การลงทุนโดยใช้เครดิต

ขอ ให้ ปรับ การจ่ายเงินรางวัล ใหญ่ ธนาคาร ที่มี บทบาท ไม่ได้ มีประโยชน์ ต่อสังคม แม็กอีแวน กล่าวว่า “มีกลุ่มเล็ก ๆ ของ คนที่มี ทักษะเฉพาะ บางอย่างใน การร่วมกันวาง ‘ ธุรกิจการค้า ที่ ลูกค้าองค์กร ‘ , ที่เพิ่มมูลค่า ที่ดีจริงๆ กับธุรกิจ ที่เป็น มัน . ลงมาเพื่อ อุปสงค์และอุปทาน – มีเพียงไม่กี่ คนที่มี ทักษะเหล่านี้ (อีกครั้ง ทั่วโลก ) และเรา ต้องจ่าย อัตราดอกเบี้ยในตลาดเพื่อดึงดูดผู้คน เหล่านี้เพื่อ องค์กรของเรา ในการดำเนิน บทบาท ของพวกเขา ในนามของ บริษัท เอกชนขนาดใหญ่

“ผม คิดว่าเราจะ ตกอยู่ในอันตราย ของการสูญเสีย บางส่วนของ ธนาคาร การลงทุน ที่มีความเชี่ยวชาญ มากที่สุด ของเราถ้าเรา ไม่ได้ จ่ายอัตรา ตลาด. แต่ให้ฉัน จะค่อนข้าง ชัดเจนก็ จะต้อง ขึ้นอยู่กับ ผลการดำเนินงาน . เมื่อ ประสิทธิภาพการทำงาน จะขึ้นแล้ว อัตรา สามารถ ขึ้น . เมื่อ ผลการดำเนินงาน จะลดลง อัตรา จะลงไป “เขากล่าวว่า

วิกฤต ไอทีในเดือนมิถุนายน 2012 ที่เหลือ ลูกค้าที่ ไม่สามารถเข้าถึงบาคาร่า บัญชี ของพวกเขาสำหรับ สัปดาห์และ ตราบเท่าที่ เดือน ในสาธารณรัฐ ไอร์แลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ มันแสดงให้เห็น ธนาคาร ที่จำเป็นในการ อัพเกรดระบบ และการ จ้าง คนที่เหมาะสม ” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า เราจะ หายไปจำนวนมาก ของ ทักษะหลักในการ ระบบ เก่าเหล่านี้ ดำเนินการ ที่ซับซ้อนมาก ” แม็กอีแวน กล่าวว่า

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม บังคับ ของมูดี้ส์ จะคิดใหม่ การประเมิน ของ กลยุทธ์ ของธนาคารและ กล่าวว่า “การ จัดการ ใบหน้าจำนวน ของ headwinds ระยะสั้นซึ่ง สามารถท้าทาย การดำเนินการตาม แผนนี้และในทางกลับ เป็น ลบสำหรับ เจ้าหนี้ ”

” นอกจากนี้ มูดี้ส์ เชื่อว่าความเสี่ยง โดยรวม ที่เกี่ยวข้อง กับการกู้คืน ของธนาคาร ได้เพิ่มขึ้น ” หน่วยงานที่ กล่าวว่า

เป็น ไปได้ของ การปรับลด การ ธนาคารคะแนน A3มา ก่อน การประกาศ ผล ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เมื่อเจ้านาย ใหม่ ของ รอสส์ แม็กอีแวน ด้านล่าง นี้ยัง กำหนด ที่จะประกาศ กลยุทธ์ของเขา สำหรับธนาคาร หลังจากการ หางเสือวันที่ 1 ตุลาคม รวมถึง การตัด ค่าใช้จ่าย และปรับ กลับมาใน สายธุรกิจ บางอย่าง

มู ดี้ส์ ประกาศ ความกังวล เกี่ยวกับการ ที่ธนาคาร ไม่นานหลังจากที่ แม็กอีแวน ได้รับ คำถาม จากผู้อ่าน ในเว็บไซต์ของผู้ปกครอง ในการที่ เขาปกป้อง จำเป็นต้องจ่าย โบนัส ศิลป espite สูญเสียที่ สัญญาว่าจะ ใส่ ธนาคาร ธุรกิจ เป็น 300 สาขาและ ยอมรับว่า คอมพิวเตอร์Meltdown สอง ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ธนาคาร ที่จำเป็นใน ระบบไอที ใหม่ เขากล่าวว่า ธนาคารจะใช้คาสิโน สิ่งที่ มันต้องใช้เวลา เพื่อให้ ระบบมีความน่าเชื่อถือ มากขึ้น

นอก จากนี้เขายัง ตอบโต้ การวิจารณ์ เช่น ที่ยก โดย อเรนซ์ ทอมลินสัน ที่ปรึกษา วินซ์เคเบิลที่ มี การทุจริต ในระบบ ภายใน ส่วน การปรับโครงสร้าง และการ เข้ารับการรักษา ที่ธนาคาร ได้ ลุกออกไป” เริ่มช้า ” ในการจัดการกับ การเรียกร้อง เกี่ยวกับการ แลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย การขายผิดพลาด

จำนวน เงินที่ ธนาคาร มีความตั้งใจที่ จะจ่าย ออก โบนัส ที่คาดว่าจะ ได้รับการประกาศ พร้อมกับ ตัวเลข 2013 แม้ว่ามันจะ คาดว่าจะมี ประมาณ£ 500m ธนาคารยังเผชิญ ความขัดแย้ง ต่อไป ผ่าน วิธีการที่จะ เดินเข้ามาใกล้ ขีด จำกัด ของ สหภาพยุโรป เกี่ยวกับ โบนัส 100 % ของเงินเดือน หมวกใบนี้ สามารถขึ้น ถึง 200 % หาก ผู้ถือหุ้น อนุมัติ และเงินฝากธนาคาร ที่คาดว่าจะ ขอ การสนับสนุนดังกล่าว ในที่ประชุม ประจำปี ในเดือนพฤษภาคม

แม็ก อีแวน ป้องกัน การจ่ายเงิน โบนัสให้ ธนาคาร : “ฉัน จะจ่าย ในตลาด เพื่อให้ได้คน ที่ดีที่สุดและ ที่จะถือ ไปยังพวกเขา ” เขากล่าวว่า เขา ชี้ให้เห็นว่า ได้รับเงิน โบนัส จาก ผลกำไร จากการดำเนินงาน ไม่ได้ ผลรวมของ กรรมการ ซึ่ง ได้แสดงให้เห็น การสูญเสีย ตั้งแต่วิกฤตการธนาคาร 2008

“ในการ ดึงดูดและรักษา คน ที่ดีผม จะต้องมีการ จ่ายเงิน หรือรอบ ตลาดอย่างอื่นผม ใส่ที่ อันตราย บางส่วนของ ธุรกิจหลัก เหล่านี้” แม็กอีแวน กล่าวว่า

เศรษฐกิจการคลัง​ ขยายตัวต่อเนื่อง

นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “เครื่องชี้ด้านการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอลง เช่น ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่า เพิ่ม ณ ราคาคงที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขยายตัวร้อยละ 3.2 ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 16.9 ขณะที่การบริโภคสินค้าคงทน สะท้อนได้จากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขยายตัวได้ดีที่ร้อยละ 92.1 เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะการลงทุนในหมวด ก่อสร้าง สะท้อนจากภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวร้อยละ 25.9 ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 65.2 เนื่องจากมีการเร่งทำธุรกรรมไปแล้วในช่วงก่อนหน้า

 

นอกจากนี้ ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ขยายตัวร้อยละ 14.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกหดตัวร้อยละ -5.8 โดยได้รับผลกระทบจากปัจจัยฐานสูงของปีก่อนหน้าที่เป็นช่วงการฟื้นตัวจาก วิกฤติอุทกภัยจึงมีการเร่งการส่งออก สำหรับภาคการผลิตพบว่า ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ -1.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรหดตัวร้อยละ -0.2 จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 0.7 ตามการหดตัวของผลผลิตในหมวดพืชผล เช่น ข้าวและข้าวโพด เป็นสำคัญ ขณะที่ภาคบริการสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศพบว่ายังคงขยายตัวได้ ดีที่ร้อยละ 25.6 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.3 ล้านคน ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์”

 

เศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีสัญญาณชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายภายในประเทศสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทน ขณะที่การส่งออกหดตัวลง โดยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยฐานสูงหลังจากการฟื้นตัวจากวิกฤติอุทกภัยในช่วง เดียวกันของปีก่อน สำหรับการผลิตมีสัญญาณชะลอตัวจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ขณะที่ภาคบริการสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงขยายตัวได้ดี

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า “ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องแม้ว่าจะมีสัญญาณชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากปัจจัยฐานสูงในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 หลังจากการฟื้นตัวจากวิกฤติอุทกภัย ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ยังคงได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทน ขณะที่การส่งออกมีการหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับจากเดือนสิงหาคม 2554 สำหรับ เศรษฐกิจในด้านการผลิตพบว่า มีสัญญาณชะลอตัวเช่นกัน โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร ขณะที่ภาคบริการสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ยังคงขยายตัวได้ ดี”

 

ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวสรุปว่า “เครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 บ่งชี้เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีสัญญาณแผ่วลงในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ได้รับผลกระทบจากปัจจัยฐานที่สูง (Base Effect) จากผลของช่วงเทศกาลตรุษจีนในช่วงเดือนมกราคม -กุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในเดือนมีนาคม 2556 ต่อไป”

สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์

“วันนี้ผลงานโฆษณาอาจจะ ไม่ใช่แค่สร้างสรรค์ แปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่า หรือกระตุ้นยอดขายให้แก่แบรนด์นั้น ๆ ด้วย”

สอดรับกับแนวคิดของนายภา วิต จิตกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีอำนาจอยู่ในมือมากขึ้น จากช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้บริโภค ทำให้แบรนด์สินค้าต้องมีความพิถีพิถัน ใส่ใจผู้บริโภคมากขึ้นว่าต้องการอะไร มีรูปแบบและไลฟ์สไตล์แบบใด

“งานโฆษณาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการ สร้างการรับรู้เบื้องต้น และผู้บริโภคก็เลือกที่จะเสพคอนเทนต์มากขึ้น และเลือกรับสื่อจากหลากหลายช่องทาง ทำให้รูปแบบวิธีการทำของโฆษณาต้องเปลี่ยนตามไปด้วย”

สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ารักและผูกพันกับแบรนด์นั้น ๆ แต่กว่าที่จะทำให้รู้สึกรักแบรนด์ แบรนด์เองก็ต้องแสดงความจริงใจผ่านการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือกิจกรรมอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์แบบยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม มองว่าการสร้างสรรค์โฆษณาแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หลักของแต่ละแบ รนด์ โดยไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ช่องทางการสื่อสารอาจเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะปัจจุบันผู้บริโภครับสื่อมากกว่า 1 ช่องทางในเวลาเดียวกัน ดังนั้น การสร้างงานโฆษณาก็ต้องบูรณาการสื่อในหลากหลายช่องทาง ทั้งโมบาย ออนไลน์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการสื่อสารสูงสุด

ขณะเดียวกัน วันนี้ผู้บริโภคเป็นเสมือนตัวแทนของแบรนด์ เพราะมีอำนาจทางการสื่อสารอยู่ในมือ พอใจหรือไม่พอใจอะไรก็สามารถแชร์ความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียทันที ซึ่งจะสร้างพลังบวกและลบให้แก่แบรนด์ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นแบรนด์ต้องจริงใจ อย่าโกหก เพราะผู้บริโภคสามารถเกิดประสบการณ์ร่วมได้ตลอดเวลา

สำหรับเทรนด์ โฆษณาปีนี้แบ่งเป็น 3 เทรนด์หลัก ได้แก่ 1.More Emotion การสร้างผลงานโฆษณาแต่ละชิ้น อาจจะต้องเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภค ด้วยวิธีการเล่าเรื่องผ่านหนังโฆษณา แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติของสินค้า เช่น นมดัชมิลล์ ชุด Magic for Life ที่นำเอาประโยชน์ของการดื่มนมมาเล่าผ่านความฝันของแต่ละคน

ตามด้วย 2.Idea with the Story สร้างความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นกับแบรนด์ ด้วยการสร้างเรื่องราว และ 3.More Social โฆษณาหนึ่งชิ้นจากนี้จะไม่ใช่แค่การ Share & Like อีกต่อไป แต่โฆษณาชิ้นนั้นต้องทำให้เกิดการบอกต่อ วันนี้ต้องยอมรับว่าสื่อดิจิทัลมีผลต่อผู้บริโภค ทำให้รูปแบบโฆษณาเปลี่ยนไป จากเดิมหนังโฆษณาจะเป็นตัวหลักที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจ และเกิดการบอกต่อบนออนไลน์ แต่ปัจจุบันออนไลน์กลับเป็นแรงผลักดันให้เกิดการบอกต่อ กลายเป็นกระแส แล้วค่อยย้อนกลับมาที่หนังโฆษณาบนทีวี

ด้านนายวินิจ สุรพงษ์ชัย ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมโฆษณาแอดเฟส (ADFEST) กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมโฆษณาเปลี่ยนไปจากจำนวนสื่อที่เพิ่มขึ้น ทำให้รูปแบบงานโฆษณา ครีเอทีฟต้องเปลี่ยนไป เพื่อปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้อง ปีนี้จึงเพิ่มประเภทการตัดสินเป็น 16 ประเภท จากเดิม 14 ประเภท โดยเพิ่ม Effective Lotus หรือผลงานที่ตัดสินจากความคิดสร้างสรรค์และสร้างยอดขาย และ “Mobile Lotus” รูปแบบโฆษณาและการสื่อสารบนมือถือรวมถึงขยายขอบเขตของผู้ส่งผลงานครีเอทีฟ โฆษณาไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง จากที่จำกัดอยู่แค่เอเชีย-แปซิฟิก และยังจัดกิจกรรม ADFEST+D&AD Academy ซึ่งเป็นเวิร์กช็อปสำหรับครีเอทีฟรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 30 ปี

คาด ว่าปีนี้จะมีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 3,500 ชิ้นงาน ใน 16 ประเภท และจะมีผู้เข้าร่วมจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และตะวันออกกลางกว่า 1,400 คน ทั้งนี้ งาน ADFEST จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 16 โดยปีนี้จัดภายใต้ธีม “คอนเน็กต์ เดอะ ดอตส์ (Connect the dots)” การเชื่อมต่อผู้คน สื่อ ความคิด กลยุทธ์ การตลาด ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ประสบการณ์ และเครื่องมือทางการสื่อสารให้เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

 

ธุรกิจการบินไปได้สวย

โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส โดยบริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นำโดยนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารบริหาร และนายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ จัดงานฉลองครบรอบ 45 ปี ในวาระการเปิดให้บริการของสายการบินแห่งนี้ โดยนายพุุฒิพงศ์กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่บางกอกแอร์เวย์สครบรอบการดำเนินงาน 45 ปี จึงต้องการจัดงานเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าและพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกภาค ส่วนที่ให้การสนับสนุนสายการบินมาโดยตลอด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานฉลอง 45 มีบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจเข้าร่วมจำนวนมาก เช่น นายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นายสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารจากกลุ่มเซ็นทรัล และตัวแทนจากภาครัฐ เอกเชนที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆ เข้าร่วม อย่างไรก็ตาม การจัดงานในครั้งนี้เป็นการเตรียมรับการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย ซึ่งบริษัทมีแผนขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน กระจายให้กับประชาชนเป็นการทั่วไปได้ในราวไตรมาสสองของปีนี้้ โดยสายการบินได้แต่งตั้งให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน สำหรับวงเงินที่ได้จากระดมทุนในครั้งนี้คาดว่าจะได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาขยายธุรกิจ ลงทุนขยายฝูงบินเพิ่มเติมอีก ภายในปี 2558 จะมีฝูงบินราว 30 ลำ จากสิ้น 2555 มีเครื่องบินรวม 21 ลำ คาดว่ารายได้ในปี 2556 จะเติบโตประมาณ 10% หรือมีรายได้รวม 1.4-1.5 หมื่นล้านบาท

หุ้นไทยแกว่งเล็กน้อย

การเงินนายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นวันที่ 17 มกราคม ดัชนีแกว่งตัวเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบแคบๆ โดยช่วงเช้าดัชนีแกว่งตัวในแดนลบจากแรงเทขายทำกำไร หลังจากจบข่าวการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของสหรัฐออกมาดี เกินคาด ประกอบกับมีแรงเทขายจากกองทุนออกมา ส่วนในช่วงบ่ายดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในกรอบแคบทางเทคนิคตลาดหุ้นไทยเคลื่อน ไหวผันผวนในกรอบแคบๆ โดนแรงขายนักลงทุนหลังจบข่าวดีบจ.สหรัฐฯประกาศงบดีกว่าคาด พรุ่งนี้คาดหุ้นบวกรอบแคบตลท.ออกโรงเตือนให้ดูแลหุ้นร้อนให้แนวรับ1,410 จุด  แนวต้าน1,425-1,430 จุด

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยใน วันพรุ่งนี้(18 ม.ค.) ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในกรอบแคบๆ หลังตลาดหลักทรัพย์ออกมาเตือนให้โบรกเกอร์ กำกับการดูแลซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีการเก็งกำไรสูง ซึ่งน่าจะทำให้ความร้อนแรงของการเก็งกำไรลดลงได้บ้าง โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม คือการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนของไทยและสหรัฐฯ รวมถึงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศโดยแนะนำขายเมื่อดัชนีปรับเพิ่ม ขึ้น ประเมินแนวรับที่ 1,410 จุด  ประเมินแนวต้านที่ 1,425-1,430 จุด

รายได้ลดลงในปี55

“ช่วงที่ผ่านมาเราต้องตั้งสำรองประมาณ 140 ล้านบาท แถมเป็นช่วงที่จีนชะลอการนำเข้าถ่านหินด้วย ดังนั้นจึงทำให้รายได้และกำไรของบริษัทปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4
นี้ จนถึงปีหน้าสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น”นายพนมกล่าว

สำหรับ ปี2556 บริษัทคาดว่ารายได้น่าจะเติบโตดีขึ้นอยู่ที่ราว6 พันล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ(Net Profit Margin)จะอยู่ที่6.5% จากปกติที่อยู่ประมาณ 4.5%
ทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยบวกผลักดัน ได้แก่ โครงการคลังสินค้า และท่าเรือ ที่จะช่วยให้สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์เฉลี่ยปีละ100 ล้านบาท


นายพนมกล่าวว่า ในปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังประเทศอินเดียเพิ่ม
จาก ปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ส่งออกไปในประเทศจีน และอนาคตอาจจะเจาะตลาดอื่นๆเช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เป็นต้น ซึ่งจะทำให้โครงสร้างรายได้ ใน2ปีข้างหน้ามากจากการขายถ่านหินในประเทศ 50% และขายในประเทศ 50% จากปีนี้ที่มียอดขายต่างประเทศราว 20-25%  ที่เหลือเป็นยอดขายในประเทศ

โดย การผลักดันไปสู่ตลาดต่างประเทศนั้น จะส่งเสริมให้ผลประกอบการAGE ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากการใช้ถ่านหินในประเทศมีอัตราการเติบโตค่อนข้างน้อย อยู่ที่ปีละ 5-10% เท่านั้น

รวมถึง ความต้องการถ่านหินมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นนับตั้งแต่ไตรมาส4 เนื่องจากเป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูหนาว ดังนั้นประเทศจีนจึงน่าจะสั่งออร์เดอร์เข้ามาอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันประเมินว่าแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของราคาถ่านหินในปีหน้ามีโอกาส วิ่งขึ้นไปถึงราว 90 เหรียญต่อตัน เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 80 เหรียญต่อตัน ช่วยให้ทิศทางผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าปริมาณขายถ่านหินในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านตัน จากปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านตัน

สำหรับแผนขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศอินโดนีเซีย โดย
AGE ถือหุ้น 100% ทุนจดทะเบียน 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่าเสร็จช่วงปลายปีนี้

โดยการตั้งบริษัทดังกล่าวขึ้น มีจุดประสงค์เพื่อรองรับต่อการทำธุรกิจเหมืองแร่ในอินโดนีเซีย
ซึ่ง แนวทางการลงทุนนั้นอาจเป็นไปได้ทั้งการซื้อเหมือง หรือซื้อบริษัทที่ประกอบธุรกิจถ่านหิน โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจา และหากดีลดังกล่าวใช้เงินลงทุนราว 1-2 พันล้านบาท ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุน หรือกู้เงินเพิ่ม เพราะมีเงินสภาพคล่องเพียงพอ

นายพนม ควรสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด(มหาชน)(AGE) ผู้นำเข้า และจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด)กล่าวว่า บริษัทคาดว่ารายได้ทั้งปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับราว 4.5-4.7 พันล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนที่มีรายได้ 5.2 พันล้านบาท

ขณะ ที่กำไรสุทธิคาดว่าจะติดลบเล็กน้อยราว 10 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทได้ตั้งสำรองขาดทุนสต็อกถ่านหิน 140 ล้านบาท ประกอบกับประเทศจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักนำเข้าถ่านหินลดลงจึงส่งผลกระทบต่อAGE โดยตรง

“ในช่วงที่ผ่านมาเหมืองถ่านหินและ บริษัทที่ทำธุรกิจนี้ในอินโดนีเซียปิดตัวไปหลายแห่ง เพราะราคาถ่านหินปรับตัวลดลงแรงจาก ประมาณ140 เหรียญต่อตัน มาอยู่ที่ราว 80 เหรียญต่อตัน ดังนั้นจังหวะนี้จึงถือเป็นโอกาสทองที่เราจะเข้าไปเจรจากับบริษัทเหล่านี้
รวม ถึงบริษัทอื่นๆในประเทศที่อาจจะไม่ได้ประสบปัญหาด้วย เพราะปีหน้าเรามองว่าธุรกิจถ่านหินจะเริ่มฟื้นตัว จากสัญญานราคาที่มีแนวโน้มดี”นายพนมกล่าว