เงินคงคลังหนุนการเงิน

นายสมชัยสรุปว่า “ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ได้สูงกว่าเป้าหมายและสูงกว่าปีก่อน ภายใต้การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วกว่าร้อยละ 50 ของวงเงินงบประมาณ ในขณะที่ฐานะการคลังยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็งมาก โดยระดับเงินคงคลังสูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วกว่าแสนล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าฐานะการคลังตลอดปีงบประมาณจะสามารถรองรับการดำเนินการของ รัฐบาลในปีงบประมาณ 2556 ได้อย่างต่อเนื่อง”

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงข่าวฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วงครึ่งแรกของปีงบ ประมาณ 2556 (ตุลาคม 2555–มีนาคม 2556) ว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 957,192 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 145,045 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.9 ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงเศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง และผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ในขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 1,371,578 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 102,260 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.1 ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 414,386 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 115,556 ล้านบาท (สาเหตุหลักจากการไถ่ถอนตั๋วเงินคลัง 102,135 ล้านบาท) ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 529,942 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 163,758 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 366,184 ล้านบาท และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2556 มีจำนวนทั้งสิ้น 194,153 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 160.5

 

 

ปลัดกระทรวงการคลังเตรียมดูแลค่าเงินบาท

ในขณะที่กระทรวงการคลังจะเข้าไปดูแลในลักษณะการไหลเวียนของเงินทุน เช่น กรณีที่รัฐวิสาหกิจที่จะมีการกู้เงินต่างประเทศก็จะมีการลดการกู้เงินต่าง ประเทศ รวมถึงการรีไฟแนนซ์เงินกู้ต่างประเทศก่อนกำหนด โดยอาศัยจังหวะเงินบาทแข็งค่า ซึ่งปีนี้มีรัฐวิสาหกิจที่จะต้องชำระค่านำเข้าสินค้าต่างประเทศ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ก็จะมีการเร่งรัดในเรื่องนี้ รวมทั้ง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และ พ.ร.บ.การบริหารจัดการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทก็จะเป็นการกู้ในประเทศเป็นหลัก ขณะเดียวกันการออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังจะเน้นให้ประชาชนเข้าถึง พันธบัตรให้มากขึ้นเพื่อเป็นการดึงเงินออมให้มากขึ้น

ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการประชุมร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่ง ธปท.ได้มีการเตรียมมาตรการต่าง ๆ ไว้เพื่อดูแลแล้วหากเงินบาทแข็งค่ามากกว่านี้ไปจนถึงระดับหนึ่ง

 

“ถ้าเงินบาทแข็งค่า ณ จุดใดจุดหนึ่ง ก็จะมีการดำเนินการตามมาตรการที่มี ซึ่ง ธปท.ได้มีการเตรียมการไว้แล้ว” ปลัดกระทรวงการคลังกล่าว

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากและรวดเร็วเกินไปในระยะนี้ มีสาเหตุจากธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศมาตราการผ่อนคลายทางการเงินเหนือความคาด หมายของตลาด ทำให้มีปริมาณเงินไหลเข้ามามาก โดยผู้ว่าการ ธปท.รายงานว่ามีเงินไหลจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรและเป็นเงิน ลงทุนระยะยาว แต่ยอมรับว่าหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่านี้ ธปท.ก็พร้อมจะใช้มาตรการตามกระบวนการของ ธปท.ในการเข้าดูแล

 

 

คิวทีซี แจงปันผลดีเป็นลำดับ

 

“ผลประกอบการไตรมาส 4/2555 บริษัทฯ มีรายได้  420.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 298.64 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ  90.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน” นายพูลพิพัฒน์กล่าว

 

นอกจากนี้ นายพูลพิพัฒน์ ยังได้กล่าวถึง แผนการขยายการลงทุนกับ พันธมิตรในประเทศลาว ว่าคาดว่าจะมีความชัดเจนประมาณกลางปีนี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแผน การร่วมทุนกับโรงงานผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าในประเทศดังกล่าวอยู่ และหากแผนการร่วมลงทุนสำเร็จ จะเพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งในตลาดต่างประเทศมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทฯมีแผนที่จะบุกตลาด แถบเอเซีย เนื่องจากมองว่าตลาดในประเทศดังกล่าว เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง และยังเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นเดียว กัน

 

พร้อมกันนี้ บริษัทฯมีแผนที่จะลงทุนในโคงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า 10 เมกกะวัตต์ ร่วมกับ 3 พันธมิตรใหญ่ อย่าง บมจ.ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์แอนด์ เคมิคัลส์ (UAC), บมจ.เอเชียกรีนเอนเนอจี(AGE) และ บมจ.ไฮโดรเท็ค(HYDRO) ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในช่วงกลางปีนี้

 

“นอก จากบริษัทฯจะขยายการลงทุนในต่างประเทศแล้ว บริษัทฯก็ยังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในประเทศ อย่าง  บริษัท ชไนเดอร์ (ประเทศไทย) ในการเป็นตัวแทนผลิตและขายหม้อแปลงไฟฟ้าแบบแห้ง (Dry Type)ด้วยเช่นกัน  ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ ส่งทำให้ บริษัทฯสามารถ แย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ ไม่ต่ำกว่า 20% ภายในปีนี้  ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในปีนี้ เป็นปีที่บริษัทฯมีแผนที่จะขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งขององค์กร“

 

อย่างไร ก็ตาม สำหรับประมาณการรายได้ในปีนี้ นายพูลพิพัฒน์กล่าวว่า บริษัทฯคาดว่าจะมีอัตราการเติบโต เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า10% โดยแบ่งสัดส่วนในประเทศ 80% ต่างประเทศ 20% ขณะเดียวกันบริษัทฯ เตรียมเข้าประมูลงานของหน่วยงานภาครัฐ และงานเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดอยู่ระหว่างการเข้าประมูลงาน มูลค่ารวม กว่า 4,000 ล้านบาท จากปัจจุบันบริษัทฯมีงานในมือ (Backlog) กว่า 200 ล้านบาท และคาดว่าภายในปีนี้บริษัทฯจะได้รับงานใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง

นายพูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด(มหาชน) หรือ QTC ผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้า เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2555 ว่าบริษัทฯมีกำไรสุทธิ 118.88 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 84.61 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 41.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการทำกำไรสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รายได้อยู่ ที่ 959.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.29% ทั้งนี้ สาเหตุที่ผลประกอบการปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากในไตรมาส 4/2555 มีการส่งมอบงาน เป็นจำนวนมาก จนส่งผลให้ภาพรวมกำไรมีการเติบโตในทิศทางเดียวกับรายได้

 

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานที่ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติจ่ายเงินปันผล สำหรับผลประกอบการปี 2555 ในอัตรา0.31 ต่อหุ้น ซึ่งมากกว่าปี 2554 ที่มีการจ่ายปันผลในอัตรา 0.19 บาทต่อหุ้น ซึ่งการจ่ายปันผลดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของบริษัทฯที่จะจ่ายเงินปันผลไม่ ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ โดยบริษัทฯกำหนดวันปิดสมุดทะเบียน ในวันที่ 11 มี.ค.2556 และกำหนดจ่ายปันผล วันที่  15 พ.ค.2556

 

 

หุ้นไทยแกว่งเล็กน้อย

การเงินนายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นวันที่ 17 มกราคม ดัชนีแกว่งตัวเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบแคบๆ โดยช่วงเช้าดัชนีแกว่งตัวในแดนลบจากแรงเทขายทำกำไร หลังจากจบข่าวการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของสหรัฐออกมาดี เกินคาด ประกอบกับมีแรงเทขายจากกองทุนออกมา ส่วนในช่วงบ่ายดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในกรอบแคบทางเทคนิคตลาดหุ้นไทยเคลื่อน ไหวผันผวนในกรอบแคบๆ โดนแรงขายนักลงทุนหลังจบข่าวดีบจ.สหรัฐฯประกาศงบดีกว่าคาด พรุ่งนี้คาดหุ้นบวกรอบแคบตลท.ออกโรงเตือนให้ดูแลหุ้นร้อนให้แนวรับ1,410 จุด  แนวต้าน1,425-1,430 จุด

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยใน วันพรุ่งนี้(18 ม.ค.) ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในกรอบแคบๆ หลังตลาดหลักทรัพย์ออกมาเตือนให้โบรกเกอร์ กำกับการดูแลซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีการเก็งกำไรสูง ซึ่งน่าจะทำให้ความร้อนแรงของการเก็งกำไรลดลงได้บ้าง โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม คือการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนของไทยและสหรัฐฯ รวมถึงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศโดยแนะนำขายเมื่อดัชนีปรับเพิ่ม ขึ้น ประเมินแนวรับที่ 1,410 จุด  ประเมินแนวต้านที่ 1,425-1,430 จุด

รายได้ลดลงในปี55

“ช่วงที่ผ่านมาเราต้องตั้งสำรองประมาณ 140 ล้านบาท แถมเป็นช่วงที่จีนชะลอการนำเข้าถ่านหินด้วย ดังนั้นจึงทำให้รายได้และกำไรของบริษัทปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4
นี้ จนถึงปีหน้าสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น”นายพนมกล่าว

สำหรับ ปี2556 บริษัทคาดว่ารายได้น่าจะเติบโตดีขึ้นอยู่ที่ราว6 พันล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ(Net Profit Margin)จะอยู่ที่6.5% จากปกติที่อยู่ประมาณ 4.5%
ทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยบวกผลักดัน ได้แก่ โครงการคลังสินค้า และท่าเรือ ที่จะช่วยให้สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์เฉลี่ยปีละ100 ล้านบาท


นายพนมกล่าวว่า ในปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังประเทศอินเดียเพิ่ม
จาก ปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ส่งออกไปในประเทศจีน และอนาคตอาจจะเจาะตลาดอื่นๆเช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เป็นต้น ซึ่งจะทำให้โครงสร้างรายได้ ใน2ปีข้างหน้ามากจากการขายถ่านหินในประเทศ 50% และขายในประเทศ 50% จากปีนี้ที่มียอดขายต่างประเทศราว 20-25%  ที่เหลือเป็นยอดขายในประเทศ

โดย การผลักดันไปสู่ตลาดต่างประเทศนั้น จะส่งเสริมให้ผลประกอบการAGE ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากการใช้ถ่านหินในประเทศมีอัตราการเติบโตค่อนข้างน้อย อยู่ที่ปีละ 5-10% เท่านั้น

รวมถึง ความต้องการถ่านหินมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นนับตั้งแต่ไตรมาส4 เนื่องจากเป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูหนาว ดังนั้นประเทศจีนจึงน่าจะสั่งออร์เดอร์เข้ามาอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันประเมินว่าแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของราคาถ่านหินในปีหน้ามีโอกาส วิ่งขึ้นไปถึงราว 90 เหรียญต่อตัน เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 80 เหรียญต่อตัน ช่วยให้ทิศทางผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าปริมาณขายถ่านหินในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านตัน จากปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านตัน

สำหรับแผนขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศอินโดนีเซีย โดย
AGE ถือหุ้น 100% ทุนจดทะเบียน 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่าเสร็จช่วงปลายปีนี้

โดยการตั้งบริษัทดังกล่าวขึ้น มีจุดประสงค์เพื่อรองรับต่อการทำธุรกิจเหมืองแร่ในอินโดนีเซีย
ซึ่ง แนวทางการลงทุนนั้นอาจเป็นไปได้ทั้งการซื้อเหมือง หรือซื้อบริษัทที่ประกอบธุรกิจถ่านหิน โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจา และหากดีลดังกล่าวใช้เงินลงทุนราว 1-2 พันล้านบาท ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุน หรือกู้เงินเพิ่ม เพราะมีเงินสภาพคล่องเพียงพอ

นายพนม ควรสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด(มหาชน)(AGE) ผู้นำเข้า และจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด)กล่าวว่า บริษัทคาดว่ารายได้ทั้งปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับราว 4.5-4.7 พันล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนที่มีรายได้ 5.2 พันล้านบาท

ขณะ ที่กำไรสุทธิคาดว่าจะติดลบเล็กน้อยราว 10 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทได้ตั้งสำรองขาดทุนสต็อกถ่านหิน 140 ล้านบาท ประกอบกับประเทศจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักนำเข้าถ่านหินลดลงจึงส่งผลกระทบต่อAGE โดยตรง

“ในช่วงที่ผ่านมาเหมืองถ่านหินและ บริษัทที่ทำธุรกิจนี้ในอินโดนีเซียปิดตัวไปหลายแห่ง เพราะราคาถ่านหินปรับตัวลดลงแรงจาก ประมาณ140 เหรียญต่อตัน มาอยู่ที่ราว 80 เหรียญต่อตัน ดังนั้นจังหวะนี้จึงถือเป็นโอกาสทองที่เราจะเข้าไปเจรจากับบริษัทเหล่านี้
รวม ถึงบริษัทอื่นๆในประเทศที่อาจจะไม่ได้ประสบปัญหาด้วย เพราะปีหน้าเรามองว่าธุรกิจถ่านหินจะเริ่มฟื้นตัว จากสัญญานราคาที่มีแนวโน้มดี”นายพนมกล่าว