เงินคงคลังหนุนการเงิน

นายสมชัยสรุปว่า “ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ได้สูงกว่าเป้าหมายและสูงกว่าปีก่อน ภายใต้การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วกว่าร้อยละ 50 ของวงเงินงบประมาณ ในขณะที่ฐานะการคลังยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็งมาก โดยระดับเงินคงคลังสูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วกว่าแสนล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าฐานะการคลังตลอดปีงบประมาณจะสามารถรองรับการดำเนินการของ รัฐบาลในปีงบประมาณ 2556 ได้อย่างต่อเนื่อง”

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงข่าวฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วงครึ่งแรกของปีงบ ประมาณ 2556 (ตุลาคม 2555–มีนาคม 2556) ว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 957,192 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 145,045 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.9 ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงเศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง และผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ในขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 1,371,578 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 102,260 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.1 ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 414,386 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 115,556 ล้านบาท (สาเหตุหลักจากการไถ่ถอนตั๋วเงินคลัง 102,135 ล้านบาท) ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 529,942 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 163,758 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 366,184 ล้านบาท และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2556 มีจำนวนทั้งสิ้น 194,153 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 160.5

 

 

การลงทุนของรัฐบาล

แม้การประชุมใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 1 ชั่วโมง และยุติลงแบบไร้ข้อสรุป เมื่อเจ้ากระทรวงไม่อยู่ โปรเจ็กต์ต่าง ๆ ที่ “กรมทางหลวง” และ “กรมทางหลวงชนบท” เสนอเพิ่ม จึงยังไม่สามารถบรรจุในสารบบบัญชีได้ถึงการประชุมจบไปแล้ว แต่ยังมีเสียงวิพากษ์ถึงการมาของ “วราเทพ” มีนัยสำคัญซ่อนเร้น จะมาช่วยสแกนจุดอ่อนจุดแข็งของโครงการให้จบโดยเร็ว หรือมีจุดเป้าหมายอื่น

หลังก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาเป็นระยะว่า งานถนนที่ยังไม่ตกผลึก เพราะยังมีคลื่นแทรกของคนกันเอง

ขณะที่บรรยากาศในที่ประชุม ยังมีโครงการถนนที่ 2 อธิบดีจาก “กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท” พยายามเสนอขอใช้เงินลงทุนจาก 2 ล้านล้านบาท

“มีโครงการถนนทั้งทางหลวงและทางหลวงชนบทเสนอกลับเข้าสู่ที่ประชุมอีก หลังรอบที่แล้วถูกตัดเงินลงทุนไป แต่ยังไม่ได้อนุมัติและวงเงินก็ยังไม่สรุป รอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมาพิจารณาก่อน” แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวและว่า

สำหรับแผนงานที่ “กรมทางหลวง” เสนอเพิ่มมี 2 รายการ มูลค่าลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท หลังถูกตัดโครงการไปเหลือ 180,230 ล้านบาท (ณ วันที่ 4 ก.พ.)

โดยโครงการใหม่ที่เสนอ ประกอบด้วย โครงการขยายถนน 4 ช่องจราจร จำนวน 15 สายทาง วงเงิน 13,200 ล้านบาท ในพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ 11 สายทาง มีจังหวัดพังงา สุราษฎร์ธานี สงขลา ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม และเมืองระดับรอง 4 สายทาง ในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ลำพูน ลพบุรี และนครศรีธรรมราช และโครงการก่อสร้างสะพานกลับรถบนถนนสายหลัก จำนวน 9 แห่ง ประมาณ 2,000 ล้านบาท

อีกเป้าหมายเพื่อติดตามบัญชีรายชื่อโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทของ “คมนาคม” ที่ยังไม่ลงล็อก โดยเฉพาะแผนโครงการถนนของ 2 หน่วยอย่าง “กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท” ที่มีเทศกาล “ชักเข้า-ชักออก” อยู่ตลอดเวลา ด้วยผู้คุมหน่วยก็ไม่อยากตัดโครงการของตัวเองออก

เพราะต่างก็รู้กัน ดีว่า “งบฯถนน” เป็นสิ่งที่ “ส.ส.” อยากดึงไปลงพื้นที่ตัวเองให้มากที่สุด เนื่องจากจับต้องง่ายและเกิดได้เร็ว จึงไม่แปลกที่แผนลงทุนถนนจึงยังไม่นิ่ง เพราะยังมีคลื่นใต้น้ำตีกระเพื่อม “จัดสรรเงิน-จัดสรรพื้นที่” ลงทุน

แต่ ที่ยิ่งแปลกไปกว่านั้น เมื่อ “วราเทพ รัตนากร” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เด็กในคาถา “เจ๊ ด.” แห่งวังบัวบาน จู่ ๆ ก็มาปรากฏตัวที่ “คมนาคม” และทำหน้าที่ประธานที่ประชุมแทน”ชัชชาติ” ทันทีที่มีภารกิจด่วนอยู่ที่ทำเนียบ

“หลังโครงการใหญ่อย่างมอเตอร์เวย์ 2 สาย ทั้งสายบางปะอิน-โคราช และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่กรมทางหลวงพยายามจะขอค่าก่อสร้างด้วย แต่ได้เฉพาะค่าเวนคืนที่ดิน จึงหาโครงการอื่นมาแทน แต่ยังไม่สรุป” แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับในส่วนของ “กรมทางหลวงชนบท” ขอเพิ่มอีก 8,000 ล้านบาท จากเดิมที่ถูกตัดเหลือ 48,731 ล้านบาท สำหรับค่าเวนคืนที่ดินก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อม “อ.พระสมุทรเจดีย์ กับ อ.มหาชัย” ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและสมุทรสาคร จากเดิมถูกตัดออกไปแล้ว เนื่องจากใช้เงินก่อสร้างค่อนข้างสูงถึง 49,000 ล้านบาท

ขณะที่บทบาทของ “รองนายกฯวราเทพ” ในที่ประชุมวันนั้น กำชับให้แต่ละหน่วยพิจารณาโครงการเป็นภาพรวมตามยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจหลักในภูมิภาค และใช้เงินลงทุนในงบประมาณปกติไม่ได้

แต่ไม่ลืมโฟกัสไปที่ “โครงการถนน” ซึ่งระบุว่าต้องเป็นเส้นทางโครงการใหญ่ที่พร้อมดำเนินการ ช่วยเสริมศักยภาพของการเป็น “ฮับ” หรือศูนย์กลางทั้ง “เมืองหลัก-เมืองรอง” ครอบคลุมทุกภูมิภาคและรองรับประตูการค้าชายแดนทั้ง9 แห่ง ประกอบด้วย ด่านเชียงของ แม่สาย แม่สอด หนองคาย มุกดาหาร นครพนม อรัญประเทศ สะเดา และปาดังเบซาร์ เช่น ขยายถนนสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร เชื่อมระหว่างเส้นทางเศรษฐกิจการค้า

ซึ่ง “ภาคเหนือ” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ส่วนเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “ลำปาง แม่ฮ่องสอน ลำพูน กำแพงเพชร สุโขทัย พิจิตร และเพชรบูรณ์” มีประตูการค้าอยู่ที่ “เชียงราย-ตาก”

“ภาคอีสาน” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย นครราชสีมา อุบลราชธานี ซึ่งเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “เลย-กาฬสินธุ์-ชัยภูมิ-ร้อยเอ็ด-บุรีรัมย์ และสุรินทร์” ส่วนประตูการค้าอยู่ที่ “มุกดาหารและนครพนม”

ขณะที่ “ภาคกลาง” มีกรุงเทพฯและเมืองปริมณฑลเป็นเมืองศูนย์กลาง และมีจังหวัด “สระบุรีและลพบุรี” เป็นเมืองระดับรอง

“ภาคตะวันตก” เมืองศูนย์กลางอยู่ที่ “ประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี” มี “ราชบุรีและสมุทรสงคราม” เป็นเมืองระดับรอง มีจังหวัดกาญจนบุรีเป็นประตูการค้า

“ภาคตะวันออก” มีจังหวัด “ชลบุรีและระยอง” เป็นเมืองศูนย์กลาง ส่วนเมืองระดับรองอยู่ที่จังหวัด “ฉะเชิงเทรา จันทบุรี”

ตลาดหุ้นดิ่งหลังเหตุการณ์ไม่สงบ

 

ข่าวเศรษฐกิจ

+ เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางมีทีท่าจะรุนแรงมากขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ว่าซีเรียอาจออกมาตอบโต้อิสราเอลด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการ กระทำที่ละเมิดต่อกฏหมายดินแดนระหว่างประเทศ หลังเหตุการณ์รถเครื่องบินของอิสราเอลได้ระเบิดรถบรรทุกอาวุธ บริเวณชายแดนซีเรีย-เลบานอน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อนักลงทุนว่าอุปทานน้ำมันดิบอาจได้รับผลกระทบ

 

+ ความกังวลต่อเรื่องนิวเคลียร์อิหร่านกลับมาอีกครั้ง หลังอิหร่านออกมาประกาศว่ามีการวางแผนงานที่จะทำการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม บางส่วนแก่โครงการเครื่องปฏิกรณ์แร่ยูเรเนียม ซึ่งจัดเป็นเทคโนโลยีก้าวกระโดดแบบใหม่ที่จะช่วยอิหร่านสามารถพัฒนาการศึกษา เครื่องปฏิกรณ์แร่ยูเรนียมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

+ รายได้ส่วนบุคคลของสหรัฐฯเดือนม.ค.56 ปรับตัวสูงขึ้น 2.6% เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์ที่ 0.7% หลังรัฐบาลสหรัฐฯแก้ปัญหาหน้าผาการคลังได้สำเร็จ และจากการปรับเพิ่มขึ้นของเงินเดือนและรายได้จากโบนัสประจำปี ส่วนรายจ่ายส่วนบุคคลในเดือนเดียวกันปรับลดลงเล็กน้อยที่ 0.2% จากการประมาณที่ 0.3% เนื่องจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่อยู่ในระดับสูงกดดันการใช้น้ำมันของประชาชน

 

+ ดัชนีชี้วัดภาคการผลิตของเมืองชิคาโก เดือน ม.ค.56 ปรับเพิ่มขึ้น 5.6  มาอยู่ที่ 55.6 มากกว่าคาด เนื่องจากในเดือนธ.ค.55 ผู้ผลิตพยายามลดระดับสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับต่ำในช่วงสิ้นปีเพื่อลดภาษี สินค้าคงคลังสิ้นปี และกลับมาผลิตเพิ่มในเดือน ม.ค.56

 

- ยอดผู้ขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานของสหรัฐฯประจำสัปดาห์ปรับเพิ่มขึ้น 38,000 ตำแหน่ง อยู่ที่ 368,000 ตำแหน่ง ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากกลางเดือน ม.ค.56 เป็นต้นมา อย่างไรก็ดี  ตัวเลขเฉลี่ยของเดือน ม.ค.56 ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่ 352,000 ตำแหน่ง

 

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปสงค์ภายในภูมิภาคที่ปรับสูงขึ้น ในขณะที่อุปทานปรับตัวลดลงตามแผนการซ่อมบำรุงของโรงกลั่นใน ไต้หวัน อินเดีย และ มาเลเซีย ประกอบกับปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังที่สิงคโปร์ ที่ปรับตัวลดลง

 

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากผู้ซื้อกังวลว่าอุปทานจะตึงตึวมากขึ้นตามแผนการซ่อมบำรุงของโรงกลั่นต่างๆภายในภูมิภาค

 

ทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นและปัจจัยที่น่าจับตามอง

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้นจากความกังวลของนักลงทุนต่อเหตุการณ์ ความไม่สงบในตะวันออกกกลาง ในขณะที่เวสต์เท็กซัสปรับลดลงโดยได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบกุชชิ่งโอกาโฮมาที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับการลดกำลังการขนส่งของท่อขนส่งน้ำมัน Seaway ที่เริ่มดำเนินการขนส่งน้ำมันดิบในส่วนต่อขยายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา  เนื่องจากความต้องการน้ำมันดิบของโรงกลั่นในรัฐเท็กซัสปรับลดลงจากแผนการ ซ่อมบำรุงประจำปี อย่างไรก็ดี ตลาดยังจับตามองถึงการดำเนินการขนส่งของท่อขนท่อส่งน้ำมัน Seaway ว่าจะสามารถกลับมาดำเนินการขนส่งที่ระดับสูงอีกครั้งได้เมื่อใด

 

 

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบสัปดาห์หน้า เบรนท์ 110 -118 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส  92-100 เหรียญฯ โดยวันนี้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ ได้แก่ อัตราการว่างงาน และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ รวมทั้ง ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐฯ ยุโรป และจีน

 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่
วันศุกร์ :  อัตราการว่างงาน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ดัชนีภาคการผลิตและตัวเลขการใช้จ่ายภาคการก่อสร้างสหรัฐฯ ดัชนีภาคการผลิตและอัตราการว่างงานยูโรโซน ดัชนีชี้วัดภาคการผลิตโดยทางการจีนและHSBC /เมอร์ค
ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์หน้า / ผลประกอบการไตรมาส 4/55 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ได้แก่


- ติดตามปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังอิสราเอลโจมตีรถบรรทุกอาวุธที่คาดว่าจะถูกส่งจากซีเรียไปยังกลุ่มหัว รุนแรงในเลบานอน ประกอบกับต้องติดตามท่าทีของอิหร่านต่อสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากก่อนหน้านี้อิหร่านประกาศสนับสนุนซีเรีย หากมีการแทรกแซงจากอิสราเอลหรือชาติตะวันตกในซีเรีย
- ติดตามสถานการณ์การเจรจาครั้งใหม่ระหว่าง IAEA และอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หลังจากอิหร่านยังไม่แสดงท่าทีตอบรับที่จะเจรจาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ IAEA ได้เสนอไป อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ เตรียมออกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่มเติมภายในเดือน ก.พ. ปี 56 อาจส่งผลให้การเจรจาดังกล่าวล้มเหลว

สถานะการณ์ค่าเงินบาทวันนี้

กระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าหารือและติดตามสถานการณ์อัตราค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วที่ ทำเนียบรัฐบาล โดยขณะนี้อัตราค่าเงินบาทมีความผันผวนอยู่ระหว่าง 29.70-29.95 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งหามาตรการรับมือความผันผวนของค่าเงินบาทไม่ให้สูงขึ้นไปมากกว่านี้ เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทยที่ต้องประสบปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จะทำให้รายได้ส่งออกหายไปประมาณ 1-1.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ

 

โดยขณะนี้มีผู้ส่งออกได้รับผลกระทบแล้ว ทั้งจากปัจจัยตลาดคู่ค้าชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงจากการทุ่มตลาดของสินค้าบางประเภท ประกอบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 10 จากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ ทั้งนี้ ต้องจับตาว่าภายหลังการหารือแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีมาตรการดูแลผลกระทบให้กับผู้ส่งออกอย่างไร โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เช่น มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อลดส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยของไทยกับต่างประเทศ และชะลอการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ

TMB กำไรกว่า30% ในปี55

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งผลการดำเนินงานสำหรับงวดผลประกอบการ งวดปี 2555 ในวันนี้ ว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีผลกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรอง 10,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

 

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีกล่าวว่า “ธนาคารมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2555 มีผลกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองสูงสุดในประวัติการดำเนินงานของธนาคาร อันเป็นผลจากรายได้จากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 17% โดยรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิโตขึ้น 20% รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้น 25% และการบริหารจัดการด้านค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพทำให้ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ ดอกเบี้ยโตขึ้นเพียง 5%

 

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555 ธนาคารมีสินเชื่อคุณภาพ (Performing loans) เพิ่มขึ้น 17% ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป็นผลจากการขยายตัวของทั้งสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกค้าขนาดใหญ่  ส่วนในด้านเงินฝาก ปริมาณเงินรับฝากของธนาคารเพิ่มขึ้น 9.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มของเงินฝากลูกค้ารายย่อย โดยเฉพาะบัญชีเงินฝากไม่ประจำ (No Fixed Account) ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ “ทีเอ็มบี วันแบงก์ วันแอคเค้าท์” และ “ทีเอ็มบี วันแบงก์ วันเดย์” ที่มุ่งตอบสนองความต้องการทางการเงินของลูกค้าธุรกิจ ช่วยขจัดปัญหาความไม่สะดวกรำคาญใจและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมเพื่อให้ ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการทำธุรกรรมกับทีเอ็มบีมากยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคย ได้รับจากสถาบันการเงินอื่นมาก่อน  ทำให้ธนาคารยังคงดำรงสภาพคล่องไว้ในระดับที่ดี โดยมีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรวมตั๋วเงินฝาก (Loan to Deposit & BE Ratio) ที่ระดับ 92% ณ วันสิ้นงวด

 

นายบุญทักษ์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของปี 2555 จึงถือโอกาสนี้ เพิ่มความแข็งแกร่งของของธนาคาร ด้วยการปิดความเสี่ยงสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีมาแต่เดิม (remaining legacy NPL) โดยการขาย NPL เดิม ออกไปเป็นจำนวน 5,676 ล้านบาท ทำให้สัดส่วน NPL ของธนาคารลดลงเหลือ 3.75% จากเดิม 5.24% และสัดส่วน NPL ของงบการเงินธนาคารและบริษัทย่อยลดลงเหลือ 4.10% จาก 5.67% ในปีก่อนหน้า และจัดตั้งสำรองพิเศษเพิ่มอีกจำนวน 5,286 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (coverage ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 118% สำหรับงบเฉพาะธนาคารและ 113% สำหรับธนาคารและบริษัทย่อย

 

ทั้งนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 1,605 ล้านบาท และมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่งชั้นแนวหน้าในระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ด้วยระดับความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio – CAR)  ที่ 18.2% ซึ่งเป็นกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ในสัดส่วน 11.1%
นายบุญทักษ์กล่าวด้วยว่า “ด้วยผลการดำเนินงานที่ดีมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งนี้ ธนาคารจะสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพื่อมุ่งเน้นในการมอบประโยชน์ สร้างคุณค่า และประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการธุรกรรมทางการเงินของธนาคาร ได้ดียิ่งขึ้นต่อไป”

 

ตลาดหุ้นไทยเดือนธ.ค.

การเงินกูรูเอ็กซ์เรย์ตลาดหุ้นไทยยังใสปิ้ง ยังปัจจัยบวกหนุนตลาดเพียบ พบเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันการลงทุนผ่าน LTF-RMF เชื่อมีโอกาสเห็นหุ้นไทยไต่ระดับสูงสุดใหม่ที่ 1360 จุด ไม่หวั่นวันนี้หุ้นไทยลงสวนต่างชาติ เชื่อนักลงทุนปรับความเสี่ยงก่อนวันหยุดยาว 3 วันทำการ

นายอภิชาติ  ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 ธ.ค. แกว่งตัวผันผวน โดยดัชนีปรับตัวลดลงในช่วงเช้าของการซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนมีการป้องกันความเสี่ยงโดยการชะลอการลงทุนจากวัดหยุดยาว 3 วันทำการ  ขณะที่ประเด็นการยื่นอุทรณ์ กรณี 3 จี ต่อศาลปกครองสูงสุดก็ยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับนักลงทุน ทำให้กระทบต่อจิตวิทยาในการลงทุนในกลุ่มกลุ่มสื่อสารในระยะนี้ได้

อย่างไรก็ตามหากดูภาพรวมแล้ว ตลาดหุ้นไทย ยังถือว่ามีปัจจัยบวกสนับสนุน จากสภาพคล่องที่ยังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งนับตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. มาจนถึงขณะนี้ มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนถึง 4.4 พันล้านบาท   นอกจากนี้เชื่อว่า ภายในเดือนนี้จะมีเม็ดเงินจากกองทุน LTF และ RMF เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีในเดือนธ.ค.มีโอกาสแตะระดับจุดสูงสุดใหม่ได้ที่ 1360 จุด

“สำหรับปัจจัยนอกประเทศ  ตัวเลขเศรษฐกิจของอเมริกาเมื่อคืนนี้(6 ธ.ค.)  ออกมาดีเกินคาด โดยจำนวนของสัดส่วนการว่างงานลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้  ส่งผลให้ราคาหุ้นต่างประเทศเป็นบวก แต่ที่หุ้นไทยไม่บวกอาจติดอุปสรรคเรื่องวันหยุดยาว 3 วันทำการทำให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการลงทุนได้ แต่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังดี”

กลยุทธ์แนะนำนักลงทุน หาจังหวะสะสมในช่วงที่ดัชนีอ่อนตัวลงระหว่างวัน ประเมินแนวรับอยู่ที่ 1,333-1,335  จุด และแนวต้านอยู่ที่  1,345-1,350 จุด