หุ้นไทยเหวี่ยงตัวในช่วงแคบ

สำหรับแนวโน้ม ตลาดหุ้นไทยในการซื้อขายภาคบ่าย ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งตัวผันผวนในลักษณะผันผวนต่อเนื่อง เนื่องจากยังขาดปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุน โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ  รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆ ในต่างประเทศ ได้แก่ การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมี.ค.ของเยอรมนี และการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษซึ่งจะเริ่มประชุมในวันพรุ่งนี้ ให้แนวรับแรก 1,580 จุด แนวรับถัดไปที่  1,572 จุด และประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,596 จุด

โดย กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยเลือกหุ้นเข้าซื้อเก็งกำไรในช่วงดัชนีอ่อนตัวลงในหุ้นที่ผลการ ดำเนินงานยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ทั้งนี้ประเมินแนวรับแรกที่ 1,580 จุด แนวรับถัดไปที่  1,572 จุด และประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,596 จุด

ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวน ทั้งในแดนบวกและลบเหตุขาดปัจจัยใหม่กระตุ้นการลงทุน ทำหุ้นบ่ายแกว่งผันผวนต่อ จับตาการเมืองในประเทศ ตัวเลขเศรษฐกิจในต่างประเทศ ผลประชุมแบงก์ชาติเมืองผู้ดีพรุ่งนี้ ให้แนวรับแรก 1,580 จุด แนวรับถัดไป  1,572 จุดแนวต้านแรกที่ 1,590 จุด แนวต้านถัดที่ 1,596 จุด

นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส  กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 7 พฤษภาคม ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้ามีการเคลื่อนไหวผันผวนสลับกันทั้งในแดนนบ วกและลบ เนื่องตลาดดหุ้นยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆที่มีผลต่อการลงทุน ทั้งปัจจัยสนับสนุนการลงทุนและปัจจัยกดดันการลงทุน

 

ตลาดหุ้นร่วงหนัก

ส่วนความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้น นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์รายหนึ่งเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 เปิดตลาดที่ระดับ 29.16 – 29.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากวันก่อนที่ปิดตลาดในระดับ 29.32 – 29.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าตลอดทั้งวันทำสถิติแข็งค่าสุดในวันนี้ที่ 29.08 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 29.10– 29.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 16 ปี ทั้งนี้ระหว่างวันธปท.พยายามเข้ามาพยุงเป็นบางจังหวะแต่ค่าเงินก็ยังคงแข็ง ค่า เพราะกระแสเงินทุนไหลเข้ายังมีมาต่อเนื่อง รวมทั้งมีแรงเทขายจากกลุ่มผู้ส่งออกค่อนข้างมาก ซึ่งคาดว่าในวันพรุ่งนี้ค่าเงินบาทอาจจะปรับตัวแข็งค่าได้อีก โดยมองว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 29.00 -29.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

 

ทาง ด้านฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันที่ 20 มีนาคม 2556 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 29.27/29 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (19/3) ที่ 29.33/34 บาท/ดอลลาร์ สกุลเงินบาทนั้นแข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าที่ผ่านมาและแตะที่ระดับ 29.14 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันนี้ได้รับแรงหนุนจากเงิน ทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทยต่อเนื่องจากวานนี้ (19/3) อีกทั้งวันนี้นักลงทุนได้ขายดอลลาร์เพิ่มเติมเพื่อตัดขาดทุนหลังจากเงินบาท แข็งค่าอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในช่วงบ่ายของวัน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล) ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อค่าเงินบาทไทยที่ดูจะแข็งค่ามากและเร็วเกินไป ทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมาเล็กน้อยในช่วงเวลาสั้น ๆ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันนี้(20มี.ค.) ดัชนีSET เคลื่อนไหวในแดนลบตลอดการซื้อขายทั้งวัน หลังตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาเงินทุนไหลเข้า และค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป ซึ่งจะกระทบไปถึงภาคการส่งออก รวมถึงปัญหาเรื่องหนี้ในไซปรัส โดยการซื้อขายระหว่างวัน ดัชนีลงไปต่ำสุดที่ระดับ 1,534.27จุด ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ1,543.67จุด หรือลดลง1.57% มีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 83,656.86ล้านบาท โดยมีหลักทรัพย์ราคาปรับเพิ่มขึ้น156หลักทรัพย์ ไม่เปลี่ยนแปลง83หลักทรัพย์ และลดลงถึง 556 หลักทรัพย์

 

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย 1.PTTปิดที่ 333.00บาท -5.00 (-1.48%)2.CK ปิดที่ 25.50บาท -2.75 (-9.73%) 3.BTS ปิดที่ 9.35บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 4.TRUE ปิดที่ 7.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 5. ITD ปิดที่ 7.60บาท -1.30 (-14.61%)

 

ส่วนพฤติกรรมการการซื้อขายแยกกลุ่มนักลงทุนในวันนี้ ตลาดหลักทรัพย์รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติ ขายออกสุทธิ 3,203.58 ล้านบาท นักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ 965.24 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์(โบรกเกอร์)ซื้อสุทธิ 923.62 ล้านบาท และ นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 1,314.73 ล้านบาท
นาย ชัย จิรเสวีนุปพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเช้า ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลงค่อนข้างแรง โดยเป็นผลมาจากความกังวลของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และมีความกังวลว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจยุโรป ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงแรงในช่วงเช้า ก่อนที่ช่วงบ่าย ตลาดจะคลายกังวลจากปัจจัยดังกล่าว และปรับตัวติดลบน้อยลง

 

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนและตกลงแรงมากในช่วงเช้านั้น ปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยค่าเงินบาทมีกระทบกับตลาดหุ้นไทยน้อยมาก แต่สาเหตุที่แท้จริงมีกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เทขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร และหวังว่าจะทุบราคาหุ้นเพื่อเข้าไปเก็บหุ้นในราคาที่ต่ำ ภาวะการณืดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วบริษัทจดทะเบียนไทยไม่ได้แข็งแกร่งจริงๆ

 

ขณะที่ช่วงเช้า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังจะไม่มีการออกมาตรการพิเศษใดๆ เพื่อดูแลการแข็งค่าของ เงินบาทในช่วงนี้ เพราะอาจทำให้ตลาดตกใจ และขาดความเชืี่อมั่นได้

“จะไม่ออกมาตรการพิเศษ เพื่อดูแลเงินบาท เพราะมาตรการพิเศษ ถือเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ และยิ่งจะทำให้ตลาดตกใจ และขาดความเชื่อมั่น” นายกิตติรัตน์ กล่าวกับผู้สื่อข่าว

 

เขายืนยันว่า หน้าที่ในการดูแลค่าเงินบาท ยังเป็นของธนาคารแห่ง ประเทศไทย(ธปท.) แต่ในฐานะของ รมว.คลัง ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เช่นกัน

เช่นเดียวกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท.ก็ยงคงยืนยันว่าจะยังไม่มีการออกมาตรการสกัดค่าเงินบาทแข็งค่า ในช่วงนี้ แม้จะยอมรับว่าเงินบาทในวันนี้แข็งค่าเร็วเกินไปก็ตาม

อย่างไรก็ตาม คืนนี้ (ตามเวลาประเทศไทย) ตลาดทั่วโลกจับตาดูการแถลงข่าวครั้งแรกในรอบปีของนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะส่งสัญญาณใดต่อมาตรการและนโยบายทางการเงินในปัจจุบัน โดยตลอดทั้งวันค่าเงินบาทมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 29.14-29 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 29.14/16 บาท/ดอลลาร์

สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์

“วันนี้ผลงานโฆษณาอาจจะ ไม่ใช่แค่สร้างสรรค์ แปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่า หรือกระตุ้นยอดขายให้แก่แบรนด์นั้น ๆ ด้วย”

สอดรับกับแนวคิดของนายภา วิต จิตกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีอำนาจอยู่ในมือมากขึ้น จากช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้บริโภค ทำให้แบรนด์สินค้าต้องมีความพิถีพิถัน ใส่ใจผู้บริโภคมากขึ้นว่าต้องการอะไร มีรูปแบบและไลฟ์สไตล์แบบใด

“งานโฆษณาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการ สร้างการรับรู้เบื้องต้น และผู้บริโภคก็เลือกที่จะเสพคอนเทนต์มากขึ้น และเลือกรับสื่อจากหลากหลายช่องทาง ทำให้รูปแบบวิธีการทำของโฆษณาต้องเปลี่ยนตามไปด้วย”

สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ารักและผูกพันกับแบรนด์นั้น ๆ แต่กว่าที่จะทำให้รู้สึกรักแบรนด์ แบรนด์เองก็ต้องแสดงความจริงใจผ่านการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือกิจกรรมอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์แบบยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม มองว่าการสร้างสรรค์โฆษณาแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หลักของแต่ละแบ รนด์ โดยไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ช่องทางการสื่อสารอาจเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะปัจจุบันผู้บริโภครับสื่อมากกว่า 1 ช่องทางในเวลาเดียวกัน ดังนั้น การสร้างงานโฆษณาก็ต้องบูรณาการสื่อในหลากหลายช่องทาง ทั้งโมบาย ออนไลน์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการสื่อสารสูงสุด

ขณะเดียวกัน วันนี้ผู้บริโภคเป็นเสมือนตัวแทนของแบรนด์ เพราะมีอำนาจทางการสื่อสารอยู่ในมือ พอใจหรือไม่พอใจอะไรก็สามารถแชร์ความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียทันที ซึ่งจะสร้างพลังบวกและลบให้แก่แบรนด์ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นแบรนด์ต้องจริงใจ อย่าโกหก เพราะผู้บริโภคสามารถเกิดประสบการณ์ร่วมได้ตลอดเวลา

สำหรับเทรนด์ โฆษณาปีนี้แบ่งเป็น 3 เทรนด์หลัก ได้แก่ 1.More Emotion การสร้างผลงานโฆษณาแต่ละชิ้น อาจจะต้องเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภค ด้วยวิธีการเล่าเรื่องผ่านหนังโฆษณา แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติของสินค้า เช่น นมดัชมิลล์ ชุด Magic for Life ที่นำเอาประโยชน์ของการดื่มนมมาเล่าผ่านความฝันของแต่ละคน

ตามด้วย 2.Idea with the Story สร้างความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นกับแบรนด์ ด้วยการสร้างเรื่องราว และ 3.More Social โฆษณาหนึ่งชิ้นจากนี้จะไม่ใช่แค่การ Share & Like อีกต่อไป แต่โฆษณาชิ้นนั้นต้องทำให้เกิดการบอกต่อ วันนี้ต้องยอมรับว่าสื่อดิจิทัลมีผลต่อผู้บริโภค ทำให้รูปแบบโฆษณาเปลี่ยนไป จากเดิมหนังโฆษณาจะเป็นตัวหลักที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจ และเกิดการบอกต่อบนออนไลน์ แต่ปัจจุบันออนไลน์กลับเป็นแรงผลักดันให้เกิดการบอกต่อ กลายเป็นกระแส แล้วค่อยย้อนกลับมาที่หนังโฆษณาบนทีวี

ด้านนายวินิจ สุรพงษ์ชัย ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมโฆษณาแอดเฟส (ADFEST) กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมโฆษณาเปลี่ยนไปจากจำนวนสื่อที่เพิ่มขึ้น ทำให้รูปแบบงานโฆษณา ครีเอทีฟต้องเปลี่ยนไป เพื่อปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้อง ปีนี้จึงเพิ่มประเภทการตัดสินเป็น 16 ประเภท จากเดิม 14 ประเภท โดยเพิ่ม Effective Lotus หรือผลงานที่ตัดสินจากความคิดสร้างสรรค์และสร้างยอดขาย และ “Mobile Lotus” รูปแบบโฆษณาและการสื่อสารบนมือถือรวมถึงขยายขอบเขตของผู้ส่งผลงานครีเอทีฟ โฆษณาไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง จากที่จำกัดอยู่แค่เอเชีย-แปซิฟิก และยังจัดกิจกรรม ADFEST+D&AD Academy ซึ่งเป็นเวิร์กช็อปสำหรับครีเอทีฟรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 30 ปี

คาด ว่าปีนี้จะมีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 3,500 ชิ้นงาน ใน 16 ประเภท และจะมีผู้เข้าร่วมจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และตะวันออกกลางกว่า 1,400 คน ทั้งนี้ งาน ADFEST จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 16 โดยปีนี้จัดภายใต้ธีม “คอนเน็กต์ เดอะ ดอตส์ (Connect the dots)” การเชื่อมต่อผู้คน สื่อ ความคิด กลยุทธ์ การตลาด ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ประสบการณ์ และเครื่องมือทางการสื่อสารให้เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

 

พนักงาน ธนาคารกรุงเทพขอขึ้นค่าแรง

มีรายงานข่าวแจ้งว่า กลุ่มสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพประมาณ 100 คน นำโดย นายชัยวัฒน์ มาคำจันทร์ ประธานสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ นัดชุมนุมบริเวณหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ ถนนสีลม เพื่อเรียกร้องต่อผู้บริหารเรื่องเงินโบนัส และ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในข้อต่างๆ ดังนี้

 

- ขอคืนโบนัสที่อัตรา 4 เดือนเหมือนในอดีต เพราะปัจจุบันธนาคารจ่าย 2 เดือน
- ขอคืนเงินประทังชีวิตหลังเกษียณจากอัตราปัจจุบัน 3 แสนบาทต่อราย เป็น 4.5 แสนบาทต่อราย

- ขอคืนอัตราขึ้นเงินเดือนที่ 6% เท่ากันทั้งธนาคาร หลังจากที่ปรับให้พนักงานประจำ 3% การตลาดฝ่ายขาย 6%

- แก้ไขการจ่ายคืนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จากปัจจุบันคิดเป็นอันดับขั้น ให้คิดเป็น 7% เท่ากันทั้งธนาคาร

โดยในวันที่ 24 ม.ค. กลุ่มสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ จะเดินทางไปที่กระทรวงแรงงาน เพื่อไกล่เกลี่ยกับผู้บริหาร ซึ่งหากยังไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จะยกระดับความรุนแรงในการเคลื่อนไหวมากขึ้น โดยจะดึงกลุ่มสหพันธ์แรงงานธนาคารและการเงินแห่งประเทศไทย ที่รวบรวมสหภาพแรงงานของธนาคารอื่นๆ เข้ามาร่วมชุมนุม แต่ถ้ายังไม่มีการตอบรับจากฝ่ายบริหาร พนักงานก็จะยกระดับยื่นเรื่องขอหยุดงาน

Revenue decline in 55 years

“During the past, we need to set aside about 140 million, it is the slow import by China. Therefore, the revenue and profit of the company declined. However, since the fourth quarter.
So far this year, the situation will improve, “said Tony said.

For the year 2556, the company expects revenue to grow up to around 6 billion, while net profit margin (Net Profit Margin) is 6.5% of normal is about 4.5%.
This is due to a combination of factors, including driving, warehouse and dock project will help to reduce the cost of logistics in the annual average of 100 million Baht

Mr Phanom said. Next year the company plans to expand its market to India.
Currently, the majority of exports to China. The future may be other markets such as Japan, Philippines, Vietnam, etc., which will make the money. In two years from the sale of coal in 50% and 50% of domestic sales, export sales this year, with approximately 20-25% of the sales in the country.

By pushing it to the international market. Encouraging results for AGE. Improved. Due to the use of coal in the country is relatively small, the growth rate is only 5-10% per year.

The demand is likely to increase since the fourth quarter. As the winter. Therefore, China has to be ordered in order to be active. Meanwhile, the trend of rising coal prices next year is likely. Run up to around $ 90 per tonne, up from the current approximately $ 80 per ton to give direction to improve performance. It is expected that the amount of coal will increase next year to 2.2 million tonnes from 1.6 million tonnes this year is about.

Plans for expansion abroad. Currently in the process of setting up a subsidiary in Indonesia by
AGE owns 100% share capital of U.S. $ 2.4 million. Which is expected to complete later this year.

By setting up the company. Intended to support the mining business in Indonesia.
Which the investment is likely to buy the mine. Or a company engaged in the coal business. While this is still under negotiation. If the deal invested around U.S. $ 1-2 billion is needed to raise capital. Or loan. I have enough liquidity.

Mr.Panom should Eternity Managing Director Asia Green Energy Public Company Limited () (AGE), importer and distributor of bituminous coal. (Clean coal) said. The company expects revenue this year to be in the range of approximately 4.5 to 4.7 billion, down slightly from last year’s revenue of 5.2 billion Baht

The net profit is expected to fall slightly to 10 million baht in the first half, the company has set aside thousands Stock of coal 140 million with China, which is the main partner imported coal reduced the impact. AGE directly.

“In recent years, coal mine and Companies doing business in Indonesia, close to town. Because coal prices dropped sharply from about 140 dollars per tonne to about $ 80 per ton, so this step is considered to be a golden opportunity for us to go into negotiations with these companies.
As well as other countries that might not have a problem with. The next year, we believe that coal can be recovered. Of the contract price is very likely, “said Tony said.