ยิ่งลักษณ์สั่งฟื้นฟูค่าเงินบาท

นาย บุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปลัดกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่าได้มีการนัดประชุมภาคเอกชนในวันที่ 17 เมษายนนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร้องเรียนปัญหาและเสนอแนะแนวทางที่ต้องการให้ กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลช่วยเหลือ แต่อย่างไรก็ตามจะยังไม่หารือถึงการทบทวนเป้าหมายการส่งออกที่ตั้งไว้ 8-9% นอกจากนั้นจะมีการรายงานการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนของไทยกับประเทศใน อาเซียน ซึ่งพบว่าเงินสกุลอื่นของประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ก็แข็งค่าเหมือนกัน และภาวะการส่งออกก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้แตกต่างกัน แม้ในแง่มูลค่าอาจได้รับผลกระทบจากค่าบาทแข็ง แต่ในแง่ปริมาณยังไม่ได้รับผลกระทบ

น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค บริษัท ศูนย์กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมากกว่า 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แม้จะเป็นการแข็งค่าที่เร็วแต่ยังอยู่ในพื้นฐานที่สามารถอธิบายได้ ทั้งเรื่องของเงินทุนไหลเข้า หรือการทำมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของทางธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือเงินทุนที่ไหลเข้ามาชำระค่ากองทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของค่าเงินบาทยังไปในทิศทางที่แข็งค่าได้ต่อเนื่อง และโอกาสที่จะกลับขึ้นมาอยู่เหนือ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐอาจจะเป็นไปได้ยากขึ้น
ปัญหา การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องลงมาแตะระดับ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ กระทั่งมีการคาดกันว่าอาจแข็งไปถึงระดับ 25-26 ต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนว ทางรับมือ โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปหารูปแบบการช่วยเหลือ

โดย เมื่อวันที่ 11 เมษายน นายสมชัย สัจจพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้มีประเทศต่างๆ ใช้นโยบายการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ เพื่อดูแลเศรษฐกิจมากขึ้น หากไม่มีแหล่งลงทุนอื่นที่จูงใจให้เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นเข้าไปลงทุน เพื่อผลตอบแทนที่ดีได้ เงินเหล่านั้นย่อมไหลเข้ามาลงทุนในไทย หากไม่มีการปรับสมดุลระหว่างเงินไหลเข้าและออก เงินที่เข้ามาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ย่อมเกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจ อีกทั้งยังจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ

นาย สมชัยกล่าวว่า การที่ประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 25-26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ต้องขึ้นกับขนาดของเงินทุนที่ไหลเข้ามา รวมถึงระยะเวลาด้วย ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะไปถึงหรือไม่ เพราะยังมีสมมติฐานน้อยเกินไป อย่างไรก็ตาม เงินบาทก็อาจแข็งค่าไปถึง 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ แต่ต้องใช้เวลายาวนานกว่านี้มาก ขณะเดียวกันก็มีเครื่องมือทางการเงินจะชะลอการไหลเข้าของเงินทุนได้ ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมีช่องทางดำเนินการได้ เพราะขณะนี้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ใช่ประเด็นหลัก ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็ไม่ได้น่ากลัว ภาวะฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จึงไม่ใช่ข้อจำกัดในการผ่อนปรนนโยบายการเงินอีกต่อไป ขณะที่กระทรวงการคลังก็จะทำภายใต้ข้อจำกัดที่มีเช่นกัน

นายสมชัยยัง กล่าวถึงการร่วมประชุมกับนายกฯเมื่อวันที่ 10 เมษายน ว่า นายกฯได้สั่งการให้ สศค.ศึกษาแนวทางการตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Ventur Capital) เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ด้วยการฟื้นกองทุนรวมลงทุนที่มีในปัจจุบันหลายกองทุน แต่ยังทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ นำมาปรับปรุงใหม่ โดยจะเร่งศึกษาแนวทางการร่วมลงทุนของกองทุนว่าควรมีขนาดกองทุนจำนวนเท่าใด การร่วมลงทุนทั้งของรัฐและเอกชน การศึกษาดูแนวทางการช่วยเหลือผ่านกองทุนของต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป เพื่อเข้าไปช่วยเหลือการก่อตั้งกิจการ การหาแหล่งเงินทุน และขยายกิจการจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อช่วยเหลือให้ครบวงจร โดยจะเร่งศึกษาให้ได้ข้อสรุปหลังเทศกาลสงกรานต์ เพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้

“นายกฯ แสดงความเป็นห่วงแนวโน้มค่าเงินบาทต่อเนื่อง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ยืนยันต่อที่ประชุมว่ายังสามารถดูแลค่าเงินบาท โดยจะทยอยปรับมาตรการดูแลจากระดับปานกลางไปจนถึงระดับเข้มข้น แต่คงไม่ถึงขั้นการใช้มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าโดยใช้มาตรการภาษี เพื่อไม่ให้ตลาดตื่นตระหนกมากจนเกินไป และเป็นการดูแลความเชื่อมั่นของตลาด” นายสมชัยกล่าว

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในวันที่ 19 เมษายน กระทรวงพาณิชย์จะเปิดตัวโครงการเอสเอ็มอีโปรเอ็กทีฟ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังประสบปัญหาแบกรับต้นทุนไม่ไหวผลกระทบจากค่าบาทแข็ง และขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำ หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนงานและอนุมัติการใช้งบประมาณปีละ 100 ล้านบาทต่อเนื่อง 3 ปี เพื่อผลักดันเอสเอ็มอีให้แข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ

นางศรีรัตน์ กล่าวว่า ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนโดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้เข้าไปดูแลเพราะมีผลต่อ ราคาสินค้าที่สูงขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการเจรจาขายสินค้าล่วงหน้า ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็กำลังประสบปัญหากรณีประเทศนำเข้าเพิ่มมาตรการกีด ดันการนำเข้า และประเทศที่ 3 เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าของไทยกับประเทศต่างๆ

“ในช่วงนี้ยังมีโอกาสเห็น ค่าเงินบาทแกว่งตัวอ่อนค่ากว่า 29.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเล็กน้อย เพราะอยู่ในช่วงที่บริษัทจดทะเบียนจ่ายเงินปันผลทำให้มีแรงซื้อดอลลาร์เข้า มามากขึ้น” น.ส.กาญจนากล่าว

น.ส.กาญจนากล่าวว่า การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทนับว่าแข็งค่ากว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งค่าเงินบาทที่แตะระดับ 29.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เท่ากับแข็งค่าขึ้น 5.4% จากปลายปีก่อน นับว่าแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคหากเทียบกับค่าเงินริงกิตมาเลเซียแข็งค่า ขึ้น 0.8% ค่าเงินรูเปียอินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 1.1% ขณะที่ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าไปแล้ว 12.9% ค่าเงินวอนเกาหลีใต้อ่อนค่าไป 5.8%

นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์ราย หนึ่งเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในวันที่ 11 เมษายน 2556 เปิดตลาดที่ระดับ 29.00-29.04 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทรงตัวจากวันก่อนที่ปิดตลาดในระดับ 29.01-29.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอยู่ในกรอบแคบๆ แต่มีการอ่อนค่าลงมาบ้างจากแรงซื้อดอลลาร์ของผู้ลงทุนทองคำ ขณะเดียวกันเงินดอลลาร์เริ่มแข็งค่าขึ้นจากแรงหนุนของที่ประชุมธนาคารกลาง สหรัฐ (เฟด) ที่อาจลดปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรหรือลดการทำคิวอีลงในช่วงต่อไป โดยค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 29.03-29.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแนวโน้มยังแข็งค่าต่อไปอีก