นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เผยกำไรกว่า 8แสนล้าน

การเงิน

ด้าน สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปีจะเป็นช่วงเทศกาลจ่ายเงินปันผลของบริษัท จดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ซึ่งช่วงก่อนเทศกาลเป็นโอกาสอันดีสำหรับนักลงทุนที่เน้นลงทุนระยะยาวในหุ้น ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี โดยจากผลประกอบการสำหรับรอบ 9 เดือนของปี 2555 บริษัทจดทะเบียน มีกำไรสุทธิรวมสูงถึง 553,353 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.50% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนสิทธิประโยชน์จากเงินปันผลที่นักลงทุนได้รับ จะมากน้อยเพียงไรก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่นักลงทุนถือ หุ้นอยู่ในพอร์ต และนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนนั้นๆ

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการรายงานงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดเอ็มเอไอในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนมีกำไรรวมกันกว่า 1.61 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 167% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากผลประกอบการไตรมาส 4 ในปี 2554 ประสบปัญหาจากน้ำท่วม โดยในช่วงไตรมาส 4 อุตสาหกรรมที่่มีการเติบโตอย่างมาก 6 ลำดับแรก ได้แก่ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 225% วัสดุก่อสร้าง 145% พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ 117% กลุ่มธุรกิจบันเทิง 40% กลุ่มโรงพยาบาล 34% กลุ่มค้าส่งและค้าปลีก 24% ส่วนอุตสาหกรรมที่หดตัวมากที่สุดได้แก่ กลุ่มอาหาร ติดลบ 28% รองลงมากลุ่มสินค้าเกษตร ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวจากที่ประสบภาวะขาดทุนมาเป็นกำไรได้ในไตรมาส 4 ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ และกลุ่มประกันภัย ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน ทั้งปี 2555 อยู่ที่ 7.19 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17%

บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยต่อว่า ด้านอัตรากำไรของบริษัทจดทะเบียนในปี 2556 นั้น คาดการณ์ว่าจะมีกำไรสุทธิเติบโต 8.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 16% สาเหตุที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการเติบโตต่อเนื่องของบริษัทจดทะเบียน จากช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวอุตสาหกรรมหลายกลุ่ม ได้แก่ ประกันภัย หลังประสบภาวะขาดทุนหนักจากการชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมปี 2554 ที่คาดการณ์ว่าจะมีกำไรเติบโตในปี 2556 กว่า 237% และธนาคารพาณิชย์ ซึ่งได้รับผลดีจากแผนการลงทุนภาครัฐ เติบโตกว่า 30% และไอซีที 17% กลุ่มอสังหาริทรัพย์เติบโต 30% กลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง เติบโต 22% และกลุ่มภาคการเงิน 21% จากการคาดการณ์กำไรที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น จะส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยน่าจะมีพีอี 14.7 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงหากพิจารณาสถิติในอดีต จึงคาดว่าแนวโน้มดัชนีที่ปัจจุบันยังมีโอกาสปรับฐานต่อ หรือมีความผันผวนสูง โดยคาดว่ากรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยน่าจะอยู่ 1,470-1,575 จุด ในระยะ 1 เดือนข้างหน้า

เศรษฐกิจยุโรปยังซบต่อเนื่อง

ด้านเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป เศรษฐกิจหดตัวลง 0.6% ซึ่งสูงที่สุดตั้งแต่เกิดปัญหาการเงินในยูโรโซนเมื่อปี 2009 เนื่องจากมูลค่าการค้ากับต่างชาติลดลง ขณะที่ฝรั่งเศสซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับสอง เติบโตลดลง 0.3% ทำให้รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศสเริ่มพิจารณาการปรับลดตัวเลขคาดการณ์เติบโตใน ปี 2013 ซึ่งคาดไว้ที่ 0.8%

 

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของยูโรโซนจะเติบโตอีกครั้งในปี 2013 แต่ไม่มากนัก อันเป็นผลมาจากผลกระทบที่เกิดจากการหดตัวในครั้งนี้ ส่วนการหดตัวของเศรษฐกิจเยอรมนีนั้น จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการชะลอตัวในระยะยาว ขณะที่นายปิแอร์ มอสโกวิชี รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ทางการอาจต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจประจำปีนี้ ที่ตั้งไว้ที่ 0.8% เนื่องจากตัวเลขของปีที่ผ่านมาต่ำกว่าที่คาดไว้

เศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซน หรือกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรทั้ง 17 ชาติ หดตัวลง 0.6% ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว ซึ่งเลวร้ายกว่าที่คาดไว้ ซึ่งนับเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2009 และถือเป็นครั้งแรกที่ทั่วทั้งภูมิภาค เกิดภาวะถดถอยในทุกไตรมาส ในระหว่างปีปฎิทิน

 

ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2012 เศรษฐกิจยูโรโซนปรับตัวลดลง และปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ในไตรมาสที่ 2 แต่ปรับตัวลดลงอีก 0.1% ในไตรมาสที่ 3

 

ไตรมาสสุดท้ายของปี 2012 ประเทศที่มีปัญหาหนี้ท่วมอย่างกรีซ เศรษฐกิจหดตัวลงถึง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2011 ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)โปรตุเกสโตติดลบที่ 1.8%, สเปนติดลบ 0.7% และอิตาลีลบ 0.9%