การปรับลดดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินทุน

 

ใน สถานการณ์เช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อการดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและการขยายตัว ทางเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง จำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งในเชิงนโยบาย และออกมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยปัจจุบันข้อถกเถียง

ระหว่างความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องของ การปรับลดดอกเบี้ย ได้กลายมาเป็นประเด็นที่สร้างความสับสนและลดความมั่นใจของนักลงทุนในตลาด ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (RP 1 Day)

จะสามารถช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนได้หรือไม่นั้น อาจแยกวิเคราะห์ได้เป็น 4 เหตุผลดังนี้

1.ดอกเบี้ยนโยบายของไทย ถือเป็นดอกเบี้ยระยะสั้นสำหรับการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินในระยะเวลา 1 วัน (RP 1 Day)

และสถิติที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแสดงให้เห็นว่า การปรับลด RP อาจจะทำให้ผลตอบแทน (Yield) ของตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัว

โดย สุชาติ ธนฐิติพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

เป็นที่ชัดเจนว่า กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยในขณะนี้ เป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่ามาตรการเหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

โดยในส่วน ของประเทศสหรัฐ Fed พร้อมจะยกเลิกมาตรการดังกล่าวหากตัวเลขการจ้างงานรวมถึงดัชนีชี้วัดอื่น ๆ ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งนักลงทุนในตลาดรวมถึงนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2556-2557

ขณะที่มาตรการอัดฉีดของประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในเดือน เม.ย. 2556 มีกำหนดการที่จะสิ้นสุดลงในอีก 2 ปีข้างหน้า

ดัง นั้น หากภาวะพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แล้ว คาดว่าในช่วงระยะเวลาอย่างน้อยอีก 1 ปีนับจากนี้ไป ประเทศไทยจะยังต้องเผชิญกับสถานการณ์เงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการเข้ามาลงทุนทางตรง (FDI) และการเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (Portfolio Investment) ซึ่งจะมีผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลด ลงตามไปด้วย แต่ไม่ได้ทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวลดลงด้วยเสมอไป (ลดลงในบางครั้ง) ขณะที่กระแสเงินที่เข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา เป็นการเข้าซื้อในพันธบัตรระยะยาวเป็นหลัก

การปรับลด RP อาจจะไม่ช่วยลดความน่าดึงดูดใจต่อการเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้มากเท่าที่ควร

2.อย่างไรก็ตาม หากการลด RP มีผลทำให้ Yield ของตราสารหนี้ระยะยาวปรับตัวลดลงตามไปด้วยแล้ว จะกลายเป็น

แรงกระตุ้นให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตราสารหนี้ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากราคาของตราสารหนี้ระยะยาวที่ถือครองอยู่

ใน ช่วงก่อนหน้านี้จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น (ถ้า Yield ปรับตัวลดลง) กำไรที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงสั้น ๆ อาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายและเกิดการไหลออกของเงินทุน และอาจนำไปสู่ความผันผวนของค่าเงินได้ในที่สุด

3.นอกจากนี้แล้ว RP ยังเป็นดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินในประเทศใช้อ้างอิงในการกำหนดดอกเบี้ยเงิน ฝาก-เงินกู้ การลด RP จะมีผลทำให้ผู้ฝากเงินนำเงินออกไปใช้จ่ายหรือไปลงทุนในช่องทางอื่น ๆ มากขึ้น

(เพราะฝากเงินแล้วได้ผลตอบแทนต่ำ) ขณะที่ผู้ต้องการเงินจะกู้ยืมมากขึ้น (เพราะต้นทุนของการกู้เงินถูกลง) ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างก็พึ่งพิงสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็น หลัก

4.ท้ายที่สุดแล้ว หากมีความจำเป็นต้องปรับลด RP จริง จะต้องปรับลดเท่าไรจึงจะช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เนื่องจากส่วนต่างของผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรไทย

เทียบ กับการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐและญี่ปุ่น มีค่าอยู่ในช่วงประมาณ 2-2.5% ขณะที่ RP ของไทยอยู่ที่ 2.75% การปรับลด RP เพียง 0.25-0.5% อาจไม่ช่วยชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้แล้วดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

การ ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุนจึงเป็นประเด็นที่ต้อง พิจารณาถึงความเหมาะสมในแง่ของประสิทธิภาพ และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาอย่างถี่ถ้วน

เตือนระวังการเล่นหุ้นระวังติดดอย


นาย กิตติรัตน์กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในปี 2555 เติบโต 21% หรือคิดเป็นมูลค่า 8.58 ล้านล้านบาทจากปี 2554 ที่มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 2.1 หมื่นล้านบาท โดยมีหุ้นกู้และตราสารหนี้ที่ออกใหม่ 5.1 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้กลุ่มพลังงาน สถาบันการเงิน และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทั้งนี้ มีสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยมากกว่า 50% และนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อตราสารหนี้ระยะยาวสุทธิ 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้มูลค่าการถือครองตราสารหนี้รวมของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2555 อยู่ที่ 7.1 แสนล้านบาท คิดเป็น 8.3% ของมูลค่าตราสารหนี้ทั้งระบบ

นาย นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนรายใหญ่ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน บจ.นิยมจ่ายปันผลเป็นหุ้นแทนเงินสดมากขึ้น เนื่องจากหลายบริษัทต้องการรักษาเงินสดไว้รองรับการขยายกิจการในอนาคต ซึ่งนักลงทุนให้การตอบรับกับหุ้นปันผลของบริษัทที่มีผลประกอบการดี

นาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานประกาศผลรางวัลตราสารหนี้ยอดเยี่ยมและผู้ประกอบการตรา สารหนี้ยอดเยี่ยมแห่งปี 2555 ว่า การดำเนินการของสมาคมตราสารหนี้ไทยที่ผ่านมา ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดตราสารหนี้และตลาดทุนโดยรวมอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคในเรื่องของกฎระเบียบบางข้อ ซึ่งกระทรวงการคลังพร้อมพิจารณาแก้ไขอุปสรรคเหล่านั้น เพราะตราสารหนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการระดมทุน โดยเฉพาะการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท

นาย กิตติรัตน์กล่าวว่า หลังจากร่าง พ.ร.บ.กู้เงินผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลจะดำเนินการกู้เงินในหลายรูปแบบ โดยจะดำเนินการกู้เงินให้สอดคล้องกับระยะเวลาของแต่ละโครงการ และเชื่อว่าการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้ตลาดตราสารหนี้ เติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

“บจ.ที่ ปันผลเป็นหุ้นมีจำนวนมากขึ้น และส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีพื้นฐานดี ปันผลเป็นหุ้นออกมาแล้วราคาหุ้นไม่ตก ทำให้หุ้นบางตัวที่คลุมเครือว่าดีหรือไม่ดี ปันผลเป็นหุ้นบ้าง นักลงทุนก็เข้ามาซื้อ ราคาหุ้นก็ไม่ลง ทางบริษัทก็มีหุ้นมากขึ้น ดังนั้น นักลงทุนต้องพิจารณาให้ดีก่อนที่จะลงทุน” นายนิเวศน์กล่าว

นายชัย จิรเสวีนุปพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด กล่าวว่า การปันผลเป็นหุ้นส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น เช่นเดียวกับการเพิ่มทุน โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการถือเงินสดไว้ แต่สำหรับนักลงทุนแล้วจะได้ประโยชน์จากการได้รับเงินปันผลในรูปเงินสด มากกว่า

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์รายหนึ่งกล่าวว่า การปันผลเป็นหุ้น เป็นการเพิ่มฟรีโฟลตหรือสภาพคล่องของหุ้น ซึ่งมีบางบริษัทที่กิจการไม่ดี แต่ออกปันผลเป็นหุ้นเพื่อล่อใจ เป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้น ดังนั้น นักลงทุนต้องระมัดระวังในการเข้าลงทุนมากขึ้น

SCB เตรียมเข้าช่วนธุรกิจ SME

ด้วยยุทธศาสตร์การมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) ของธนาคาร ธนาคารจึงต้องการสร้างความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าผู้นำเข้าส่งออก ซึ่งมีความกังวลในเรื่องความผันผวนของค่าเงิน และมีการเตรียมพร้อมทั้งทางด้านการให้คำปรึกษาและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับทุก สภาวะเศรษฐกิจ โดย ลูกค้าที่มีความต้องการในบริการดังกล่าว สามารถขอรับบริการได้ที่สำนักงานธุรกิจหรือศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศของ ธนาคารทั่วประเทศ

นายศิริชัย สมบัติศิริ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “สืบเนื่องจากภาวะอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนในตลาดการเงินของประเทศไทย จึงมีลูกค้าเอสเอ็มอีหลายราย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากจากความไม่แน่นอนของค่าเงินที่เกิดขึ้นในณะนี้ โดยปัจจุบันนี้ ธนาคารมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ภายใต้ โครงการ forward contract ให้กับลูกค้า SME สูงสุด 10 ล้านบาทโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพียงแค่มีบุคคลค้ำประกัน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งยังเป็นการตอบรับกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้ธนาคารพาณิชย์ เตรียมผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อช่วยบรรเทาความกังวลใจของลูกค้าเอสเอ็มอีที่ อาจเกิดขึ้น โดยธนาคารพร้อมจะให้ความช่วยเหลือกับลูกค้า SME ของธนาคารอย่างเต็มที่ทั้งในเชิงสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ และบริการเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีผลิตภัณฑ์โครงการ SCB SME Trade โดยสนับสนุนวงเงินสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศโดยสามารถให้วงเงินกับ ลูกค้าได้สูงสุดถึง 120 ล้านบาทต่อราย ซึ่งมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้วกว่า 7,000 ล้านบาท

 

 

วิเคราะห์หุ้นวันนี้

ราคา Spot ปรับตัวลงเมื่อคืนวันศุกร์ เนื่องจากแรงกดดันจากสกุลเงิน US ที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเปลี่ยนการลงทุนจากสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปทองคำแท่งไปลงทุน ให้ค่าเงินสกุล US Dollar และตลาดหุ้นดาวโจนส์แทน ทั้งนี้ค่าเงิน US และตลาดหุ้นดาวโจนส์ ได้รับอานิงส์จากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐที่ประกาศออกมาดีอย่างต่อ เนื่อง รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นเกินคาด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยลดปัจจัยลบที่เกิดจากความวิตกกังวลในเรื่องมาตรการลด รายจ่ายของสหรัฐ ทำให้ราคา Spot ปรับตัวลดลงมาทดสอบแนวรับทางเทคนิค ที่ 1665/1667 ก่อนมีแรงขายทำกำไรดันราคาปรับตัวขึ้นมาช่วง 4 ทุ่ม ถึงตลาดให้ราคามาปิดที่ 1574

 

เรายังมองราคา Spot เป็นแนวโน้มขาลงอยู่ แม้ราคาอาจรีบาวด์ขึ้นได้ แต่ก็มีแนวต้านของ Fibonacci Retracement ที่ 38.2%, 50.0% ที่ราคา 1585 1593 ตามลำดับ

 

Gold Futures

 

สร้างกรอบการเคลื่อนไหวในระยะสั้นที่1562 – 1593

แนวรับ ($/oz)

1572

1567

1562

แนวต้าน ($/oz)

1584

1587

1593

 

SET50
ดัชนีSET50 ปรับตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  แต่ราคายังไม่สามารถผ่านแนวต้านทางเทคนิคที่สำคัญ 1021 ไปได้ ส่งผลให้ท้ายตลาดมีแรงเทขายทำกำไรเข้ามา สาเหตุอีกประการหนึ่งคือ นลท.เองมีความกังวล หลังจากดัชนี PMI ของจีนออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ โดยลดลงมาอยู่ที่ 50.1 จุด จาก 50.4 จุดในเดือนก่อน เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน แต่ยังสูงกว่าระดับ 50 จุด ที่บ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้เศรษฐกิจจีนเริ่มส่งสัญญาณความไม่แน่นอนอีกครั้ง รวมทั้งความกังวลต่อ สถานการณ์การเมืองของอิตาลี และการเจรจาปรับลดงบประมาณรายจ่ายของสหรัฐ อย่างไรก็ตามเรายังมองดัชนีSET50 ยังเป็นขาขึ้นอยู่ แม้ราคาอาจย่อลงได้ โดยมีแนวรับสำคัญทางเทคนิคที่ 1005 ที่เส้น EMA 200 วันในกราฟรายชั่วโมง แต่คาดว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านทางเทคนิคที่ 1021 อีกครั้งหลังจากนี้

 

SET50 Index Futures

 

สร้างกรอบการเคลื่อนไหวในระยะสั้นที่1007-1021

แนวรับ (pt.)

1010

1006

1001

 

แนวต้าน (pt.)

1015

1019

1021

 
Brent Crude Oil


ราคาน้ำมันยังปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง แม้คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับ Fibonacci 61.8% ที่ราคา 110 ได้ แต่ยังคงมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการลดการใช้จ่าย โดยอัตโนมัติของสหรัฐ ซึ่งความกังวลในเรื่องดังกล่าวได้สกัดปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็ง แกร่งของสหรัฐ ทำให้ราคายังคงไม่เคลื่อนไหวปรับตัวขึ้นไปได้ เรายังคงมองน้ำมันในระยะนี้เป็นขาลงอยู่ เนื่องจากราคายังคงอยู่ต่ำกว่าเส้น EMA ทั้ง 2 เส้น แม้ราคามีโอกาสปรับตัวรีบาวด์ขึ้นมาทดสอบแนวต้านที่ 112.5/113.5 ได้ แต่คาดว่ามีโอกาสปรับตัวลงได้อีกครั้งเนื่องจากยังไม่มีสัญญาณปรับตัวปรากฏ ขึ้น (Bullish Divergence) ให้เห็นในกราฟราคา

เงินบาทเริ่มอ่อนค่า

ข่าวเศรษฐกิจเงินบาทอ่อนค่าเทียบกับสกุลดอลลาร์ นอกจากนี้วันศุกร์ที่ผ่านมาทางสหรัฐได้เปิดเผยตัวเลขยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) ซึ่งปรับตัวลดลงจากระดับ 398,000 ยูนิต ในเดือนพฤศจิกายน มาอยู่ที่ระดับ 369,000 ยูนิต ในเดือนธันวาคม ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับลดลงในช่วงวันศุกร์ (25/1) จากราคาระดับ 1668.65/69.66 ดอลลาร์/ออนซ์ มาสู่ระดับ 1661.06/55 ดอลลาร์/ออนซ์ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าเทียบกับสกุลดอลลาร์ ในช่วงสัปดาห์นี้ตลาดจับตามองคือการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐ ในวันอังคารและพุธ (29-30/01 นี้ ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 29.91-29.99 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ 29.98/30.00 บาท/ดอลลาร์

 

สำหรับค่าเงินเยนนั้นเปิดตลาดที่ 91.01/03 เยน/ดอลลาร์ โดยปรับตัวอ่อนค่าจากเมื่อวันศุกร์ (25/1) ที่ระดับ 90.83/84 เยน/ดอลลาร์ โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์นั้น เนื่องจากนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น นายชินโซ อาเบะ ยังคงแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาเงินฝืดระหว่าง การประชุม Word Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม อยู่ที่ระดับ -0.1% ซึ่งดีขึ้นกว่าเดือนพฤศจิกายน ที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ -0.2% ระหว่างวันค่าเงินเยนมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 90.57-91.25 เยน/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 90.71/74 เยน/ดอลลาร์

 

ในส่วนค่าเงินยูโรได้ เปิดที่ระดับที่ 1.3463/64 ดอลลาร์/ยูโร โดยค่าเงินได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (25/1) 1.3446/48 ดอลลาร์/ยูโร โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นนั้นมาจากตัวเลข ดัชนี IFO Business Climate ของประเทศเยอรมนี ที่ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 102.4 ในเดือนธันวาคม มาอยู่ที่ระดับ 104.2 ในเดือนมกราคม ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 103 โดยการเปิดเผยข้อมูลของดัชนี IFO ได้สอดคล้องกับรายงานของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป ZEW ที่ได้ให้มุมมองที่เป็นบวกกับทางเศรษฐกิจของเยอรมัน นอกจากนี้ทางธนาคารกลางของยุโรป (ECB) ได้ประกาศยอดชำระหนี้จากธนาคารพาณิชย์ 278 แห่ง มากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ที่ทาง ECB ได้ปรกาศเป็นจำนวน 137.2 พันล้านยูโร ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 84 พันล้านยูโร ในระหว่างวันค่าเงินยูโรมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1.3426-1.3471 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.3446/48 ดอลลาร์/ยูโร

 

 

ในสัปดาห์นี้ตลาดรอดีดตามการเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขสินค้าคงทน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร อัตราว่างงานและ ISM ภาคการผลิตของสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีตัวเลข PMI ภาคการผลิตของจีน

อัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) 1 เดือนในประทเศอยู่ที่ +5.6/5.8 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +4.0/5.0 สตางค์/ดอลลาร์

 

บัวหลวงเชื่อปี 56 สินเชื่อโต 6-7%

ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า สินเชื่อปี 2556 ของธนาคารมีแนวโน้มขยายตัว 6-7% บนสมมติฐานของตัวจีดีพีไทยที่ 4-5% บวกอีก 2% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2555 ที่ 6-8% ทั้งนี้ประเมินว่า ธนาคารจะพยายามไม่ให้สินเชื่อเติบโตอย่างร้อนแรงเกินไป เพราะถือเป็นความเสี่ยงต่อภาคการเงิน แต่ถ้าภาพรวมสินเชื่อทั้งระบบจะร้อนแรงในปีหน้าหรือไม่นั้น เชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน จะสามารถเฝ้าระวังได้ สำหรับสินเชื่อบ้าน ซึ่งเป็นสินเชื่อรายย่อยหลัก ธนาคารจะรักษามาตรฐานเดิมไว้ เพราะยังเชื่อมั่นว่า จะขยายตัวได้ดี แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่ของตลาด และคงไม่ผ่อนมาตรฐานลงมา เพื่อให้เติบโตมากขึ้น นายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ในปี 2555 ขยายตัวได้มากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 5-6% เป็น 8% เนื่องจากในช่วงครึ่งปีหลังเป็นจังหวะที่ธุรกิจเอกชนเริ่มเปิดใช้สินเชื่อขยายธุรกิจหรือลงทุนตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งการใช้จ่ายเงินจะต่อเนื่องไปจนถึงปี 2566 อย่างไรก็ดี ประเมินว่า ปีหน้าสินเชื่อรายใหญ่จะขยายตัวได้ประมาณ 5-6% โดยตัวเลขการใช้สินเชื่อหมุนเวียน (Working Cap) จะไม่กลับมา เพราะทิศทางดอกเบี้ยเริ่มคงที่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการเบิกใช้สินเชื่อมีระยะเวลา (Term Loan) มากกว่า โดยจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะส่งให้ธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความชัดเจนของการออกใบอนุญาต 3จี จะทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมมีการลงทุนใหม่ด้วยเช่นกัน

เงินตราต่างประเทศ

สำหรับในวันนี้ ตลาดจับตาการรายงานข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาจะเปิดเผยตัวเลขประมาณการณ์ครั้งที่ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวยมประชาชาติประจำไตรมาสที่ 3, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายประจำเดือนตุลาคม

สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินสกุลหลักอื่น ๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าเงินยูโรเปิด ตลาดที่ระดับ 1.2943/46 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดวานนี้ (28/11) ที่ระดับ 1.2923/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากตลาดคาดว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับธนาคารสเปน 4 แห่ง โดยธนาคารเหล่านี้จะได้รับเงิน 3.7 หมื่นล้านยูโร เพื่อใช้ในการเพิ่มทุน และเพื่อให้ธนาคารเหล่านี้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอความช่วเยหลือจาก รัฐในอนาคต ประกอบความหวังที่ว่าสหรัฐจะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตหนี้การคลังในครั้งนี้ได้ หนุนให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อยูโรอีกครั้ง แม้ว่าวานนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติของสเปนเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีกประจำ เดือนตุลาคมปรับตัวลงต่อเนื่อง 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากร่วงลง 11% ในเดือนกันยายนก็ตาม โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.2939-1.2988 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1.2980/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

 

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 30.73/75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ (28/11) ที่ระดับ 30.70/72 บาท/ดอลลาร์ ตามค่าเงินสกุลเงินหลักในภูมิภาคและราคาทองคำที่ร่วงลง หลังจากวานนี้นายแฮรรี่ รีด ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้กล่าวว่า การเจรจาเพื่อช่วยให้สหรัฐหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) นั้น แทบจะไม่มีความคืบหน้า ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่า สหรัฐฯจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะการปรับลดค่าใช้จ่ายและการขึ้นภาษีวงเงิน รวม 6 แสนล้านดอลลาร์ในต้นปีหน้าได้ เป็นเหตุให้นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงและเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัยถึง แม้ว่าวานนี้กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯจะเปิดเผยตัวเลขวยอดขายบ้านใหม่ปรับตัว ลงสู่ระดับ 368,000 ยูนิตในเดือนตุลาคม ซึ่งแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 387,000 ยูนิต อย่างไรก็ดี นายจอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกากลับแสดงความเห็นในเชิงบวกว่า พรรครีพับลิกันอาจบรรลุข้อตกลงกับทำเนียบขาวเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตการคลังใน ช่วงก่อนสิ้นปีนี้ได้ อีกทั้งประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าวว่า เขาหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงกับสภาคองเกรสในเรื่อง Fiscal cliff ก่อนคริสต์มาสนี้ ทำให้นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลในเรื่องดังกล่าวและกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง  โดยตลอดทั้งวันค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นและมีการ เคลื่อนไหวในกรอบอยู่ที่ 30.71-30.73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 30.70/72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนค่าเงินเยนนั้นเปิดตลาดที่ระดับ 82.16/18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดวานนี้ (28/11) ที่ระดับ 81.85/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักลงทุนอยู่ในระยะรอดูการดีเบตกันระหว่างผู้นำพรรครัฐบาลและพรรคฝ่าย ค้านของญี่ปุ่น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 82.02-82.21 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระเดับ 82.13/17 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +5.5/5.7 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +5.0/6.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ