กลุ่มแบงค์ฟันกำไรท้ายปี

แม้จะขยายสินเชื่อได้เข้าเป้าหมายแล้ว แต่ช่วงท้ายปีธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ก็จะยังเดินหน้าขยายพอร์ตสินเชื่อบ้านต่อเนื่อง โดยอาศัยกลยุทธ์จับมือกับดีเวลอปเปอร์เพื่อปล่อยกู้ทั้งพรีไฟแนนซ์และโพสต์ ไฟแนนซ์ แต่คงพิจารณาคัดเลือกเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อยที่อาจจะต้องเลือกกลุ่มที่มีรายได้สูงเป็นหลักเพื่อ คุมคุณภาพสินเชื่อ ท่ามกลางการแข่งขันที่ยังรุนแรงอยู่ เห็นจากบางแคมเปญในปัจจุบันให้ดอกเบี้ย 0% นาน 1-2 ปี และช่วงปลายปีก็เป็นจังหวะที่ดีเวลอปเปอร์ต้องเร่งปิดงบฯ จะเริ่มเห็นโปรโมชั่นส่งท้ายอีกเช่นกัน

นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กล่าวว่า ในจังหวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเพิ่มความเข้มงวดด้านมาตรฐานสินเชื่อบ้านให้เทียบเท่าระดับสากล โดยเสนอให้ลดสัดส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value-LTV) ลงมาอยู่ที่ 80% เท่ากันทุกกลุ่ม หรือเท่ากับดาวน์อย่างน้อย 20% จากปัจจุบัน LTV อยู่ที่ 90% สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยแนวราบ และ 95% สำหรับที่อยู่อาศัยแนวดิ่ง (คอนโดมิเนียม)

“ตอนเศรษฐกิจดี ปล่อยสินเชื่อในวงเงินสูงก็ไม่มีปัญหา แต่ตอนที่เศรษฐกิจแย่หรือชะลอตัว ปล่อยสินเชื่อในวงเงินสูงเกินไปจะทำให้เอ็นพีแอลเร่งตัวได้ ตอนนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณการเร่งตัวขึ้นบ้างแล้ว แม้จะไม่ได้เป็นปัญหาที่น่าเป็นกังวล แต่ส่วนตัวแล้วไม่อยากให้แบงก์เข้มงวดเป็นช่วง ๆ เท่านั้น ส่วนยอดสินเชื่อบ้านที่เติบโตค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมาเป็นอานิสงส์จากต้น ปีและปีก่อนหน้าที่ขยายตัวดี” นายกิตติกล่าว

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เป้าหมายสินเชื่อบ้านที่ปีนี้ธนาคารคาดว่าจะเติบโต 8% หรือมีมูลค่าสินเชื่อคงค้าง 2.3 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้ทำได้เกิน

เป้าหมายแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกค้าที่เคยจ่ายเกินค่างวดเยอะเริ่มหันมาจ่ายปกติหรือจ่ายเกินวงเงินเล็กน้อย สอดคล้องกับภาพรวมของตลาดช่วง 9 เดือนแรกที่สินเชื่อคงค้างขยายตัวได้ราว 7-9% แล้ว ทำให้มูลค่าสินเชื่อบ้านทั้งระบบขยับมาอยู่ที่ 2.35-2.4 ล้านล้านบาทแล้ว จากปลายปีที่แล้วอยู่ที่ 2.2 ล้านล้านบาท

“เป้าหมายช่วงปลายปีนี้ เรายังคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่อีก 1.4 หมื่นล้านบาท ฉะนั้นน่าจะต้องมีพอร์ตบางส่วนราว 5 พันล้านบาท ที่จะขายไปให้กับบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เพื่อทำให้ธนาคารขยายสินเชื่อใหม่ได้เพิ่มขึ้นดังกล่าว” นายชาติชายกล่าว

ส่วนนางสาวดุษณี เกลียวปฏินนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านผลิตภัณฑ์เพื่อรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ขณะนื้ธนาคารขยายสินเชื่อได้ตามเป้าหมายทั้งปีแล้ว เนื่องจากความต้องการซื้อในช่วงที่ผ่านมาเติบโตค่อนข้างมาก สวนทางกับการบริโภคในประเทศที่ชะลอลง บวกกับดีเวลอปเปอร์ก็พัฒนาโครงการออกมาทำโปรโมชั่นร่วมกับธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีเช่นกัน

มุมมองการแข็งค่าของเงินบาท

ในมุมมองของ นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยไทย เห็นว่า การแข็งค่าของเงินบาทเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการกำหนดราคาขายสินค้า และกำหนดราคาเปิดรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า

สิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามา ช่วยเหลือคือ เร่งเข้ามาดูแลและช่วยเหลือผู้ประกอบการในเรื่องส่วนต่างซื้อประกันความ เสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า เพื่อทำให้การเจรจาการค้าไม่สะดุดกระทบกับคำสั่งซื้อไตรมาสสอง

ให้ ภาครัฐช่วยเพราะเอสเอ็มอีสายป่านสั้น แตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบน้อยเพราะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ โดยการซื้อประกันความเสี่ยงล่วงหน้า

ทั้งหมดคือ มองต่างมุมเรื่องบาท-อ่อนแข็ง มีทั้งฝ่ายได้และเสียประโยชน์ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ส่งออกทั้งรายเล็ก-กลาง-ใหญ่ ต้องมีการปรับตัวหันมาเน้นประสิทธิภาพการผลิตในลักษณะสินค้าเพิ่มมูลค่า รับเสรีการค้าตามข้อผูกพันที่กำลังจะเกิดขึ้นหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเสรีการค้าไทย-อียู ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี

ต้อง ปรับตัวเพราะการค้ากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคนโยบายการกำกับดูแลให้ เงินบาทอ่อนค่า เพื่อส่งเสริม เอื้อประโยชน์ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกไปในตลาดการค้าโลก มาเป็นการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกอย่างแท้จริง

หลายสำนักทั้งนักวิชาการ สำนักที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเศรษฐกิจ ประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับเดียวกับก่อนเกิดวิกฤตฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 จนทำให้ประเทศไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด

จริงอยู่เมื่อ บาทแข็งค่า ส่งออกในรูปดอลลาร์นำกลับเข้ามาแลกเป็นบาทได้เงินน้อยลงย่อมส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึงร้อยละ 60 ของจีดีพี

ส่งออกคือ หนึ่งในสี่ เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลงทุนภาครัฐ การใช้จ่ายในประเทศ และการลงทุนทางตรงจากนักลงทุนต่างชาติ

…ทว่า อีกด้านยังมีอีกมุมของเหรียญในมิติของผู้นำเข้า!!

ห้วง บาทแข็งค่าเป็นเวลาที่ดีสุดในการนำเข้าเครื่องจักรมาปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี การผลิตให้ทันสมัย และผู้นำเข้าประเภทสินค้าแบรนด์เนม ยังได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทจากต้นทุนนำเข้าในรูปดอลลาร์ที่ถูกลง

ซีพีแนะส่งออกปรับตัวผลิตสินค้า′มูลค่าเพิ่ม′

ราย แรก ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ปีก่อนหน้ามีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นร้อย 60% หรือส่งออกข้าวไปต่างประเทศ 6 แสนตัน ขายในประเทศ 4 แสนตัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจึงมีผลอย่างยิ่งกับการส่งออกของ ซี.พี อินเตอร์เทรด

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ สายธุรกิจข้าวและอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี เห็นว่า หากค่าเงินแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ 28 บาทต่อดอลลาร์ ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ แต่หากแข็งค่าขึ้นไปมากกว่านั้น จนไปแตะที่ระดับ 26-27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะส่งผลกระทบกับการส่งออกได้

สุเมธให้ข้อมูล เพิ่มเติมว่า ทุกๆ การแข็งค่าของเงินบาทจะทำให้ไทยสูญเสียเงินตราต่างประเทศ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี เทียบเคียงจากปีก่อนหน้าไทยมีการส่งออก 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยต่อเดือน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

สุเมธเห็นว่าเอกชนจึงควร ปรับตัวโดยการหันไปส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกับที่ ซี.พี. อินเตอร์เทรด พยายามปรับเพิ่มมูลค่าโดยหันไปส่งออกสินค้ามูลค่าเพิ่ม ทั้งเส้น แป้ง และเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ในการเพาะปลูกข้าวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น

นอก เหนือจากการปรับตัว ปรับระบบการผลิตเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มแล้ว ช่วงบาทแข็งค่าสุเมธเห็นว่า ยังเป็นโอกาสดีในการนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งการมองหาโอกาสในการลงทุนต่างประเทศ ในประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าเงินอ่อนกว่าบาทและค่าแรงถูกกว่า ไทย เช่น เวียดนาม พม่า เป็นมาตรการเดียวกับที่ญี่ปุ่นนำมาใช้ช่วงการแข็งค่าของเงินเยนจาก 100 เยน เป็น 70 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อหลายปีก่อนหน้า

เมื่อพลวัตเศรษฐกิจ หลายด้านกำลังเปลี่ยนไป หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนและช่วยเหลือผู้ส่งออกอย่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ควรปรับบทบาทตามเช่นกัน

สิ่งที่ผู้ส่งออกรายใหญ่อย่าง ซี.พี. อินเตอร์เทรดอยากเห็นคือ การส่งเสริมให้เอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการค่าเงิน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ต่างชาติมาลงทุนในไทย และกฎเกณฑ์ในการปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ควรมีความยืดหยุ่นให้มากขึ้น

แบรนด์เนมยิ้มต้นทุนลด30%

มอง ในมุมผู้เสียประโยชน์จากผู้ส่งออกแล้ว มาดูเหรียญอีกด้านในมุมของผู้นำเข้ารายหลักที่นำสินค้าแบรนด์เนมทั้งเสื้อ ผ้า เครื่องหนัง จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง หรือซีเอ็มจี รวมทั้งผู้นำเข้าแบรนด์เนมที่ขายในสยามเซ็นเตอร์ สยามพารากอน และสยามดิสคัฟเวอรี่ เห็นว่าผู้นำเข้าจะได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าถูกลง และจะส่งต่อผลประโยชน์นี้ไปให้กับผู้บริโภคอีกต่อหนึ่งในเรื่องราคาสินค้า

ใน มุมมองของนายชาญชัย เชิดชูวงศ์ธนากร รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม สเปเชียล ลิตี้ จำกัด ผู้นำเข้าสินค้าลอฟท์จากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน อเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส ฮ่องกง จีน เห็นว่าการแข็งค่าของเงินบาทผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์ในแง่ต้นทุนนำเข้าถูกลง หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแตะที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐตามที่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายได้ประเมินไว้ต้นทุนนำเข้าจะ ถูกลงถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงค่าเงิน 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ใน ส่วนนโยบายราคาของลอฟท์เอง ปล่อยยืดหยุ่นตามค่าเงินบาท หากเงินถูกต้นทุนต่ำราคาต่ำลง เช่นเดียวกับช่วงบาทอ่อนค่าต้นทุนนำเข้าแพง ราคาก็จะปรับเพิ่มตาม แต่เมื่อมีการหักลบ นำราคาช่วงบาทแข็งกับอ่อนมาถัวเฉลี่ยกันแล้ว ช่องว่างกำไรยังเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะสินค้านำเข้ายังมีต้นทุนในเรื่องภาษีที่ต้องจ่ายอีก เฉลี่ยประมาณ 30% ของนำเข้าหากขายแพง จะมีภาษีนำเข้าอีกรอบหากทำกำไรเยอะขายของไม่ได้ ปกตินำเข้ามาจะเสียภาษีประมาณ 30%

ประโยชน์เรื่องที่สอง ชาญชัยมองว่า ต้นทุนที่ถูกลง ยังเอื้อให้ผู้นำเข้าสามารถมองหาสินค้ารายการใหม่ เข้ามาทำตลาด เป็นทางเลือกของผู้บริโภค และจากนี้ไปโอกาสทางธุรกิจของญี่ปุ่นในไทยก็จะมีมากขึ้นเช่นเดียวกันเพราะ ไทยถือเป็นประเทศเป้าหมายในการขยายธุรกิจแบรนด์เนมหลังภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่น อยู่ในภาวะถดถอยและพยายามปรับแนวทางด้วยการไปลงทุนต่างประเทศ

ในมุม มองของชาญชัยยังเห็นว่า ต้นทุนนำเข้าที่ถูกลงจากบาทแข็งค่ายังช่วยเอื้อกับการท่องเที่ยว ราคาสินค้าที่ถูกลงเมื่อเทียบกับราคาของลอฟท์ในประเทศใกล้เคียงทำให้นักท่อง เที่ยวตัดสินใจซื้อสินค้าในเมืองไทยได้ง่ายขึ้น

เอสเอ็มอีวอนรัฐช่วยลดต้นทุนสู้บาทแข็ง

ถึง จะมีทั้งมุมได้เสีย ทว่า ในความเป็นจริงต้องเลือกในฝั่งที่เอื้อประโยชน์สูงสุด เรื่องแข็ง-อ่อนของบาทเช่นเดียวกัน เมื่อนำเรื่องจีดีพีเป็นตัวตั้งและส่งออกเป็นภาคหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยไปควบคู่กับอีก 3 เครื่องยนต์หลักข้างต้น ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกรายเล็ก สายป่านสั้นอย่างกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีคือธุรกิจรากฐานที่จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มีผลกับการ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยในอนาคต

หุ้นพุ่งรับนโยบายน้ำมัน

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในการซื้อ ขายภาคบ่าย ประเมินว่า ดัชนีจะยังยืนทรงตัวได้ในแดนบวกได้ต่อเนื่องจากปัจจัยหนุนเดิมในช่วงเช้า หลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นยืนเหนือระดับ 1,500 จุดอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้นักลงทุนควรระมัดวังแรงขายในหุ้นขนาดกลางและเล็ก โดยย้ายกลับไปลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อหุ้น พื้นฐานดีมีโอกาสปรับประมาณการณ์กำไรขึ้นซึ่งหากเกิดความผิดการลงทุน แล้วสามารถแก้ตัวได้ ได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์คือ KTB,TCAP กลุ่มพลังงานคือ TOP,PTT หุ้นกลุ่ม Turn Around คือ TTA,TRUE,KCE ,MAJOR,CCET และกลุ่มโรงพยาบาลและโรงแรมที่กำไรไตรมาส 4/55-ไตรมาส 1/56 จออกมาดี ประเมินกรอบแนวรับอยู่ที่ 1,500 จุด แนวต้านที่ 1,512 จุด

ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ในการซื้อขายภาคเช้าดัชนีปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงกว่าที่คาดไว้แม้จะยัง ไม่เห็นปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน โดยคาดว่าเป็นการขานรับปัจจัยบวกจากถ้อยแถลงของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ออกมาระบุว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายด้านโดยเฉพาะการมาตรการ เพิ่มค่าแรงให้กับประชาชน อีกทั้งกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ปริมาณการใช้น้ำมันในปี 2556 ของโลกขึ้นอีก 8 หมื่นบาร์เรล/วันหรือเพิ่มอีก 10.5% ถือเป็นการปรับเพิ่มประมาณการณ์ครั้งแรกในรอบหลายปี โดยประเด็นบวกดังกล่าวข้างต้นจึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก ว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวที่ชัดเจนและส่งผลดีดีต่อราคาหุ้นในกลุ่ม พลังงานในวันนี้ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มหลักที่ผลักกดันภาพรวมดัชนี รวมทั้งยังมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นขนาดใหญ่ได้แก่ ปิโตรเคมี,ธนคารพาณิชย์และสื่อสาร

ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า

 

-/+ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซนในเดือน พ.ย.ปรับลดลง 0.3% จากเดือนก่อนหน้าและเป็นการปรับลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 สวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีตัวเลขการผลิตเครื่องจักรต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มปรับตัวดี ขึ้นในอนาคตเนื่องจากเครื่องจักรต่างๆ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างผลผลิตในอนาคต

- เจ้าหน้าที่ระดับสูงของซาอุดิอาระเบียออกมาปฏิเสธว่าซาอุฯ ไม่ได้ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาเพื่อต้องการหนุนราคาน้ำมันดิบ ตามที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่าระดับราคาน้ำมันดิบที่เหมาะสม ต้องอยู่เหนือ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่เป็นเพราะความต้องการที่ปรับลดน้อยลงตามฤดูกาล

 

- นักลงทุนยังลังเลที่จะลงทุนในตลาดน้ำมันรวมถึงตลาดหุ้นเนื่องจากถูกกดดันจาก ความกังวลเรื่องเพดานหนี้ในสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเป็นประเด็นกดดันตลาดในช่วงกลางเดือน ก.พ.โดยวานนี้ประธานาธิบดีโอบามาออกมาเรียกร้องให้พรรครีพับลิกันยอมขยาย เพดานหนี้ แต่ล่าสุดทางพรรครีพับลิกันยังคงมีจุดยืนให้โอมาบาแสดงแผนปรับลดรายจ่ายที่ เข้มข้นกว่านี้ถึงจะยอมพิจารณาเรื่องการขยายเพดานหนี้

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มมากขึ้นทั้งจากภายในภูมิภาคโดยเฉพาะเอเชียเหนือ รวมทั้งปริมาณนำเข้าที่มาจากสหรัฐฯ เนื่องจากอุปสงค์ที่ค่อนข้างต่ำเป็นปัจจัยกดดันราคา แม้ว่าจะมีปริมาณนำเข้าจากออสเตรเลียอย่างต่อเนื่องในช่วงหน้าร้อนสำหรับการ เดินทางท่องเที่ยวทางรถ

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบ ขณะที่ความต้องการภายในภูมิภาคค่อนข้างทรงตัว ล่าสุดฟิลิปปินส์ออกมานำเข้าน้ำมันดีเซลจำนวน 250,000 บาร์เรล

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าเทียบกับค่าเงินยูโรโดยไปแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 11 เดือนวานนี้หลังประธานธนาคารกลางยุโรปให้สัมภาษณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะยัง ไม่ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในตอนนี้ รวมทั้งมองว่าเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจของกลุ่มยุโรปดีขึ้นและมีแนว โน้มที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2013 นอกจากนี้มีสัญญาณว่าภาคธนาคารในสเปนกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางยุโรปลดน้อยลง ในเดือน ธ.ค.

 

+/- นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปรับ เพิ่มขึ้นมากวานนี้ จากข่าวที่โรงกลั่นน้ำมันหลายโรงในสหรัฐฯ จะทยอยปิดซ่อมบำรุงโดยเฉพาะในแถบมิดเวสต์และอ่าวเม็กซิโกหลังจากเลื่อนมา ตั้งแต่ปี 2012 อย่างไรก็ดีในระยะถัดไปการที่โรงกลั่นปิดซ่อมบำรุงหลายโรงน่าจะส่งผลด้านลบ ต่อความต้องการใช้น้ำมันดิบรวมถึงราคาน้ำมันดิบมากกว่า

 

ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

 

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ เบรนท์ 108 -115 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส 88 – 95 เหรียญฯ คืนนี้ติดตามยอดค้าปลีกและดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐฯ ผลสำรวจดัชนีภาคอุตสาหกรรมของรัฐนิวยอร์ค ดุลการค้ายูโรโซนและดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมนี

 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ / ผลประกอบการไตรมาส 4/55 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ได้แก่

วันอังคาร : ยอดค้าปลีกและดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐฯ ผลสำรวจดัชนีภาคอุตสาหกรรมของรัฐนิวยอร์ค ดุลการค้ายูโรโซนและดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมนี
วันพุธ : ดัชนีราคาผู้บริโภคและการผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซน /อีเบย์/โกลด์แมน แซคส์/เจพี มอร์แกน เชส
วันพฤหัส : ยอดขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานและยอดการขอสร้างบ้านใหม่สหรัฐฯ ผลสำรวจดัชนีภาคอุตสาหกรรมของธนาคารกลางฟิลาเดลเฟีย  การผลิตภาคอุตสาหกรรมยอดค้าปลีกและจีดีพีไตรมาส 4 ของจีน รายงานภาวะเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป /อเมริกัน เอ็กซ์เพรส/แบงค์ อ๊อฟ อเมริกา/ซิตี้กรุ๊ป/อินเทล
วันศุกร์ : ความรู้สึกของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ(ม.มิชิแกน) /เจนเนอร์รัล อิเลคทริค มอร์แกน สแตนลีย์

 

- ติดตามผลการเจรจาครั้งใหม่ระหว่าง IAEA และอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ในวันที่ 16 ม.ค.56 อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางการอิหร่านมีท่าทีว่าจะไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ IAEA เข้าตรวจในบริเวณฐานทัพพาร์ชิน
- ติดตามรายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมันประจำเดือน ม.ค.ของ OPEC และ IEA ในวันที่ 16 และ 18 ม.ค. ตามลำดับว่าจะมีมุมมองอย่างไรต่อคาดการณ์ปริมาณผลิตและปริมาณความต้องการใช้ น้ำมันของโลกปี 56 หลัง EIA รายงานในสัปดาห์ที่แล้วคาดว่าอุปทานส่วนเพิ่มจะมากกว่าอุปสงค์ทำให้กลุ่มโอ เปคต้องพิจารณาลดกำลังผลิต
- จับตาผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ WTI จากการเปิดใช้ส่วนต่อขยายของท่อส่งน้ำมัน Seaway Pipeline ในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ที่จะทำให้กำลังการขนส่งรวมเพิ่มเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน จาก 150,000 บาร์เรลต่อวัน ในปัจจุบัน และจะทำให้การขนส่งน้ำมันออกจากจุดส่งมอบน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสบริเวณคุ ชชิ่ง โอกลาโฮมาไปยังโรงกลั่นในบริเวณรัฐเท็กซัสเพิ่มมากขึ้น
- นอกจากนี้ติดตามว่าโรงกลั่น Motiva ที่เท็กซัส สหรัฐฯ จะกลับมาดำเนินการผลิตของหน่วยกลั่นขนาดกำลังการผลิต 325,000 บาร์เรลต่อวันอีกครั้งเมื่อไรหลังความพยายามครั้งล่าสุดล้มเหลวเนื่องจาก เกิดการรั่วไหล

 

เงินเฟ้อพื้นฐาน

แหล่ง ข่าวกระทรวงการคลังกล่าวด้วยว่า ตัวเลขปัจจุบัน สศค.ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในปีหน้าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% โดยกำหนดช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 3-4% และคาดจะขึ้นไปสูงสุด 3.8% ในไตรมาสแรก เนื่องจากฐานที่สูงในปีนี้เป็นปัจจัยหลัก ต่อจากนั้นจะค่อย ๆ ทยอยปรับลดลงเหลือ 3.7% ในไตรมาส 2-3 และเหลือ 2.7% ในไตรมาสสุดท้าย ขณะที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 118 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าจะอยู่ในช่วง 2.75-3%

คลัง-แบงก์ ชาติตกลงกรอบเงินเฟ้อปีหน้า 0.5-3% เท่าปีนี้ ยึดเป้าหมาย “กรอบเงินเฟ้อพื้นฐาน” เหมือนเดิม หวั่นเปลี่ยนใช้ “กรอบเงินเฟ้อทั่วไป” อาจผันผวนตามราคาพลังงาน เหตุรัฐบาลอยู่ในช่วงปรับราคาพลังงานให้สะท้อนราคาตลาด

นายกิตติ รัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในเบื้องต้นการกำหนดกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อปี 2556 น่าจะใช้กรอบเดิมที่ใช้ในปี 2555 อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ได้เสนอเรื่องมาให้พิจารณา

“คงจะเป็นกรอบเดิม แต่ตอนนี้เขา (ธปท.) ยังไม่เสนอมา” นายกิตติรัตน์กล่าว

แหล่ง ข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า ทางคลังกับ ธปท.ได้หารือร่วมกันในการยึดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) เช่นเดิม เพราะมองว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อให้สะท้อนตามราคาตลาด หากเปลี่ยนไปใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) จะทำให้อัตราเงินเฟ้อมีความผันผวนตามราคาพลังงาน ส่งผลให้ดูแลยาก โดยในปี 2556 คลังและ ธปท.เห็นควรให้กำหนดกรอบเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 0.5-3.0% ต่อปี เช่นเดียวกับปีนี้

อย่างไรก็ตาม การหารือดังกล่าวเป็นข้อสรุปเบื้องต้น หลังจากนี้จะต้องมีการเสนอรายละเอียดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเสนอได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้ เพราะขณะนี้ต้องรอให้ทาง ธปท.ส่งเรื่องที่จะเสนอ ครม.มาให้คลังก่อน

“เนื่องจากรัฐบาลยังอยู่ ระหว่างปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนราคาตลาด และบางมาตรการจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในปีหน้า ก็เลยเห็นว่ายังไม่ควรเปลี่ยนไปใช้เงินเฟ้อทั่วไปเป็นเป้าหมาย เพราะจะผันผวนตามราคาพลังงาน” แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ธปท.ได้หารือกับกระทรวงการคลังถึงการจะนำเกณฑ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมาใช้ กำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแทนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานว่าน่าจะต้องใช้เวลาอีก ประมาณ 1 ปี เพื่อให้รัฐบาลปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้แล้วเสร็จก่อน

ภาวะตลาดหุ้นไทยปิดเช้าบวก 4.19 จุด รับ Sentiment จากตลาดตปท.หลังปัจจัยนอกปท.เอื้อรีบาวน์ตามสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี สศค.จะปรับประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีนี้และปีหน้าอีกครั้งใน เดือน ธ.ค. ซึ่งคงต้องดูว่ามีปัจจัยบวกหรือลบเพิ่มเติมหรือไม่

วัน ที่ 22 พฤศจิกายน ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าปิดที่ระดับ 1,280.58 จุด เพิ่มขึ้น 4.19 จุด(+0.33%) มูลค่าการซื้อขาย 12,426.05 ล้านบาท โดยตลาดภูมิภาครีบาวน์ขึ้นส่วนใหญ่ตามตลาดสหรัฐฯ จากความคาดหวังเชิงบวกในการประชุมของสหรัฐฯในวันศุกร์นี้ในประเด็น Fiscal Cliff และรอผลพิจารณาช่วยกรีซในวันจันทร์หน้าด้วย บ่ายนี้ตลาดโดยรวมคงเป็นลักษณะแกว่งทรงตัว พร้อมให้แนวรับ 1,273-1,275 แนวต้าน 1,282-1,285 จุด