ผู้ว่าธนาคารเร่งหาทางออกการเงินแล้ว

ด้านสถาบันการเงิน สถาบันการเงินที่แข็งแรงต้องมีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับต่างประเทศได้ ดําเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ไม่สร้างความเปราะบางให้กับเศรษฐกิจเหมือนวิกฤตการเงินปี 2540 หรือวิกฤตการเงินหลาย ๆ ครั้งในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ช่วยส่งเสริมการเติบโตของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจได้ดี

สุดท้าย คือต้องการเห็นคนไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่มีความแตกต่างด้านรายได้เกินไป ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และมีสุขภาพดี 3

ในส่วนของผู้ทํานโยบาย ในฐานะของแบงก์ชาติ นับจากวิกฤตการเงินปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ธปท.ได้เปลี่ยนแนวทางการดําเนินนโยบายการเงินมาเป็น inflation targeting และดําเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น รวมถึงได้ยกระดับมาตรฐานการกํากับดูแลสถาบันการเงิน ทําให้แบงก์ชาติมีความสามารถในการรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจและการเงินมากขึ้น

ดังนั้น ก็ถือได้ว่าเศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันในการรับมือกับความผันผวนต่าง ๆ ดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุกในการแข่งขันกับต่างประเทศ จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ

ล่าสุดในปี 2556 พบว่า ในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง ไทยยังตามหลังสิงคโปร์ และมาเลเซียค่อนข้างมาก ซึ่งจุดอ่อนสําคัญที่ถ่วงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือ การ

พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผลิตภาพแรงงาน รวมถึงการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสําคัญในการชี้วัดศักยภาพของเศรษฐกิจ และเป็นตัวกําหนดความสามารถของเศรษฐกิจที่จะเติบโตได้ในระยะยาว

รัฐต้องส่งเสริมภาคเอกชนไม่ใช่อุ้มชู

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวในงานประชุมเอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคอาเซียนเรื่อง “สถานะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไทย” โดยยอมรับว่าโลกเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เมื่อ 3-4 เดือนก่อน หลายคนกังวลเรื่องเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากเวลานั้นเศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมั่นดีขึ้นมา ทำให้กระแสเงินจากต่างประเทศไหลบ่าเข้ามายังตลาดเงินในภูมิภาคเอเชีย

แต่ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐเริ่มออกมาให้สัญญาณว่าอาจจะทยอยถอน มาตรการ QE ภายในปีนี้ ตลาดเงินก็ได้เปลี่ยนไปคนละด้าน ความเชื่อมั่นในตลาดลดลง กระแสเงินทุนกลับทิศทาง ไหลออกจากภูมิภาคเอเชียอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนลงต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจจีนก็มีสัญญาณเสี่ยงในภาคธนาคารมากขึ้น เนื่องจากการปล่อยกู้ในระบบ Shadow banking (การปล่อยสินเชื่อที่ไม่ได้อยู่ในระบบธนาคาร) ขณะที่ภาคเศรษฐกิจจริงของจีนมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัว ตามการส่งออกและการลงทุน ก่อให้เกิดความกังวลในตลาดเงินโลกยิ่งขึ้น ดังนั้นภายใต้ความผันผวนต่าง ๆ สิ่งที่ดีที่สุด คือ ทําตัวเราให้แข็งแรงพอที่จะรับมือกับความผันผวนได้ และแข็งแรงพอที่จะฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจในสภาพแวดล้อมโลกที่กําลังเปลี่ยนแปลง ไป

โดยการสร้างความคุ้มกัน 4 ด้าน ให้แข็งแรง ด้านแรก ต้องการเห็นผู้ประกอบการไทยเก่ง และต้องการเห็น SMEs ไทยมีศักยภาพด้วย เพราะประเทศจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่งจริง ต้องเดินหน้าไปด้วยกันผู้ประกอบการต้องมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงมากพอ ที่จะสามารถออกไปแข่งขันในต่างประเทศได

ถัดมาคือ ด้านภาครัฐ ภาครัฐที่แข็งแรงต้องมีวินัยทางการเงินดี สามารถทําหน้าที่ดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพ และลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะการทำให้ไทยเป็น hub เศรษฐกิจสําคัญของภูมิภาค

สิ่งที่ภาครัฐต้องทำคือต้องส่งเสริมภาคเอกชนแต่ไม่อุ้มชู นโยบายการเงินและการคลัง ถือว่ามีบทบาทสําคัญในการรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวและเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ทําหน้าที่คล้ายกับการเหยียบหรือผ่อนคันเร่งให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วย ความเร็วที่เหมาะสม

สําหรับนโยบายการคลัง มีบทบาทโดยตรงในการเพิ่มศักยภาพของประเทศ จึงควรให้ความสําคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาวควบคู่กันไป ที่ผ่านมาเราเห็นนโยบายภาครัฐมุ่งเน้นแต่การเพิ่มรายได้กระตุ้นรายจ่ายของครัวเรือน แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นลักษณะนี้มีข้อจํากัด คือ 1) ไม่ยั่งยืน 2) เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ 3) บิดเบือนกลไกตลาดและไม่จูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนาตัวเอง

“เหมือนคนที่ถูกอุ้มชูอาจจะได้ความสุขสบายแต่ขณะเดียวกันก็จะอ่อนแอลง เพราะไม่ได้ยืนด้วยกําลังของตัวเอง โดยธรรมชาติร่างกายและสติปัญญาของคนจะแข็งแรงขึ้นเมื่อได้ใช้งาน การทํานโยบายแบบอุ้มชูจะทําให้ศักยภาพภาคเอกชนล้าหลังในระยะยาว”นายประสารกล่าว

อย่างไรก็ตาม นโยบายภาครัฐที่ดีสําหรับประเทศไทยเวลานี้ควรเน้นที่ด้าน supply โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งระบบการขนส่งและด้านตลาดแรงงาน รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่จูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่