TMB กำไรกว่า30% ในปี55

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งผลการดำเนินงานสำหรับงวดผลประกอบการ งวดปี 2555 ในวันนี้ ว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีผลกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรอง 10,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

 

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีกล่าวว่า “ธนาคารมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2555 มีผลกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองสูงสุดในประวัติการดำเนินงานของธนาคาร อันเป็นผลจากรายได้จากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 17% โดยรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิโตขึ้น 20% รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้น 25% และการบริหารจัดการด้านค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพทำให้ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ ดอกเบี้ยโตขึ้นเพียง 5%

 

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555 ธนาคารมีสินเชื่อคุณภาพ (Performing loans) เพิ่มขึ้น 17% ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป็นผลจากการขยายตัวของทั้งสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกค้าขนาดใหญ่  ส่วนในด้านเงินฝาก ปริมาณเงินรับฝากของธนาคารเพิ่มขึ้น 9.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มของเงินฝากลูกค้ารายย่อย โดยเฉพาะบัญชีเงินฝากไม่ประจำ (No Fixed Account) ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ “ทีเอ็มบี วันแบงก์ วันแอคเค้าท์” และ “ทีเอ็มบี วันแบงก์ วันเดย์” ที่มุ่งตอบสนองความต้องการทางการเงินของลูกค้าธุรกิจ ช่วยขจัดปัญหาความไม่สะดวกรำคาญใจและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมเพื่อให้ ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการทำธุรกรรมกับทีเอ็มบีมากยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคย ได้รับจากสถาบันการเงินอื่นมาก่อน  ทำให้ธนาคารยังคงดำรงสภาพคล่องไว้ในระดับที่ดี โดยมีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากรวมตั๋วเงินฝาก (Loan to Deposit & BE Ratio) ที่ระดับ 92% ณ วันสิ้นงวด

 

นายบุญทักษ์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของปี 2555 จึงถือโอกาสนี้ เพิ่มความแข็งแกร่งของของธนาคาร ด้วยการปิดความเสี่ยงสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีมาแต่เดิม (remaining legacy NPL) โดยการขาย NPL เดิม ออกไปเป็นจำนวน 5,676 ล้านบาท ทำให้สัดส่วน NPL ของธนาคารลดลงเหลือ 3.75% จากเดิม 5.24% และสัดส่วน NPL ของงบการเงินธนาคารและบริษัทย่อยลดลงเหลือ 4.10% จาก 5.67% ในปีก่อนหน้า และจัดตั้งสำรองพิเศษเพิ่มอีกจำนวน 5,286 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (coverage ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 118% สำหรับงบเฉพาะธนาคารและ 113% สำหรับธนาคารและบริษัทย่อย

 

ทั้งนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 1,605 ล้านบาท และมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่งชั้นแนวหน้าในระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ด้วยระดับความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio – CAR)  ที่ 18.2% ซึ่งเป็นกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ในสัดส่วน 11.1%
นายบุญทักษ์กล่าวด้วยว่า “ด้วยผลการดำเนินงานที่ดีมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งนี้ ธนาคารจะสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพื่อมุ่งเน้นในการมอบประโยชน์ สร้างคุณค่า และประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการธุรกรรมทางการเงินของธนาคาร ได้ดียิ่งขึ้นต่อไป”