้ายเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ก็พบว่าเงินทุนจากต่างประเทศไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เท่าใดนัก ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตลาดพันธบัตร
“ภาวะของตลาดหุ้นในช่วง 2-3 วันนี้ ที่หลายฝ่ายมองว่านักลงทุนกังวล ถึงมาตรการของธปท. ที่มาดูแลค่าเงินบาทนั้นคงไม่ใช่ โดยมองว่าภาวะที่เกิดขึ้นมาจากการปรับตัวของตลาดหุ้นที่ดัชนีพุ่งขึ้นมาเร็ว และแรง เป็นลักษณะการปรับฐานของตลาดหุ้น อย่างที่ได้มีเคยเตือนกันก่อนหน้าว่านักลงทุนก็ต้องระวังในหุ้นบางตัวที่มี ราคากระโดดมากผิดปกติและการที่หุ้นปรับลดลงก็เป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นใน ภูมิภาค” นายประสารกล่าวและว่า
อย่างไรก็ตามที่มีข่าวว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้หารือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึงการวางหลักประกันบัญชีเงินสดในการซื้อขายหุ้นเพิ่ม(มาร์จิ้น) จาก 15% เป็น 20%นั้น ไม่น่าจะมีนัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง
นายประสาร ได้กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทว่า ใน 2 เดือนที่ผ่านมาก็เห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างยืดหยุ่นก็ยังคงทำงานอยู่ เห็นได้จากเมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าไประดับหนึ่งก็ได้อ่อนค่าลง ซึ่งการที่ทางธปท. จะออกมาตรการอะไรหรือไม่นั้นก็ไม่อยากพูดถึงให้มากนัก
นางผ่องเพ็ญ  เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน กล่าวว่า ทางธปท.ก็ยังคงติดตามและจับตาดูสถานการณ์ของค่าเงินบาท รวมถึงภาวะเงินทุนไหลเข้าไหลออกอย่างใกล้ชิดและมีเครื่องมือที่ดูแลอยู่แล้ว ซึ่งการที่ทางธปท. จะดำเนินการอะไรนั้นคงไม่สามารถมาบอกล่วงหน้าหรือเปิดเผยได้
นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการอำนวยการ สายงานวิจัย บริษัท เอเชียพลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยยังปรับฐานต่อเนื่องจากก่อนหน้าตลาดมีความมั่นใจการลงทุนในหุ้น ค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อตลาดลงก็คงจะมีการบังคับขายตามเกณฑ์ออกมา เพราะที่ผ่านมาโบรกเกอร์ปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ค่อนข้างมาก ขณะที่ต่างชาติก็ยังคงเทขายอย่างต่อเนื่อง

 

 

ทั้งนี้การบังคับขายหุ้นต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้  เพราะก่อนหน้านักลงทุนมั่นใจมาก ก็ซื้อหุ้นตลอด วันนี้หุ้นตกลงแรง นักลงทุนต่างชาติยังขายต่อเนื่องเพราะซื้อมาเยอะ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเริ่มมีทิศทางการขายออกแล้ว หลังจากที่ซื้อเข้ามาเยอะมาก
ด้านนายอภิชาติ   ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดในวันนี้ปรับตัวลงแรงมาก  เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวนในหลายเรื่อง ทั้งในเรื่องของพรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่มีผู้ต่อต้านมากขึ้น และการเพิ่มการวางหลักประกันหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหุ้นเงินสดเป็น 20 % ทำบางกลุ่มต้องขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยงของตัวเองลง ในส่วนของการบังคับขายหลักทรัพย์นั้นมีก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มมากขึ้นค่อนข้างชัดเจน แต่ไม่สามารถระบุเป็นตัวเลลขได้ ทำให้นักลงทุนพากันขายหุ้นในช่วงนี้

 

 

 

ความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

 

ภาษีการค้าจะกำหนดเป้าหมายนักเก็งกำไรที่สร้างความผันผวนโดย “พลิกหุ้นพันครั้งต่อนาที” DeFazio กล่าว ภายใต้และวัด Harkin ของเขาภาษีสามร้อยจะถูกเรียกเก็บจากการทำธุรกรรมทางการเงินทุก $ 100

proponents มันบอกว่าภาษีกำหนดความรับผิดชอบให้กับอุตสาหกรรมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วน ใหญ่สำหรับวิกฤตการเงิน 2008, Wall Street ลงโทษในทางสำหรับการกระทำของพวกเขาประวัติศาสตร์

“มี อะไรบางอย่างที่จำเป็นในการได้รับการลงจำนวนของการทำธุรกรรมคอมพิวเตอร์ที่ มีการวาง” ชาร์ลส์ Geisst ศาสตราจารย์ของกระทรวงการคลังที่แมนฮัตตันวิทยาลัยที่ได้ประพันธ์หนังสือ หลายเล่มเกี่ยวกับ Wall Street และประวัติทางการเงินกล่าวว่า “ผมคิดว่านี้เป็นวิธีที่ดีที่จะทำ.”

ที่ เขาเรียกว่าการซื้อขาย algo “ร่อแร่ที่ดีที่สุด” และบอกว่าภาษีธุรกรรมจะโยน “ประแจลิง” ในวันนี้ที่มีเทคโนโลยีสูงโครงสร้างตลาดความเร็วสูง

“ควบ คุมไม่มีความสามารถในการหาหรือเงินเพื่อตรวจสอบชนิดของการซื้อขายคลั่งว่า” Geisst กล่าวว่าดังนั้นภาษีจะให้หน่วยงานกำกับดูแลมีโอกาสที่จะชะลอตัวธุรกิจการค้า เหล่านั้นระเหยโดยไม่ต้องตรวจสอบตลาดบนพื้นฐานที่สองโดยที่สอง

“มันเป็นวิธีที่ต่ำเทคโนโลยีฉลาดในการแก้ปัญหาที่มีเทคโนโลยีสูงจนกว่าจะมีคนมากับบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างกัน” Geisst กล่าว

หากภาษีพิสูจน์ความสำเร็จที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นคือมันสร้างเงินบางส่วนให้กับรัฐบาลที่เขากล่าวว่า

ของศูนย์ที่ไม่มีโอกาสที่มันจะผ่าน

 

จะ ย้ายพรรคประชาธิปัตย์ทอม Harkin และปีเตอร์ DeFazio เชื่อว่าจะยก $ 352,000,000,000 สำหรับรัฐบาลในทศวรรษต่อไปในขณะที่ลดการซื้อขายความถี่สูง (HFT) โทษสำหรับความไร้ประสิทธิภาพมักจะกว้างขวางภายในโครงสร้างตลาด

บิลฝ่ายตรงข้ามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เตือนภาษีร่มสามารถหยดลงไปนักลงทุนรายย่อยและกองทุนรวมในขณะเดียวกันการลงทุนท้อใจ พวกเขาให้เหตุผลสำหรับมาตรการน้อยในวงกว้างเพื่อกั้น HFT เช่นค่าธรรมเนียมการยกเลิกการ

“ผมไม่คิดว่านี่เป็นวิธีการแก้ปัญหาใด ๆ ที่ความถี่สูง มันก็จะเจ็บตลาดโดยรวม. “เดนนิสดิ๊กผู้ประกอบการค้าที่เสาเทรดดิ้ง Bright และที่ปรึกษาโครงสร้างตลาดกล่าวว่า

ภาษี ธุรกรรมได้รับการลอยในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาหลายปีท่ามกลางการเจริญเติบโต พุ่งสูงขึ้นจากการซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ แต่ล้มเหลวที่จะได้รับอย่างมีนัยสำคัญใด ๆ ฉุด ฝ่าย นิติบัญญัติถูกสดชื่นในเดือนมกราคมเมื่อรัฐมนตรีสหภาพยุโรปได้รับการอนุมัติ เงินทุนภาษีธุรกรรมในประเทศเยอรมนี, ฝรั่งเศส, อิตาลี, สเปนและเจ็ดประเทศยูโรโซนอื่น ๆ

กฎหมาย ของสหภาพยุโรปดังนี้อากรแสตมป์ภาษีของสหราชอาณาจักรสำรองดำเนินการในปี 1986 ซึ่งกำหนดภาษีการทำธุรกรรมไร้กระดาษและมาบาง 40 ปีหลังจากสหรัฐเศรษฐศาสตร์เจมส์โทบินแรกลอยความคิด สัปดาห์ ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปภาษีข้าราชการ Algirdas Semeta สนับสนุนผู้สนับสนุนสหรัฐในการติดตามความพยายามของพวกเขาอ้างว่าภาษีธุรกรรม ทั่วโลกในที่สุดจะเป็นจริง

Harkin และ DeFazio เมื่อปลายเดือนมกราคม touted ตัดสินใจของสหภาพยุโรปและกล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะรื้อฟื้นการเรียกเก็บ เงินภาษีของพวกเขาใน “สัปดาห์ที่ผ่านมา.” จัดตั้งภาษีที่คล้ายกันในยุโรปพวกเขากล่าวว่าทำให้มันยากขึ้นสำหรับผู้ค้า สหรัฐที่จะข้ามไปต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงมัน .

“ภาษีธุรกรรมทางการเงินของเราควรจะไม่มีเกมง่ายๆ” DeFazio กล่าว “ในเดือนที่ผ่านมาประเทศของเราจะต้องมีการตัดสินใจที่ยากที่จะได้รับกลับมาบนเกาะการคลังเสียง.”

ทางต่ำเทคนิคการแก้ปัญหา High-Tech

 

เท รดเดอร์ แต่ไม่เปิดเผยว่าความกระตือรือร้นเดียวกันเถียงภาษีจะเป็น “ความผิดพลาดใหญ่” นำไปสู่ผลที่ไม่ตั้งใจในขณะที่ไม่ได้รับการปัญหาหลัก

ในความเป็นจริงพวกเขาคิดว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะผ่านที่ทั้งหมดจะไม่สามารถได้รับการสนับสนุนมากพอที่ทั้งสองด้านของทางเดิน

“มีศูนย์ให้โอกาสไม่มี” มันผ่านโจ Saluzzi ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนการค้ากล่าวว่า Themis

Saluzzi และเทรดดิ้ง Bright ดิ๊กยอมรับว่าการซื้อขายความถี่สูงมีข้อบกพร่อง แต่พวกเขาเชื่อว่าภาษีเพียงจะกีดกันการลงทุนในทั่วไป มีวิธีที่ดีกว่าไกลเพื่อจัดการกับปัญหาที่พวกเขากล่าวรวมทั้งการดำเนินการค่าธรรมเนียมในการยกเลิกคณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้รับคำสั่งเป็น

“ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะโจมตีการซื้อขายความถี่สูง – ความคิดคาสิโนระยะสั้น – คุณไม่ทำมันด้วยภาษี” Saluzzi กล่าว

เนื่อง จากความเร็วเลี่ยงการทำธุรกรรมคอมพิวเตอร์พ่อค้าความถี่สูงอยู่ที่ประมาณ เพื่อยกเลิก 99% ของคำสั่งของพวกเขาอุดตันและ bogging ลงตลาดด้วยการสั่งซื้อที่ไม่เคยเต็มไป

ภายใต้ค่าบริการที่เรียกว่ากำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นหลักจะออกคำสั่งให้ทุกคนที่ต้องจ่ายค่าสำหรับการยกเลิกการทำธุรกรรม Saluzzi ที่เปรียบเทียบมันกับแผนข้อมูลร์ทโฟนที่มีราคาแพงมากขึ้นจะกลายเป็นมากขึ้น กิกะไบต์มีการใช้บอกว่ามันจะกระทบโดยตรงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อขายความ ถี่สูง

กฎ อาจจะเขียนในลักษณะที่ยกเงินเป็น funneled กลับเข้ามาในอุตสาหกรรมการเงิน – มากกว่าสระว่ายน้ำภาษีเบ็ดเตล็ด – เพื่อปรับปรุงการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและกองทุน ก.ล.ต. ว่าจะ “มากขึ้นอร่อยกับนักลงทุน” Saluzzi กล่าว

ผู้เล่นในตลาด Testing Solutions

แลกเปลี่ยนได้ทดลองกับวิธีการที่คล้ายกันของ HFT กำจัดในอดีต

ดอย Borse แนะนำภาษีปีที่ผ่านมาว่าค่าใช้จ่ายสูงผู้ค้าสำหรับ “สั่งการค้า” อัตราส่วนและตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนมีค่าที่คล้ายกันในสถานที่สำหรับปี

อินเตอร์ คอนติเน Exchange (ICE) ในปี 2011 ดำเนินการ “ความถี่สูงนโยบายการค้า” ว่า บริษัท ได้กล่าวว่าตั้งแต่เป็น “ที่มีประสิทธิภาพสูง” เพราะมัน discourages ส่งข้อความที่ไม่มีประสิทธิภาพและมากเกินไปโดยไม่สูญเสียสภาพคล่องในตลาด

ใน ปีแรกค่าถูกนำมาใช้อัตราส่วนของ Ice ถ่วงน้ำหนักหรือสัดส่วนร้อยละของการสั่งซื้อโดยใช้ขนาดน้ำหนักไปยังอีกการ ซื้อขายลดลง 63% ในตลาดฟิวเจอร์ของ

รอง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ICE โยนเวลาที่เรียกว่าข้อเสนอนโยบายกับผู้ค้าความถี่สูง “รุนแรงและยังไม่ทดลอง” บอก ICE จะทุ่มเทเพื่อหานโยบาย sounder ที่จะไม่ลงโทษสุดเหวี่ยงภาคหรือระเหยสภาพคล่อง

หุ้นทะยานสูงสุดในรอบสิปปี

ตลาดหุ้นไทยรีบาวน์ทะยานบวกร้อนแรงจากวานนี้ปรับฐานแรง โดยพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 10 ปี ได้อานิสงส์ Fund Flow ไหลทะลักซื้อหุ้นยักษ์แบงก์-พลังงาน สัปดาห์หน้ามีมุมมองบวกหหากดัชนียืนเหนือ 1,500 จุดไปต่อ แต่ถ้าหลุดเสี่ยงปรับฐาน ให้แนวรับ 1,490 จุด แนวต้าน 1,520 จุด
ด้านปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้าคือในช่วง ต้นสัปดาห์ที่จะมีการประกาศตัวเลขการว่างงานประจำเดือนม.ค.และในช่วงกลาง สัปดาห์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED) จะรายงานตัวประสิทธิภาพการผลิตและต้นทุนแรงงานต่อหน่วยในไตรมาส 4/55ของสหรัฐฯ  กลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อหุ้นให้เป็น Top Pick ที่ราคาหุ้นไม่ปรับลงตามตลาดหุ้นที่ลง ได้แก่ GLOBAL,TTW รวมทั้งหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ขยับขึ้น ได้แก่ PTT,PTTEP,TOP,BCP และให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสาร โดยประเมินแนวรับอยู่ที่ 1,490 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,520 จุด

นาย ยศพณ แสงนิล รองผู้อำนวยการฝ่าวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ยู โอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่  1 กุมภาพันธ์ ดัชนีสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 10 ปีอีกครั้ง โดยเป็นการรีบาวน์จากวานี้ที่ดัชนีปรับตัวลดลงค่อนแรง เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ยังมีแนวโน้มไหลเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งในวันนี้เข้าในหุ้นขนาดใหญ่ทั้งกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ที่สนับ สนุนให้ภาพตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นได้

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในการ ซื้อขายของตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์หน้า(4-8 ก.พ.) ประเมินว่า หากดัชนีสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นยืนเหนือที่ระดับแนวต้านสำคัญที่ 1,500 จุดได้ต่อเนื่อง 2-3 วันมีโอกาสทีดัชนีจะเคลื่อนไหวปรับตัวขึ้นไปต่อได้จากปัจจัยบวกหลักคือ Fund Flow ที่ยังไหลเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง แต่หากดัชนีปรับตัวลงหลุดที่ระดับดังกล่าวมีโอกาสที่ปรับฐานลงแรงถึง 30 จุดในช่วง 1-2 วัน

เงินบาทเริ่มอ่อนค่า

ข่าวเศรษฐกิจเงินบาทอ่อนค่าเทียบกับสกุลดอลลาร์ นอกจากนี้วันศุกร์ที่ผ่านมาทางสหรัฐได้เปิดเผยตัวเลขยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) ซึ่งปรับตัวลดลงจากระดับ 398,000 ยูนิต ในเดือนพฤศจิกายน มาอยู่ที่ระดับ 369,000 ยูนิต ในเดือนธันวาคม ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับลดลงในช่วงวันศุกร์ (25/1) จากราคาระดับ 1668.65/69.66 ดอลลาร์/ออนซ์ มาสู่ระดับ 1661.06/55 ดอลลาร์/ออนซ์ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าเทียบกับสกุลดอลลาร์ ในช่วงสัปดาห์นี้ตลาดจับตามองคือการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐ ในวันอังคารและพุธ (29-30/01 นี้ ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 29.91-29.99 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ 29.98/30.00 บาท/ดอลลาร์

 

สำหรับค่าเงินเยนนั้นเปิดตลาดที่ 91.01/03 เยน/ดอลลาร์ โดยปรับตัวอ่อนค่าจากเมื่อวันศุกร์ (25/1) ที่ระดับ 90.83/84 เยน/ดอลลาร์ โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์นั้น เนื่องจากนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น นายชินโซ อาเบะ ยังคงแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาเงินฝืดระหว่าง การประชุม Word Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม อยู่ที่ระดับ -0.1% ซึ่งดีขึ้นกว่าเดือนพฤศจิกายน ที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ -0.2% ระหว่างวันค่าเงินเยนมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 90.57-91.25 เยน/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 90.71/74 เยน/ดอลลาร์

 

ในส่วนค่าเงินยูโรได้ เปิดที่ระดับที่ 1.3463/64 ดอลลาร์/ยูโร โดยค่าเงินได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (25/1) 1.3446/48 ดอลลาร์/ยูโร โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นนั้นมาจากตัวเลข ดัชนี IFO Business Climate ของประเทศเยอรมนี ที่ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 102.4 ในเดือนธันวาคม มาอยู่ที่ระดับ 104.2 ในเดือนมกราคม ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 103 โดยการเปิดเผยข้อมูลของดัชนี IFO ได้สอดคล้องกับรายงานของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป ZEW ที่ได้ให้มุมมองที่เป็นบวกกับทางเศรษฐกิจของเยอรมัน นอกจากนี้ทางธนาคารกลางของยุโรป (ECB) ได้ประกาศยอดชำระหนี้จากธนาคารพาณิชย์ 278 แห่ง มากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ที่ทาง ECB ได้ปรกาศเป็นจำนวน 137.2 พันล้านยูโร ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 84 พันล้านยูโร ในระหว่างวันค่าเงินยูโรมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1.3426-1.3471 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.3446/48 ดอลลาร์/ยูโร

 

 

ในสัปดาห์นี้ตลาดรอดีดตามการเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขสินค้าคงทน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร อัตราว่างงานและ ISM ภาคการผลิตของสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีตัวเลข PMI ภาคการผลิตของจีน

อัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) 1 เดือนในประทเศอยู่ที่ +5.6/5.8 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +4.0/5.0 สตางค์/ดอลลาร์

 

การเสียภาษี

การเงิน“Taxmageddon” จะมา 1 มกราคม 2013 หมายความว่าอะไร? ดีเรา (ผู้เสียภาษีสหรัฐ) สามารถคาดหวังการเพิ่มภาษีที่มีขนาดใหญ่ Romina Boccia เจมส์ Sherk และเคธี่ Tubb จากไข่สถาบันที่มูลนิธิเฮอริเทกล่าวว่า

“ประเทศชาติอยู่ในขณะนี้ได้อย่างมั่นคงบนเส้นทางที่จะไปมากกว่าหน้าผาการคลังในมกราคม 2013 เว้นแต่วอชิงตันใช้เวลาดำเนินการไม่แน่นอนที่นำไปสู่หน้าผาการคลัง -. Taxmageddon โดยเฉพาะอย่างยิ่ง – มีอยู่แล้วทำร้ายเศรษฐกิจวันนี้และตามประมาณการโดยสำนักงบประมาณรัฐสภา สามารถส่งกลับประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2013. “

ดังนั้นเพียงแค่สิ่งที่เป็น “Taxmageddon?” มันเป็นภาษีที่เพิ่มขึ้นมหาศาลของ $ 494,000,000,000 กว่าสิ่งที่เรามีอยู่แล้วจ่ายภาษีที่เพิ่มขึ้นใหญ่ที่สุดที่เคย! และที่ด้านบนของ $ 502,000,000,000 ภาษี ObamaCare, เอ้อ, อาณัติเอ้อภาษีมามากกว่าสิบปีถัดไปของใช้ในครัวเรือนโดยเฉลี่ยในสหรัฐอเมริกาจะเห็นการเพิ่มขึ้นของภาษีของ $ 3,800 ในปี 2013 คนเดียวกับที่สูงขึ้นกัดภาษีในปีต่อ ๆ มา ฉันไม่เคยจะเข้าใจวิธีการที่มีการใช้จ่ายน้อยจะมีผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯไม่มี แต่, เฮ้, ทีมเศรษฐกิจของโอบามาสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (CEA) ของเขาได้เป็นที่รู้จักในสิ่งที่ดีที่สุดในแม้ถูกผิดทุกครั้ง ตามที่รายงาน CEA ล่าสุด:

“… เศรษฐกิจไตรมาสโพสต์ตรงที่สิบสามของการเจริญเติบโตในเชิงบวกเป็นจริงทางเศรษฐกิจ (จำนวนของสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศ) ขยายตัว 2.0 ที่อัตราประจำปีในไตรมาสที่สามของปีนี้ตาม ‘ประมาณการล่วงหน้าปล่อยโดยสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ. กว่าไตรมาสสามที่ผ่านมาเศรษฐกิจมีการขยายตัวร้อยละ 7.2 โดยรวม, …. “

การเติบโต” และ “ขยาย” ไม่ได้ในสิ่งเดียวกัน อื่น ๆ กว่าที่จะทำให้ประธานาธิบดี (สำหรับชีวิต?) บารักโอบามาของฮุสเซนนโยบายเศรษฐกิจดูดีทั้งสองทำไม (ที่แตกต่างกันอย่างสมบูรณ์) แนวคิดรวม? นอกจากนี้ไม่มีที่ไหนในรายงาน CEA ฉันสามารถหาคำอธิบายของสิ่ง “ประมาณการล่วงหน้า” คือหรือว่าประมาณการล่วงหน้าจะมีการปรับลดลงเป็นปกติข้อมูลที่สมบูรณ์จะกลายเป็นใช้ได้

ราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นสูงจากแรงหนุนของบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นที่ นักลงทุนคึกคักเป็นพิเศษในวันสุดท้ายก่อนกำหนดเส้นใต้ชี้ชะตาศึกการเลือก ตั้งผู้นำสหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนีอุตสหกรรมดาวโจนส์ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 133.24 จุด ปิดที่ 13245.68 จุด

โดยราคาหุ้นกลุ่มยุทโธปกรณ์และกลุ่มพลังงานปรับเพิ่มขึ้นล่วงหน้า จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่า นายมิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกันมีโอกาสได้รับชัยชนะ ซึ่งนั้นหมายถึงการดำเนินนโยบายที่เน้นการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และเป็นผลให้มีแรงซื้อเข้ามาในตลาดน้ำมันมากขึ้น อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ลงความเห็นว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในรูปแบบใด ก็จะส่งผลดีต่อตลาด เนื่องจากทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯจะมีความชัดเจนมากขึ้น

 

- การปิดซ่อมบำรุงรหน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดที่มีกำลังการผลิต 3.37 แสนบาร์เรลต่อวัน ของโรงกลั่นบีพี (BP) ที่อินเดียนา และการหยุดการผลิตของโรงกลั่นเบย์เวย์ขนาด 2.38 แสนบาร์เรลต่อวันจากผลกระทบของเฮอร์ริเคนแซนดี้ คาดว่าจะทำให้ปริมาณน้ำมันดิบที่จุดส่งมอบคุชชิ่งเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุให้ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัสถ่างกันมาก ขึ้น และช่วยหนุนราคาน้ำมันเบนซินในตลาดสหรัฐฯ ให้ปรับเพิ่มขึ้น

 

- ดัชนีภาคการบริการของสหภาพยุโรป (PMI) ประจำเดือนต.ค.ปรับลดลงเหลือ 45.7 จาก 46.1 ในเดือน ก.ย. นับเป็นเดือนที่ 9 ต่อเนื่องที่ดัชนีอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 หรือหมายถึงการหดตัวของภาคบริการ โดยกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์คาดว่ามีโอกาสอย่างมากที่ธนาคารกลางยุโรปจะลดอัตรา ดอกเบี้ยลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 0.5% ในช่วงต้นปีหน้า

 

- ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อสินค้าโรงงานของเยอรมนีเดือนต.ค.ลดลงเช่นกัน จากยอดคำสั่งซื้อต่างประเทศที่เติบโตติดลบ 4.5% และภายในประเทศลดลง 1.8%

 

- หลังปิดตลาดสถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานสหรัฐฯ (API) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ณ วันที่ 2 พ.ย. 55 ปรับตัวลดลง 27,000 บาร์เรล  สวนทางกับผลสำรวจรอยเตอร์ที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับลดลง 1.0 ล้านบาร์เรล และน้ำมันดีเซลปรับลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดูไบ จากแรงหนุนของสถานการณ์อุปทานตึงตัวในสหรัฐฯ ประกอบกับมีความต้องการนำเข้าจากอินโดนีเชีย

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบดูไบ อย่างไรก็ตามมีปริมาณน้ำมันดีเซลเข้ามาในตลาดเพิ่มมากขึ้น ขณะที่อุปสงค์ยังมีไม่มากนัก

 

ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ เบรนท์ 105 – 113 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส 82 – 90 เหรียญฯ ติดตามสถานการณ์หนี้สเปนและกรีซ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและผลกระทบของพายุเฮอริเคนแซนดี้ พร้อมทั้งการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ของจีน และการประชุมธนาคารกลางยุโรปในสัปดาห์นี้ สำหรับวันนี้จับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะทราบอย่างเป็นทางการ

 

- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามสัปดาห์นี้ ได้แก่
วันพุธ : การผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนี
วันพฤหัสฯ : ยอดผู้ขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงาน รวมถึงยอดการนำเข้า-ส่งออกของเยอรมนี และอัตราการว่างงานของกรีซ
วันศุกร์ : ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการผลิตภาคอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส อัตราเงินเฟ้อ การผลิตภาคอุตสาหกรรม และยอดขายปลีกของจีน
วันเสาร์ : ยอดการนำเข้า-ส่งออกของจีน

 

- จับตาว่าจีนจะมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากที่จะมีการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ในวันที่ 8 พ.ย.นี้
- การประชุมธนาคารกลางสหภาพยุโรปในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ที่ตลาดคาดว่าธนาคารน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจ สหภาพยุโรปจะฟื้นตัว
- การตัดสินใจขอเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปของสเปนซึ่งจะนำไปสู่การเริ่มเข้า ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสเปนโดยธนาคารกลางยุโรปซึ่งคาดว่าจะเป็นเดือน พ.ย.
- การตัดสินใจให้เงินช่วยเหลืองวดถัดไปแก่กรีซจาก EC/ECB/IMF ขึ้นกับผลการตรวจสอบสถานะการเงินของกรีซที่จะรายงานในช่วงสัปดาห์นี้
- ผลกระทบของพายุเฮอริเคนแซนดี้ที่พัดถล่มหลายรัฐทางชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจและการความต้องการใช้น้ำมันซึ่งในช่วงสั้นคาดว่าจะปรับลดลง แต่จะฟื้นกลับมาอีกครั้งเนื่องจากความต้องการเพื่อซ่อมแซมความเสียหายที่ เกิดขึ้น
- ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตกในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ และความตึงเครียดบริเวณชายแดนระหว่างซีเรียและตุรกี ที่สร้างความกังวลในเรื่องอุปทานตึงตัว