การแก้ปัญหาเงินบาทแข็ง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้แจงในคราวเดียวกันว่า ปัจจุบันหนี้ต่างประเทศของทั้งรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งในสถานการณ์บาทแข็งค่า กระทรวงการคลังก็ได้พยายามผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ชำระหนี้ให้เร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถคืนหนี้ได้เร็วทั้งหมด เนื่องจากติดสัญญาโดยเฉพาะสัญญาเงินกู้ระยะยาวมักจะชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ไม่ได้

“ปัจจุบันกระทรวงการคลังใช้โอกาสที่บาทแข็ง คืนหนี้ต่างประเทศให้เร็วขึ้น โดยเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ได้จ่ายคืนหนี้ไจก้าไป 13,000 ล้านบาท และมีแผนจะจ่ายคืนหนี้รัฐบาลในปีนี้ทั้งหมด 22,000 ล้านบาท ส่วนของรัฐวิสาหกิจก็ต้องไปจูงใจเขาต่อไป” นายเอกนิติกล่าว

ด้าน แหล่งข่าวจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2556 นี้คลังมีแผนชำระหนี้ล่วงหน้า (พรีเพย์เมนต์) ของรัฐวิสาหกิจกับเจ้าของแหล่งเงิน คือ องค์กรการเงินระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) เป็นวงเงินรวมกว่า 2.48 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 1.21 หมื่นล้านบาท

การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กว่า 3.78 พันล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กว่า 5.6 พันล้านบาท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) อีกกว่า 2.27 พันล้านบาท

ทั้งนี้ จะใช้วิธีกู้เงินบาทไปชำระหนี้เงินเยนดังกล่าว เพื่อปิดความเสี่ยงที่จะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยผ่อนคลายแรงกดดันสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าในขณะนี้ด้วย

 

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องความคืบหน้าการแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นการตอบคำถามของกรรมาธิการฯถึงเรื่องการใช้หนี้ต่างประเทศในเวลาที่ เงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นวิธีบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายวิธีหนึ่งว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ประสานกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และรัฐวิสาหกิจที่ต้องการชำระคืนหนี้ต่างประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการชำระหนี้ล่วงหน้าหรือชำระหนี้ตามกำหนด โดยหน่วยงานเหล่านี้จะแจ้งมาให้ ธปท.จัดซื้อดอลลาร์ให้อยู่เป็นระยะ ๆ

“แม้ ในเวลานี้จะยังไม่มีหนี้ก้อนใหญ่ที่มีการชำระ เนื่องจากบางหน่วยงานต้องรอหาเงินบาทมาแลกซื้อดอลลาร์ แต่เมื่อเขาหาเงินบาทมาได้แล้วก็จะแจ้งมาที่ ธปท.ให้จัดการซื้อดอลลาร์ให้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำอยู่เป็นระยะ ๆ และข้อมูลเหล่านี้เป็นที่ทราบกันอยู่ระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นอีกข้อมูลที่ใช้ในการบริหารจัดการเงินไหลเข้า-ไหลออก” นางจันทวรรณกล่าว

ทั้งนี้ การชำระหนี้ต่างประเทศเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำดอลลาร์เข้ามาและเป็นการ ปฏิบัติตามปกติ แต่การบริหารตลาดเงินให้มีความสมดุลระหว่างเงินบาทกับเงินดอลลาร์ยังจำเป็น ต้องอาศัยส่วนอื่น ๆ ประกอบด้วย อาทิ การกระตุ้นให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งนำเข้าสินค้าทุนและ วัตถุดิบ

 

นอก จากนี้ยังกล่าวด้วยว่า ล่าสุด ณ วันที่ 3 เม.ย. ทาง รฟม.ได้ชำระหนี้ล่วงหน้า (Pre-paymant) เงินกู้สกุลเยนไป 2 สัญญา วงเงินรวม 30,400 ล้านเยน หรือประมาณ 9,230 ล้านบาท

“การชำระคืนหนี้ต่าง ประเทศล่วงหน้านั้นมีการดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2556 หรือปลายปี 2555 โดยในส่วนหนี้ของรัฐบาลที่เป็นเงินกู้จากไจก้ามีการชำระล่วงหน้าไป 13 สัญญา วงเงินประมาณ 10,280 ล้านเยน ทำให้ประหยัดภาระดอกเบี้ยไปได้ 1,082 ล้านบาท ตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ย. 2555″ แหล่งข่าวกล่าว

ตลาดหุ้นไทนเริ่มปรับพื้นหลัง วิตกการกู้เงิน

นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธการลงทุน บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่  29  มีนาคม ดัชนี สามารถรีบาวน์ปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้วานนี้จะมีแรงเทขายทำกำไรออกมากดดันดัชนี เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลจากปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปและประเด็นการอภิ ปรายพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทที่มีความคืบหน้าในเชิงบวก

สำหรับ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า (1-5 เม.ย.) ประเมินว่าดัชนีจะมีแนวโน้มการขยับขึ้นที่จำกัดลง หลังจากที่ได้มีการรีบาวน์ปรับขึ้นต่อเนื่องประมาณ 80 จุด โดยประเมินว่ากรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์จะมีแนวรับอยู่ที่ 1,550 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,580 จุด  ด้านปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนในสัปดาห์หน้าคือการประชุมของคณะกรรมการ นโยบายการเงิน(กนง.) และการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเลือกซื้อหุ้นรายตัวในหุ้นที่มีโอกาสปรับขึ้นได้แก่ BTS,BGH และหุ้นที่จ่ายปันผลดี คือ ADVANC,INTUCH

ตลาดหุ้นไทยรีบาวน์ต่อเนื่องจากต้นสัปดาห์เหตุนักลงทุนคลายกังวลวิกฤตหนี้ ยุโรป ผนวกอภิปรายพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทเห็นแววสดใส หุ้นสัปดาห์บวกได้จำกัดลงหลังรีบาวน์ต่อเนื่อง 80 จุด ให้แนวรับอ 1,550 จุด แนวต้าน 1,580 จุด

ตลาดหุ้นร่วงหนัก

ส่วนความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้น นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์รายหนึ่งเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 เปิดตลาดที่ระดับ 29.16 – 29.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากวันก่อนที่ปิดตลาดในระดับ 29.32 – 29.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าตลอดทั้งวันทำสถิติแข็งค่าสุดในวันนี้ที่ 29.08 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 29.10– 29.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 16 ปี ทั้งนี้ระหว่างวันธปท.พยายามเข้ามาพยุงเป็นบางจังหวะแต่ค่าเงินก็ยังคงแข็ง ค่า เพราะกระแสเงินทุนไหลเข้ายังมีมาต่อเนื่อง รวมทั้งมีแรงเทขายจากกลุ่มผู้ส่งออกค่อนข้างมาก ซึ่งคาดว่าในวันพรุ่งนี้ค่าเงินบาทอาจจะปรับตัวแข็งค่าได้อีก โดยมองว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 29.00 -29.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

 

ทาง ด้านฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันที่ 20 มีนาคม 2556 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 29.27/29 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (19/3) ที่ 29.33/34 บาท/ดอลลาร์ สกุลเงินบาทนั้นแข็งค่าขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าที่ผ่านมาและแตะที่ระดับ 29.14 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันนี้ได้รับแรงหนุนจากเงิน ทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทยต่อเนื่องจากวานนี้ (19/3) อีกทั้งวันนี้นักลงทุนได้ขายดอลลาร์เพิ่มเติมเพื่อตัดขาดทุนหลังจากเงินบาท แข็งค่าอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในช่วงบ่ายของวัน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล) ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อค่าเงินบาทไทยที่ดูจะแข็งค่ามากและเร็วเกินไป ทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมาเล็กน้อยในช่วงเวลาสั้น ๆ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันนี้(20มี.ค.) ดัชนีSET เคลื่อนไหวในแดนลบตลอดการซื้อขายทั้งวัน หลังตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาเงินทุนไหลเข้า และค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป ซึ่งจะกระทบไปถึงภาคการส่งออก รวมถึงปัญหาเรื่องหนี้ในไซปรัส โดยการซื้อขายระหว่างวัน ดัชนีลงไปต่ำสุดที่ระดับ 1,534.27จุด ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ1,543.67จุด หรือลดลง1.57% มีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 83,656.86ล้านบาท โดยมีหลักทรัพย์ราคาปรับเพิ่มขึ้น156หลักทรัพย์ ไม่เปลี่ยนแปลง83หลักทรัพย์ และลดลงถึง 556 หลักทรัพย์

 

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย 1.PTTปิดที่ 333.00บาท -5.00 (-1.48%)2.CK ปิดที่ 25.50บาท -2.75 (-9.73%) 3.BTS ปิดที่ 9.35บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 4.TRUE ปิดที่ 7.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 5. ITD ปิดที่ 7.60บาท -1.30 (-14.61%)

 

ส่วนพฤติกรรมการการซื้อขายแยกกลุ่มนักลงทุนในวันนี้ ตลาดหลักทรัพย์รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติ ขายออกสุทธิ 3,203.58 ล้านบาท นักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ 965.24 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์(โบรกเกอร์)ซื้อสุทธิ 923.62 ล้านบาท และ นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 1,314.73 ล้านบาท
นาย ชัย จิรเสวีนุปพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเช้า ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลงค่อนข้างแรง โดยเป็นผลมาจากความกังวลของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และมีความกังวลว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจยุโรป ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงแรงในช่วงเช้า ก่อนที่ช่วงบ่าย ตลาดจะคลายกังวลจากปัจจัยดังกล่าว และปรับตัวติดลบน้อยลง

 

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนและตกลงแรงมากในช่วงเช้านั้น ปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยค่าเงินบาทมีกระทบกับตลาดหุ้นไทยน้อยมาก แต่สาเหตุที่แท้จริงมีกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่เทขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร และหวังว่าจะทุบราคาหุ้นเพื่อเข้าไปเก็บหุ้นในราคาที่ต่ำ ภาวะการณืดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วบริษัทจดทะเบียนไทยไม่ได้แข็งแกร่งจริงๆ

 

ขณะที่ช่วงเช้า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังจะไม่มีการออกมาตรการพิเศษใดๆ เพื่อดูแลการแข็งค่าของ เงินบาทในช่วงนี้ เพราะอาจทำให้ตลาดตกใจ และขาดความเชืี่อมั่นได้

“จะไม่ออกมาตรการพิเศษ เพื่อดูแลเงินบาท เพราะมาตรการพิเศษ ถือเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ และยิ่งจะทำให้ตลาดตกใจ และขาดความเชื่อมั่น” นายกิตติรัตน์ กล่าวกับผู้สื่อข่าว

 

เขายืนยันว่า หน้าที่ในการดูแลค่าเงินบาท ยังเป็นของธนาคารแห่ง ประเทศไทย(ธปท.) แต่ในฐานะของ รมว.คลัง ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เช่นกัน

เช่นเดียวกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท.ก็ยงคงยืนยันว่าจะยังไม่มีการออกมาตรการสกัดค่าเงินบาทแข็งค่า ในช่วงนี้ แม้จะยอมรับว่าเงินบาทในวันนี้แข็งค่าเร็วเกินไปก็ตาม

อย่างไรก็ตาม คืนนี้ (ตามเวลาประเทศไทย) ตลาดทั่วโลกจับตาดูการแถลงข่าวครั้งแรกในรอบปีของนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะส่งสัญญาณใดต่อมาตรการและนโยบายทางการเงินในปัจจุบัน โดยตลอดทั้งวันค่าเงินบาทมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 29.14-29 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 29.14/16 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหลักทรัพย์เตือนระวังการลงทุนในหุ้นร้อน

เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวด้วยว่า การขยายระยะเวลาให้ซื้อขายด้วยบัญชี Cash Balance ในหลักทรัพย์ที่การซื้อขายผิดปกติและเข้าข่ายมาตรการ Cash Balance เพิ่มเป็น 6 สัปดาห์ ในวันที่ 1 มี.ค.นี้ จากเดิมกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 3 สัปดาห์ จะช่วยทำให้ตัวนักลงทุนฉุกคิดก่อนเข้าลงทุน มีความระมัดระวังหรือรอบคอบในการลงทุน และปรับปรุงพอร์ตของตัวเอง

นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.ล.ต.ได้เข้าตรวจสอบบริษัทหลักทรัพย์บ่อยมากขึ้น หลังจากดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นอย่างร้อนแรง จากการตรวจสอบ ก.ล.ต. พบสิ่งผิดปกติ หรือการสร้างราคาในตลาดหุ้น อาจทำให้นักลงทุนได้รับความเสียหาย ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่เนื่องจากต้องใช้เวลาและมีหลักฐานเพียงพอจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

“ขณะ นี้พบการโอนหลักทรัพย์จากบัญชีหนึ่งมายังอีกบัญชีหนึ่ง ทำให้บุคคลคนนั้นสามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการเพิ่มวงเงินในการ ซื้อขายหุ้น หรือโอนหุ้นจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง เมื่อตรวจพบจึงให้บริษัทหลักทรัพย์หยุดการให้วงเงิน เพราะทำให้ผู้ลงทุนเสียหาย และบริษัทหลักทรัพย์เกิดความเสียหายไปด้วย” นายวรพล กล่าว

ขณะเดียวกันได้กำชับให้บริษัทหลักทรัพย์  โดยเฉพาะการตลาดใช้บทวิเคราะห์ในการแนะนำหุ้นให้ผู้ลงทุน เพราะที่ผ่านมาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นลงแรง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและเล็กซึ่งไม่มีบทวิเคราะห์การลงทุน ดังนั้น ก.ล.ต. จึงเตือนทั้งมาร์เก็ตติ้ง และนักลงทุนให้ระมัดระวังการซื้อขายหุ้น อย่าลงทุนตามกระแสข่าว ขณะนี้ตัวเลขนักลงทุนรายย่อยปัจจุบันมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 63 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีสัดส่วนร้อยละ 52 นักลงทุนกลุ่มใหม่เข้ามาและไม่เคยผ่านบทเรียนวิกฤติเศรษฐกิจ จึงต้องการให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุน

สถานะการณ์ค่าเงินบาทวันนี้

กระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าหารือและติดตามสถานการณ์อัตราค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วที่ ทำเนียบรัฐบาล โดยขณะนี้อัตราค่าเงินบาทมีความผันผวนอยู่ระหว่าง 29.70-29.95 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งหามาตรการรับมือความผันผวนของค่าเงินบาทไม่ให้สูงขึ้นไปมากกว่านี้ เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทยที่ต้องประสบปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จะทำให้รายได้ส่งออกหายไปประมาณ 1-1.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ

 

โดยขณะนี้มีผู้ส่งออกได้รับผลกระทบแล้ว ทั้งจากปัจจัยตลาดคู่ค้าชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงจากการทุ่มตลาดของสินค้าบางประเภท ประกอบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 10 จากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ ทั้งนี้ ต้องจับตาว่าภายหลังการหารือแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีมาตรการดูแลผลกระทบให้กับผู้ส่งออกอย่างไร โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เช่น มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อลดส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยของไทยกับต่างประเทศ และชะลอการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ

Oil price

Oil prices rebounded from high fueled atmosphere of traded on exchanges. Investors were busy in the last days before the armistice lines make the selection. The leaders of the United States. As a result, the Dow Jones industrial index rose 133.24 points to close at 13,245.68 points.

The hardware and energy stocks rose ahead. Confidence of investors that Mr. Messerschmitt Romney candidacy for U.S. President. Republican Party a chance to win. The policy is meant to highlight the use of energy from fossil fuels. And as a result, are buying more oil into the market. However, analysts concluded that Regardless of the election results to come in any form. It will be beneficial to the market. The direction of growth of the U.S. economy will be more clear.

- Maintenance of the unit, the largest refinery with a capacity of 3.37 lakh barrels per day. BP Refinery (BP) and stop the production of the Indiana refinery Bay Way of 2.38 lakh barrels per day from the effects of Hurricane Sandy. Crude is expected to deliver increased protection phishing. Cause the spread between Brent crude and West Texas stretch more and boost the price of gasoline in the U.S. market. To increase.

- The EU’s services sector index (PMI) service menstruation. York. Fell to 45.7 from 46.1 in September is the ninth month of the index level is 50 or lower indicates contraction. of the service sector. Expected by economists that there is a strong chance that the European Central Bank to cut rates. Interest to reach as low as 0.5% in early next year.

- At the top of Germany’s factory orders for October. York. Reduced as well. Orders from foreign and domestic growth was negative 4.5%, down 1.8%.

- The United States energy market Petroleum Institute (API) reported U.S. crude inventories as at 2 November 55 decreased to 27,000 barrels of Reuters survey expected to increase by 1.8 million barrels now. The amount of gasoline inventories fell 1.0 million barrels and gasoline fell 1.5 million barrels.
Gasoline. Oil prices rise over Dubai. Driven by the tight supply situation in the United States. With the demand for imports of Indonesian

Diesel. The increase in crude oil prices. However, the volume of oil in the market increases. While there is not much demand.

Crude oil prices in the short term, and factors to watch.

The movements of Brent crude oil prices this week from 105 to 113 dollars per barrel while West Texas 82-90 dollars to the debt of Spain and Greece. Tensions in the Middle East and the impact of Hurricane Sandy. And the appointment of the new leader of China. And the European Central Bank this week. Today marked the election for President of the United States. It’s official.

- Economic data this week, including the following.
Wednesday: industrial production of Germany.
Thursday: Most of the unemployed who receive benefits. Including imports – exports of Germany. Greece’s unemployment rate.
Friday: The sense of the consumer economy. The industrial production of French. Inflation. Industrial production. And retail sales of China.
Saturday: imports – exports of China.

- Observers that China will announce more stimulus or not. After you have chosen a new leader in this November 8.
- The European Central Bank on Nov. 8 that the bank is expected to keep interest rates low until the economy. EU to recover.
- The decision by the European Union for financial support of Spain, which will lead to the start. Spanish government bond purchases by the European Central Bank, which is expected in November
- The decision to grant Greece the next installment of the EC / ECB / IMF with Greece’s financial results are reported in this week.
- The effects of hurricane winds struck the sandy east coast of the U.S. state. Economy and oil demand, which is expected to fall short. But recovered again due to the need to repair the damage.
- The conflict between Iran and the West on its nuclear program. And border tensions between Syria and Turkey. General concerns about tight supply.